รายการท็อปเชฟประกาศภาวะฉุกเฉิน
“งานเข้าแล้วครับ เอาไงดี รอบนี้คุณกยองฮาบอกว่าไม่สามารถเข้าร่วมได้ครับ”
“ทำไมจู่ๆ เป็นแบบนั้นล่ะ มีเรื่องอะไร” โปรดิวเซอร์ยูเทกวานถามกลับ เพิ่มระดับความดังในน้ำเสียง
สนามแข่งรอบนี้จัดที่ฝรั่งเศส หนึ่งในไม่กี่ประเทศที่โดดเด่นด้านอาหารหรูหราเลิศรส เชฟเก่งกาจฝีมือดีก็มีมากแทบจะล้นเมือง ความคาดหวังของผู้ชมย่อมสูงตามไปด้วยเป็นธรรมดา แต่นี่ หนึ่งในเชฟเกาหลีที่โดดเด่นเก่งกาจฝีมือดีที่สุดดันไม่ว่าง ชัดเลยว่าสถานการณ์จะออกมาเป็นแบบไหน โกกยองฮาเป็นตัวช่วยดึงเรตติ้งเสียด้วยสิ
“อ่า… คือ เขาบอกว่าจำเป็นต้องไปทำอาหารที่ทำเนียบฯ เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมาเยือนน่ะครับ”
ทันทีที่รับทราบเหตุผล สีหน้ายูเทกวานก็เปลี่ยนฉับ
นั่นมันงานสำคัญระดับชาติบ้านเมืองเลยไม่ใช่เหรอ
“ถ้าเหตุผลนั้นก็ต้องยอมเข้าใจแล้วล่ะ ว่าแต่ เชฟมีตั้งมากมาย ทำไมต้องเจาะจงโกกยองฮา…”
ยูเทกวานเปรย เขาเข้าไม่ถึงความซับซ้อนของทำเนียบประธานาธิบดี
“คงพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมที่สุด จึงเป็นผู้ถูกเลือกไงครับ”
นักเขียนอีอูฮยอนตอบรวบรัด
***
พิธีการปราศรัยร่วมอันมีประธานาธิบดีมุนอินโฮและประธานาธิบดีทรัมป์ยืนเคียงข้างกันเสร็จสิ้นไปอย่างราบรื่น เสียงปรบมือดังกระหึ่ม การมาเยือนสาธารณรัฐเกาหลีใต้ดำเนินไปตามกำหนดการ ไร้ข้อผิดผลาดใดๆ
ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์เคยเป็นนักธุรกิจผู้หลงใหลการชิมอาหารรสเลิศ มักท่องเที่ยวไปทั่วโลกเพื่อสัมผัสอาหารที่ได้ยินได้ฟังว่าอร่อย ซึ่งอาหารที่แค่อร่อยบนขีดมาตรฐานนั้นไม่สามารถทำให้เขาพึงใจได้ ยิ่งสมัยที่เคยมาเยือนเกาหลีใต้ในฐานะนักธุรกิจ ขนาดเขาได้ชิมอาหารแล้วยังนึกไม่ออกเลยว่ามีตรงไหนน่าประทับใจ คงเพราะอย่างนี้ ทรัมป์จึงไม่ได้คาดหวังอะไรกับงานเลี้ยงรับรองอันยิ่งใหญ่ที่ฝั่งเกาหลีเตรียมไว้ให้
“อาหารอร่อยมากนะครับ เตรียมใจรอชิมได้เลยครับ” มุนอินโฮเอ่ย
ล่ามจัดการแปลให้ทรัมป์ฟังอย่างฉับพลันทันที ทรัมป์เผยยิ้มตามมารยาท
‘ไม่อร่อยก็ต้องกินให้ดูน่าอร่อยแหละนะ’ จะทำตัวไม่ให้เกียรติเจ้าบ้านไม่ได้
งานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อกระชับมิตรภาพของสองประเทศให้แน่นแฟ้นขึ้นพร้อมวางแผนอนาคตร่วมกัน ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนปัจจุบันนับว่าใส่ใจรายละเอียดรู้จักสร้างความประทับใจยิ่ง กระทั่งสีสันของเนกไทที่ผูก ยังตั้งใจเลือกอย่างดีมาให้เข้ากัน
สุราออกมาเสิร์ฟก่อนเริ่มมื้ออาหาร ทรัมป์มองอย่างสนใจไม่น้อย
“ไวน์องุ่นแดงหรือครับ”
“บกบุนจาจู ไวน์ราสเบอรี่เกาหลีครับ” มุนอินโฮแนะนำไวน์ชื่อไม่คุ้นหู
ทรัมป์ชักเป็นกังวล
‘ถ้าต้องชิมอาหารหรือเหล้าประหลาดๆ ฉีกไปจากปกติคงไม่ค่อยดีมั้ง…’
เห็นทรัมป์ลังเล มุนอินโฮจึงดื่มให้ดูก่อน
“ลองจิบดูสิครับ รสดีมาก”
รสปากคนเกาหลีกับคนอเมริกันนั้นแน่นอนว่าต้องต่างกัน คิดดีแล้วเหรอ? ทรัมป์นึกในใจ
ริมฝีปากก็ตั้งใจให้แตะขอบแก้วไปอย่างนั้นเอง ชิมไวน์ราสเบอรี่เพียงเบาบาง
แต่ รสหวานซ่อนเปรี้ยวนี้มัน…!
แอลกอฮอล์ค่อยๆ กระจายออกมาอย่างละเมียดละไม อารมณ์ก็ชื่นบานขึ้นโดยอัตโนมัติ
ลิ้นที่กำลังพึงพอใจส่งสัญญาณเตือนเรียกร้องไวน์ในปริมาณที่มากกว่าเดิม
อึกอึก
น่าเสียดาย เขากลืนได้เพียงสองอึกเท่านั้น
“ไวน์นี้สามารถตบไวน์องุ่นแดงพื้นๆ จนหน้าหันแล้วแรงยังเหลือด้วยซ้ำนะครับ ของอร่อยขนาดนี้ รินเพิ่มอีกหน่อยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะผมว่า” ทรัมป์โมโห
นอกจากเป็นนักชิม เขายังเป็นนักดื่มตัวยงด้วย หากเจอเหล้าหรือสุราใดรสชาติดีก็เต็มใจควักกระเป๋าจ่ายอย่างไม่เสียดาย ต้องถ่อไปไกลแค่ไหนไม่มีปฏิเสธ ไวน์ราสเบอรี่ที่ได้ชิมอยู่ตอนนี้เทียบกับเหล้าชั้นดีพวกนั้นได้เลยทีเดียว
“ฮ่าๆ แต่จุดประสงค์หลักคือทานอาหารนี่ครับ”
ตอบไปเช่นนั้น แต่ในใจมุนอินโฮก็เสียดายไม่แพ้กัน
‘ไวน์ราสเบอรี่อร่อยอย่างนี้เราก็เพิ่งเคยชิมครั้งแรก… เจ้าหนุ่มโกกยองฮานั่นไม่ได้เก่งกาจแค่การทำอาหารอย่างเดียวแล้วสินะ เห็นยืนยันมาว่าฝีมือตัวเอง แปลว่า เขาหมักเหล้าหมักไวน์ได้ระดับนี้เชียวรึ’
ไวน์ราสเบอรี่เมืองโกชั่งที่ว่าดังหนักหนายังให้รสชาติดีขนาดนี้ไม่ได้เลย
อนึ่ง ที่ผู้ดื่มรู้สึกว่าระดับไวน์ห่างชั้นกันเช่นนี้ เป็นเพราะไวน์ราสเบอรี่ในมือคือเลเวล 3
