อียองซุกตาเขียว ขู่ฝ่อ
“บางอย่างแบ่งได้ บางอย่างแบ่งไม่ได้ อันนี้แบ่งไม่ได้ย่ะ!”
เธอไม่สนใจมองลูกชาย ในสายตามีแค่ตัวเอง บะหมี่เย็นคลุกซอส และคุณนายสองคนที่จ้องบะหมี่เธอตาเป็นมัน
***
ดวงอาทิตย์ลอยเด่นกลางฟ้า
กยองฮาเข้ามาที่สำนักงานบริหารกิจการสาขาแฟรนไชส์เพื่อจัดการเรื่องบัญชี เขากำลังดูโฮมเพจร้านอยู่กับอันอิลเทและชินยองฮี
“คิดว่าไงครับ ท่านประธาน” โฮมเพจฮันอุลเป็นฝีมือของผู้ช่วยจองจินโอนั่นเอง
“ดูดีเลยล่ะ ไปเรียนทำของพวกนี้มาจากไหนเนี่ย”
“ผมเคยลงคอร์สพิเศษครับ สอบได้ใบรับรองแล้วด้วยครับ”
ผู้ช่วยจองก็เป็นอีกคนที่ความสามารถไม่ธรรมดา อันอิลเทเชื่อมั่นในตัวเขาเต็มเปี่ยม
“บอกแล้วว่าผู้ช่วยจองของเราทำเป็นทุกอย่าง”
ชินยองฮีดูสนอกสนใจไม่น้อย
“ถ้ากดตรงนี้ จะเข้าไปดูรายละเอียดเมนูสาขารองได้ใช่ไหมคะ”
“ครับผม”
เพราะลูกค้าเนืองแน่นกว่าสาขาหลักมากนัก ดังนั้นความสำคัญของฮันอุลสาขารองจึงไม่มีอะไรต้องชี้แจงกันอีก และอันอิลเทก็ยืนยันจะให้สร้างพื้นที่สาขารองแบบเน้นๆ ไว้ตรงส่วนบนแถบบาร์ของโฮมเพจด้วย
“สะดวกดีจัง แล้วถ้าเวลาจะแจ้งว่าเถ้าแก่ไม่อยู่ร้านล่ะ ต้องทำยังไง”
“เดี๋ยวผมจดไอดีของแอดมินไว้ให้นะครับ …เข้าไปตรงนี้ พอเขียนข้อความเสร็จปุ๊บมันจะขึ้นเป็น ‘ป๊อปอัพ’ หรือหน้าต่างแจ้งเตือนให้เองเลยครับ” ดูแล้วไม่มีอะไรยุ่งยาก
แต่จะให้มัวส่องโฮมเพจไปเรื่อยๆ คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ชายงเทมองนาฬิกาก่อนกระซิบที่ข้างหูกยองฮาเบาๆ
“เราต้องไปแล้วครับ”
กยองฮารีบขอตัว
“ผมขออนุญาตนะครับ”
“ได้ๆ ไปเถอะ บัญชีก็สะสางเรียบร้อยแล้วไม่ต้องอยู่ต่อหรอก เราเองก็จะไปร้านแล้วเหมือนกัน”
อันอิลเทพูดจบ ชินยองฮีก็ส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้ผ่านสายตา
“ตอนนี้คุณกยองฮาชักจะเหมือนดาราจริงๆ ขึ้นมาแล้วสิ”
“โห หัวหน้าพูดแบบนี้ผมไม่ชินเลยครับ เอาเป็นว่าผมขอตัวก่อน เย็นๆ พบกันครับ”
“ค่ะ”
กยองฮากับชายงเทกล่าวลาสมาชิกสาขาหลักและแฟรนไชส์เรียบร้อยก็ออกจากสำนักงานไป
ชินยองฮีกระซิบถามอันอิลเทแทบจะทันที
“โอกาสนี้เถ้าแก่ลองไปเข้าคอร์สดูแลตัวเองบ้างดีไหมคะ”
***
ซองช่อลที่เป็นเวรทำความสะอาดห้องรับรองชั้นสองกำหมัดแน่นแล้วดึงเข้าหาตัว
‘เยส!’
