อาหารที่กยองฮาปรุงด้วยตัวเองรวมถึงที่เคยชิมมาจนถึงปัจจุบันจะถูกแบ่งระดับออกเป็น อาหารของมือใหม่หัดเข้าครัว อาหารของผู้มีประสบการณ์ครัว อาหารของผู้ชำนาญงานครัว และอาหารของผู้ช่ำชองงานครัวระดับสูง
กินข้าวอิ่มท้องแล้ว เจมินกับยุนซึลก็หันไปกล่าวกับกยองฮาผู้เป็นคนทำอาหารให้
“ทานอิ่มแล้วครับ” คนพี่พูด
“ทานอิ่มแล้ว” คนน้องตาม
เจมินผู้เป็นพี่ชายรีบบอกยุนซึลให้แก้คำพูดให้ถูกต้อง
“ยุนซึล คำว่า ‘ค่ะ’ ไปไหน”
ดังนั้นยุลซึลจึงเติมคำลงท้าย
“…ค่ะ”
“ยุนซึลพูดเก่งแล้วนะเนี่ย” แม่ของด็อกโฮชื่นชม
ซุนกุกขันอาสา
“พี่ครับ ผมขอพาเด็กๆ ไปส่งแป๊บเดียวเดี๋ยวมานะครับ” เขาหันไปบอกกยองฮา
อย่างไรตอนนี้ก็ยังเป็นช่วงพักเบรก กยองฮาเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็กน้อยทั้งสอง จึงออกปากให้พนักงานช่วยกันดูแลน้องเวลาต้องไปๆ มาๆ ระหว่างร้านนับตั้งแต่พวกซุนกุกเป็นต้นไป ซึ่งทุกคนก็ยินดี
“โอเค ขอบใจมาก เหนื่อยหน่อยนะ”
“มีอะไรให้เหนื่อยกันครับ ได้เดินเล่นด้วย ดีจะตาย”
กยองฮาส่งห่อผ้าให้ซุนกุก
“คุณยายน่าจะยุ่งอยู่คงมาไม่ได้ ไหนๆ ก็ไปแล้วเอานี่ให้แกด้วย แกน่าจะยังไม่ได้ทานข้าว”
“ครับ”
ซุนกุกมือหนึ่งถือห่อผ้า อีกมือหนึ่งจูงมือยุนซึล เดินออกมานอกร้าน
“จะไปหาคุณยายหรือกลับบ้านดี” เขาถาม
“อยากไปหายาย”
เจมินซึ่งเดินตามซุนกุกอยู่ทางฝั่งขวาเตือนน้องที่พูดผิดซ้ำเดิมรอบที่สอง
“อีกแล้วนะ!”
“…ค่ะ”
สีหน้าอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าพนักงานทั้งหลายยามมองตามหลังยุนซึลน้อยที่แสนจะไร้เดียงสา
“ยัยหนูนี่นับวันยิ่งน่ารัก คิดงั้นไหมครับพี่มยองฮุน”
“จริงด้วยนะ”
มยองฮุนตอบคำถามของมินซูด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ริมฝีปากโค้งขึ้นอย่างอารมณ์ดี
***
ร้านขายเครื่องเคียงมีลูกค้าเนืองแน่นจนพลาดโอกาสกินข้าวร่วมกับหลานๆ
แต่ชเวบกซุนก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะปริปากบ่นอะไรได้ สถานการณ์ร้านยุ่งวุ่นวายขนาดนี้จะให้ทำตัวตามสบายไม่เห็นแก่แม่ของฮียอนและแม่ของจองอูได้อย่างไร
“หมื่นแปดพันวอนค่ะ …ค่ะ ของคุณเจ็ดพันวอนนะคะ”
“กุ้งดองเค็ม ฟักทองผัดซอสกับกิมจิกุยช่าย …แล้วก็ผักกูดผัดซอส เท่านี้ใช่ไหมคะ”
แม่ของฮียอนมัวแต่รับหน้าที่นำทั้งบัตรเครดิตทั้งเงินสดมาชำระเงิน ส่วนแม่ของจองอูก็มัวแต่ช่วยตัก ช่วยแนะนำเครื่องเคียงมือไม้เป็นระวิง จังหวะที่ทุกอย่างอลหม่านนั้นเอง ภาพสตรีวัยประมาณสี่สิบก็พุ่งเข้าสู่สายตา เธอยืนแอบอยู่ในมุมเล็กๆ กำลังฉกฉวยเครื่องเคียงสองสามชนิดแล้วพยายามหลบออกจากร้าน
ชเวบกซุนทนดูไม่ได้ จัดการคว้าข้อมือหมับเข้าให้
