เฮ่อเต๋อเซิ่งผงะไป
หมายความว่าไงที่ให้ขายราคาต่ำ บอสเผยคิดว่าแพงไปเหรอ
แต่เขาก็รีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว “อ๋อ บอสเผยจะบอกว่าไม่ควรเจรจาซ้ำๆ เพื่อขายในราคาสูง แต่ให้ขายออกไปให้เร็วที่สุดใช่ไหมครับ ถ้ารีบขายให้เร็วที่สุด เราก็น่าจะขายในราคาต่ำได้ครับ”
เผยเชียน “…ประมาณนั้น”
เขาบอกเฮ่อเต๋อเซิ่งอย่างชัดเจนไม่ได้ว่าให้ขายไปถูกๆ เลย บอกได้แค่กลายๆ แต่ถ้าเฮ่อเต๋อเซิ่งเข้าใจแบบนั้นก็ถือว่าไม่ผิดอะไร ยังไงผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนกัน
เฮ่อเต๋อเซิ่งพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับบอสเผย ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้เหมาะสมครับ!”
…
…
วันพุธที่ 14 ธันวาคม
กองถ่ายคัตซีนเกม Mission & Choice
“คัต!
“โอเค ฉากเมื่อกี้โอเคเลย เดี๋ยวเราถ่ายต่ออีกฉากแล้ววันนี้พอแค่นี้
“อ้อ ช่วงนี้สถานการณ์เป็นไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ การถ่ายทำคืบหน้าไปเร็วกว่าที่ผมคิด ผมกะแล้วว่าเราเลือกตัวเอกมาถูกคน!”
จูเสี่ยวเช่อชมลู่จือเหยาอย่างไม่กั๊ก
ลู่จือเหยายิ้มเขินๆ “โหย ทั้งหมดก็เพราะได้คำแนะนำจากบอสเผยและบทดีๆ แหละครับ ผมแค่ช่วยเป็นไอซิ่งโรยหน้าเค้กเฉยๆ”
จูเสี่ยวเช่อตบบ่าอีกฝ่าย “ถ่อมตัวทำไมครับเนี่ย เอ้า นี่บทฉากถัดไป ลองอ่านแล้วเชื่อมโยงความรู้สึกดูนะครับ”
ลู่จือเหยาเอื้อมมือไปรับบท
ตามแผนของผู้กำกับจูเสี่ยวเช่อ คัตซีนเกม Mission & Choice ต้องถ่ายทำเสร็จประมาณเดือนมีนาคม เพราะเผื่อเวลาสำหรับการตัดต่อและทำเอฟเฟกต์พิเศษ
เกือบทุกฉากในเกม Mission & Choice ต้องทำเอฟเฟกต์พิเศษเพิ่ม ซึ่งก็ใช้เวลาเยอะมาก เลยต้องเผื่อเวลาไว้ให้พอกับงานในส่วนนี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะปล่อยเกมได้อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนตามแผนเดิม
แต่การถ่ายทำก็กดดันไม่แพ้กัน
การถ่ายทำในตอนนี้ไม่ได้ถ่ายตามบทโดยสมบูรณ์ หลายฉากในช่วงแรกของเนื้อเรื่องยังไม่ได้ถ่ายจนได้ระดับที่พอใจที่สุด แต่จูเสี่ยวเช่อก็มั่นใจว่าทักษะการแสดงและสภาพจิตใจของลู่จือเหยานั้นปรับมาดีแล้ว โดยพื้นฐานสามารถจัดการกับบทบาทของฉินอี้ในส่วนที่ผ่านมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตอนนี้ได้เวลาที่เขาจะให้บทส่วนถัดไปกับลู่จือเหยาเพื่อให้อีกฝ่ายได้เตรียมตัวล่วงหน้า
การถ่ายทำเป็นไปด้วยความราบรื่น ซึ่งก็ต้องขอบคุณบอสเผย
ส่วนหนึ่งก็เพราะบอสเผยมอบความมั่นใจและกระตุ้นศักยภาพให้ลู่จือเหยา ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจตัวละคร ฝึกฝนทักษะการแสดง และพัฒนาฝีมือโดยไม่ต้องให้ใครแนะนำ อีกส่วนก็เพราะ เครื่องทะเลาะอัจฉริยะที่บอสเผยให้สร้างช่วยให้ลู่จือเหยาต่อบทกับ AEEIS ได้ทุกเมื่อที่ว่าง เขาจึงหมกมุ่นอยู่กับการวิเคราะห์ตัวละคร
ตอนนี้ลู่จือเหยากำลังจะยอมรับความท้าทายใหม่
เขาแทบอดใจรอเปิดดูบทเพื่ออ่านเรื่องราวส่วนถัดไปไม่ไหว
