ความอร่อยได้รับการบอกกันปากต่อปากทีละน้อยจนกระจายไปทั่ว บางครั้งถึงกับมีลูกค้ามาต่อแถวรอหน้าร้าน
งานช่วงกลางวันนั้นค่อนข้างหนัก ต้องต้อนรับลูกค้ารวมถึงทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด ปุบปับไม่ทันตั้งตัวเวลาก็ล่วงเลยไปถึง 6 โมงเย็น ร้านคลาคล่ำไปด้วยลูกค้าเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนครึ่งเท่านั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่เมื่อก่อนแทบจินตนาการไม่ออกเช่นนี้ได้
ณ ปัจจุบัน เถ้าแก่ที่เสิร์ฟอาหารอยู่ในห้องอาหารคนเดียวกลายเป็นงานล้นมือ ขณะที่กำลังยุ่งเสียจนรู้สึกว่ามีมือกี่ข้างก็ไม่พอ จีฮยอนก็มาถึงร้านพอดี เธอเปิดประตูร้านแล้วส่งเสียงดังสดใสไปถึงแก้วหู
“เถ้าแก่ สวัสดีค่ะ”
ปกติเวลาเข้างานของจีฮยอนคือ 5 หรือ 6 โมงเย็น วันนี้เธอเข้างาน 6 โมงเย็น
จีฮยอนนั้นรับงานพาร์ทไทม์ช่วงสั้นๆ เวลาอื่นที่นอกเหนือจากงานตรงนี้เธอก็คงทำอย่างอื่นด้วย เพียงแค่เธอยังไม่ค่อยเล่าเรื่องส่วนตัวสักเท่าไหร่
เถ้าแก่แม้จะกำลังเสิร์ฟอาหารจนหัวหมุน ก็ยังทักทายกลับด้วยเสียงดังอย่างยินดี
“โอ้ มาแล้วรึ”
ภาษิตว่า ‘สุนัขในสำนักอักษรสามปีก็สามารถแต่งกลอนได้[1] จีฮยอนไม่ใช่สุนัขในสำนักอักษร แล้วก็ไม่ได้ทำงานในร้านนี้นานขนาดนั้น แต่เธอมีสิ่งที่เรียกว่า ไหวพริบ
‘ต้องรีบช่วยด่วนจี๋เลย’
จีฮยอนจึงตรงเข้าไปช่วยเถ้าแก่ทันที ทั้งคู่เสิร์ฟอาหารที่หลั่งไหลออกมาจากครัวอย่างต่อเนื่อง จัดการเก็บกวาดโต๊ะจนสะอาด วิ่งวุ่นกันไปมา ส่วนทางฝั่งครัวเองก็ยุ่งไม่แพ้กัน
โดยธรรมชาติ พวกรุ่นพี่หรือพวกที่ตำแหน่งงานสูงกว่ามักจะชอบแสดงอำนาจ แต่ชินยองฮีนั้นยังเป็นเหมือนเดิม เธอไม่เคยตั้งกฎหรือขีดเส้นแบ่งใดๆ และตอนนี้เกือบจะเหมือนสลับตำแหน่งกันด้วยซ้ำ ชินยองฮีเสียอีกที่กำลังเป็นฝ่ายเรียนรู้จากกยองฮา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำอาหารให้อร่อยยิ่งขึ้น หรือจะเป็นเรื่องการจัดการงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ กยองฮาทำให้เธอถึงกับพูดอะไรไม่ออก
และต้องขอบคุณกยองฮาที่ทำให้การจัดการงานต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว จะต้ม หรือผัด หรือส่งอาหารจากครัวออกไป ทั้งคู่ก็ทำงานเข้าขาได้ราวกับหายใจเป็นจังหวะเดียวกัน งานลื่นไหลไร้ปัญหา เสร็จสิ้นไปทีละอย่างสองอย่าง ดูแล้วเหมือนสองคนรับผิดชอบงานสำหรับสามคนอยู่ก็ไม่ปาน
ระหว่างนั้น ชินยองฮีหันมองกยองฮาที่ทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจเงียบๆ
‘คงตัดสินใจแล้วสินะ’ ที่คิดเช่นนี้เพราะเห็นท่าทางวางเฉยทำงานอย่างสบายใจของเขา
เธอเองก็รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เนื่องจากได้ยินเถ้าแก่กับจีฮยอนคุยกันอย่างเคร่งเครียดว่ากยองฮาได้รับข้อเสนอบางอย่างจากแมวมอง
อาศัยจังหวะที่มีเวลาว่างเพียงน้อยนิด กยองฮามองไปทางชินยองฮี ก่อนจะพูดขึ้น
“หัวหน้าครับ… ที่จริงเรื่องก็ผ่านมาสักพักแล้วล่ะแต่ผมก็ยังคิดว่าควรต้องแจ้งให้ทราบครับ คือพักหลังนี้ ผมลังเลมาตลอดว่าจะลาออกจากที่นี่ดีไหม แต่ตอนนี้ผมตัดสินใจแล้วครับว่าจะทำต่อ จากนี้ไปผมจะตั้งใจทำให้มากขึ้นกว่าเดิมครับ”