“ว้าย จะทำอะไรคะ” อารามตกใจ เธอกรีดร้องเสียงแหลมดังคาด
“ลูกค้ายังไม่ได้จ่ายเงินนะคะ”
“ฉะ ฉันเหรอยังไม่ได้จ่ายเงิน เมื่อกี้จ่ายแล้วนะ…”
ชเวบกซุนตีหน้าขรึมจริงจัง ส่ายหน้าซ้ายขวาช้าๆ ออกแรงที่มือเพิ่มขึ้นเป็นการกระตุ้นให้ตั้งใจฟังดีๆ
“ต่อแถวจ่ายเงินแล้วค่อยไปค่ะ”
ไม่รู้เพราะสายตาที่สาดมาจากรอบข้างก่อความอึดอัดให้หรืออย่างไร เธอใบหน้ากระตุก ตีโพยตีพาย
“เฮอะ สกปรกสิ้นดี ต่อไปไม่มาแล้วอีร้านแบบนี้ ทำอย่างกับคนเขาเป็นขโมยขโจร”
เธอวางเครื่องเคียงลงบนพื้นแรงๆ ไม่ต่างกับขว้างทิ้งก่อนจะออกจากร้านไป
ลูกค้าคนอื่นๆ กระซิบกระซาบ
“หน้าไม่อาย เครื่องเคียงอร่อยระดับนี้ยังกล้าคิดจะฉกกลับบ้านไปเฉยๆ เรอะ”
“นั่นสิคะ ป้าคนนั้นก็ไม่ใช่ยาจกไม่มีเงินซะหน่อย ชอบลักเล็กขโมยน้อยอยู่เรื่อย ก่อนหน้านี้แกเคยไปหยิบของในซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วโดนจับได้ ไปจบกันที่สน.โน่นแน่ะค่ะ”
“ไอ้ที่ว่าไม่มาร้านนี้แล้วน่ะ คนที่เป็นฝ่ายเสียหายคือตัวเองชัดๆ ถ้าไม่มีที่นี่ชีวิตลำบากแน่บอกเลย”
ลูกค้าทยอยกันออกจากร้าน จนเริ่มโล่งขึ้นบ้างแล้วแม่ของฮียอนก็ถาม
“คุณยายจับขโมยเก่งมากเลยค่ะ รู้ได้ยังไงคะนั่น”
“ฉันรู้สึกทะแม่งๆ ก็เลยจ้องอยู่ก่อนแล้วน่ะ”
สมาชิกร้านอยู่ด้วยกันมาไม่ใช่แค่วันสองวัน แรกๆ ก็ใช้ประโยคสุภาพคะค่ะ แต่แม่ของฮียอนกับแม่ของจองอูรู้สึกไม่เป็นกันเอง จึงยืนยันให้ลดความสุภาพลง พูดกันธรรมดาๆ ดีกว่า สุดท้ายตอนนี้ทั้งหมดจึงคุยกันได้อย่างสบายใจ
“ฉันบอกแล้ว ว่าคุณยายอาบน้ำร้อนมาก่อน ประสบการณ์ไม่ธรรมดา”
นับถึงเดี๋ยวนี้ หากบอกว่าร้านไม่เคยถูกขโมยเครื่องเคียงคงเป็นเรื่องโกหก ยิ่งช่วงชุลมุนงานก็จะยิ่งเข้า เพราะพวกเห็นแก่ตัวมือไวจะมาแอบฉกเครื่องเคียงอย่างลับๆ แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมดังเช่นคุณป้าเมื่อครู่ ในส่วนนี้ การจ้างชเวบกซุนเข้ามาทำงานในร้านอีกคนจึงไม่ใช่เรื่องขาดทุนสำหรับกยองฮา แน่นอนว่าร้านติดกล้องวงจรปิดไว้ แต่กล้องก็ไม่ใช่ว่าจะถ่ายติดทุกซอกทุกมุม
ลูกค้าที่ได้ยินพนักงานคุยกันเดินเข้ามาร่วมวงด้วย
“จะว่าไปก็น่าเสียดายนะคะ คุณป้าถูกคว้ามือคาหนังคาเขาหนีไม่รอดแบบนั้น สมควรโดนแจ้งข้อหาลักทรัพย์จับได้ขณะกระทำการสักที”
“คงไม่ง่ายเหมือนที่พูดหรอกค่ะ เดี๋ยวเข้ากระบวนการอบรมผู้กระทำผิด ตักเตือนโน่นนี่นิดหน่อยพอเป็นพิธีก็พ้นข้อหา ปล่อยตัวออกมาหมดนั่นล่ะค่ะ”
“เพราะอย่างนี้เลยเป็นปัญหาไงคะ โจรขโมยไม้จิ้มฟันก็กลายเป็นโจรขโมยเรือรบได้นะคะ ยิ่งใจดีก็ยิ่งก่อเหตุ”
ระหว่างที่ทุกคนอภิปรายถกเถียงกันนั้น ซุนกุกก็พาเจมินกับยุนซึลเดินเข้ามาในร้าน
“ยาย!”
ภาพยุนซึลวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดชเวบกซุนทำเอาซุนกุกต้องยกมือขยี้จมูก เห็นอย่างนี้ทีไรเป็นต้องจี๊ดสันจมูกทุกทีสิน่า
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“เป็นธุระให้ตลอดเลย ขอบคุณนะ…” ชเวบกซุนกลับเป็นฝ่ายซาบซึ้งมากกว่า
“ฮ่าๆ ไม่มีอะไรให้ต้องขอบคุณผมหรอกครับ อ้อ นี่ครับ… เถ้าแก่บอกว่าคุณยายน่าจะไม่มีเวลาทานข้าว ให้ผมเอามาให้ครับ”
แม่ของจองอูที่มองอยู่ข้างๆ ตาโตเท่าโคมไฟ
“นั่นเถ้าแก่เป็นคนทำหรือเปล่าคะ”
“ครับ… มื้อกลางวันปกติเถ้าแก่จะเป็นคนทำให้ทานครับ”
แม่ของจองอูจ้องห่อผ้าราวกับจะเจาะทะลุเข้าไปให้ถึงด้านในโน!วลกูดoทคอม
เงียบกริบอยู่พักหนึ่งซุนกุกก็กล่าวลา
“ผมต้องขอตัวก่อนแล้วครับ”
“โชคดี เดินทางปลอดภัยนะคะ”
มีเพียงเสียงแหบชราจากชเวบกซุนที่ตอบรับ นอกนั้นหรือ แม่ของจองอูและแม่ของฮียอนถูกพรากสติไปรวมอยู่ที่ห่อผ้าแล้ว ในที่สุดแม่ของจองอูก็ขยับเคลื่อนไหว ถึงขนาดตบเท้าเป็นจังหวะ
“มีอะไรอยู่ในห่อผ้าน้า อยากรู้จังค่ะ”
“เขาบอกว่าเป็นกับข้าวไม่ใช่เหรอ”
“โถ่ คุณยายก็… หมายถึงอยากรู้ว่าเมนูคืออะไรต่างหากล่ะคะ”
ชเวบกซุนแสร้งเป็นยอมแพ้ แกะห่อผ้าออก ด้านในมีข้าวผัดกิมจิ เป็นกล่องซ้อนกันสามชั้น
“อุ๊ย นี่มันสำหรับสามคนนะคะเนี่ย พวกหนูยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันหรือจ๊ะ” แม่ของฮียอนถาม
“เราสองคนกินมาแล้วครับ” เจมินตอบ
“โอเค กินแล้วใช่ไหม” สีหน้าแม่ของฮียอนกับแม่ของจองอูเปลี่ยนเป็นชื่นบานทั้งคู่
เพราะคำตอบของเจมินหมายความได้ว่าข้าวในกล่องเป็นส่วนของพวกเธอนั่นเอง
เมื่อลูกค้าออกไปจนหมด แม่ของจองอูก็เริ่มออกอาการรบเร้า
“คุณยาย เรากินข้าวกันก่อนเถอะค่ะ เร็วเข้า” อยากกินฝีมือเถ้าแก่มานานเหลือเกินแล้ว
