ชายงเทฟังแล้วก็รู้สึกว่า สถานการณ์ออกจะน่าขันเกินไปหน่อย
“ทางนี้มีสังกัดอยู่แล้วครับ” เขาตอบด้วยภาษาญี่ปุ่น
กยองฮาเริ่มอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง
“เขาพูดว่าอะไร”
“เขาอยากให้เฮียไปแคสงานกับเขาครับ”
โอ้โห ตั้งแต่เกิดมา โกกยองฮาเพิ่งเคยเจออะไรแบบนี้นะเนี่ย
‘อืม ความรู้สึกนี้ไม่เลวแฮะ…’
***
เวลาเดียวกันนั้น ฮันอุลสาขารองก็สะเทือนเลือนลั่นด้วยเสียงตำหนิของลูกค้า
“อุตส่าห์ถ่อมาจากปูซาน!”
ลูกค้ากำลังโวยวายเรื่องที่เถ้าแก่กยองฮาไม่อยู่ ซุนกุกยืนประจันหน้ากับเขา ท่าทางดูเหนื่อยล้า
“ผมเรียนให้คุณลูกค้าทราบหลายรอบแล้ว และยินดีขออภัยอีกครั้งครับ เถ้าแก่เรามีธุระส่วนตัวที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ครับ”
“ก็สร้างโฮมเพจแล้วประกาศผ่านหน้าเว็บซะสิ ไม่งั้นคนที่มาจากที่ไกลๆ จะให้ทำไง”
ควรค่าแก่การรู้สึกไม่เป็นธรรมอยู่บ้างจริงๆ เพราะลูกค้าต่างก็คาดหวังเต็มเปี่ยมว่ามาถึงแล้วจะได้ชิมฝีมือกยองฮาแน่นอน
“ต้องขออภัยอย่างยิ่งในส่วนนั้นนะครับ ผมจะลองปรึกษาเถ้าแก่ดูครับ”
ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่นี้ ลูกค้าอื่นอีกไม่น้อยที่มาจากที่ไกลๆ รวมตัวกันประกาศกร้าวว่าไม่พอใจ เช่นเดียวกับชายวัยกลางคนผู้นี้
ครู่หนึ่งให้หลังเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ซุนกุกเดินไปรับสาย
“สวัสดีครับ ร้านฮันอุลสาขารองครับ”
[ไงซุนกุก พี่เอง ที่ร้านไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม]
“ปัญหาหนักๆ ไม่มีเท่าไหร่ แต่มีเรื่องจำเป็นต้องปรึกษานิดนึงครับ”
[เรื่องอะไร]
“ผมว่าเราติดประกาศแจ้งเรื่องเถ้าแก่ไม่อยู่ไว้ที่หน้าร้านอย่างเดียวไม่ได้แล้วล่ะครับ ลูกค้าท่านหนึ่งมาจากปูซาน กำลังโวยวายแทบคว่ำร้านว่ามาแล้วไม่เจอพี่เนี่ยครับ”
[อา งั้นเลยเหรอ]
“ครับ… เพราะงั้นผมเลยจะเสนอว่า สาขารองเราควรสร้างโฮมเพจขึ้นมาสักที เอาไว้แจ้งลูกค้าล่วงหน้าตอนพี่จะไม่อยู่น่ะครับ น่าจะช่วยสลายความไม่พอใจได้ระดับหนึ่ง”
[อืม มีเหตุผล สงสัยต้องลองหาคนทำโฮมเพจดูเสียหน่อยแล้ว]
เหล็กต้องตีตอนที่ยังร้อน ซุนกุกรีบพูดต่อไม่เว้นช่วง
“เรื่องนั้น น้องชายพี่มยองฮุนทำได้นี่ครับ ก่อนหน้านี้เขาก็ทำเพจใหม่ให้แฟรนไชส์ฮันอุลอยู่เหมือนกัน”
[เออ จริงด้วย ตอนนี้พี่ยุ่งอยู่ยังคุยไม่สะดวก ไว้กลับไปค่อยว่ากันนะ]
“ครับพี่ ตอนนี้อยู่ญี่ปุ่นใช่ไหมครับ”
[อืม]
“ญี่ปุ่นเป็นไงครับ”
[ยังไม่ค่อยได้ดูอะไรเท่าไหร่ วนๆ อยู่แค่แถวนี้… ร้านคงยุ่ง นี่พี่โทรฯ มาคุยนานเกินไปหรือเปล่าไม่รู้นะ]
“ไม่เลยครับ งานไม่เยอะขนาดนั้นเพราะพี่ไม่อยู่ร้าน ลูกค้ามาแล้วกลับก็เยอะอยู่ อ้อใช่ พี่ครับ”
[มีอะไรอีก]
“รอบนี้ไม่ต้องซื้ออะไรกลับมาฝากนะครับ”