เขาคิดจะลองไปต่อให้สุดๆ สักครั้งบนเส้นทางการทำอาหาร ใจที่เคยละล้าละลังจึงได้สงบลง
คำพูดของกยองฮาเรียกรอยยิ้มบางเบาให้ปรากฏบนใบหน้าของชินยองฮี
“ที่จริงฉันก็ได้ยินมาบ้างนิดหน่อยแล้วล่ะ แต่จะยังไงก็เถอะ คุณคิดถูกที่สุดแล้วค่ะ เพราะต่อให้ลาออก ย้ายไปที่ไหนๆ มันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละนะ”
ประสบการณ์งานครัวที่ผ่านมาของเธอไม่ใช่น้อยๆ กยองฮารู้อยู่แล้วจึงไม่อาจแค่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาได้
“ครับ”
ได้ยินคำตอบชัดเจนจากกยองฮาเช่นนี้ ชินยองฮีจึงรู้สึกว่าปมที่ตนกังวลลึกๆ ในใจได้รับการคลี่คลาย
เพราะเกิดมีผู้ช่วยครัวคนอื่นเข้ามาแทนที่ ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าจะสามารถช่วยงานร้อยแปดพันอย่างได้ดีระดับนี้ และคงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะพบคนที่เข้ากันได้ชนิดไร้เรื่องปะทะขัดแย้ง
กยองฮาเองก็โล่งใจขึ้นเยอะ เขาหันมาเริ่มจับงานอีกครั้ง
จังหวะที่ทางห้องอาหารเริ่มจัดการอะไรๆ ได้ลงตัวมากขึ้น เถ้าแก่ก็แอบแวบมาแถวครัว เดินวนไปวนมาอย่างเงียบเชียบ พึมพำคนเดียวอยู่ในใจ
‘เดี๋ยวคงต้องคุยกันสักหน่อย’
จริงๆ การคุยกันตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเท่าใดนัก กยองฮาเพิ่งเข้ามาเป็นผู้ช่วยครัวได้เดือนเดียว เพิ่งรับเงินเดือนงวดแรกไป วันถัดมาจะเรียกเขามาบอกว่าจะขึ้นเงินเดือนให้เลยคงไม่ได้
ระหว่างที่เขาวนเวียนอยู่ในความคิดของตัวเอง จีฮยอนก็เดินตรงเข้ามาทางครัว ยิ้มอย่างน่าเอ็นดู แล้วพูดขึ้น
“เถ้าแก่คะ มีคนมาขอสัมภาษณ์เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ค่ะ อยู่ในห้องอาหารโน่น”
เมื่อร้านอาหารมีคนเข้ามากขึ้นจนยุ่งวุ่นวายขนาดหนัก เถ้าแก่จึงตัดสินใจลงประกาศรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์เพิ่มอีกหนึ่งคน
“อ้อ งั้นรึ”
เนื่องจากกำลังรออยู่แล้ว เถ้าแก่จึงส่งเสียงตอบพร้อมกับเดินอย่างเร็วรี่ไปทางแคชเชียร์เพื่อจัดการเรื่องสัมภาษณ์พนักงานใหม่
ส่วนกยองฮาซึ่งได้ยินสิ่งที่จีฮยอนพูดแว่วๆ ผ่านหู ก็เกิดสงสัยว่าทั้งคู่คุยเรื่องอะไรกัน
เขาเรียกจีฮยอนที่กำลังจะเดินจากประตูครัวไปทางห้องอาหารไว้
“นี่ จีฮยอน มานี่หน่อยสิ”
“ค่า พี่”
พอจีฮยอนเข้ามาใกล้ เขาก็ถามสิ่งที่สงสัยออกไปทันที
“อย่าบอกนะว่าจะลาออก”
หากไม่นับงานร้านที่ยุ่งจนไม่ได้หายใจหายคอ กยองฮานั้นมัวแต่เครียดเรื่องที่ตนได้รับแจ้งจากบริษัทว่าสอบผ่านรอบสัมภาษณ์กับเรื่องที่แมวมองมายื่นข้อเสนอให้ไปทำงานด้วย สถานการณ์ต่างๆ ภายในร้านอาหารเขาแทบไม่ทันได้ใส่ใจ เรื่องของจีฮยอนผู้น่ารักก็เช่นกันโuเวลกูดoทคoม
“เปล่าค่ะ เถ้าแก่บอกว่า งานในห้องอาหารยุ่งมากก็เลยลงประกาศรับสมัครงานทางเน็ต เห็นว่าจะรับพนักงานเสิร์ฟเพิ่มอีกคนน่ะค่ะ”
“อ้าวเหรอ พี่ก็นึกว่าเราจะลาออกซะแล้ว”
“โอ๊ย ไม่หรอกคะ หรือพี่แอบหวังให้หนูลาออกอยู่?”