“ใช่ๆ ไม่รู้ลูกค้าจะแห่กันมาอีกตอนไหนนะคะ” แม่ของฮียอนเองก็รีบเร่งจัดการเก็บกวาดโต๊ะด่วนจี๋
และแล้วมื้ออาหารก็เริ่มต้นขึ้น
ไข่ดาวที่โปะหน้ามาทั้งกลมกล่อมทั้งอร่อยลิ้น นี่มันงานศิลปะชัดๆ เลย
“อร่อยจัง ทำยังไงไข่ขาวถึงหอมและนุ่มได้ขนาดนี้นะ แถมยังขาวสะอาดสวยเชียว”
แม่ของฮียอนค่อยๆ เริ่มจากเล็มไข่ดาวทีละคำเล็กๆ ต่างจากแม่ของจองอูที่ตักข้าวผัดกิมจิเข้าปากทีเดียวคำโต
ถือว่าพลาดอย่างเห็นได้ชัด เพราะหลังจากนั้นเธอก็เอาแต่จ้วงข้าวเข้าปาก ไม่รับรู้สิ่งอื่นใดอีก
“แม่จองอู ฉันถามทำไมไม่ตอบ ไม่ได้ยินหรือไงยะ”
ชเวบกซุนหัวเราะปากกว้าง ช่วยทำหน้าที่อธิบายแทนให้
“ใครได้ลองกินคำแรกเมื่อไหร่ก็มักจะพูดอะไรไม่ออกน่ะ อาหารฝีมือเถ้าแก่อร่อยขนาดนั้นทุกเมนู”
***
กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างไร้น้ำใจ
กยองฮาถึงกับเครียดขึ้นมามากทีเดียว ผ่านไปเกินครึ่งเดือนแล้วที่เขาพยายามทุ่มเทหาคำตอบว่าทำอย่างไรจึงจะเลื่อนเป็นเลเวล 5 ได้ ทว่า สิ่งที่ค้นพบคืออากาศธาตุ
‘วิธีนี้ก็ไม่ใช่’
ลองเปลี่ยนเตาก็แล้ว ลองใช้เครื่องปรุงรสชนิดใหม่เพิ่มเติมก็แล้ว หมดหนทางเข้ากยองฮาถึงขั้นเอาผงชูรสในซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาใส่ด้วยซ้ำไป ถึงอย่างนั้นก็ไร้วี่แววของการเลเวลอัพ ตรงกันข้าม บางทีอาหารก็ออกมาเป็นเลเวล 3 ถอยหลังลงคลองไปอีก…
วันนี้อาหารนานาชนิดยังคงออกเสิร์ฟสู่โต๊ะของลูกค้าเช่นเคย
การเอาแต่หน้ามืดตามัวทำอาหารอย่างเดียวก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี ต่อให้ปรุงสำเร็จครบหมื่นครั้งจนระดับความชำนาญพุ่งขึ้นสูงสุดแล้วก็ตาม ดูท่ามันจะไม่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนระดับเป็นเลเวล 5 แต่อย่างใด มีแต่ทำให้สมองเขาคิดไปยุ่งเหยิง และปัญหาคือ เขากำลังรู้สึกว่าตัวเองเหมือนหนูถีบจักร!