[กังวลไม่เข้าเรื่องนะเรา แค่นี้แหละ วางล่ะ]
กยองฮาอดขำไม่ได้
หลังจากวางสาย ซุนกุกก็หันกลับไปมองด้านหลัง มีความรู้สึกแปลกใหม่เกิดขึ้นในใจ
‘พี่ไม่อยู่แค่คนเดียวเอง ทำไมมันโหวงเหวงอย่างนี้วะ’
***
ภัตตาคารโทริเด็น ยาคุอิน
โจซองจูกำลังทำหน้าที่อธิบายรายละเอียดการแข่งขัน
“สถานที่ที่ทุกท่านเห็นในวันนี้คือร้านอาหารเฉพาะทางตำรับมิสึทากิ[1]ครับ ขอเล่าสั้นๆ ว่า เขาจะนำไก่เป็นๆ ที่จับได้ในแต่ละวันมาปรุงอาหารกันแบบสดๆ ใหม่ๆ หากเทียบกับบ้านเราก็คงจะคล้ายๆ ไก่ต้มเพ็กซุก[2]นั่นเองครับ และหากอ้างอิงจากมิชลินไกด์ประจำฟุกุโอกะ อาหารประเภทมิสึทากิของที่นี่การันตีด้วยรางวัลบิบ กูร์มองด์[3] เลยล่ะครับ”
ทีแรก ข้อมูลที่กยองฮาและพวกเชฟได้รับมีเพียงแค่ สนามต่อไปจะจัดที่ประเทศญี่ปุ่น
เชฟแต่ละคนเริ่มเผยความในใจ
“อาหารประเภทไก่ สำหรับผมก็ไม่ง่ายนะครับ”
“เห็นด้วยครับ เกาหลีเองก็มีเยอะนะครับเมนูไก่”
บนโต๊ะอาหารมีตะเกียบไม้ ขวดซอส จานส่วนตัว และผ้าเช็ดมือที่สลักตัวอักษรว่าโทริเด็นจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ เมนูเรียกน้ำย่อยที่ออกมาเปิดตัวก่อน คือ ไข่ทามาโกะกึ่งดิบกึ่งสุกเสิร์ฟพร้อมผักดอง ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดี เชฟแต่ละคนชิมแล้วก็ร่วมกันพูดคุยวิจารณ์รสชาติ
“ผักดองใส่เห็ดกับสมุนไพรด้วย”
“ซอสนี่ให้รสชาติอะไรสักอย่าง ไม่เหมือนทั่วๆ ไป…”
ตัวไข่ก็มีความแปลกใหม่มากเพราะวางเด่นอยู่บนมิโซะ (เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) ที่ผสมเนื้อสับละเอียด ดูงดงามไม่น้อย
ไข่กึ่งดิบกึ่งสุกตอกออกจากเปลือกเปล่งสีเหลืองอร่าม ดูชุ่มฉ่ำมีชีวิตชีวาเหลือเกิน
“รสสัมผัสก็นุ่มนวลตามคาดครับ”
ระหว่างนี้ล่ามก็คอยกล่าวแนะนำนักชิมทั้งหลาย
“หากต้องการชูรสชาติพร้อมกับกลิ่น เวลาทาน ลองจิ้มกับมิโซะที่ผสมเนื้อสับดูนะครับ”
อาหารหลักออกมาเสิร์ฟในชื่อ สปริง ชิกเกนนัมบัง[4]
เนื้ออกไก่จานนี้ ขนาดกยองฮาเองชิมแล้วยังรู้สึกเลยว่ามีความสดฉ่ำและนุ่มมาก เข้ากันได้ดียิ่งกับซอสทาร์ทาร์และเมล็ดมัสตาร์ด…
หลังเสร็จสิ้นการลิ้มชิมรสจนถึงของหวาน ทีมเชฟญี่ปุ่นก็มองทีมเชฟเกาหลีด้วยสายตาจริงจังอย่างคนที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นอกมั่นใจเกินร้อย
‘นี่มันสงครามเกาหลี-ญี่ปุ่นชัดๆ’
เกาหลีกับญี่ปุ่นสู้กันแบบสงครามเย็นและต่อกรกันด้วยเกียรติภูมิศักดิ์ศรีแห่งชนชาติมาช้านาน ทุกวันนี้ก็ยังเห็นได้ในสนามแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ
สำหรับพวกเชฟ ครั้งนี้ยิ่งไม่ใช่ข้อยกเว้น
“ไม่อยากแข่งแพ้เลยครับ”
เชฟญี่ปุ่นคนหนึ่งโพล่งออกมาเบาๆ คิมโฮดงได้ยินก็อยากรู้จึงส่งสายตาไปที่ล่าม
“เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรครับ”
“เขาว่า ไม่อยากแข่งแพ้ครับ” ล่ามแปลตรงๆ ทั้งประโยค
สังเกตจากใบหน้าที่เริ่มเรื่อสีแดงของเชฟคนเมื่อครู่ ประโยคเมื่อกี้น่าจะพูดให้ทีมตัวเองฟัง
หัวหน้าเชฟนามว่า เรียวกะ มองปฏิกิริยาของทีมเกาหลีอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุก
‘คิดจะใช้วัตถุดิบของเรามาเอาชนะเรางั้นเหรอ ทะนงตัวเกินไปหน่อยแล้ว…’
ไม่ว่าจะรายการไหน ทีมเหย้าเจ้าบ้านก็ได้เปรียบอยู่วันยังค่ำ
“มีเรื่องอยากรู้เป็นการส่วนตัวน่ะครับ ไม่ทราบจะขอถามได้หรือเปล่าครับ” เรียวกะสงสัย
ล่ามแปลให้ฝั่งเกาหลีฟัง จากนั้นหันมาบอก
“เชิญถามเลยครับ”
เรียวกะไล่สายตามองสมาชิกทีมเกาหลีที่สวมชุดเชฟทีละคน
“ทีมโน้นมีใครเป็นเชฟมิชลินสตาร์ไหมครับ”
“ไม่มีครับ” โจซองจูเป็นคนตอบ
เขารู้เรื่องความสามารถและประสบการณ์ทำงานของเชฟแต่ละคนดีอยู่แล้ว
“งั้นคงไม่เวอร์เกินไปถ้าจะบอกว่า ไม่มีสักคนเลยสินะครับที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล”
ยั่วยุกันเห็นๆ แล้วแบบนี้
“อ่า ‘โทษทีนะ จะเอาคำว่ามิชลินสตาร์มาตัดสินรสชาติอาหารเสมอไปไม่ได้หรอกนะครับ”
ชเวฮยองซอกโต้อย่างเกรี้ยวกราด
“ก็จริง เพราะมันต้องวิเคราะห์องค์รวมอีกหลายอย่าง แต่ก็ยังชัดเจนนะครับว่ามีการให้คะแนนด้านรสชาติแน่ๆ”
ผู้ดำเนินรายการคิมโฮดงต้องออกโรงช่วยแก้ต่างอีกแรง
“คือว่า เชฟแต่ละท่านเนี่ยบางคนงานยุ่งซะจนมิชลินเข้าไม่ถึงตัวก็มีนะครับ”
“มิชลินเป็นทั้งผลงานและเกียรติยศ ก็น่าคิดนะครับว่าเอาเรื่องงานยุ่งมาอ้างได้ด้วยเหรอ ร้านเราเองก็ยุ่งเพราะลูกค้าจองล่วงหน้ากันจนเต็มตลอด อย่างนี้ฝั่งนั้นจะยุ่งขนาดไหน นึกภาพไม่ออกเลยนะครับ”
เชฟบางคนสะดุ้ง แต่กยองฮาไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มคนสะดุ้งนั้นแต่อย่างใด
เรียวกะยังคงเปี่ยมไปด้วยความอยากเอาชนะ
“หวังว่าจะได้มีโอกาสดวลกับเชฟที่เก่งที่สุดของทีมนั้นนะครับ”
ตั้งแต่แข่งขันมา ทีมเกาหลียังไม่เคยเผชิญหน้ากับใครที่อวดดีขนาดนี้มาก่อน จึงไม่มีบทเรียนมาเป็นข้อเปรียบเทียบ
ด้วยความที่ทั้งหมดนี้จะต้องออกอากาศ เชฟเกาหลีจึงได้แต่เก็บความเดือดดาลไว้ในใจ พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
“อยากเป็นคนลงไปดวลจริงๆ”
“ผมก็เหมือนกัน” nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
เห็นเชฟแต่ละคนอยากจะดวลกับเรียวกะเหลือเกิน อันจองฮุนจึงกล่าวกับทีมเกาหลี
“อีหรอบนี้ ดวลชนะคงไม่เป็นไร แต่ถ้าแพ้ขึ้นมาล่ะก็ น่าจะงานเข้านะครับ”
เขาเคยเห็นสภาพของนักกีฬาท็อปสตาร์ในอดีตมาก่อนจึงสามารถกล่าวเตือนเช่นนี้ได้
สงครามจิตวิทยายังดำเนินต่อไป กยองฮาเริ่มสับสน
“ทำไมบรรยากาศมันมาคุขนาดนี้ล่ะครับ หรือมันอยู่ในบท?”
กรณีรายการคิงออฟแมสก์เชฟนั้น พิธีกรมักเจตนากระตุ้นให้เกิดสงครามเย็นอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเขาจึงถาม
โจซองจูทำหน้าพิลึก ตอบเสียงค่อย
“ไม่มีบทหรอกครับ สู้กันด้วยศักดิ์ศรีล้วนๆ ครับ”
สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้ดำเนินรายการก็รับมือยาก เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย
‘ยิ่งถ้าไปกระตุกหนวดเสือเข้าให้ล่ะก็…’
เรื่องที่ว่าเป็นเชฟมิชลินสตาร์หรือไม่นั้น หากเป็นไปได้ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยให้ออกอากาศสู่สายตาประชาชี โปรดิวเซอร์ยูเทกวานและนักเขียนตัวหลักอีอูฮยอนชักจะปวดสมองตุบๆ
“นักเขียนอี ฉากนี้เอาออกอากาศคงไม่เข้าท่ามั้ง หรือยังไง?”
“ไม่รู้สิครับ น่าจะต้องดูผลการแข่งขันก่อนแล้วค่อยมาตัดสินใจกันอีกที”
ถ้าทีมเกาหลีเกิดแพ้ญี่ปุ่นแบบสูสีให้เสียดายเล่น เรื่องอาจกลายเป็นตลกร้ายยิ่งกว่าเดิม
แต่ในความเป็นจริง หากนำท็อปเชฟตอนที่หนึ่งและสองมาใช้อย่างเป็นประโยชน์ รวมถึงบอกเล่าอย่างมีนัยสำคัญก็อาจทำให้ผู้ชมตระหนักได้ว่าเชฟมิชลินไม่ใช่ทุกสิ่ง ทว่าประเด็นนี้กลับกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกเสียแล้วในมุมของพวกเชฟ ยังไม่นับว่ามีเรื่องสงครามเย็นเกาหลี-ญี่ปุ่นอีกนะ…
ทันทีที่เข้าสู่ช่วงพักยกหลังเดินสำรวจครัว ยูเทกวานก็เดินไปเรียกกยองฮาด้วยตัวเอง
“คุณกยองฮาครับ มั่นใจอาหารประเภทไหนที่สุดครับ”
เขาไม่เคยมีท่าทีเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะถ่ายทำตอนแรกหรือตอนไหน
เจอสถานการณ์ไม่คุ้นเคยเข้า กยองฮาจึงนิ่งคิด ก่อนจะถามโปรดิวเซอร์แบบหยั่งเชิง
“อืม… ทำไมหรือครับ”
“คือผมรู้สึกว่าแข่งรอบนี้เราจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด รอบฮ่องกงก็ชนะ รอบออสเตรเลียก็ชนะ คุณกยองฮาแสดงให้ทุกคนเห็นแล้วไม่ใช่หรือครับว่าเป็นกำลังสำคัญของทีมขนาดไหน ฉะนั้นรอบนี้ผมก็ยังจะฝากความหวังไว้ที่คุณครับ”
ในเมื่อยูเทกวานเผยความในใจออกมาตรงๆ เช่นนี้แล้ว กยองฮาจึงตอบตรงๆ เช่นกัน
“ผมทำทาโกะยากิได้ดีพอสมควรครับ”
“นักเขียนอี ถ้าเป็นทาโกะยากิเอาลงรอบของหวานได้ใช่ไหม”
“ได้ครับ แต่ทาโกะยากิอย่างเดียวจะไม่จืดชืดไปหน่อยเหรอครับ” อีอูฮยอนถาม
“งั้นให้ทำซาชิมิหมึกยักษ์เพิ่มด้วยไหมครับ”
“ซาชิมิก็ทำเป็นหรือครับ” แววตายูเทกวานระยิบระยับ
“ครับ”