กยองฮาส่ายหน้าแรงชนิดถ้ามีเสียงดังแบบพัดลมก็คงได้ยินไปแล้ว
“ไม่ใช่นะ”
กยองฮาเองก็มีสิ่งที่กังวลไม่ต่างกับชินยองฮี
เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่ารุ่นน้องที่เข้ามาใหม่จะน่ารักเท่าจีฮยอนหรือไม่ จะนุ่มนวลอ่อนหวานเข้ากับผู้คนได้ง่ายเท่าจีฮยอนหรือเปล่า ใบหน้าของเขาแสดงสิ่งที่อยู่ภายในใจออกมาจนหมด และไม่รู้ว่าสีหน้านั้นไปถูกอกถูกใจจีฮยอนเข้าหรืออย่างไร เธอฉีกยิ้มกว้าง หัวเราะดังคิก
“หัวเราะแบบนี้แล้วสวยมากเลย” เห็นเธอหัวเราะ กยองฮาก็หลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เอ่ยปากชมใครต่อหน้าต่อตาว่า สวย
ด้วยไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังทำหน้าแบบไอ้โง่อยู่หรือไม่ กยองฮาจึงหันหน้าหนี ส่วนจีฮยอนนั้นหน้าแดงก่ำขึ้นมาเสียดื้อๆ
ตั้งแต่เล็กจนโตเธอได้รับคำชมว่าสวยมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ความรู้สึกตอนนี้ช่างแตกต่างและประหลาดนัก แถมคนที่เพิ่งแสดงความรู้สึกดีๆ ออกมาก็ดันพูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจนี่สิ ยิ่งประหลาดเข้าไปใหญ่
เหมือนจะได้เวลาแล้ว ชินยองฮีส่งเสียงเรียกกยองฮาขึ้นมาพอดี
“คุณกยองฮา…”
เป็นสัญญาณว่าอีกเดี๋ยวสงครามมื้อเย็นจะเริ่มขึ้น ต้องกลับสู่สมรภูมิอีกครั้ง
ช่วง 6 โมงเย็นทุกคนสามารถจัดการงานไปได้พอประมาณ ตอนนี้นาฬิกาชี้บอกเวลา 1 ทุ่ม 15 นาที ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้าเต็มแน่น!