ในที่สุดสิ่งที่เขาหวังไว้ก็เป็นความจริง
พริตตี้เกิร์ลขึ้นแท่นอันดับหนึ่งบนเวทีรายการเพลง จีฮยอนยังคงยืนหนึ่งตำแหน่งตรงกลางเสมอ
“…ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ เชิญคุณจีฮยอนกล่าวความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ สักนิดได้ไหมครับ”
“เหมือนฝันเลยค่ะ ไม่คิดว่าพวกเราจะมาถึงวันนี้ได้จริงๆ ขอบพระคุณทุกท่านมากๆ นะคะ”
“มีใครที่อยากกล่าวขอบคุณเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ”
“ก็… อยากขอบคุณแฟนๆ ที่คอยสนับสนุนพวกเรามาตลอด คุณพ่อคุณแม่ ผู้จัดการสังกัด ท่านประธาน…”
ยังมีคนที่เธออยากขอบคุณอีกแต่ก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอเสียแล้ว จีฮยอนพูดต่อไปไม่ได้แม้ครึ่งคำ สุดท้ายก็ร้องไห้
พิธีกรดูจะคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้ดี จึงจัดการย้ายไมโครโฟนไปจ่อที่ยอนจอง น้องเล็กพริตตี้เกิร์ลแทน
“แล้วคุณยอนจองล่ะครับ วินาทีนี้มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษไหมเอ่ย อยากลองขออะไรจากท่านประธานสักหน่อยไหมครับ”
“หนูอยากทานบะหมี่เย็นคลุกซอสค่ะ!”
เสียงปรบมือระคนฮือฮาดังขึ้นในหมู่ผู้ชม
“ฮ่าๆๆ พูดอะไรน่ะ ประหลาดคนจริงเชียว”
“นั่นสิ จู่ๆ ก็บะหมี่เย็นคลุกซอส ก๊ากๆๆ”
ทว่า เหล่าเมมเบอร์กลับไม่มีใครหัวเราะเลย ทุกคนรู้สึกไม่ต่างกันว่านี่แหละคือสิ่งที่อยากได้เป็นพิเศษจริงๆ
ซองช่อลกำลังยึกยักหัวไหล่ตามจังหวะเพลงที่ติดชาร์ตอันดับหนึ่งของพริตตี้เกิร์ล
ซุนกุกขึ้นมาถึงชั้นสองด้วยสีหน้าโมโห เขาเดินเข้าไปใกล้ซองช่อลพร้อมเงื้อมือ
“ให้ตายเหอะ! เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้อยู่บนนี้นาน หา!”