เกณฑ์การเลื่อนขั้นมาจนถึงเลเวล 4 นั้นดูใจดีไปเลยเมื่อเทียบกัน อย่างน้อยก็ยังมีบอกใบ้บ้าง
‘น่าดีใจอยู่หรอกที่พ้นข้อจำกัดมาได้ แต่แบบนี้มันเหมือนโดนจับหัวโหม่งพื้นชัดๆ…’
ชายงเทส่งเสียงประหลาดใจมาทางโทรศัพท์
[…เฮียครับ นี่มันเรื่องอะไร จู่ๆ จะไม่ให้ผมลงตารางช่วงนี้ ทำไมล่ะครับ]
“มีเรื่องต้องสะสางน่ะสิ ‘โทษที เข้าใจฉันหน่อยนะ”
กยองฮาไม่ได้จมอยู่กับการเอาชนะให้ได้อย่างที่สมองสั่ง เขานึกย้อนเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ
‘เหล่าเด็กน้อยผู้หิวโหย มิติพิศวง เลเวล 5… สามอย่างนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกันไหมหว่า’
ก่อนหน้านี้สักพักใหญ่ กยองฮาไขปริศนาของเลข 30/30 ได้แล้ว ถ้านับเอาจากจำนวนอาหารที่เขาทำให้เด็กๆ กินก็น่าจะได้ประมาณนี้ แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรคำตอบส่วนที่เหลือก็ไม่เผยตัวออกมาเสียที
ครั้นวางสายจากชายงเทได้ไม่นาน โทรศัพท์จากทีมงานท็อปเชฟก็ดังขึ้น
[…สถานที่แข่งขันนัดต่อไปคือปักกิ่งครับ]
“อ่า ครับ”
[อ้อ แล้วก็ กำหนดถ่ายรายการครั้งนี้จะเริ่มกันสัปดาห์หน้านะครับ ถ่ายหนึ่งเทปเราจะออกอากาศแบ่งเป็นสามตอน ภาคฮ่องกงกับออสเตรเลียสามตอน แล้วก็ภาคญี่ปุ่นอีกสามตอนครับ]
“รับทราบครับ”
หลังวางสาย กยองฮาก็จมลงสู่ความคิดตัวเอง
สถานีต่อไปคือ ปักกิ่ง-เป่ยจิง ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องฝึกทำอาหารจีนให้ได้ ติ่มซำเขาเป็นเลเวล 4 ก็จริงอยู่ แต่จะเอาติ่มซำไปออกอากาศซ้ำอีกคงไม่ใช่แนวคิดที่ดีนักสำหรับรายการทีวี
‘งั้นช่วงนี้เรื่องเลเวล 5 ต้องพับเก็บไว้ก่อนเหรอเนี่ย’
อย่างไรตอนนี้นอกจากวัตถุดิบติ่มซำแล้ว ที่ร้านไม่มีวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารจีนอยู่เลย ถ้าไม่ใช่วันนี้ เขาคงไม่มีเวลาและไม่มีโอกาสหาคำตอบไปอีกพักใหญ่ๆ
‘เริ่มใหม่หมดตั้งแต่ต้นแล้วกัน ทวนใหม่ตั้งแต่แรก…’
ความทรงจำในอดีตวิ่งพล่านราวโคมม้าหมุน ผ่านหน้าไปตัวแล้วตัวเล่า
กยองฮาตั้งต้นที่สมัยทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานเสิร์ฟในห้องอาหาร ทรมานกับการปวดศีรษะรุนแรง หลังจากนั้นก็เริ่มมองเห็นสูตรอาหารได้ ต่อด้วยย้ายตำแหน่งมาเป็นผู้ช่วยครัว แล้วก็ได้พบจีฮยอน… ความคิดหยุดที่ตรงนั้น
“ใช้วัตถุดิบอย่างเดียวกัน แต่คนทำคนละคน รสชาติก็ออกมาต่างกันนะคะ”
ท่ามกลางความทรงจำนับไม่ถ้วน ประโยคที่จีฮยอนเคยพูดกับเขาโดดเด้งแสดงตัวออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งเขาคิดมาตลอดว่ามันเป็นอะไรที่จริงแท้แน่นอนอยู่แล้ว แฟรนไชส์แต่ละแห่งใช้วัตถุดิบเหมือนกัน ใช้สูตรปรุงอาหารสูตรเดียวกันแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับต่างกัน ขึ้นกับว่าใครเป็นผู้ปรุง ฉะนั้นเหตุผลที่สาขาย่อยทั้งหลายรสชาติไม่เหมือนกันก็คงเพราะอย่างนี้ จะยกตัวอย่างดาวมิชลินก็ได้ เชฟคนหนึ่งมีประสบการณ์ทำครัวมาสี่สิบหกปีได้มิชลินสตาร์สองดวง ส่วนเชฟอีกคนมีประสบการณ์น้อยกว่าถึงยี่สิบปีแต่ได้มิชลินสตาร์สามดวง มีให้เห็นจนไม่ใช่เรื่องแปลก สุดท้ายแล้วรสชาติจะออกมาระดับไหน สิ่งสำคัญที่ส่งอิทธิพลสูงสุดก็คือฝีมือและความสามารถของเชฟนั่นเอง
กยองฮากลับหลังหัน
จากตรงที่เขายืนอยู่มองไปจะเห็นฮเยจีที่ตั้งท่าพร้อมรอให้เรียกหาไม่ว่าเมื่อไหร่ ยัยหนูที่เคยตัวเล็กผอมกะหร่อง วันนี้แข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นมาได้ขนาดนั้นทีเดียว
‘หรือว่าเราพลาดจุดไหนไป?’