ขวดก่อนหน้านี้ที่กยองฮาให้ชายงเทไปเป็นไวน์เลเวล 2 ซึ่งระยะบ่มยังสั้นและกรรมวิธีหมักก็ง่ายกว่า ขณะที่ขวดเลเวล 3 นี้ใช้เวลาหมักแต่ละขั้นตอนยาวนานไม่น้อย แถมน้องไวน์ยังได้ฟังเพลงหวานๆ ขับกล่อมตลอดการบ่มด้วย
บรรยากาศการดื่มไวน์ยังไม่ทันจาง อาหารจานแรกก็มาเผยโฉม
เป็นปลานึ่งชิ้นเล็กน่ารักพอดีคำที่ดูเหมือนยัดลวกๆ ก็สามารถหายเข้าปากไปได้ในคำเดียว ลักษณะพิเศษคือ ดูเผินๆ แค่ภายนอกจะเหมือนแป้งต็อกหรือไม่ก็ขนมปัง
“สะอาดนวลเนียน ท่าทางจะกลมกล่อมมากนะนี่” ทรัมป์เอ่ยอย่างรู้จักเอาใจผู้ฟัง
“ลองชิมสักคำสิครับ แล้วจะตกใจ”
ความที่ใช้ตะเกียบไม่คล่องมือ ทรัมป์จึงเลือกใช้มีดกับส้อมหั่นแบ่งเนื้อปลานึ่งเป็นชิ้นเล็ก รสชาติหลากหลายผุดพรายขึ้นภายในปาก กลิ่นสาบหรือคาวปลาไม่มีแม้แต่น้อย ทั้งนุ่มทั้งหวานละมุนลงตัว เนื้อสัมผัสก็ไม่ธรรมดา คล้ายขนมปังที่ละลายได้ในปากอย่างไรอย่างนั้น ต่างกันแค่เนื้อปลานี้ไม่มีแป้งผสม จึงมีรสชาติที่กลมกล่อม
‘ทั้งที่เนื้อก็แน่น เป็นไปได้ยังไงเนี่ย’
ขนาดของชิ้นปลาเริ่มหดเล็กลงเรื่อยๆ เขาอยากลิ้มรสให้นานกว่านี้อีกหน่อย
กระทั่งชิ้นเล็กจนไม่รู้จะหั่นอย่างไรได้อีก ทรัมป์ก็นั่งหงอย
“เป็นยังไงครับ” มุนอินโฮถาม สายตาเปี่ยมความคาดหวัง
ทรัมป์ตอบตามตรงไม่ปิดบัง
“อร่อยมากจนอึ้งเลยครับ อร่อยเหนือความคาดหมาย ไม่ได้คิดว่าจะเจอปลานึ่งที่อร่อยขนาดนี้ ทำไมไม่ทำเป็นเมนูหลักเลยล่ะครับ” เขาแอบเคืองนิดๆ
หากเป็นอาหารจานหลักก็จะได้ชิ้นใหญ่ขึ้นอย่างไรล่ะ
“อาจจะมีที่อร่อยกว่านี้อีกก็ได้นะครับ” มุนอินโฮตอบแง้มๆ
ทรัมป์สงสัยใคร่รู้
‘เมนูอร่อยกว่านี้รึ’
อร่อยยิ่งกว่าจานนี้? ให้ตายเถอะ รสชาติจะเป็นแบบไหนเนี่ย จินตนาการไม่ถูกเลย
ความกังวลในทีแรกหลบลี้หนีหายไปราวถูกล้างทิ้ง เหลือเพียงความคาดหวังอยากรู้ที่อัดแน่นในใจ
อาหารจานที่สองยังคงเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย ซึ่งก็คือ ฟักทองหวานนึ่งสุก
‘เหมือนปลานึ่งจานแรกเลย จานนี้สีเหลืองสดจริงๆ…’ แค่ดูเฉยๆ ก็รู้สึกถึงความสวยงามแล้ว