ซองช่อลเบี่ยงตัวหลบจากเงื้อมมือซุนกุกแทบไม่ทัน รีบแก้ต่างให้ตัวเอง
“พี่ ครั้งนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ เพลงพริตตี้เกิร์ลได้ที่หนึ่งอะ”
เขาไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์อะไร ด้วยความที่กยองฮาไม่อยู่ร้าน จึงไม่มีลูกค้าในห้องรับรองเลยแม้แต่คนเดียว
“พริตตี้เกิร์ลได้ที่หนึ่งเลยรึ”
“ครับ นี่ไง เริ่มร้องกันอีกรอบแล้ว”
วันนี้วันศุกร์
ปกติคลื่นเครือข่ายสาธารณะจะจัดให้รายการเพลงออกอากาศในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ไม่ว่าจะได้อันดับหนึ่งของช่องไหนก็ตามแต่ เพียงได้ขึ้นแท่นก็นับว่าส่งผลใหญ่หลวงแก่นักร้องแล้ว ซุนกุกตกตะลึงจนลืมดุซองช่อลต่อ
‘แบบนี้จีฮยอนคงยุ่งกว่าเดิมอีกสิเนี่ย ต่อไปไม่ใช่ว่าเห็นหน้ากันแค่ในจอทีวีหรอกนะ’
***
ชองดัม (ย่านหนึ่งในกังนัม)
ชายงเทจอดรถตู้สนิทก็กระวีกระวาดออกวิ่ง แต่ไม่ทันกยองฮาซึ่งเปิดประตูรถลงมายืนอยู่ก่อนแล้ว
“เฮียครับ ผมบอกแล้วนี่ว่าผมจะเป็นคนเปิดประตูให้”
“ฉันก็มีมือนะ จะมาเปิดประตูให้ทำไม วุ่นวายเปล่าๆ”
“ข้อกำหนดของผู้จัดการส่วนตัวมีเขียนไว้ว่า ‘กรณีไม่มีบอดี้การ์ด ผู้จัดการต้องทำหน้าที่ดูแลดาราในสังกัดแทน’ เพราะงั้นถ้าทำงานบกพร่อง ผมก็โดนเฉ่งสิครับ”
“ยังไงมันก็ดูเกินเหตุอยู่ดี ฉันไม่ได้เป็นผู้ต้องสงสัยที่จะไปเที่ยวทำร้ายผู้คนนะ…”
“แฟนๆ นั่นล่ะครับที่มีแนวโน้มทำเรื่องน่ากลัวมากกว่าเราอีก อย่างเบาๆ คือเสื้อผ้าถูกดึงย้วย อย่างหนักหน่อยก็ทึ้งผมติดมือไปด้วยเป็นกระจุก”
เหตุการณ์ทั้งหมดคือตัวอย่างจากดาราในสังกัด YM และกยองฮาคุ้นๆ ว่าเคยอ่านข่าวผ่านตามาเหมือนกัน
“หมายถึงแฟนคลับหัวรุนแรงรึเปล่า แบบนั้นน่ะ”
“แล้วใครยืนยันได้ล่ะครับว่าเฮียจะไม่มีแฟนคลับหัวรุนแรง”
คุยพลางเดินพลาง ทั้งคู่ก็เข้ามาถึงบลูมิง เอสเธทิค (สถาบันดูแลความงามครบวงจร) อันหรูหราโอ่โถง
พนักงานต้อนรับสาวสวมสูทตรงเคาน์เตอร์ให้การต้อนรับลูกค้าอย่างเอาใจใส่เป็นที่สุด ต่อให้ลูกค้ามาคนเดียวเธอก็ยังโค้งกายลงทักทาย
“สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับค่ะ”
“ครับ สวัสดีครับ”
มาที่นี่ครั้งใด เขาเป็นต้องรู้สึกเขินอายทุกครั้ง
“คุณโกกยองฮามีรายการนัดไว้ล่วงหน้าแล้วนะคะ เชิญด้านนี้เลยค่ะ”
พนักงานสาวกล่าวอย่างอ่อนโยนอบอุ่น ผายมือทำท่าให้กยองฮาที่กำลังเหนียมอายตรงเข้าไปด้านใน
“ครับ”
เธอก้าวอย่างนุ่มนวล
พนักงานที่เอสเธทิคแห่งนี้ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน คาดว่าน่าจะผ่านการอบรมพิเศษที่เข้มงวดมาแล้วแน่นอน
“อีกเดี๋ยวจะมีพนักงานเข้ามาดูแลนะคะ เปลี่ยนมาสวมชุดนี้แล้วนอนพักรอก่อนได้เลยค่ะ”
“ครับ…”
ครั้นเปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมชุดสบายล้มตัวนอนลงบนเตียงนวดแล้ว ร่างกยองฮาก็ราวกับของเหลวข้อต่อหลุด
เขาค่อยๆ หลับพริ้มตาลง
‘แปลกแต่จริง นอนตรงนี้ทีไรง่วงแบบนี้ทุกที เอาจริงๆ จะหลับก็ได้ล่ะมั้ง’
จังหวะที่กำลังจะเข้าเฝ้าเทพทำนายฝันนั้นเอง ข้างหูก็ได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ
“นอนไม่ได้นะคะ”
กยองฮาลืมตาโพลง ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
‘เสียงนี้?’
