ช่วงเวลามื้อเย็นอันแสนวุ่นวายผ่านไปโดยไม่ทันตั้งตัว และเนื่องจากมีลูกค้าคนหนึ่งเพิ่งมาเอาตอนค่ำ ร้านจำเป็นต้องยืดเวลาทำการออกไปอีก จึงปิดช้ากว่าปกติเล็กน้อย
ใครก็ตามที่ทำงานยุ่งหัวหมุนทั้งวันย่อมต้องเหนื่อยล้า แต่ไม่ใช่จีฮยอน เธอยังคงกล่าวทักทายลูกค้าด้วยเสียงสดใสเท่าเดิม
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
ผู้มาเป็นชายวัยกลางคนที่จัดว่าหน้าตาดีทีเดียว ทว่า มีความเย็นชาบางอย่างโอบล้อมอยู่รอบตัวเขา
“ขอแกงกิมจิให้ผมที่หนึ่งครับ”
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้าน เขาก็ตรงไปนั่งที่โต๊ะข้างแคชเชียร์ จากนั้นเอ่ยปากสั่งอาหาร จีฮยอนไม่ได้ใส่ใจการกระทำของเขานัก เธอตอบรับอย่างนุ่มนวล
“จะเตรียมให้เดี๋ยวนี้ค่ะ… เถ้าแก่ โต๊ะนี้แกงกิมจิหนึ่งที่นะคะ”
“ได้” เถ้าแก่รับออเดอร์จากจีฮยอน จัดการส่งต่อ แล้วพุ่งตรงไปยังครัว
“เดี๋ยวทำแกงกิมจิให้อีกที่หนึ่งพอนะ เสร็จปุ๊บพวกเราก็กินข้าวกันได้เลย ซุปเนื้อเผ็ดเรียบร้อยหรือยังล่ะ”
“เกือบเสร็จแล้วค่ะ แต่วัตถุดิบทำซุปเนื้อเผ็ดมีพอต้มได้แค่สองถ้วย ฉันเลยทำแกงกิมจิเพิ่มค่ะ”
ซุปเนื้อเผ็ดสองที่ กยองฮาเป็นคนทำไว้แล้ว ส่วนชินยองฮีนั้นทำแกงกิมจิกำลังจะเสร็จพอดี ดูเหมือนทุกคนต้องรับผิดชอบเตรียมอาหารเย็นกันเองเพราะยังปิดร้านไม่ได้
“โอเค ไม่มีปัญหา” เถ้าแก่ตอบแล้วเดินกลับไปที่ห้องอาหาร
ชินยองฮีที่ยังต้มแกงกิมจิอยู่ มองไปที่กยองฮาพลางถาม
“คุณกยองฮาคะ เรายังต้องทำแกงกิมจิเพิ่มอีกที่หนึ่ง ให้ฉันทำให้ไหมคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมทำเอง”
สถานการณ์ตอนนี้คือ กยองฮาเป็นคนรับผิดชอบทำแกงกิมจิให้ลูกค้าที่เพิ่งเข้าร้าน ส่วนชินยองฮีรับผิดชอบทำแกงกิมจิสองที่สำหรับสมาชิกในร้าน
และแล้วชินยองฮีก็ทำแกงกิมจิสองที่สำหรับกินกันเองเสร็จเรียบร้อย
ขณะที่ยกถ้วยเดินออกมาจากครัวเธอก็หันไปเร่งกยองฮา
“รีบๆ ทำให้เสร็จแล้วตามมานะคะ กินข้าวกัน…”
“โอเคครับ”
หลังจากนั้นราว 5 นาที ชินยองฮีกำลังตักข้าวเข้าปาก เธอมองตามกยองฮาที่เอาแกงกิมจิไปเสิร์ฟลูกค้าด้วยตัวเอง แล้วพึมพำขึ้นมา
“ทำเร็วเหมือนเดิมเลยพ่อคุณ”
ส่วนจีฮยอนที่มองชินยองฮีอยู่ก็ถามขึ้น
“ถ้วยนี้ แกงกิมจิของคุณน้าใช่ไหมคะ? หนูขอตักซุปมาชิมสักคำได้หรือเปล่า?”
“ตามสบายเลย”
ชินยองฮีอนุญาตพร้อมรอยยิ้มเต็มดวงตา จีฮยอนไม่รีรอ เอาช้อนมาตักแล้วส่งเข้าปาก
แต่เมื่อได้ลิ้มรสเข้าจริงๆ สีหน้าเธอกลับไม่บ่งบอกอะไรเลยแม้แต่น้อย ชินยองฮีที่สังเกตจีฮยอนอยู่จึงถามอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม
“ทำไม? ไม่อร่อยเหรอ?”
“ไม่ใช่ยังงั้นค่ะ อร่อยดี”
แต่ชินยองฮีเป็นสาววัยกลางคนแล้ว เผชิญหน้าผู้คนมาสารพัดแบบ ทำไมจะไม่รู้ว่าจีฮยอนพูดจริงหรือแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ฝ่ายเถ้าแก่ พอเห็นหน้าจีฮยอนก็เกิดสงสัยขึ้นมาบ้าง จึงเอาช้อนมาตักแกงส่งเข้าปากด้วยคน
เถ้าแก่ก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
“ไม่อร่อยเหรอคะ”
“มะ ไม่ใช่ ไม่ใช่ไม่อร่อยนะ แต่…” เขายังพูดไม่จบ และเหตุผลนั้นก็ไม่ใช่อื่นใด
‘หลอนไปเองหรือเปล่าหว่า ทำไมรู้สึกว่าแกงกิมจิของนายกยองฮาอร่อยกว่าเยอะเลย’
สูตรอาหารมักมีการกำหนดไว้แน่ชัดอยู่แล้ว สูตรอาหารที่ใช้ในครัวนั้นยิ่งแน่นอนว่ามีเป็นคัมภีร์เสียด้วยซ้ำ
สีหน้าของชินยองฮีเปลี่ยนเป็นจริงจังเคร่งขรึม
“ช่วยอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดหน่อยได้ไหมคะ”
เถ้าแก่ถึงกับกลืนน้ำลายแห้งๆ ดังเอื๊อก ใบหน้าของชินยองฮีตอนนี้ไม่ต่างกับอาวุธข่มขู่ให้เขาต้องพูดจนจบประโยค มิฉะนั้นเธอจะโมโหโกรธาอย่างยิ่งยวด
“คือ คือว่า ความจริงแล้ว…”
ขณะนั้นเอง กยองฮาก็เดินมานั่งลงตรงเก้าอี้ได้ถูกจังหวะพอดิบพอดี แต่ชินยองฮีไม่สนใจ เธอยังคาดคั้นจะเอาคำตอบจากเถ้าแก่อยู่อย่างเดิม
“แกงกิมจิที่คุณทำ รสชาติจะต่างกับของกยองฮานิดหน่อยน่ะครับ”
เถ้าแก่พูดอ้อมไปมาเพื่อรักษาน้ำใจหัวหน้าครัวโดยตอบแบบไม่ให้เธอฟังแล้วเสียใจ ส่วนจีฮยอนที่นั่งเงียบสังเกตการณ์อยู่นั้นใช้แววตาแบบลูกสุนัขพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับที่เถ้าแก่พูด… ก็แกงกิมจิที่พี่กยองฮาทำ อร่อยกว่าจริงๆ นี่นาจะให้ปฏิเสธได้อย่างไร
ระหว่างที่กยองฮาหันมองสมาชิกร้านอาหารคนนั้นทีคนโน้นที ชินยองฮีก็จมอยู่กับความคิดตัวเองเงียบๆ
‘จะว่าไป ระยะหลังนี้เราไม่ได้ชิมแกงกิมจิที่คุณกยองฮาทำเลยนี่นา หรือว่ารสชาติเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว?’