ทาโกะยากิก็ต้องใช้ปลาหมึกยักษ์เหมือนกัน ดังนั้นก็ทำควบคู่กันไปเสียเลย
“ลองปรึกษาเชฟอื่นๆ ดูไหมครับ แต่ด้วยนิสัยแต่ละท่านคงไม่มีปัญหาอะไร น่าจะเข้าใจอยู่แล้วล่ะครับ”
“รับทราบครับ”
จังหวะที่กยองฮาเดินไปหาเชฟอื่นๆ เพื่อเสนอความคิดเห็น ยูเทกวานก็หันไปมองหัวหน้าเชฟเรียวกะด้วยสีหน้าเปี่ยมความเชื่อมั่น
“ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากให้เจอรอบที่เขาจะลงแข่ง พอมีวิธีอะไรไหม”
“ลองแอบทำแผนการรั่วไหลดูดีไหมครับ ประมาณว่าคนเก่งๆ ฝั่งเราจะเก็บตัวไว้ลงรอบของหวาน แบบว่า ปล่อยข่าวตอนกล้องยังไม่เดินน่ะครับ”
“ใช้ได้ๆ ทำเหมือนเปรยลอยๆ นะ แล้วก็ไปพูดใกล้ๆ ล่ามเสียหน่อย”
จะยิงศรให้ตรงเป้ามันก็ต้องมีกลยุทธ์กันบ้าง เรียวกะมองตามยูเทกวานกับอีอูฮยอนที่เดินไปคุยไปอย่างสนใจ จากนั้นบอกให้ล่ามแปลสิ่งที่ทั้งคู่คุย
“รอบของหวาน…”
ล่ามเป็นคนเกาหลี ดังนั้นจึงแปลได้ครบถ้วนกระบวนความตามท้องเรื่อง
“เหมือนจะมีการเตรียมตัวไว้แล้วครับ”
ทีนี้ก็เหลือแค่ให้เหล่าเชฟจัดการตามแผน ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์…
การหารือระหว่างเชฟในวงอภิปรายเป็นไปอย่างสะดวกดาย
“ถ้าเป็นเมนูที่คุณกยองฮามั่นใจ อย่างนั้นจัดเต็มรอบของหวานเลยครับ”
“เห็นด้วยครับ”
และแล้วรอบเมนูเรียกน้ำย่อยก็เริ่มต้นขึ้น
ทีมเกาหลีส่งเชฟชเวฮยองซอกไปเป็นตัวแทน เมนูที่ทำคือสลัดแซลมอนเต้าหู้ ส่วนทีมญี่ปุ่นทำไข่สกอตช์ผสมกะหล่ำปลีมาประชัน ความเห็นของคณะกรรมการแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
“ความนุ่มนวลของแซลมอนเข้ากันได้ดีมากกับเต้าหู้ค่ะ”
“รสสัมผัสของผักใช้ได้เลยนะครับ”
“ปรุงซอสได้กลมกล่อมพอดีสุดๆ”
ไข่สกอตช์เองก็ได้รับคำวิจารณ์ที่ไม่เลว แม้จะเป็นเมนูที่ชาวอังกฤษนิยมทำกินกันตอนออกไปปิกนิก แต่ที่โทริเด็น ยาคุอินใช้เมนูนี้เสิร์ฟเป็นเมนูเซอร์วิสจากทางร้าน
“ไข่กึ่งดิบกึ่งสุกห่อด้วยเนื้อหมูบางๆ นำไปทอด อร่อยกว่าที่เคยกินที่อังกฤษอีกนะคะเนี่ย”
“ใครที่ชอบไข่แบบนี้ ผมว่าทานแล้วต้องเคลิ้มทุกคนครับ”
รอบแรกญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ความตื่นเต้นโหมกระหน่ำ ทว่า หัวหน้าเชฟเรียวกะก็ไม่ได้นำพา
โทริเด็น ยาคุอินขึ้นชื่อเรื่องอาหารตำรับมิสึทากิอยู่แล้ว แถมคะแนนของร้านก็จัดว่าหรูหราเสมอมา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด รอบถัดมาทีมญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเอาชนะก๋วยเตี๋ยวไก่ต้มของทีมเกาหลีด้วยอาหารมิสึทากิ
“มาลุ้นทีมเกาหลีปะทะทีมญี่ปุ่นกันในรอบต่อเวลาครับ สู้กันด้วยของหวานใช่ไหมครับ”
“ถูกต้องครับ หรือจะเรียกว่าอาหารตบท้ายมื้อก็ได้”
“สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ชักสงสัยซะแล้วนะครับ”
เรียวกะไม่แม้แต่จะปรายตามองมา เขาเพียงจดจ่อกับอาหารตรงหน้าเท่านั้น กยองฮาก็เช่นกัน
“ทั้งคู่ไม่มีใครหันมองใครเลยครับ”
“แปลว่าใช้สมาธิกันอย่างหนักหน่วงสินะครับ”
ส่วนคนที่คอยสังเกตการณ์ขั้นตอนการปรุงก็กำลังเพลินกับท่วงท่าชำนิชำนาญของเชฟ
“เชฟเกาหลีนั่น ใช้มีดได้ไม่ธรรมดาแฮะ เฉือนปลาหมึกได้ชิ้นเท่ากันเป๊ะ แล้วยังวิธีนวดแป้งนั่นอีก เห็นไหม”
“อย่างกับมีวิทยายุทธแน่ะ สะบัดมือได้สวยมาก…”
เชฟญี่ปุ่นถึงกับอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
ใช้เวลาไม่นาน อาหารก็ถูกลำเลียงไปยังคณะกรรมการเพื่อรอการตัดสิน
“เมนูตบท้ายมื้อที่หัวหน้าเชฟเรียวกะเลือกทำคือ เท็มปุระหรือของทอดครับ ที่เคียงกันมาคือบิงซูชาเขียวสินะครับ แปลกใหม่มากๆ ชาเขียวนี่อย่างกับยกมาวางทั้งก้อนเลยครับ”
โจซองจูอธิบายภาพตรงหน้า แต่นับว่ายังไม่ครบถ้วนนัก
“อืม… บิงซูชาเขียวผสมนมได้ความหวานจากนมข้นและถั่วแดง รวมกันแล้วทำให้อยากตักกินเรื่อยๆ เลยค่ะ”
“สุดยอดจริงๆ ครับ ไม่คิดมาก่อนว่าของทอดกับบิงซูจะจับคู่กันได้อร่อยขนาดนี้”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยหงึกหงัก ชิมไปวิเคราะห์ไป
ในที่สุดก็มาถึงรอบอาหารของกยองฮาบ้าง
“ทาโกะยากิกับซาชิมิหมึกยักษ์สินะครับ”
หลังจากชื่นชมครู่สั้นๆ คณะกรรมการก็เริ่มคีบหมึกยักษ์เข้าปากเคี้ยว
บ้างหลับตาพริ้ม บ้างแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
‘หวานกลมกล่อมอะไรขนาดนี้’
ผู้ที่เปิดปากพูดก่อนใครเพื่อนคือกรรมการหญิงที่หลับตาพริ้มนั่นเอง สิ่งที่เธอกล่าวออกมาค่อนข้างน่าตระหนก
“ฉันรู้สึกได้ถึงความรักค่ะ”
…………………………….
[1] มิสึทากิ คือ หม้อไฟประเภทหนึ่ง ใช้เนื้อไก่และผักปรุงสุกเคี่ยวจนได้รสชาติเข้มข้น เป็นเมนูขึ้นชื่อของฟุกุโอกะ
[2] เพ็กซุก คือ การต้มเนื้อสัตว์หรือปลาจนสุกโดยไม่ใส่เครื่องปรุงรสพิเศษใด หรืออาหารที่ทำในลักษณะดังกล่าว
[3] บิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand) เป็นสัญลักษณ์รับรองร้านอาหารที่คุณภาพดีเยี่ยมในราคาไม่แพง
[4] ชิกเกนนัมบัง คือ เนื้อไก่ทอด เหยาะน้ำส้มสายชูหวานและราดซอสทาร์ทาร์