ไม่ใช่ใครที่ไหน ดวงหน้าที่เห็นสร้างความยินดีให้กยองฮา
“จีฮยอน มาที่นี่ได้ไงน่ะเรา”
จีฮยอนยิ้มสดใส
“หนูเองก็ต้องมาดูแลผิวที่นี่บ่อยๆ เหมือนกันค่ะ”
“เหรอ?”
อารามดีใจ กยองฮาที่ลุกพรวดขึ้นมาครึ่งตัวเพิ่งจะสำเหนียกได้ว่าตนลืมระวังความเรียบร้อย
เขาเปลือยท่อนบนอยู่
ขณะรีบเอามือมาปกปิดสองจุกซึ่งโผล่ออกมาทักทายให้เขินเล่น จีฮยอนก็หน้าแดงนำไปแล้ว เธอทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง ผินหน้าหนีครึ่งหนึ่งก่อนเอ่ย
“กลับมาจากญี่ปุ่นสินะคะรอบนี้”
“อะ อื้ม”
ระยะนี้ทั้งคู่คุยกันผ่านข้อความและโทรศัพท์เป็นหลัก
บางครั้งหากจีฮยอนได้แวะไปฮันอุลสาขารอง จะทำตัวไม่ระวังสายตาพนักงานในร้านหรือพริตตี้เกิร์ลเมมเบอร์คนอื่นๆ กับผู้จัดการเลยก็ไม่ได้ เป็นอันว่าทั้งคู่ไม่มีเวลาส่วนตัวให้คุยกันสองต่อสองสักที
“เราล่ะเป็นไง ช่วงนี้น่าจะยุ่งกว่าเดิมอีกสินะ”
“ค่ะ ออกอัลบั้มสองด้วย ออกอีเวนท์ด้วย พวกรายการติดต่อเข้ามาเยอะ งานโฆษณาก็เยอะขึ้นด้วยค่ะ”
คุยกันแต่ละทีไม่เคยพ้นเรื่องเหล่านี้… กยองฮาลองนึกย้อนดูก็รู้สึกได้
‘คุยแต่เรื่องแบบนี้แฮะ ไม่มีเรื่องอื่นให้คุยแล้วรึไงนะ’
คนที่ตีกรอบให้ความสัมพันธ์ก็คือกยองฮาเองนั่นแหละ
ช่วงนี้ยุ่งไหม กินข้าวหรือยัง เขาเองที่ถามแต่คำถามพื้นเพทั่วไปเช่นนี้มาตลอด
กยองฮาจมอยู่กับความสงสัย ส่วนจีฮยอนก็จมอยู่กับความทรงจำในอดีต
“ฝันที่ได้เดบิวต์ของหนูเป็นจริงแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงสมัยก่อนที่ได้ทำงานกับพี่อยู่เรื่อยๆ คงเพราะตารางงานแน่นมากล่ะมั้งคะ ชีวิตประจำวันก็เลยไม่ค่อยได้แฮปปี้อะไรขนาดนั้น” จีฮยอนเปรย
กยองฮาอมยิ้มแบบที่คนหล่อๆ เขายิ้มกัน
“ยังเก็บตุ๊กตาไว้ไหม”
“แน่นอนสิคะ” จีฮยอนยิ้มจนดวงตาเป็นจันทร์เสี้ยว
กยองฮาสัมผัสได้ถึงความสุขเต็มเปี่ยมจากสีหน้าของเธอ ทว่า เวลาไม่เคยคอยใคร พนักงานเดินเข้ามาแล้ว
“ต้องไปแล้วค่ะ พบกันใหม่นะคะพี่”
“โอเค เออนี่จีฮยอน ตั้งใจทำงานมันก็ดีแหละ แต่อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วย”
พนักงานได้ยินแล้วก็ไม่ได้คิดว่าแปลกแต่อย่างใด เรื่องประมาณนี้เพื่อนที่ไหนๆ ก็พูดกันไม่ใช่หรือ
สำหรับจีฮยอนนั้นไม่ใช่ เธอเก็บความหมายบางอย่างเอาไว้แบบที่ไม่มีใครอื่นรับรู้