จัดจานแบบนี้ดีกว่าการจัดจานซับซ้อนน่าเวียนหัวเป็นไหนๆ เพราะไม่ต้องตกแต่งอะไรให้วุ่นวายมากความ ผู้มองก็เข้าใจสารที่ต้องการสื่อได้ตรงประเด็น ทว่า ทรัมป์กลับลังเลที่จะลงมือ
‘เดี๋ยวก่อน ถ้ากินไอ้นี่เข้าไป มีสิทธิ์ลืมรสชาติปลานึ่งก่อนหน้านี้เลยนะ…’
เขาเองก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่อยากเก็บความทรงจำที่ดีไว้ให้นานๆ
มื้ออาหารดำเนินต่อไป
“ไม่ทานหรือครับ” มุนอินโฮถาม ไม่รู้ตัวเลยว่าริมฝีปากมีเศษฟักทองติดอยู่
นั่นเอง ทรัมป์จึงได้เห็นจานว่างเปล่าตรงหน้ามุนอินโฮ
‘กินหมดไปแล้วเรอะ’ เขาลืมกระทั่งเวลา
แม้จะเริ่มช้าไปหน่อย แต่ในที่สุดก็หั่นฟักทองหวานนึ่งสุกเข้าปาก และทันใดนั้น…
ความรู้สึกยินดีจนผมชี้ชันก็โหมเข้าใส่ ร่างกายบิดม้วนต้วน หน้ายับยู่ด้วยความพยายามฝืนรักษาภาพลักษณ์ ทรัมป์เด้งตัวขึ้นอย่างยากลำบาก เลื่อนสายตาลงต่ำ มองฟักทองหวานนึ่งสุกที่เหลือบนจาน
‘ระ รสชาติแบบนี้… ทำได้ยังไง’
มือไม่ยอมทำตามคำสั่งการของสมอง มันขยับเคลื่อนไหวเอง อยากลิ้มรสความอร่อยให้นานอีกสักหน่อย แต่กลับไม่เป็นไปดังใจคิด ทรัมป์ใช้เวลารับประทานฟักทองหวานนึ่งสุกจนเกลี้ยงจานในสิบวินาที ความหวานกำลังบรรเลงบทเพลง แตะผ่านไปตามฟันและลิ้น เข้าไปทุกซอกทุกมุม มุนอินโฮมองทรัมป์ก่อนจะแอบยื่นผ้าเช็ดปากให้ ด้วยเห็นเศษฟักทองหวานติดอยู่บนริมฝีปาก แต่ทรัมป์กลับไม่ยื่นมือรับความหวังดีนั้นแม้แต่น้อย ของอร่อยเช่นนี้จะมาใช้ผ้าเช็ดปากเช็ดทิ้งไปให้เสียเปล่าได้อย่างไรกัน ว่าแล้วก็แลบลิ้นออกมาจัดการความเรียบร้อยทันที จากนั้นก็หันไปเตือนมุนอินโฮบ้าง
“ท่านก็มีเศษติดที่ปากเหมือนกันนะครับ”
มุนอินโฮแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยวิธีคิดแบบเดียวกัน
ไม่รู้เพราะทั้งคู่มองตาแล้วรู้ใจ สัมผัสถึงความแน่นแฟ้นไปอีกระดับหนึ่งหรืออย่างไร ทรัมป์หัวเราะกว้าง
ไม่นานอาหารจานหลักก็ออกมาเสิร์ฟ เมนูคือ สเต็ก
สีหน้าทรัมป์เจือความผิดหวังเบาๆ
‘เสิร์ฟอะไรที่เป็นตัวแทนอาหารเกาหลีไม่ดีกว่ารึ อย่างพวกบุลโกกิ…’
สเต็กสำหรับชาวอเมริกันนั้นเรียกว่าเป็นอาหารหลักก็ยังได้ ทรัมป์จึงไม่ได้รู้สึกประทับใจหรือวู้วว้าวสักเท่าไหร่
มุนอินโฮราวกับอ่านทะลุความคิดนั้น