ในเนื้อเรื่องส่วนที่ผ่านมา ฉินอี้เข้าใจถึงความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของผู้บัญชาการคนก่อนและคำสั่งของ AEEIS ลู่จือเหยาแทบรอไม่ไหวที่จะได้อ้าแขนต้อนรับศึกตัดสินระหว่างมนุษย์กับเซิร์ก
…
ฉินอี้กำกับการรบครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างมีระบบระเบียบ ยานรบนับไม่ถ้วนรอบตัวถูกทำลาย มนุษย์และเซิร์กจำนวนมากระเบิดเป็นชิ้นๆ ไม่หลงเหลือให้เห็นแม้แต่กระดูก
เขาเป็นเหมือนเครื่องจักรสงครามที่สมบูรณ์แบบ คอยกำกับการรบครั้งแล้วครั้งเล่า ความตายของทหารไม่สามารถกระตุ้นอารมณ์ใดๆ ในใจได้อีก
ถ้าการตายของคนคนหนึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า การตายเป็นเบือก็เป็นแค่ตัวเลข
ในฉากยาวนี้ เสียงไร้อารมณ์ของ AEEIS เหมือนจะไม่ได้คุยกับแค่ฉินอี้ แค่ยังคุยกับผู้ชมหน้ากล้องและผู้เล่นที่กำลังเล่นเกมอยู่ด้วย
“การบังคับบัญชาคือส่วนสำคัญที่สุดของสงคราม เป็นการรวบรวมทหารนับไม่ถ้วนไว้ด้วยกันเพื่อสร้างกองกำลังที่ทรงพลัง
“การบังคับบัญชาแบ่งออกเป็นสองด้านคือ การประมวลผลข้อมูลและการตัดสินใจในการดำเนินการ
“ในสงคราม การประมวลผลข้อมูลมีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะข้อมูลที่ผิดนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด ทั้งสองฝั่งจะได้รับข้อมูลมหาศาลทุกชั่วขณะ การประมวลผลข้อมูล ตัดสินความถูกต้อง และเรียงลำดับความสำคัญจะเป็นตัวตัดสินว่าการตัดสินใจสุดท้ายนั้นถูกต้องหรือไม่
“ข้อมูลถือเป็น ‘ห่วงโซ่การส่งข้อมูล’ ไม่ว่าข้อมูลจะอัปโหลดหรือส่งต่อ ยังไงก็ต้องผ่านขั้นตอนและช่องทางต่างๆ เหมือนเป็นห่วงโซ่ ห่วงโซ่การส่งข้อมูลเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของการใช้ข้อมูลโนlวลกูดอทคoม
“ไม่ว่าในกรณีใด ข้อมูลที่ส่งมักถูก ‘คัดสรร’ เสมอ ไม่งั้นทั้งผู้บัญชาการและผู้ใต้บังคับบัญชาจะถูกครอบงำด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลและเกิดความสับสน
“การคัดสรรในลักษณะนี้เป็นการตั้งค่าเชิงตรรกะพื้นฐานที่สุด ดังนั้นการหลอกลวงจึงมีอยู่ในสงครามเสมอ
“ในยุคจีนโบราณมีเรื่องเล่าของการ ‘มองลูกบ๊วยเพื่อดับกระหาย’ ในยุคสงครามสมัยใหม่ กองทัพญี่ปุ่นจงใจปิดบังความจริงของสงครามหลังจบยุทธการมิดเวย์
“ความจริงเบื้องหลังยุทธการมิดเวย์นั้นไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูง แต่กลับประกาศว่าสงครามเป็น ‘การต่อสู้เพื่อตัดสินสถานการณ์ภาพรวม’ พลเมืองที่ถูกหลอกถึงกับเฉลิมฉลอง ‘ชัยชนะ’ ด้วยการห้อยโคมสว่างไสวและเครื่องประดับหลากสีสัน
“‘การหลอกลวง’ ไม่ใช่ ‘การพูดเท็จ’ แต่เป็น ‘การจงใจปิดบังข้อมูลบางส่วน’ ในกรณีส่วนใหญ่
“เพื่อให้แน่ใจว่าทหารจะปฏิบัติตามคำสั่ง มีผู้บังคับบัญชาไม่กี่คนที่จะสั่งทหารโดยตรงว่า ‘ไปพลีชีพซะ’ การสั่งการแบบนี้นอกจากไม่ทำให้ทหารรู้สึกมีเกียรติแล้ว ยังทำให้เสียขวัญและกำลังใจในระดับร้ายแรงด้วย