“ค่ะ พี่เองก็เหมือนกันนะคะ”
***
วันถัดมา
“เหนื่อยหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ” ชายงเทโค้งคำนับอย่างสุภาพ
กยองฮาเพิ่งจบการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง เสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งภารกิจ
“เป็นทางการสุดๆ เลยรู้ตัวไหมเรา” กยองฮาแหย่
ชายงเทตอบอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ
“ต้องทางการหน่อยสิครับ เราต้องแยกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวนะครับ แล้วจากนี้เดี๋ยวตารางจะยิ่งแน่นขึ้นอีก”
ที่จริงกยองฮาพูดดักไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วว่าอย่าจัดตารางให้เขาแน่นเกินไปนัก
ในเมื่อตอนนั้นชายงเทตอบรับคำขอของเขาเรียบร้อย ตอนนี้จะไม่ให้ทักท้วงก็กระไรอยู่
“งั้นเหรอ? งั้นจากนี้มื้อเที่ยงก็หากินเอาเองที่บริษัทแล้วกันนะ”
“เฮียครับ… โถ่ ผมพูดเล่นให้ได้หัวเราะพอหอมปากหอมคอน่า ตอนนี้ให้พาไปที่ร้านเลยใช่ไหมครับ”
กยองฮาแสร้งเป็นยอมแพ้ พยักหน้าหนึ่งที ชายงเทก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังฮันอุลสาขารอง
“วันนี้เมนูเป็นอาหารเกาหลีเหมือนเดิมหรือเปล่าครับ”
ในเมื่อยังไม่ได้รับการประกาศว่าสนามแข่งขันต่อไปของรายการท็อปเชฟจะจัดขึ้นที่ประเทศอะไร กยองฮาจึงยังไม่จำเป็นต้องเร่งฝึกฝนทำอาหารเก็บเลเวล
“กำลังคิดอยู่ อยากกินอะไรล่ะ”
“ผมเหรอครับ ถ้าเฮียทำให้ ก็อยากกินทุกอย่างแหละครับ”
เมนูแบบฉบับกยองฮาคืออาหารเลเวล 4 ทั้งหลายนั่นเอง ชายงเทเริ่มน้ำลายสอ
‘อาหารเกาหลีเว้ย อาหารเกาหลี…’
เมื่อมาถึงสาขารองก็พบว่าเจมินกับยุนซึลรออยู่ก่อนแล้ว
กยองฮาใช้เสียงสองพูดกับเด็กๆ อย่างอ่อนโยน
“เจมินกับยุนซึลมาแล้วเหรอ หิวใช่ไหมล่ะ”
ยุนซึลพยักหน้าด้วยแววตาน่าสงสารเหมือนกระต่ายน้อย ส่วนเจมินนั้น วันนี้เขายอมตอบตามตรงไม่ปิดบัง
“หิวนิดๆ ครับ”
เลยเวลาพักเบรกมาแล้วครึ่งชั่วโมง พนักงานทั้งหลายพลอยต้องกินข้าวช้าไปด้วย ซองช่อลถึงกับรีบประคองผ้ากันเปื้อนด้วยสองมือวิ่งโร่เข้ามา ถ้าสไลด์ตัวมาได้ก็คงทำไปแล้ว
“ผ้ากันเปื้อนอยู่นี่ครับผม”
ทันทีที่เข้ามายืนในครัว แม่ของด็อกโฮก็อธิบายเหตุผลอีกรอบว่าทำไมวันนี้ถึงยังไม่กินข้าวกัน
