MasterGU.noted = ชื่อบทจากเว็บนอก -> Ghost Stories, Pictures, and Clues/เรื่องผี รูปภาพ และเบาะแส (7)
มินกือรินกำลังหลับสบาย
ในความฝัน เธอนึกถึงวันที่ได้ไปเยี่ยมบ้านจิตรกรฮงคยุงบ๊กครั้งแรก
สตูดิโอวาดรูปที่เต็มไปด้วยกลิ่นกาวและหมึก
หมึกดำที่ถูกฝนจนละเอียดบนแท่นฝนหมึก
ภาพวาดที่แขวนอยู่เต็มผนัง
โลกใบใหม่ที่เกิดจากปลายพู่กันของฮงคยุงบ๊ก
ทุกสิ่งดูเจิดจ้าไปเสียหมดในสายตามินกือริน
ฮงคยุงบ๊กยอมตอบทุกคำถามของเด็กสาวที่กำลังตื่นเต้นโดยไม่หัวเสีย
— คุณปู่จิตรกรคะ! ภาพตรงนั้นคืออะไร ทำไมถึงไม่แขวนหรือใส่กรอบล่ะคะ?
ฮงคยุงบ๊กอ้ำอึ้งที่จะตอบเมื่อเห็นมินกือรินชี้ไปยังขาตั้งกระดานวาดรูปตรงมุมห้อง
— …
— คุณปู่จิตรกรคะ?
— ภาพนั้นยังวาดไม่เสร็จน่ะ
— ทำไมไม่วาดให้เสร็จล่ะคะ
— เพราะฉันวาดต่อไม่ได้
— ทำไมล่ะคะ
— เพราะคนที่ขอให้วาดภาพนี้ ปัจจุบันไม่อยู่อีกแล้ว
— เขาไปไหนคะ
— …
หลังจากถูกมินกือรินระดมยิงคำถาม ฮงคยุงบ๊กเริ่มตอบได้ไม่หมด
แหงนมองรูปวาดบนผนัง เขาลงมือวาดภาพใหม่
แม้จะไม่ได้ฟังคำตอบ แต่มินกือรินก็ไม่มีจังหวะถามเซ้าซี้เนื่องจากถูกลีลาการตวัดพู่กันของฮงคยุงบ๊กสะกดไว้
เธออาจไม่เข้าใจทุกคำพูดของฮงคยุงบ๊ก
แต่เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเขาวาดภาพนี้ต่อไม่ได้
‘งั้นถ้าเราแอบวาดให้เสร็จ เขาจะต้องมีความสุขแน่!’
มินกือรินในวัยเด็กคิดเช่นนั้น จึงตัดสินใจจับพู่กันเป็นครั้งแรกในชีวิต
“กือริน ตื่นแล้วหรือ”
เสียงเรียกของซงแดซอกดึงสติหญิงสาวกลับสู่โลกความจริง
“อ๊ะ…!”
เมื่อมินกือรินลืมตา ใบหน้าซงแดซอกแทบจะอยู่ติดกัน
หญิงสาวสะดุ้งแล้วพยายามถอยหลัง แต่ก็ขยับตัวไม่ได้เพราะถูกกอดไว้แน่นมาก
ในตอนนี้เองที่เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่า ตนกำลังอยู่ในอ้อมแขนซงแดซอก
“…แดซอก?”
ขณะมินกือรินตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ปิ๊งป่อง! ปิ๊งป่อง! ปิ๊งป่อง! ปิ๊งป่อง!
เสียงแจ้งเตือนถล่มดังมาจากดีไวซ์
เป็นเพราะมินกือรินตั้งปิดแจ้งเตือนด้วยเสียงในตอนนอน
เกินกว่าครึ่งของประวัติการโทรเข้าแว่น AR ที่เชื่อมกับดีไวซ์เอียร์ริง มีแต่สายจากซงแดซอก
ใบหน้ามินกือรินเปลี่ยนจากแดงเป็นขาวซีดทันที ก่อนจะรีบขอโทษ
“แดซอก ฉันขอโทษ! คงรอนานเลยใช่ไหม… ฉันเผลอหลับไปแบบไม่รู้ตัวเลย…”
“ไม่เป็นไร”
“ขอโทษจริงๆ … หนักไหม? ปล่อยลงเถอะ ฉันเดินเองได้”
มินกือรินฝืนดิ้นจนเรียวขาที่สวมถุงเท้าสีเขียวโผล่ออกจากผ้าห่ม
ไม่มีวี่แววของรองเท้าเพลเยอร์ที่โรงเรียนแสงเงินแจกให้หลังจากสอบติด ซึ่งมินกือรินจะสวมทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน
ดูเหมือนซงแดซอกจะลืมรองเท้าของเธอไว้ที่บ้านคิมยูรี
“รองเท้า…”
“ฉันลืมเอามา… ขอโทษนะ เดี๋ยวจะวิ่งไปส่งถึงบ้านเลย”
“จะวิ่งกลับบ้านในสภาพนี้?”
แทนคำตอบ ซงแดซอกเกร็งแขนทั้งสองข้างที่กำลังอุ้มมินกือริน
ปิ๊งป่อง!
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเดือนดังมาจากดีไวซ์เอียร์ริงที่กำลังสั่น
[ผู้โทร: อาจารย์ฮงคยุงบ๊ก]
“นายโทรไปหาเขาหรือ”
“หือ?”
ซงแดซอกรู้ทันทีว่าผู้โทรคือใครเมื่อได้เห็นสีหน้าหญิงสาว
“อาจารย์จิตรกร?”
“ใช่…”
การกลั่นแกล้งที่ทำให้มินกือรินกลายเป็นเด็กปฏิเสธโรงเรียน
ต้นเหตุไม่ได้เกิดที่ห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงสตูดิโอวาดรูปของฮงคยุงบ๊กด้วย
ในท้ายที่สุด ฮงคยุงบ๊กได้ขับไล่ศิษย์ทุกคนที่ร่วมกันกลั่นแกล้งหรือทำเป็นเพิกเฉยทันที
และไม่ใช่แค่การขับไล่ศิษย์
เขาโกรธจัดจนลบชื่อของตนออกจากผลงานที่เคยร่วมรังสรรค์กับอดีตลูกศิษย์ทุกชิ้นทุกคน รวมถึงการนำเครื่องปั้นดินเผาที่ศิษย์เหล่านั้นมอบให้เป็นของขวัญไปเผาทิ้ง
‘พวกลูกศิษย์ต่างได้รับแรงปะทะทางสังคมอย่างแสนสาหัส’
คนทั้งวงการได้รับรู้พฤติกรรมอันโสมมของอดีตลูกศิษย์ จนทุกคนหมดอนาคตและชีวิตพังพินาศ
‘คนทั่วไปอาจคิดว่า ‘เป็นใครก็คงทำแบบนี้’ แต่การตัดสินใจของฮงคยุงบ๊กทำให้เขาต้องโดดเดี่ยวทันที ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จิตรกรคนหนึ่งจะตัดสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทั้งหมด’
จิตรกรฮงคยุงบ๊กผู้แก้แค้นให้มินกือรินสำเร็จ เหลือเธอเป็นลูกศิษย์แค่คนเดียว แต่นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการสูญเสียไปทั้งหมด เพราะหลังจากนั้นมินกือรินก็ไม่ได้มาที่สตูดิโออีกเลย
เขาเป็นไม่กี่คนที่ซงแดซอกไว้ใจ
ซงแดซอกกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล
“รับสายสิ อาจารย์คงเป็นห่วงเธอ เพราะฉันโทรไปบอกเขาว่าติดต่อเธอไม่ได้”
ในช่วงแรกหลังจบคดีกลั่นแกล้ง มินกือรินเอาแต่หมกตัวสร้างผลงานจนแทบไม่มีเวลาติดต่อหาฮงคยุงบ๊ก
แต่พักหลังเธอไม่กล้าติดต่อเพราะรู้สึกผิด
หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งยอมกดปุ่มรับสายเพราะได้รับอิทธิพลจากคำพูดอ่อนโยนของซงแดซอก
* * *
รูปที่จิตรกรฮงคยุงบ๊กวาดไว้ไม่เสร็จ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในวงการศิลปะของมินกือริน—อีมูกีสู่สวรรค์
…ฮงคยุงบ๊กกับอดีตประธานสมาคมเพลเยอร์สาขาเกาหลีต่างก็เคยผ่านยุคมืดมาด้วยกัน
พวกเขาอาจเป็นเพื่อนกัน
‘มรดกกับเบาะแส…’
อดีตประธานสมาคมเพลเยอร์บนหน้าจอมิได้แจ้งว่าเบาะแสคืออะไร แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘เบาะแส’ กับ ‘เผ่าแท้’ ฉันเดาออกทันที
‘คงเป็นตำแหน่งและจำนวนของ ‘รอยแยกแช่แข็ง’ ที่เผ่าแท้บางเผ่าเคยสร้างไว้บนคาบสมุทรเกาหลี แต่เขาพูดได้แค่นี้เพราะติดพันธสัญญาทางวิญญาณ’
…ก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าอดีตประธานสมาคมต้องทิ้งเบาะแสไว้แน่ แต่ไม่คิดเลยว่าจะซ่อนในตำนานสยองขวัญของโรงเรียนแสงเงิน
‘ว่าแต่… รูปวาดจะเป็นเบาะแสได้ยังไง? แล้วคนอย่างฮงคยุงบ๊กไม่มีทางนิ่งดูดายแน่ถ้าสังเกตเห็นบางอย่าง’
ไม่เพียงเท่านั้น ‘อีมูกีสู่สวรรค์’ ยังเป็นหนึ่งในรูปวาดที่ชาวเกาหลีชื่นชอบที่สุด
ปัจจุบันรูปวาดถูกจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ หากอยากชมใกล้ๆ ก็ต้องต่อแถวเข้าคิว
‘ผู้เข้าชมผลงานมีทั้งมนุษย์และเผ่าแท้ จะไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติเชียวหรือ’
ทันใดนั้น ฉันนึกถึงคำพูดเก่าๆ ของวังจีโฮ
— ภาษาคือสิ่งที่มีขีดจำกัด แม้จะเป็นระบบสื่อสารขั้นสูงที่สุดแล้วก็ตาม
เมื่อกล่าวจบ วังจีโฮใช้วิธีที่ฉันไม่เข้าใจ ตีความเนื้อหาของหนังสือโบราณได้บางส่วน
…บางที เราอาจต้องใช้วิธีตีความแบบเดียวกับวังจีโฮหากคิดจะไขปริศนาของรูปวาด
‘อดีตประธานสมาคมยังบอกอีกว่า รูปวาดนั้นเป็นแค่ ‘หนึ่งในเบาะแส’ ที่เขาเหลือทิ้งไว้ สื่อได้ว่ายังมีอีก’
ขณะคิดมาไกลถึงจุดนี้ ทิวทัศน์รอบตัวฉันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
แซ่ก… แซ่กแซ่ก… novelgu.com
เสียงของอดีตประธานสมาคมเพลเยอร์สาขาเกาหลีกำลังดังแบบขาดๆ หายๆ
— เหล่านักเรียนมากฝีมือทั้งหลาย… ความลับที่ต้องเก็บรักษา… เมื่อเงื่อนไขสมบูรณ์… ด่านลับจะเปิดออก…
พลังโชคชะตาสิ้นสุดลงแล้วพาฉันกลับมายังโลกความจริง
“เฮ้อ… ทำไมเสียงถึงขาดๆ หายๆ ล่ะ? คงเพราะเป็นซิมูเลเตอร์รุ่นเก่าสินะ”
ตามด้วยเสียงของซองซีวาน
“ดูเหมือนต้องบรรลุเงื่อนไขบางอย่างเพื่อเข้าด่านลับ… แต่ฉันไม่มีข้อมูลเลยเนี่ยสิ”
ในห้องบอสของรอยแยกจำลอง
วิดีโอฉากหนึ่งถูกเล่นซ้ำด้วยเสียงขาดๆ หายๆ
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเลย
“อย่าบอกนะว่าต้องล้างสมองเอนามีชั่วคราวแล้วพามาห้องนี้? ฮะฮะฮะ!”
บางครั้งในเกมก็มีกลไกประหลาดๆ ในรอยแยกประเภทหอคอยพิสดาร
หากต้องการไปยังชั้นถัดไป ผู้เล่นต้องล้างสมองหรือใช้สกิลลากเอนามีมาจากห้องก่อนหน้า หรือไม่ก็ล่อลวงเอนามีไปยังตำแหน่งพิเศษเพื่อใช้มันเป็นเครื่องเซ่นสังเวย
อดีตสมาชิกสมาคมลับต้องเคยทดลองทำแน่
‘ถ้าจำไม่ผิด ในตำนานสยองขวัญก็มีระบุไว้ว่า สมาคมลับแอบจับสัตว์ป่ามาเป็นเครื่องเซ่นในพิธี’
ทั้งหมดจะลงล็อกพอดีหากคำนึงว่า ตำนานสยองขวัญมักถูกบิดเบือนมาจากความจริง
“อยู่ไปก็คงไม่พบเบาะแสอะไรแล้ว ตอนนี้ก็ดึกมาแล้วด้วย กลับกันก่อนเถอะ”
คเยอีดัมพยักหน้ารับคำพูดซองซีวาน
มีแค่ฉันผู้เป็นเจ้าของสกิล ‘พลังโชคชะตา’ สุดโกงเท่านั้นที่ค้นพบเบาะแสลับ
…แล้วทำไมถึงมีแค่เราคนเดียวล่ะ
‘เอกลักษณ์หรือพลังบางอย่างของเราสามารถ ‘บรรลุ’ เงื่อนไขที่เขาตั้งไว้?’
ที่จริงมันอาจเป็นเพียงอำนาจของพลังโชคชะตา แต่ฉันอยากคำนึงถึงความเป็นไปได้อื่นๆ ไว้ด้วย
ขณะรวบรวมความคิดพลางกดปุ่ม ‘สิ้นสุดซิมูเลชั่น’ ฉันหันไปถามสิ่งที่คาใจกับซองซีวาน
“รุ่นพี่ซองซีวาน รู้จักคนในวิดีโอหรือครับ? เมื่อครู่ถึงได้ดูตกใจตอนที่ภาพฉายขึ้นมา?”
“พอดีคนในวิดีโอหน้าเหมือนคุณปู่ผู้ล่วงลับของฉัน แต่เนื่องจากเคยเห็นแค่ในรูปถ่ายหรือวิดีโอ ฉันจึงไม่ค่อยแน่ใจกับภาพแตกๆ สักเท่าไร”
ทันทีที่ได้ยิน ฉันเริ่มเข้าใจข้อเท็จจริงหนึ่ง
‘ซองซีวานเป็นลูกพี่ลูกน้องกับซองกุกอุน ถ้าอย่างนั้น…’
อดีตประธานสมาคมเพลเยอร์สาขาเกาหลีก็ต้องเป็นปู่ของซองกุกอุนเช่นกัน
* * *
หอพัก, หลังจากแยกกับรุ่นพี่สมาคมปีกธรณีทั้งสอง
ฉันขบคิดหาเบาะแสเมื่อมีโอกาสอยู่ตามลำพัง
‘ตอนนี้เราอยากเห็นรูปอีมูกีสู่สวรรค์ของจริง… แล้วก็อยากเจอฮงคยุงบ๊กด้วย’
ข้อแรกแค่ไปพิพิธภัณฑ์ก็จบ แต่ข้อหลังน่าจะยากหน่อย
ปัจจุบันจิตรกรฮงคยุงบ๊กออกจากกรุงโซลไปปลีกวิเวกนานแล้ว และแทบจะไม่ได้ติดต่อกับมินกือรินเลย
‘ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเปลาะก็แล้วกัน… งานแรกของส.ส. ซองกุกอุนเสร็จแล้ว แต่ยังเหลืออีกหนึ่งตำนานสยองขวัญ’
ประตูปรภพบนเขาปีกสวรรค์
ฉันผล็อยหลับขณะวางแผนไขปริศนาโดยอ้างอิงจากข้อมูลของอูกีฮวัน—หัวหน้าห้อง 3/0
* * *
เช้าวันถัดมา
ณ ทางเข้าเขตตึกเรียนของปีหนึ่ง
ฉันเห็นมินกือรินกำลังวิ่งตรงมาด้วยใบหน้าซีดเซียว
เธอตะโกนทันทีที่เห็นฉัน
“ช…ช่วยด้วย…!”
ฉันไม่มีทางปฏิเสธตัวละครของตัวเองอยู่แล้ว
แต่จะให้ช่วยอะไรล่ะ?
มินกือรินสามารถใช้พลังวิเศษเผ่นหนีได้จากทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะร้ายแรงแค่ไหน
‘เดี๋ยวนะ… เธอไม่ได้ใส่รองเท้าเพลเยอร์!’
มินกือรินกำลังสวมรองเท้าผ้าใบธรรมดาที่มีสภาพขาดรุ่งริ่ง ดูเหมือนว่ามันจะทนรับพลังวิเศษไม่ไหว
เป็นเพราะเมื่อวานเธอลืมรองเท้าเพลเยอร์ไว้ที่บ้านคิมยูรี?
‘คำนึงจากฐานะทางการเงินของมินกือริน ไม่มีทางที่เธอจะมีรองเท้าเพลเยอร์สำรองนอกเหนือจากคู่ที่ได้ฟรีจากโรงเรียน’
ทำไมเราถึงคิดไม่ได้ ว่าควรมอบรองเท้าให้เธอเป็นของขวัญ?
เสียงเอะอะดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทขณะฉันเจ็บใจตัวเองที่มองข้ามเรื่องสำคัญ
“จิตรกรมินกือริน! ช่วยฟังฉันก่อน!”
“เฮ้ย! เอ็งน่ะถอยไปเลย!”
“แกนั่นแหละที่ต้องถอย!”
“ตรงนั้น! จิตรกรอยู่ตรงนั้น!”
บนปกเสื้อของนักเรียนที่กำลังวิ่งกรูเข้ามา มีเข็มกลัดรูปพู่กัน จานสี และรูปปั้นติดอยู่
ชวนให้นึกถึงกลุ่มนักเรียนชมรมศิลปะและกลุ่มย่อยรูปวาดตะวันออก ที่เคยหนีเตลิดกลับไปเพราะถูกครูฮัมกึนยองยืนขู่
‘ฉวยโอกาสที่ครูฮัมกึนยองไปทำธุระสินะ… จัดการกับพวกมันยังไงดี’
ตอนนี้ยังค่อนข้างเช้าสำหรับการเข้าห้องเรียน
เด็กห้อง 1/0 จึงยังไม่มีใครมานอกจากฉันกับมินกือริน
ไม่มีใครให้ขอความช่วยเหลือได้เลย
“ฉันรีบมาแต่เช้าเพื่อจะเตรียมขนม… แต่ผู้คนกลับกรูเข้ามา…!”
มินกือรินกำลังยืนกอดถุงกระดาษสองใบในสภาพหายใจหอบ คงเป็นอาการหอบจากความประหม่ามากกว่าเหนื่อย
ถุงหนึ่งเป็นผ้าห่มในบ้านคิมยูรี
อีกถุงเต็มไปด้วยกล่องคุกกี้รสอัลมอนด์
คงรู้สึกผิดกับเพื่อนๆ ที่เมื่อวานตัวเองเผลอหลับ จนทำให้ซงแดซอกบุกเข้ามารบกวนการติวหนังสือ
‘พามินกือรินหนีดีไหม… ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้น วันพรุ่งนี้หรือวันถัดไปพวกมันก็จะตามรังควานไม่เลิก… ขู่ให้กลัวจะได้ไม่กล้ามาตอแยอีกดีกว่า’
ขณะฉันใช้ตัวบังมินกือริน พลางไตร่ตรองเกี่ยวกับสกิลในมือ
ดวงตาทั้งสองข้างเริ่มรวบรวมคลื่นพลังวิเศษ
ทัศนวิสัยกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
‘ยังกับตอนที่เคยใช้เนตรเผ่าเสือในความมืด!’
ข้อความระบบที่ไม่เคยพบเจอบนโลกใบนี้มาก่อนแสดงขึ้น
〈ท่านได้รับสกิล ‘เนตรส่อง’ 〉