สิ่งที่ช่วยรักษาโรคให้ฮเยจี คือ อาหารที่ปรุงอย่างตั้งใจด้วยหัวใจอันแท้จริง
น้ำในหม้อที่ตั้งอยู่บนเตาเริ่มเดือด พาให้กยองฮารู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แค่ความตั้งใจทั้งหมดที่มีเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็เป็นได้ บางทีอาจต้องเพิ่มสมาธิขั้นสูงและความตระหนักรู้เข้าไปด้วย
ซวบ
เสียงจากผักกลิ่นฉุนที่ชื่อว่าต้นหอมเกาหลีดังกระตุ้นโสตประสาท สัมผัสละเอียดอ่อนจากพืชล้มลุกที่ชื่อหอมหัวใหญ่กระตุ้นการรับรู้ที่ปลายนิ้ว กยองฮาคิดถึงอาหารที่เขาต้องทำ จากนั้นท่วงท่าการเตรียมวัตถุดิบก็เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนทันที เป็นเพราะความตื่นเต้นตึงเครียดที่รู้สึกว่าเหล่าวัตถุดิบราวกับมีชีวิตขึ้นมาหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เหงื่อเย็นๆ ย้อมแผ่นหลังเขาเสียเปียกโชก วัตถุดิบลื่นไหลผ่านมือเขาทีละชิ้น กระโจนตัวลงในน้ำเดือดด้วยความพลิ้วไหว
ยิ่งขั้นตอนต่างๆ เกิดซ้ำเท่าไหร่ ในหัวเขาก็ยิ่งขาวโพลน ในที่สุดแกงกิมจิที่ปรุงสำเร็จออกมาก็ทำให้กยองฮาสับสน ชักแยกไม่ออกแล้วว่าแกงกิมจิปรุงตัวตนเขา หรือเขาเป็นคนปรุงแกงกิมจิ ครู่สั้นๆ ให้หลังไฟบนเตาก็ดับลง
ตุบ
ครั้นได้สติ กยองฮาก็รีบตรวจสอบเลเวลทันที
[แกงกิมจิของปรมาจารย์งานครัว]
ระดับการปรุง: เลเวล 5
วัตถุดิบ: ต้นหอม กิมจิ สันคอหมู น้ำกิมจิ หอมหัวใหญ่ เต้าหู้
เครื่องปรุง: น้ำมันงา เหล้าชองจู พริกป่น กระเทียมสับ ขิงซอย เกลือ
ขั้นตอนการปรุงอาหาร:
???
.
.
.
***
แกงกิมจิวางอยู่ตรงหน้าเจมินกับยุนซึล
“แกงนี่ถ้ากินไม่พอ ไปบอกคุณป้านะว่าหนูขอกินด้วย โอเคไหม”
ปริมาณแกงกิมจิที่กยองฮาต้มมีพอสำหรับหนึ่งคนเท่านั้น
“ผมกับยุนซึลยังเด็ก แค่ถ้วยนี้ก็พอแล้วครับ แบ่งกันกินได้ครับ” เจมินยืนยัน ด้วยไม่อยากสร้างภาระให้ใคร ยุนซึลเห็นด้วย พยักหน้าหงึกหงักแรงๆ ก่อนคว้าช้อนมาจ้วงตักแกงเข้าปาก แล้วก็นั่งเหม่อ
พนักงานหลายคนเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย
‘กินไปกินมาจู่ๆ ก็นิ่ง เป็นอะไรไปน่ะ?’
ปฏิกิริยานั้นไม่ได้เกิดกับยุนซึลคนเดียวเสียด้วย กระทั่งเจมินที่ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่เองก็ไม่เว้น เจ้าหนูตักแกงชิมตามหลังน้อง จากนั้นก็นั่งเหม่อแบบเดียวกันไม่มีผิด