“โฮะๆ ฉันโทรแจ้งไปแล้วรอบหนึ่งก็จริง พอดีว่าทุกคนชวนกันรอกินข้าวฝีมือเถ้าแก่น่ะค่ะ…”
“เมนูล่ะครับ”
“เขียนไว้แล้วค่ะ”
กยองฮาบอกให้จดเตรียมไว้ให้เขาล่วงหน้าก่อนถึงร้าน
“โอเคครับ พักกันไปพลางๆ นะครับ”
ชายงเทเข้าจับจองที่นั่ง ลอบมองผ่านเคาน์เตอร์ครัวเข้าไปยังกยองฮาที่กำลังปรุงอาหาร
‘ตอนทำอาหารดูตั้งใจแล้วก็ใส่ใจสุดๆ ต่างจากตอนให้สัมภาษณ์ลิบลับเลย…’
เขาสัมผัสได้ถึงความหลงใหลในสิ่งที่ทำตรงหน้าเสียด้วยซ้ำ ตอนให้สัมภาษณ์ กยองฮาจะตอบเฉพาะสิ่งที่ถามแล้วก็จบข่าว ไม่พูดอะไรอีก จึงช่วยไม่ได้ที่จะเห็นข้อเปรียบเทียบชัดเจน
อาหารที่ปรุงเสร็จค่อยๆ ทยอยออกมาทีละเมนู ฮเยจีขยันขันแข็งยกแต่ละจานไปเสิร์ฟ มยองฮุนกับแม่ของด็อกโฮก็ช่วยเธออีกแรง และแล้วโต๊ะอาหารก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยนานาเมนูอย่างเคย
“จะทานให้อร่อยเลยค่ะ/ครับ” ทุกคนพูดพร้อมกันราวนักร้องประสานเสียง จากนั้นก็เป็นการเริ่มมื้ออาหาร
ชายงเทดื่มด่ำกับรสชาติของแกงเต้าเจี้ยว ตื่นเต้นจนอดใจไม่ไหวตะโกนขึ้นมา
“เฮีย สุดยอดเลยครับ สุดยอดจริงๆ!”
ตักกินหนึ่งคำพูดอีกหนึ่งคำ สลับกันไม่หยุด แน่ล่ะ เพราะชายงเทกำลังกินอาหารอร่อยระดับที่หากินทั่วไปไม่ได้
ส่วนเด็กน้อยทั้งสอง เจมินกับยุนซึลที่เลือกข้าวผัดกิมจิกับราบกกีนั้น ขยับช้อนตะเกียบจ้วงเข้าปากไม่มีพักมือ ฮเยจีมองแล้วก็กังวล กลัวน้องจะเกิดอาการอาหารไม่ย่อยทำให้ปวดท้องได้ จึงส่งเสียงเตือน
“ไม่ต้องรีบกินก็ได้ ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียด”
“ครับ” เจมินเป็นคนตอบเช่นทุกที ส่วนยุนซึลก็พยักหน้าน่ารักน่าชังว่ารับรู้
ทันทีที่ทุกคนกินกันอิ่มหนำและมื้ออาหารผ่านพ้นไป กยองฮาก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คิดไม่ฝันแม้แต่น้อย เขาทำหน้าตะลึงหนักอย่างช่วยไม่ได้
[ภารกิจลับ ‘เหล่าเด็กน้อยผู้หิวโหย’ สำเร็จลุล่วง 30/30]
[ได้รับรางวัลเป็นการเข้าถึง ‘มิติพิศวง’ มีคุณสมบัติสามารถปรุงอาหารเลเวล 5 ได้นับแต่นี้]
โชคดีทั้งทีก็ดีไม่ครบสูตร เพราะไม่มีแถมคำใบ้ใดๆ เกี่ยวกับการปรุงอาหารเลเวล 5 มาให้เลย
แต่เท่านี้ก็นับว่าน่าดีใจไม่น้อยแล้ว
‘ไม่ได้สุดที่เลเวล 4 หรอกเหรอเนี่ย’