“ผมคิดอยู่นานเลย สุดท้ายก็ยังเห็นว่าเอาเป็นอาหารที่คุ้นเคยปากน่าจะดีที่สุดครับ”
ทรัมป์ไม่อาจคิดกล่าวโทษได้ลงคอ
“ขอบพระคุณที่คิดเผื่อครับ”
อันที่จริง ก่อนจะถึงวันนี้ มุนอินโฮได้ปรึกษากับกยองฮาแล้วว่า เมนูหลักเสิร์ฟเป็นบุลโกกิดีหรือไม่
“จะปรุงบุลโกกิให้ได้ระดับยอดเยี่ยมคงยากครับท่าน” กยองฮากล่าว และเขาก็เห็นด้วยโนlวลกูดอทคoม
ใจมุนอินโฮอยากรับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ดีด้วยอาหารที่อร่อยยอดเยี่ยมที่สุดไม่ต่างกัน ภาพครั้งก่อนยังฝังในความทรงจำไม่รู้ลืมว่าศรีภรรยาของเขารับประทานอาหารที่อร่อยยอดเยี่ยมแล้วมีความสุขไปทั้งวันขนาดไหน
‘สิ่งสำคัญใช่เมนูเสียที่ไหนล่ะ’
หากเมนูสำคัญจริง ผู้คนมากมายคงไม่อุทานว่าอร่อยกันหนักหนาเพราะกินแกงเต้าเจี้ยวหรือแกงกิมจิหรอก เมนูเหล่านี้สำหรับคนเกาหลีก็คือเมนูคุ้นเคยราวอาหารหลักเหมือนกัน
ขณะที่เนื้อสเต็กถูกเฉือนด้วยมีด และถูกส่งเข้าเคี้ยวอยู่ในปากนั้นเอง ภาพฟาร์มเล็กๆ อบอุ่นใกล้ตีนเขาก็วาบผ่านตา
ฟันกัดลงบนชิ้นเนื้อจนน้ำชุ่มฉ่ำทะลักออกมาไหลซึมเข้าสู่ลิ้น ความฉ่ำประสานเข้ากับน้ำลายราวอองซอมเบิลทั้งวงกำลังบรรเลงขับกล่อม กล้ามเนื้อทั้งใบหน้าแข็งเกร็ง
‘นี่มัน… เหลวไหลน่า…’ ทรัมป์แทบเป็นลมล้มตึง
สเต็กเช่นนี้เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในชีวิต ไม่มีส่วนไหนเลยที่เหนียวเคี้ยวไม่ออก ขยับฟันไม่กี่ทีเนื้อก็ละลายในปากเสียแล้ว สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือรสชาติอันแท้จริงของเนื้อทั้งชิ้น เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม ครบถ้วนกระบวนความอร่อย รสทั้งสี่ชนิดกลมกลืนกันได้อย่างที่อ้าปากเถียงอะไรไม่ออก
‘น่าจะปรุงรสมาบ้างแล้ว แต่ยังคงรสชาติเดิมของเนื้อไว้ได้’
คาดว่าเนื้อคงสดใหม่มากจริงๆ มาเป็นชิ้นแบบยังไม่ทันหดตัวด้วยซ้ำ หาไม่แล้วคงไม่ได้รสสัมผัสที่นุ่มระดับนี้แน่นอน
ความอร่อยของสเต็กหากเปลี่ยนเป็นเสียง คงก้องกังวานสะท้อนไปมา ส่งผลให้ทรัมป์เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงตนกับสเต็กเท่านั้น เขาหั่น จิ้มเนื้อส่งเข้าปาก เคี้ยว ลิ้มรส ทำซ้ำอยู่เพียงสี่อย่าง สีหน้าปรากฏความหลากหลายทางอารมณ์ ทั้งสุขสม ทั้งเหงาเศร้า ทั้งโกรธขึ้ง ปะปนวนเวียน