“ในการบัญชาการสงคราม ผู้บัญชาการมักมอบหมายภารกิจที่ชัดเจนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ยึดตำแหน่งเป็นเวลาสองชั่วโมง จากนั้นจึงถอยทัพ แต่ผู้บัญชาการจะไม่มีทางพูดในสิ่งไม่จำเป็น เช่น ‘มีโอกาสสูงที่กองทัพจะถูกกวาดล้างในปฏิบัติการนี้’
“ดังนั้นการหลอกลวงจึงไม่ใช่กลยุทธ์หน้าซื่อใจคด บ่อยครั้งที่มันเป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดของห่วงโซ่การส่งข้อมูล ซึ่งช่วยขยายผลการต่อสู้ ลดความสูญเสีย และคว้าชัยได้ยิ่งใหญ่ขึ้น”
ฉินอี้เริ่มควบคุมการรบครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างที่ AEEIS บรรยาย
การรบเหล่านี้เป็นการผสมผสานระหว่างการรบจริงและการรบจำลอง เพราะมีองค์ประกอบสมจริงเพิ่มเข้ามา
ถ้าฉินอี้ล้มเหลวในบางศึกหรือไม่พอใจกับผลลัพธ์ ก็สามารถขอให้ AEEIS เล่นซ้ำและจำลองศึกขึ้นใหม่ได้ โดยจะคืนค่าการวางกำลังยูนิตดั้งเดิมของทั้งสองฝ่าย แต่เหตุการณ์แบบสุ่มต่างๆ จะยังเกิดขึ้นเหมือนเดิมเพราะการคำนวณของระบบ ทำให้การเล่นซ้ำแต่ละครั้งแตกต่างกัน
ภายใต้สถานการณ์นี้ ฉินอี้จะรู้ว่าศึกนี้เป็นการจำลองของ AEEIS ไม่ใช่การต่อสู้จริง เพราะในความเป็นจริง ยูนิตเหล่านี้ตายไปแล้วจากความล้มเหลวครั้งแรก
ศึกที่ฉินอี้เจอครั้งแรกเป็นการผสมผสานระหว่างการรบจริงและการรบจำลอง จากข้อมูลของ AEEIS บางครั้งเขาก็กำลังสั่งการกองทัพจริง บางครั้งเป็นการจำลอง
แต่ไม่ว่าจะเป็นการรบจริงหรือจำลอง ฉินอี้ก็ทุ่มสมาธิ 120% ไปกับการสั่งการ เพราะเขาชินกับการมองทุกยูนิตบนจอเป็นคนจริงๆ ไปแล้ว
ด้วยความคิดแบบนี้นี่เองที่ทำให้ฉินอี้เริ่มพึ่งพาข้อมูลต่างๆ ของ AEEIS มากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะฉินอี้ตระหนักว่าส่วนใหญ่แล้ว ข้อมูลน่าเชื่อถือกว่าคน ถ้ากำลังใจของทหารตกไปอยู่จุดต่ำสุด การสั่งการให้ทหารคนนั้นไปจัดการภารกิจสำคัญจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน
ระหว่างกระบวนการยาวนานนี้ ฉินอี้เริ่มเฉยชาขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากการนอนหลับที่เป็นสิ่งจำเป็นทุกวันแล้ว ฉินอี้ก็กำกับการรบอย่างต่อเนื่องเหมือนเครื่องจักร
ถ้าชนะ ก็จะไปต่อที่ศึกถัดไป ถ้าล้มเหลว ก็จะเล่นซ้ำนับครั้งไม่ถ้วนจนกว่าจะชนะ
แต่ละวันเป็นแบบนี้วนซ้ำเดิมไม่รู้จบ
ในเคบินสั่งการไม่มีกลางวันหรือกลางคืน มีแค่ AEEIS ที่คำนวณเวลาตื่นและนอนให้ฉินอี้อย่างแม่นยำ
ฉินอี้จำไม่ได้ว่าตัวเองนอนมากี่ครั้งหรือผ่านมากี่วันแล้ว เพราะศึกตัดสินเริ่มต้นได้ทุกเมื่อ เขาต้องใช้เวลาที่มีในการเตรียมพร้อมให้ได้มากที่สุด
ในที่สุด วันหนึ่งฉินอี้ก็ถูก AEEIS ปลุกจากการนอนหลับ
เขาเห็นฝูงแมลงเข้าและออกรังในภาพโฮโลกราฟิกรอบตัว ฐานทัพมนุษย์บนดาวและยานรบบนท้องฟ้าพร่างพราวพร้อมเปิดศึก
สถานการณ์ในตอนนี้บ่งบอกชัดเจน การต่อสู้สเกลใหญ่กำลังจะเปิดฉาก
ศึกครั้งนี้อาจกินเวลานาน หรืออาจแตกพ่ายและจบลงอย่างรวดเร็วเพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย
ฉินอี้เดินไปที่แพลตฟอร์มสั่งการ พอวันนี้มาถึงจริงๆ เขากลับรู้สึกถึงความสงบแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน