จางจู่ถิงอธิบายต่อ “ถ้าเป็นเซ็ตติ้งนี้ ความรู้สึกตอนดื่มเบียร์ก็ไม่น่าจะเหมือนคนหิวกระหายรีบยกซดอย่างดุเดือด แต่ควรจะค่อยๆ ดื่มและลิ้มรสอย่างตั้งใจ
“เขาไม่ควรจะดื่มเบียร์ มันควรเป็นความว่างเปล่า ความสับสน
“โฆษณาบนหน้าจอยิ่งทำให้เกิดช่องว่างทางจิตใจ
“เขาไม่ควรรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายหรือมีความหวังอะไร ควรจะรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวล้วนไร้ค่า กระป๋องเบียร์ในมือก็ช่วยได้แค่ดับกระหาย เป็นแค่คุณค่าเล็กๆ ในชีวิต
“ซึ่งคุณค่าเล็กๆ นี้ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกสุขใจได้
“พี่ว่าตัวเอกไม่น่าจะแสดงอารมณ์มากขนาดนั้น จริงๆ ควรจะรู้สึกหดหู่กว่าเดิมด้วยซ้ำระหว่างกำลังซดเบียร์
“เขาเพิ่งตอบคำถามถูก ได้เงินมานิดหน่อย เลยตัดสินใจซื้อเบียร์ให้ตัวเองเป็นการฉลอง
“ระหว่างดื่มก็มองโฆษณาสีฉูดฉาดและเหลือบมองออกไปยังโลกของพวกชนชั้นสูง เขาควรจะรู้สึกขมขื่นอยู่ในปากมากกว่า
“ถ้าพี่แสดงเอง พี่จะพยายามแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของตัวเอก จากสุขเป็นเฉยชา จากนั้นก็หดหู่…
“พี่ว่าบอสเผยน่าจะอยากเน้นตรงนี้แหละ ใช่มั้ยครับบอสเผย”
เผยเชียนเงียบไปครู่หนึ่ง “ก็…ประมาณนั้นแหละครับ”
พูดไปขนาดนั้น ฉันจะพูดอะไรได้อีก…
ลู่จือเหยาถึงบางอ้อ “อย่างนี้นี่เอง!
“เหมือนว่าผมจะตีความบทผิดไป
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ เดี๋ยวถ่ายใหม่เลยดีกว่า!”
ลู่จือเหยานั่งลงพร้อมไฟนักแสดงที่ลุกโชน เตรียมตัวถ่ายใหม่อีกเทค
จูเสี่ยวเช่อยกนิ้วโป้งให้เผยเชียน “มืออาชีพสุดๆ เลยครับ!”
เผยเชียน “…”
จริงๆ ฉันไม่ได้จะสื่ออะไรแบบนั้นเลย…
เผยเชียนใจคอแห้งเหี่ยว เขาแอบคิดขึ้นมาว่าตัวเองไม่น่าจะพูดขัดขึ้นมาเลย…
…
ถ่ายซ่อมฉากดื่มเบียร์
เสียงกระป๋องเบียร์ร่วงลงมาทางช่องส่งอาหารดังขึ้น
ลู่จือเหยาหยิบกระป๋องเบียร์เย็นๆ ที่มีหยดน้ำเกาะขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น พอเปิดหูกระป๋องออกก็ได้ยินเสียงเบียร์ซู่ เขายกเบียร์ขึ้นดื่ม ก่อนจะถอนหายใจอย่างพึงพอใจ
ตอนนี้บนใบหน้าของเขายังมีรอยยิ้มแห่งความพอใจที่ได้ซดเบียร์
แต่รอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป
ลู่จือเหยาหันไปมองฉากเขียวแล้วจิบเบียร์ต่อเงียบๆ โดยกำลังจินตนาการว่าตอนนี้หน้าจอเล็กฉายอะไรอยู่
ตอนนี้หน้าจอเล็กควรจะเต็มไปด้วยโฆษณาอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ผู้ชายจากสังคมชนชั้นสูงกำลังกรอกไวน์ใส่ขวดอยู่ในแมนชันไม่ก็วิลล่า จากนั้นก็รินใส่แก้วใส
โต๊ะอาหารสีขาวที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศหรูชวนน้ำลายสอ
สาวสวยเล็บแดงกำลังยกแก้วไวน์ขึ้นชนแก้วกับชายหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จที่นั่งอยู่ตรงข้าม ก่อนจะยกจดริมฝีปากแดงสด…
ลู่จือเหยาจิบเบียร์ไปพร้อมจ้องมองฉากเขียว
ระหว่างนั้นเขาก็ค่อยๆ ยกมือขึ้น หมายจะสัมผัสจอเล็กตรงหน้า โฆษณาเบื้องหน้าช่างยั่วยวนใจจนเกินจะต้านไหว แต่เขาก็ยังนึกลังเลอยู่อย่างนั้นขณะจิบเบียร์ต่อเงียบๆ
เบียร์ถูกดื่มจนหมดกระป๋องในที่สุด
ลู่จือเหยาเงยหน้าขึ้น พยายามกระดกเบียร์ให้หมดจนหยดสุดท้ายก่อนจะวางกระป๋องเปล่าลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หันไปมองโฆษณาสีสันสดใสบนหน้าจอด้วยสายตาอันว่างเปล่า
ผ่านไปพักใหญ่ จู่ๆ ลู่จือเหยาก็บีบกระป๋องเปล่าในมือแล้วเขวี้ยงทิ้งถังขยะ
เสียงกระป๋องชนขอบถังขยะดังก้องพร้อมกระป๋องที่ร่วงหล่นไปบนพื้น
ลู่จือเหยาไม่ได้หยิบกระป๋องขึ้นมา เขาทรุดตัวลงบนพื้น หลังพิงกับเตียง ยกเข่าขึ้นกอด จากนั้นก็มุดหัวลงไปในอ้อมแขน
…
“คัต! เยี่ยมมาก!
“เทคนี้ดีมากๆ!
“แสดงได้ตรงกับสภาพจิตใจของตัวเอกเลย!”
จูเสี่ยวเช่อชมการแสดงของลู่จือเหยายกใหญ่
ลู่จือเหยาเองก็ดีใจที่ฝีมือการแสดงของเขาได้รับการยอมรับแล้ว
“ต้องขอบคุณผู้กำกับจูกับคุณจางที่ให้คำแนะนำเลยครับ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือบอสเผยที่ช่วยเปลี่ยนวิธีคิดของผมและทำให้ผมตระหนักถึงข้อผิดพลาดของตัวเองที่ชอบเล่นใหญ่เกินไป”
ลู่จือเหยาหันมองเผยเชียนด้วยแววตาซาบซึ้ง
เผยเชียน “…ถ่ายกันต่อเลย ผมขอตัวก่อน”
จูเสี่ยวเช่อผงะไป “บอสเผยช่วยดูต่ออีกสักสองสามฉากได้มั้ยครับ พวกผมจะสบายใจกว่าถ้ามีบอสอยู่ด้วย ช่วยอยู่ชี้ข้อบกพร่องของพวกเราต่อด้วยครับ!”
ชี้ข้อบกพร่องเหรอ
เผยเชียนพูดอะไรไม่ออก
ตอนแรกตั้งใจว่าจะชี้นำไปอีกทางเพื่อให้ลู่จือเหยาแสดงออกมาแย่ๆ แต่ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะไปช่วยให้อีกฝ่ายแสดงได้ดีขึ้นแทน!
ถ้าอยู่ต่อคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เผยเชียนไม่อยากให้ลู่จือเหยาขึ้นรับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแล้วพูดเปิดว่า ‘ผมอยากขอบคุณบอสเผยที่ช่วยให้คำแนะนำเรื่องการแสดงของผมเป็นอย่างดี’ ถ้าเป็นแบบนั้นใจเขาคงทนรับไม่ไหวแน่ๆ!
ดังนั้นเขาจึงอยู่ดูต่อไม่ได้
เขาไม่ควรให้คำแนะนำอะไรอีก ควรปล่อยให้พวกจูเสี่ยวเช่อถ่ายทำกันตามแบบของตัวเอง!
เผยเชียนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้สังเกตการณ์ที่กำลังทำการทดลองอยู่ ทุกครั้งที่มาสังเกตการณ์ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะเริ่มแย่ลงทุกครั้งที่เขายื่นมือเข้าไปยุ่ง
ดังนั้นเขาต้องรีบหนีออกไป
ทุกคนรู้สึกเสียดาย แต่ก็รู้ว่าบอสงานยุ่งมาก คงไม่สามารถอยู่ดูกองถ่ายได้ตลอด
“เชิญเลยครับบอสเผย ผมจะแสดงออกมาให้ดีที่สุดโดยยึดตามที่บทต้นฉบับต้องการจะสื่อ” ลู่จือเหยาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ
เผยเชียนถอนหายใจอยู่ภายใน
ต้องสู้กันอีกยาว…
จูเสี่ยวเช่อได้แต่ถอนหายใจขณะมองบอสเผยเดินจากไปเงียบๆ
“บอสเผยอุตส่าห์แวะมาดูทั้งๆ ที่ยุ่งมาก แถมยังช่วยแก้จุดบกพร่องของนักแสดงจากนั้นก็รีบกลับ
“บอสน่าจะคิดว่าถ้าแก้วิธีคิดของนักแสดงได้แล้วก็ไม่น่ามีจะปัญหาใหญ่อะไรอีกในกองถ่าย เลยกลับไปโดยไม่มีเรื่องให้ต้องกังวล
“พวกเราต้องทำงานออกมาให้สมกับที่บอสเผยคาดหวังไว้!
“โอเค ทุกคน เริ่มถ่ายฉากต่อไปได้!”
จูเสี่ยวเช่อกับเหล่านักแสดงหลักรู้สึกฮึกเหิมกันสุดๆ
…
…
วันที่ 27 พฤศจิกายน пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
วันเสาร์
คณะมนุษยศาสตร์มีคลาสเรียนไม่ค่อยเยอะ จึงไม่มีคลาสที่นัดเรียนวันเสาร์อาทิตย์
ถังอี้ซู่ไม่มีเรียนวันนี้ เธออ่านหนังสือที่หอพักตอนเช้า จากนั้นก็เข้าออฟฟิศตอนสิบโมงกว่าๆ
ถึงจะเติมน้ำกับอาหารไว้ให้อิ้นถังและจัดการเก็บกระบะทรายตั้งแต่เมื่อวานก่อนกลับแล้ว แต่เธอก็ยังหวั่นใจ กลัวว่าน้องแมวจะเหงาเลยแวะเข้ามาดู
ประตูออฟฟิศเปิดได้ด้วยคีย์การ์ด ระบบควบคุมการเข้าออกฉลาดมาก เพราะถ้ารูดด้วยคีย์การ์ดของพนักงานธรรมดาจะเปิดประตูได้แค่ช่วงเวลางาน
คีย์การ์ดทั่วไปไม่สามารถเปิดประตูช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ช่วงหลังเลิกงาน และวันหยุดนักขัตฤกษ์ได้ มีแค่คีย์การ์ดของบอสเผย เลขาซิน และพนักงานฝ่ายธุรการบางคนที่สามารถเปิดประตูได้
ฝ่ายธุรการดูเนื้องานของถังอี้ซู่แล้วตั้งให้คีย์การ์ดของถังอี้ซู่ใช้เปิดประตูตอนไหนก็ได้ เพื่อที่จะได้เข้ามาดูแลอิ้นถัง
หลังเลิกงานเมื่อวาน ห่าวหยุนพาถังอี้ซู่ไปเลือกซื้อเสื้อผ้าและได้เสื้อคลุมสีดำสำหรับผู้หญิงกลับมา
ห่าวหยุนชอบสีชมพูกับสีมุ้งมิ้งอื่นๆ แต่ถังอี้ซู่ยืนกรานจะซื้อตัวนี้เพราะว่าถูกกว่าและเธอเองก็ไม่รู้วิธีดูแลรักษา กลัวว่าจะซักยากแล้วทำสีตก
เสื้อคลุมตัวนี้ไม่ได้ดูดีนัก แต่ก็ช่วยให้ร่างกายอุ่น อีกอย่างรูปร่างของถังอี้ซู่ก็ดี ใส่แล้วจึงไปรอด ไม่ได้ดูแย่
ถังอี้ซู่กำลังจะรูดการ์ดเปิดประตู แต่ก็พบว่าประตูเปิดไว้อยู่แล้ว
ในออฟฟิศอันกว้างขวาง เปาซวี่กำลังสวมหูฟังและรัวมือพิมพ์แป้นอย่างเอาจริงเอาจัง
…เขาดูเหมือนไม่ได้กำลังเล่นเกมอยู่
ถังอี้ซู่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เธอเข้าใจว่าการทำงานล่วงเวลาเสาร์อาทิตย์เพื่อปั่นงานให้เสร็จนั้นเป็นเรื่องปกติ เลยไม่ได้มองเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร
เธอหยิบถุงพลาสติกแล้วตรงไปมุมหนึ่งของออฟฟิศเพื่อเก็บกวาดกระบะทรายของอิ้นถังตามปกติ
แต่ตอนที่เธอเดินผ่านเปาซวี่ เขาก็ตกใจสุดขีดจนแทบจะตกเก้าอี้
ถังอี้ซู่ตกใจตามไปด้วย เธอรีบถอยห่าง ทั้งสองจ้องตากันด้วยความหวาดหวั่น
ถังอี้ซู่ก้มหัว “ขะ…ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะทำให้พี่ตกใจ”
เปาซวี่สบายใจขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นถังอี้ซู่ แต่สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนกลับมาจริงจังอีกครั้ง “ห้ามบอกบอสเผยว่าเห็นพี่เข้าออฟฟิศวันนี้ โอเคมั้ย”
ถังอี้ซู่พยักหน้าด้วยความงุนงง
เปาซวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก สีหน้าของถังอี้ซู่ดูจริงใจ ไม่ได้ดูเป็นพวกปากสว่าง พอโล่งใจได้ เขาก็กลับไปแก้แบบร่างต่อ
ตามกฎแล้ว ถ้ามีการทำงานล่วงเวลาจะต้องแจ้งให้บอสเผยทราบ
เปาซวี่รายงานเรื่องนี้กับบอสเผยไม่ได้ ไม่งั้นภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาตบตาบอสเผยจะกลายเป็นความพยายามที่สูญเปล่า
ถ้าบอสเผยชมเขาต่อหน้าคนอื่นอีก มีหวังเขาได้ไปเที่ยวฟรีอีกแน่!
คีย์การ์ดของเปาซวี่ใช้แอบเข้าออฟฟิศหลังเวลางานไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เขาจึงหาทางแอบสับเปลี่ยนคีย์การ์ดกับเพื่อนแผนกธุรการทุกวันศุกร์
คีย์การ์ดของฝ่ายธุรการสามารถใช้เปิดประตูตอนไหนก็ได้ เปาซวี่จึงแอบเข้าออฟฟิศวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อมาแก้แบบร่าง แล้วใช้คอมพิวเตอร์ของหลี่หย่าต๋าอัปโหลดไฟล์
ไฟล์ที่อัปโหลดเข้าระบบมีประวัติเก็บไว้ บอสเผยจะรู้ทันทีว่าเขาแอบทำงานล่วงเวลาถ้าใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านทำงานและอัปโหลดไฟล์
แต่ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ของหลี่หย่าต๋าอัปโหลด บอสเผยก็ไม่มีทางจับได้ว่าเป็นเขา
ช่างเป็นแผนที่สุดแยบยล!
…
ถังอี้ซู่ลูบขนอิ้นถังที่มานอนแหมะอยู่ข้างๆ สักพัก ก่อนจะจัดการเก็บกวาดกระบะทราย
จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลระหว่างจ้วงที่ตักพลาสติกลงในกระบะทราย
“ทำไมพี่เขาถึงย้ำว่าห้ามบอกพี่เผยเชียนเรื่องทำงานล่วงเวลาด้วย
“คง…ไม่ได้กำลังทำอะไรแย่ๆ ใช่มั้ย
“อย่างแอบขโมยความลับบริษัทอะไรแบบนี้”
ถังอี้ซู่ไม่มีประสบการณ์การทำงานที่ไหนมาก่อน แต่เธอก็เคยอ่านนิยายกับดูซีรีส์มาบ้าง สมองของเธอเริ่มคิดหาเหตุผลมาอธิบายพฤติกรรมแปลกๆ ของเปาซวี่
สิ่งที่เธอคิดนั้นจะสมเหตุสมผลหรือเปล่า…ถังอี้ซู่ก็ไม่ค่อยมั่นใจ
เธอไม่รู้จะทำยังไงดี
“ฉันควรบอกพี่เผยเชียนมั้ย
“ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว
“ถ้าเกิดพี่คนนั้นแอบทำอะไรไม่ดีจริงๆ ขึ้นมาล่ะ”