มุนอินโฮรับประทานหมดก่อน หันมองทรัมป์แล้วก็นิ่งเงียบ ขืนชวนคุยตอนนี้คงเท่ากับเป็นการขัดจังหวะทำลายความสุขอย่างไม่ต้องสงสัย
สุดท้ายเมื่อใกล้อิ่ม ทรัมป์จึงเอ่ยปากจริงจัง
“ไม่อยากเชื่อเลยครับ ตลอดชีวิตผมทานสเต็กมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สเต็กแบบนี้เพิ่งเคยได้ลอง”
“ค่อยยังชั่วนะครับที่รสชาติถูกใจ” มุนอินโฮตอบยิ้มๆ
ทรัมป์ขอให้ล่ามช่วยแปล เขาเบาเสียงตัวเองลง
“ทานข้าวเสร็จแล้ว รบกวนถามหน่อยว่าจะขอพบเชฟได้ไหม”
***
ของหวานคือ ‘โรลเค้กชาเขียว’
เนื้อเค้กผสมชาเขียวมีทั้งความชุ่ม ความหนึบและนุ่มนวล ม้วนมาเป็นโรลเหมือนพรม ด้านในมีครีมสดเย็นเจี๊ยบ เป็นเสน่ห์ของขนมหวานลูกผสมฉบับเกาหลี แม้จะเป็นของหวานเลเวล 3 แต่กลับเป็นของตบท้ายที่สบายปากเหลือเกิน
ทรัมป์ได้พบเชฟจากการแนะนำของมุนอินโฮ ซึ่งเจตนาสร้างความตระหนกให้ผู้ฟังด้วยการสาธยายว่า เชฟหนุ่มผู้นี้เป็นคนปรุงทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่ไวน์ เมนูเรียกน้ำย่อย เมนูหลัก ตลอดจนของหวาน
ทรัมป์กระซิบข้างหูล่าม ก่อนที่ล่ามจะกระซิบข้างหูกยองฮาเสียงต่ำอีกที
“ท่านถามว่า ‘คิดอยากย้ายไปอยู่ทำเนียบขาวบ้างไหม’ น่ะครับ”
***
เรื่องลำดับเมนูอาหารที่เสิร์ฟ กยองฮาคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วพอสมควร
ตามมาตรฐานของประธานาธิบดีทรัมป์ เขาเสิร์ฟไล่จากเลเวล 3 ไปเลเวล 4 ไปเลเวล 5 แล้วค่อยกลับมาที่เลเวล 3
ก่อนจัดงาน มุนอินโฮจิ้มชื่อเขา เลือกให้มาเป็นผู้เตรียมการรับรองด้วยอาหารที่อร่อยยอดเยี่ยมที่สุด ถึงแม้กยองฮาจะสามารถปรุงให้ปลาสเกตนึ่งและฟักทองหวานนึ่งออกมาเป็นเลเวล 5 ได้ แต่จะไปตกม้าตายเสียดายความอร่อยทีหลังเมื่อท่านรับประทานไปถึงจานหลัก ฉะนั้น จึงเลือกปรุงอาหารแสนธรรมดาอย่างสเต็กให้ออกมาโดดเด่นน่าจดจำแทน
บรรยากาศระหว่างทางกลับบ้านเป็นไปอย่างชื่นมื่น
“ไม่เคยนึกเลยว่าจะได้เห็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใกล้ๆ แบบนั้น เพราะเธอเลยนะ ขอบใจมาก”
ต่างจากครั้งที่ออกมาทำอาหารคราวก่อน หน้าที่เสิร์ฟอาหารทั้งหมดเป็นของเจ้าหน้าที่ในทำเนียบฯ หากประธานาธิบดีมุนอินโฮไม่พากยองฮาเข้าไปแนะนำล่ะก็ ทุกคนคงได้แต่เฝ้ามองจากที่ไกลๆ แล้วก็จบ
ชินยองฮีเองก็ปลื้มปริ่มไปด้วย ต่อให้ไม่มีโอกาสคุยจุ๊กๆ จิ๊กๆ กันนานเหมือนครั้งโน้น แต่เธอได้ถ่ายภาพร่วมกับเหล่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งทั้งสองท่านเก็บไว้ในมือถือแล้วแบบไม่ต้องอายใคร
“เพราะมีคุณกยองฮา พวกเราถึงได้รับเกียรติขนาดนี้ไปด้วยนะคะ”
“พูดอะไรอย่างนั้นครับ”
อันอิลเทซึ่งทำหน้าที่บังคับพวงมาลัยรถ เอ่ยถาม
“ว่าแต่ตอนนี้ เธอทำอาหารได้ทุกประเภทแล้วสิเนี่ย อบขนมปังนั่นได้เรียนมาแล้วก็จริง แต่บ่มเหล้านี่ไปเรียนมาจากไหน” เขาอยากรู้เรื่องไวน์นั่นเอง
“ศึกษาเอาจากอินเทอร์เน็ตครับ เลิกงานแล้วเบื่อๆ ก็ลองเปิดทำตามไปพลางๆ ว่างก็หมักเรื่อยๆ ครับ”
“คุณกยองฮาหันมาบ่มเหล้าขายจริงจังก็น่าจะขายดีไม่ใช่เล่นนะคะ ฉันได้ยินมาว่าไวน์ราสเบอรี่เกรดพรีเมี่ยมสุดๆ นี่ถึงกับต้องประมูลราคากันเลย…”
กยองฮายิ้มอายๆ
“ตอนนี้ผมทำเอาสนุกเป็นงานอดิเรกเท่านั้นครับ”
***
สิ้นสุดกำหนดการเยี่ยมเยือนสาธารณรัฐเกาหลีใต้
เมลาเนียเอ่ยถามขึ้นมาในเครื่องบินส่วนบุคคล
“เป็นมื้อที่เยี่ยมสุดๆ ไปเลยนะคะ ไวน์กับของหวานก็ดีเยี่ยม เมนูเรียกน้ำย่อยกับจานหลักยิ่งดีเยี่ยมเป็นพิเศษ…”
“สเต็กอร่อยเหาะไปเลยว่าไหม” ทรัมป์ถาม
“เมนูเรียกน้ำย่อยก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสเต็กนะคะ ฉันนี่ สติสตังไม่อยู่กับตัวเลย…”
ฟังที่เธอเล่าแล้วทรัมป์ถึงได้ค้นพบบางอย่าง
‘เดี๋ยวนะ… มีแต่เราคนเดียวนี่หว่าที่ละเลียดกินสเต็กนานที่สุด’
แปลว่าจานของเขาต้องมีอะไรต่างจากของคนอื่น
“ตอนทานสเต็ก คุณไม่ได้เห็นอะไรแปลกๆ ใช่ไหม”
“อะไรคะที่แปลกๆ”
“พวกภูเขากับฟาร์ม”
เขาฟังคำตอบของตัวเองแล้วยังคิดเลยว่าตลกเหลวไหล ทว่า เขาเห็นเช่นนั้นจริงๆ
“จะบอกว่าเห็นภาพหลอนเหรอคะ ตอนทานอยู่ ฉันไม่ว่างขนาดนั้นน่ะสิ”
ต่างคนก็ต่างจุดยืน ทรัมป์ได้แต่คิดอย่างเป็นกลาง
‘หรือว่าเราอ่อนไหวเกินไป?’
เมลาเนียผู้ตกหลุมรักและกำลังอินกับอาหารของกยองฮาลอบสังเกตท่าทีทรัมป์
“เราจะได้ไปเกาหลีกันอีกเมื่อไหร่คะ”