ฉางโหย่วมั่นใจในแผนงานของตัวเองมาก
ในเมื่อบอสเผยบอกว่าเป้าหมายสูงสุดของบริษัท OTTO คือการเข้าซื้อต่อกิจการ Pineapple ก็หมายความว่ามือถือของพวกเขาต้องเหนือชั้นกว่าของ Pineapple
จุดแข็งของ Pineapple คือฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ที่ไปด้วยกันได้ดี ระบบปฏิบัติการคือข้อได้เปรียบหลักด้านการแข่งขันของแบรนด์
ถ้าอยากยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็ง ก็ต้องใส่ใจระบบปฏิบัติการให้มากๆ
ฉางโหย่วคิดว่าระบบปฏิบัติการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก ดังนั้นพวกเขาควรเริ่มรวบรวมความคิดเห็นของผู้ใช้งานมาพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
เผยเชียนเงียบไป
เหมือนว่า…คำแนะนำของฉางโหย่วจะฟังดูน่าเชื่อถือสุดๆ!
ทำยังไงดี
ถ้าฉางโหย่วทำระบบดีๆ ขึ้นมาได้สำเร็จ ก็จะทำให้มือถือของพวกเขามีแต้มต่อในตลาดมากขึ้น
ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง
เผยเชียนก้มหน้าเล่นมือถือต่อ ไม่พูดอะไร
เขาลองทดสอบดูคร่าวๆ แล้วและไม่พบปัญหาร้ายแรงเลย
ต้องหาต่อ!
เผยเชียนจงใจทดสอบเปิดฟังก์ชันที่ไม่ใช่ฟังก์ชันแท้ของระบบ Android ซ้ำๆ
จู่ๆ ก็มีปัญหาเกิดขึ้น
แอปเด้ง!
เผยเชียนหน้านิ่ง แต่จริงๆ กำลังยิ้มกริ่มอยู่ในใจ
เห็นมั้ยล่ะ จะไม่มีบั๊กได้ยังไง!
ถ้ามีถังอี้ซู่อยู่ ยังไงก็ต้องมีบั๊กประหลาดโผล่ขึ้นมาแน่!
ฉางโหย่วเอ๊ย ทีนี้นายจะว่าไงดี
ฉางโหย่วนิ่งอึ้งไป
นี่มันลากฉันไปตบกลางสี่แยกชัดๆ!
ฉันเพิ่งจะบอกไปว่าระบบเสถียร ไม่มีบั๊ก พอเล่าแผนการในอนาคตเสร็จปุ๊บ บั๊กโผล่ปั๊บ…
แต่ฉางโหย่วก็สงบสติอารมณ์ได้โดยใช้เวลาไม่นาน
“ไม่ต้องห่วงนะครับบอสเผย
“ยังไงนี่ก็เป็นเวอร์ชันทดสอบ มีบั๊กบ้างเป็นเรื่องปกติ
“บอสใช้งานอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอบั๊ก ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความสมบูรณ์และความเสถียรของเวอร์ชันนี้
“การทดสอบต่อไปจะต้อง… เฮ้ย”
ฉางโหย่วพูดสิ่งที่คิดไปยังไม่ทันจบ แอปก็เด้งอีกครั้ง ทำเอาเขาเผลออุทานออกมา
เขาพูดอะไรไม่ออก
ฉางโหย่วรู้สึกว่าตัวเองไม่น่ารีบพูดออกไปเลย!
เพิ่งจะโม้เรื่องความเสถียรของระบบไปหมาดๆ บั๊กก็โผล่มารัวๆ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
เขาไม่กล้าอธิบายอะไรอีก เรื่องราวเป็นแบบนี้แล้ว ยิ่งอธิบายก็ยิ่งทำให้ดูแย่ลงไปกว่าเดิม
ตอนนี้ทำได้แค่รอโดนบอสเผยด่า
เผยเชียนพยายามอย่างเต็มที่จนในที่สุดก็พบบั๊กสามสี่จุด จากนั้นก็ถอนหายใจอยู่ภายใน
เฮ้อ ค่อยยังชั่ว
ถ้าหาบั๊กไม่เจอจะเอาหน้าไปไว้ไหน
ไม่รู้จะเป็นยังไงถ้าปล่อยให้ฉางโหย่วมั่นหน้าไปเรื่อยๆ
โชคดีที่เจอบั๊ก จะได้เอาปัญหาที่เจอมาชี้นำให้ฉางโหย่วเดินไปทางผิดๆ
เผยเชียนกระแอมกระไอ “ผมเห็นด้วยกับมุมมองของคุณเรื่องระบบ
“ในอนาคตตอนที่มือถือเริ่มจะเหมือนๆ กันหมด จุดที่จะเอามาสู้กันก็ต้องเป็นระบบที่ง่ายต่อการใช้งาน
“แต่คุณต้องลดความทะนงตัว อย่าพยายามบินถ้ายังเดินได้ไม่แข็งแรง!
“ระบบที่มีฟังก์ชันเยอะๆ ดีก็จริง แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้ามันไม่เสถียร
“แก้ปัญหาเรื่องความเสถียรก่อน เอาให้มั่นใจว่าประสบการณ์การใช้งานพื้นฐานดีเยี่ยมแล้วค่อยไปพิจารณาจุดอื่นๆ ที่คุณไล่มา
“อย่าเพิ่งทำฟังก์ชันอะไรเพิ่มเติมใส่ OTTO OS ก่อนหน้ามือถือจะปล่อย ตอนนี้เอาแค่ฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานก่อน
“เอาเวลาที่เหลือไปแก้บั๊ก ยกระดับความเสถียรของระบบ หรือไม่ก็ปรับแก้รายละเอียดบางอย่างเพิ่ม”
ฉางโหย่วไม่มีหน้าจะไปโต้แย้งอะไร จึงได้แต่พยักหน้าเงียบๆ “ได้ครับบอสเผย เข้าใจแล้วครับ”
เขามองว่าการเอาเวลาไปทุ่มกับการแก้บั๊กและปรับแต่งรายละเอียดเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ สู้เอาไปพัฒนาฟังก์ชันต่างๆ เพิ่มยังจะดีกว่า
แต่ถ้าบอสเผยบอกแบบนั้น เขาก็ต้องทำตาม
เพราะการนำเสนอครั้งนี้ล่มไม่เป็นท่า ฉางโหย่วคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไรในเมื่อระบบมีบั๊กมากมายขนาดนี้
…
…
วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม
ช่วงเช้า
บริษัทเหิงตู่
อู๋ปินเพิ่งจะจัดการงานในมือเสร็จ เขาเปิดอีเมลดูด้วยความเคยชินเพื่อเช็กว่ามีอีเมลใหม่มั้ย
ระหว่างที่ไล่สายตาดูอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา
มีอีเมลจากเถิงต๋า!
เขารีบเปิดอ่านแล้วพบว่าเป็นอีเมลนัดสัมภาษณ์
หมายความว่าเขาผ่านข้อเขียน!
อู๋ปินรู้สึกดีใจจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เขาเกือบจะลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้เพราะความตื่นเต้น
เขาไม่คิดว่าตัวเองจะสอบผ่าน!
เพราะข้อสอบช่วงเช้ายากมาก อู๋ปินมึนตึ้บหลังสอบช่วงเช้าเสร็จ ทำเอาแทบไม่อยากเข้าสอบช่วงบ่าย
แต่เขาเป็นคนที่มีประสบการณ์มานานหลายปี ย่อมรู้เรื่องราวต่างๆ ดี
พอตั้งสติได้ เขาก็ไปสู้ต่อในการสอบช่วงบ่าย
กลายเป็นว่าข้อสอบวัดทักษะเฉพาะด้านช่วงบ่ายง่ายกว่าที่คิดไว้มาก…
ทำเอาอู๋ปินทั้งงงและหมดหวังไปพร้อมๆ กัน
ข้อสอบช่วงเช้ายากมากจนเขาคิดว่าน่าจะทำคะแนนได้ไม่ดีเท่าเด็กจบใหม่ ส่วนข้อสอบวัดทักษะเฉพาะทางช่วงบ่ายกลับง่ายมากๆ จนไม่น่าจะทำคะแนนทิ้งห่างจากเด็กจบใหม่ได้
ถ้าคิดแบบนี้ ผลสอบข้อเขียนก็ไม่น่าจะออกมาดีนัก…
แต่ในที่สุด เขาก็ได้อีเมลนัดสัมภาษณ์หลังจากรออย่างว้าวุ่นใจอยู่หลายวัน!
มือถือของเขาสั่นแจ้งเตือนเบาๆ อู๋ปินเหลือบมองแล้วเห็นว่าเป็นข้อความนัดสัมภาษณ์
เนื้อหาในอีเมลและข้อความที่ได้รับทางมือถือนั้นเหมือนกัน เป็นการส่งมาเพื่อให้มั่นใจว่าผู้สมัครจะไม่ลืมเช็กอีเมล
อู๋ปินรีบเข้าเว็บสมัครงานของเถิงต๋าทันทีเพื่อยืนยันเวลาสัมภาษณ์
พอจัดการเสร็จ ในใจก็เริ่มตีกันไปมา
เขาไม่ได้หวังอะไรกับการสอบข้อเขียนมากนัก เลยไม่ได้คิดเรื่องการสัมภาษณ์
ตอนนี้อู๋ปินเริ่มนึกกังวลขึ้นมา
เขาจะมั่นใจมากถ้าเป็นการสัมภาษณ์ธรรมดาทั่วไป เพราะมีเรซูเม่ที่ดูดี น่าจะมีแต้มต่อกว่าพวกเด็กจบใหม่
แต่ในเว็บสมัครงานเถิงต๋าระบุไว้ชัดเจนว่าการสัมภาษณ์ที่จะถึงนั้นแตกต่างจากการสัมภาษณ์ของบริษัทอื่นๆ
คำถามและเกณณ์คำตอบถูกกำหนดไว้แล้ว แถมยังเป็นการสัมภาษณ์กับผู้จัดการของกิจการอื่นอีก
การันตีไม่ได้เลยว่าจะผ่านแน่นอน!
อู๋ปินอยากทำงานที่เถิงต๋ามาก novelgu.com
ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากไปถามพนักงานเถิงต๋าสักคนว่าต้องเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ยังไง ต้องตอบแบบไหนผู้สัมภาษณ์ถึงจะชอบ
ก็เหมือนคำพูดที่ว่า ห้ามเข้าไปรบถ้าเตรียมตัวไม่พร้อม
ถ้ามีข้อมูลนั้น ยังไงก็ต้องชนะศึกครั้งนี้แน่
แต่อู๋ปินไม่รู้จักพนักงานเถิงต๋าเลย
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็นึกถึงคนคนหนึ่งได้
ห่าวฉยงที่ไปจีบมาเข้าบริษัทตอนนั้นเป็นพนักงานเถิงต๋านี่
ถึงจะทำงานที่ฉางหยางเกมส์ แต่ก็น่าจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเถิงต๋าแหละ
อู๋ปินค้นหาช่องทางติดต่อห่าวฉยง จากนั้นก็ส่งคำขอเป็นเพื่อนไป
เขานึกกังวลว่าอีกฝ่ายจะรับคำขอรึเปล่า แต่ผ่านไปไม่กี่นาทีอีกฝ่ายก็ตอบรับคำขอ
อู๋ปินแนะนำตัวคร่าวๆ ก่อนจะถามคำถามออกไปตรงๆ
ไม่นานห่าวฉยงก็ตอบกลับ
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…ว่าการสัมภาษณ์จะเป็นยังไง
“ตอนผมสมัครเข้ามาไม่ได้มีขั้นตอนเยอะขนาดนี้ ผมแค่คุยกับผู้จัดการก็ได้รับเข้าทำงานเลย”
อู๋ปิน “…”
อะไรกันเนี่ย!
ทำไมเจ้าเด็กนี่แค่คุยสั้นๆ ก็ได้รับเข้าทำงาน แถมได้เงินเดือนสูงอีก แต่พอเป็นตาเขาบ้างกลับยุ่งยากเหลือเกิน มีทั้งสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ แถมยังมีสอบวัดความเข้ากันได้กับจิตวิญญาณของเถิงต๋าอีก
โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลย!
แต่อู๋ปินก็รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายมาขอความช่วยเหลือ จึงได้แต่กลืนเรื่องที่จะบ่นลงคอแล้วขอคำแนะนำต่อ
“น้องช่วยพี่ทีสิ เราอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกันก็ได้นะ!
“ตอนนี้น้องทำงานฝ่ายไหน ยังทำงานที่ฉางหยางเกมส์รึเปล่า ช่วยไปถามหัวหน้าฝ่ายน้องให้หน่อยได้มั้ย เผื่อว่าเขาจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องการสัมภาษณ์
“พี่ไม่ขออะไรมาก แค่ใบ้ๆ ให้หน่อยก็พอ!”
ห่าวฉยงตอบกลับทันที
“เอาจริงๆ ตอนนี้ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายที่ทำอยู่… แต่ผมไม่ได้รับผิดชอบเรื่องสัมภาษณ์เลยไม่น่าจะช่วยพี่ได้…”
อู๋ปิน “???”
เขาอ่านทวนข้อความที่ห่าวฉยงส่งมาอีกทีแล้วแทบลมจับ!
ยังจำได้อยู่เลยว่าตอนนั้นห่าวฉยงพูดถึงเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงานไว้ว่ายังไง
ห่าวฉยงบอกว่าเถิงต๋ามีแต่คนเก่งๆ ตัวเองไม่น่าจะมีความสามารถโดดเด่นกว่าคนอื่น
จากตอนนั้นก็ผ่านไปได้ไม่นาน แต่ห่าวฉยงกลับได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายแล้ว
อะไรวะเนี่ย!
อู๋ปินเดือดจัด แต่ก็ต้องข่มอารมณ์ไว้
เขารู้สึกเหมือนเพิ่งกินมะระเข้าไปทั้งลูก เพราะตอนนี้หัวใจเต็มไปด้วยความขมขื่น
“ตอนนี้น้องรับผิดชอบฝ่ายไหนเหรอ ยังอยู่ที่ฉางหยางเกมส์รึเปล่า”
รอบนี้ต้องรอสักพัก ผ่านไปเกือบนาทีห่าวฉยงถึงตอบกลับมา “ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
“ผมกับเพื่อนเองก็ยังงงๆ กันอยู่เลย
“ตอนนี้ผมไม่ได้ทำที่ฉางหยางเกมส์แล้ว ผมได้ย้ายมารับผิดชอบโปรเจ็กต์บ้านผีสิง
“สุดยอดไปเลยว่ามั้ยครับ…”
อู๋ปินผงะไป ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตกใจหมด นึกว่าจะเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่!
ถ้าได้เลื่อนขั้นไปตำแหน่งสูงกว่าเดิมในฉางหยางเกมส์ก็คงจะน่าเจ็บใจอยู่
แต่นี่แค่ได้รับผิดชอบโปรเจ็กต์บ้านผีสิงเฉยๆ ว่าง่ายๆ ก็คือเป็นคนคุมบ้านผีสิง แล้วไงต่อ
บ้านผีสิงเล็กๆ ขนาดร้อยสองร้อยตารางเมตรไม่น่าจะทำกำไรได้ มันเลื่อนขั้นตรงไหน นี่มันลดตำแหน่งชัดๆ!
อู๋ปินรู้สึกดีขึ้น
แต่เขาก็ต้องให้เกียรติอีกฝ่าย
อู๋ปินพิมพ์ตอบ “เยี่ยมเลยนี่ เปิดที่ไหน ลงทุนเท่าไหร่เหรอ เดี๋ยวพี่แวะไปเล่น
“ถึงจะไม่ใช่โปรเจ็กต์ที่จะเปิดโอกาสให้น้องได้แสดงความสามารถเหมือนตอนทำโปรเจ็กต์เกม แต่น้องก็ต้องวางทัศนคติให้ดี นี่ถือเป็นโอกาสให้น้องได้ฝึกฝีมือ…”
อู๋ปินยังพิมพ์ไม่ทันจบประโยค ห่าวฉยงก็ตอบกลับมาก่อน
“บอสเผยวางทุนตั้งต้นไว้ประมาณสิบล้านหยวนครับ ในอนาคตน่าจะเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์
“เฮ้อ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าจะใช้เงินสิบล้านหยวนยังไงดี หงุดหงิดมากเลยครับ”
อู๋ปิน “…”
ปวดใจฉิบหาย
ข้อมูลเรื่องการสัมภาษณ์ก็ไม่ได้ แถมยังโดนอวดใส่อีก
จะให้ทนมีชีวิตอยู่ต่อได้ไงไหว!