ปกติช่วง 6 โมงถึง 2 ทุ่มจะมีลูกค้าเข้าๆ ออกๆ อยู่ตลอด ระหว่างนี้จึงพอมีเวลาพักอยู่บ้างเล็กน้อย
สมัยกยองฮาทำงานเสิร์ฟอยู่ในห้องอาหารไม่เคยเจอสภาพลูกค้าล้นทะลักจึงสามารถพูดเช่นนั้นได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันต่างออกไปมาก เพราะร้านแห่งนี้กลายเป็นร้านอร่อยตามที่ลือกันปากต่อปากไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
“เข้าไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”
จีฮยอนที่ถูกทิ้งให้ยืนอ้างว้างคนเดียวหน้าครัวก็รู้สึกได้โดยเร็วเช่นกันว่ากำลังจะถึงช่วงยุ่ง จึงหันหลังออกวิ่งไปที่ห้องอาหาร โชคดีที่ฝั่งห้องอาหารยังไม่วุ่นวายเท่าไหร่ นอกจากเอาทิชชู่ไปเติมแต่ละโต๊ะแล้วก็ยังไม่มีอย่างอื่นให้ทำ
เถ้าแก่ที่ดูเรื่องสัมภาษณ์งานเสร็จแล้วกำลังเตรียมพร้อมรับลูกค้าอยู่เช่นกัน จีฮยอนมองไปรอบๆ เพื่อตรวจว่ายังมีจุดไหนไม่เรียบร้อยอีกหรือไม่
ความยุ่งที่เกิดในห้องอาหารกับห้องครัวนั้นมีจุดที่แตกต่างกันอยู่เล็กน้อย
ฝั่งครัว เมื่อได้รับออเดอร์แล้วก็จะยุ่งจนกว่าอาหารจะเสร็จแล้วส่งออกมา ส่วนฝั่งห้องอาหารจะยุ่งตั้งแต่การนำอาหารทั้งหลายไปเสิร์ฟให้ลูกค้า จนกระทั่งลูกค้าลุกออกไปก็จะยุ่งกับการเก็บกวาดเช็ดถู
ไม่ผิดจากที่พูดไว้เท่าใดนัก ลูกค้าประจำทยอยเข้าร้านมาถึง 10 คน!
“เถ้าแก่ครับ พวกเรามาอีกแล้ว”
“แหม มาถูกร้านแล้วครับ! เชิญๆ เชิญนั่งทางนี้เลย”
ตอนนี้ถึงเวลาที่ครัวจะเผชิญกับความยุ่งก่อนใครแล้วล่ะ
ชินยองฮีกับกยองฮากำลังดูออเดอร์ที่ส่งเข้ามายังเครื่องปรินท์ เถ้าแก่รับและส่งออเดอร์ด้วยตัวเอง กระดาษเหล่านั้นถูกพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง
[แกงกิมจิ 3 / แกงเต้าหู้นุ่ม 1]
[ข้าวราดปลาหมึก 1 / บะหมี่เย็นคลุกซอส 1 / ข้าวยำเกาหลี (บิบิมบับ) 2]
[แกงเต้าเจี้ยว 1 / ข้าวห่อไข่ 1]
รวมแล้ว 10 อย่าง
แน่นอนว่าต้องมีแกงกิมจิอยู่ในรายการเยอะที่สุด ก็จานเด่นจนเป็นที่เลื่องลือของร้านนี้คือแกงกิมจินี่นา
ชินยองฮีรับหน้าที่ทำข้าวราดปลาหมึก ข้าวห่อไข่ บะหมี่เย็นคลุกซอส และข้าวยำเกาหลี 2 ที่ ส่วนกยองฮารับหน้าที่ทำแกงทั้ง 5 ถ้วย แม้อาหารที่ชินยองฮีรับมาทำจะหลากหลายไม่เหมือนกันเลย แต่เธอสามารถทำแต่ละอย่างจนเสร็จได้ในเวลาที่แทบไม่ต่างกับกยองฮา
ตอนนี้กยองฮาเหมือนโดนเจ้าเข้าทรงเรียบร้อย เขาสามารถคุยกับชินยองฮีอย่างเป็นธรรมชาติไปพร้อมๆ กับทำอาหารได้อย่างไร้ช่องโหว่ ระดับฝีมือเพิ่มขึ้นทุกขณะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเหนื่อยยากอะไรเลยสำหรับเขา
ทางชินยองฮีนั้นแทบรากเลือด เธอใช้กำลังทั้งหมดที่มีทำอาหารจนเสร็จไปทีละน้อย ทั้งสองคนราวกับกำลังอยู่ในการแข่งขันอะไรสักอย่าง ต่างเคลื่อนไหวด้วยฝีเท้าอันรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มทำจนถึงตอนนี้ก็สำเร็จไปประมาณ 1 ใน 3 ส่วนแล้ว
ชินยองฮียังคงช็อคเรื่องแกงกิมจิไม่หาย สถานการณ์ในครัวยุ่งขนาดนี้เธอยังมีแก่ใจเหลือบมองกยองฮาที่ทำแกงกิมจิคนเดียวอยู่เป็นระยะ พลางคุยกับตัวเองในใจ
‘ทั้งที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิคเหมือนกันแท้ๆ …’
[1] สุนัขในสำนักอักษรสามปีก็สามารถแต่งกลอนได้: ครูพักลักจำ