ที่จริงจะบอกว่าไม่เคยชิมก็คงไม่ได้ ย้อนกลับไปตอนช่วงแรกๆ ที่กยองฮาเข้ามาทำงานในครัว เธอเป็นคนช่วยชิมและแนะนำเขาอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ จำได้ชัดเจนว่าแกงกิมจิที่ชิมตอนนั้นกับแกงกิมจิที่ตัวเองทำ รสชาติไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่เลย
ถ้าอย่างนั้น ปัญหาคือช่วงหลังสินะ…
และในบรรดาคนที่นั่งอยู่ ยังมีอีกหนึ่งคนที่ทำหน้าจริงจังเคร่งขรึมแบบเดียวกันกับชินยองฮี นั่นก็คือ ลูกค้าผู้ชายวัยกลางคนที่เข้าร้านมาเมื่อตอนค่ำ คนที่สั่งแกงกิมจินั่นเอง
‘โฮ่… ถ้าได้รสชาติแบบนี้ล่ะก็…’
ตาเขาเบิกโพลงมองแกงกิมจิของกยองฮา นึกชื่นชมจากใจจริง
***
ตั้งแต่รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยครัว กยองฮาเพิ่งจะได้รับเงินเดือนงวดแรก
“จ่ายโน่นจ่ายนี่จนหมดแล้ว ยังเหลือเยอะขนาดนี้เลยแฮะ…” ระหว่างออกไปเข้างานที่ร้านอาหาร เขารู้สึกว่าเรื่องราวมันเหนือความคาดหมาย จนอดพูดออกมาไม่ได้
ตอนนี้ เขากลายเป็นกยองฮาผู้จ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟ จ่ายค่าเช่าห้องแล้วก็ยังเหลือเงินเก็บ!
ยิ่งเมื่อเทียบกับตอนเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ ยิ่งเป็นอะไรที่ไม่คิดไม่ฝันเข้าไปใหญ่ แม้ว่าจะต้องทำงานมากขึ้นกว่าปกติอีกสองชั่วโมง แต่ถ้าคำนวณเทียบกับรายได้แล้ว เขาไม่รู้สึกเสียดายเวลาเลยแม้แต่น้อย пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
ตอนนั้นเอง เสียงเตือนก็ดังจากโทรศัพท์มือถือ เขาหยิบขึ้นมาอ่านข้อความสดๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งส่งมาถึง
[ขอแสดงความยินดี คุณได้รับเลือก……]
ชื่อผู้ส่งปรากฏบนหน้าจอว่า บริษัท คาอิลเทรดดิ้ง จำกัด…
กยองฮาพยายามทบทวนความจำ…
บริษัทดังกล่าว เป็นบริษัททำธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่กยองฮาเคยไปสอบสัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือนก่อน
“ดะ ได้รับเลือกเหรอ จริงเหรอเนี่ย”
ก่อนจะมาเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหาร เขาไปสอบสัมภาษณ์บริษัทโน้นบริษัทนี้นับครั้งไม่ถ้วน และทุกครั้งก็เหมือนจะไปเสียเที่ยวเปล่า
แล้วจู่ๆ ก็มีข้อความแจ้งมาว่าได้รับเลือกเข้าเป็นพนักงานบริษัท เป็นครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่ลืมตามาดูโลก…
แต่… ความดีใจคงอยู่ได้แค่ครู่เดียว ความกังวลอย่างสาหัสก็เข้ามาแทนที่
ควรจะเลือกบริษัท? หรือเลือกร้านอาหาร? จะไปทางไหนดี
ร้านอาหารในตอนนี้ใช่ว่าจะขอลาออกได้ง่ายๆ เงินเดือนก็เพิ่มขึ้นแล้ว ทำงานได้อย่างสบายใจ แถมยังสนิทสนมกับสมาชิกในร้านมากขึ้นทุกวัน… แต่งานบริษัทก็เป็นอะไรที่รอคอยมาตลอด แล้วก็อยากทำมานานนี่นา
คนทำงานบริษัท อย่างไรก็ได้รับสวัสดิการสูงกว่าคนทำงานในร้านอาหารมาก ยิ่งกว่านั้น ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพนักงานบริษัทอีกด้วย
ความคิดในหัวของกยองฮาตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
เนื่องจากเรื่องนี้จะตัดสินใจชุ่ยๆ ไม่ได้ เขาจึงฝังกลบความกังวลเอาไว้ก่อน ออกเดินต่อเพื่อไปเข้างานที่ร้านอาหาร
“สวัสดี มาแล้วเหรอ”
“ครับ…”
เถ้าแก่กล่าวทักทายกยองฮา แต่สายตาแสดงความสงสัย
กยองฮาวันนี้มีสีหน้าต่างจากปกติมาก หน้าแบบนี้จะบอกว่าขรึมก็ยังน้อยไป ควรจะบอกว่า ‘เฉยชา’ เสียมากกว่า ขณะที่เถ้าแก่กำลังครุ่นคิดหนักหน่วงว่าวันนี้กยองฮาเป็นอะไร หัวหน้าครัวชินยองฮีที่ตั้งใจจะมาหาน้ำดื่มในห้องอาหารก็เดินออกมาส่งเสียงทักทายอย่างคนคุ้นเคยกัน
“สวัสดี มาแล้วเหรอ”
“ครับ…”
กยองฮาตอบด้วยอาการไร้วิญญาณแบบเดียวกับเมื่อครู่ จากนั้นเดินหายเข้าไปในครัวเสียเฉยๆ
ชินยองฮีจับความรู้สึกได้ เธอหันไปถามเถ้าแก่
“ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะคะ ดูอย่างกับคนไร้เรี่ยวแรง”
“ผมเองก็กำลังสงสัยแบบเดียวกันเลย”
ตอนนี้กยองฮาพยายามอย่างมากที่จะปกปิดสภาพจิตใจอันสับสนของตัวเอง แล้วเริ่มต้นทำงาน
***
ช่วงเวลาอาหารเย็น
ระหว่างที่เถ้าแก่ไม่อยู่เพราะออกไปจัดการธุระส่วนตัวข้างนอกนั้น จีฮยอนก็เข้ามาในครัวเพื่อถามชินยองฮี
“แกงกิมจิเมื่อครู่ใครทำเหรอคะ?”
“คุณกยองฮาสิจ๊ะ”
ได้รับคำตอบแล้ว จีฮยอนก็กวักมือเรียกกยองฮา ส่งสัญญาณทำทีว่าให้มาใกล้ๆ ก่อนจะกระซิบเบาๆ
“พี่คะ ออกมาหน่อยได้ไหม ขอเวลาครู่เดียวค่ะ”
“ทำไมเหรอ”
“มีลูกค้าถามหาพี่ค่ะ”
“ลูกค้า? โอเค ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เขาเดินไปที่โต๊ะลูกค้าตามที่จีฮยอนบอก
ลูกค้าที่ว่าก็คือ ชายวัยกลางคนหน้าตาเย็นชาที่วันก่อนมาตอนร้านใกล้ปิดเพื่อสั่งแกงกิมจินั่นเอง
“ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าต้องการพบผมหรือเปล่าครับ” กยองฮาถาม
ชายคนนั้นหันไปเห็นจีฮยอน จึงกระแอมออกมา
“อ้อ…ใช่แล้ว แค่กๆ อะแฮ่ม” เขาต้องการให้จีฮยอนออกจากวงสนทนา เป็นนัยว่า ขอความเป็นส่วนตัว
พอจีฮยอนหลบออกไปเก็บจานที่โต๊ะอื่น เขาก็ถามกยองฮาออกมาเป็นชุดราวกับรออยู่นานแล้ว
“ผมถูกใจฝีมือการทำอาหารของคุณมากเลยนะ ที่จริงผมวางแผนว่าจะเปิดร้านแถวนี้อยู่พอดี เลยอยากจะถามคุณสักหน่อยว่าสนใจจะไปทำงานให้ผมไหม… เรื่องค่าจ้าง ผมให้คุณมากกว่าที่นี่แน่นอน นี่ครับ นามบัตรผม”
เรื่องเป็นเช่นนี้เอง…ชายวัยกลางคนผู้นี้มีแผนจะเปิดร้านอาหารตามสั่งในอีกไม่นาน จึงกำลังตระเวนสำรวจรสชาติอาหารของร้านใกล้เคียงทั้งหมดอยู่ และระหว่างนี้เขาก็เกิดติดอกติดใจแกงกิมจิของกยองฮาเข้าอย่างจัง
จู่ๆ ก็มีแมวมองมายื่นข้อเสนอแบบนี้ให้ กยองฮาเลยได้แต่ยืนบื้อ เอาล่ะสิ มีเรื่องให้กังวลยาวเป็นหางว่าวเข้าไปอีก และตอนที่เขากำลังอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกอยู่นั้น เถ้าแก่ก็กลับมาพอดี
เถ้าแก่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศประหลาด จึงเข้ามาถามกยองฮา
“กยองฮา มีเรื่องอะไรเหรอ”
ชายวัยกลางคนสะดุ้ง เขาเค้นคอกระแอมไอพร้อมลุกจากโต๊ะ แต่ก็ยังไม่วายแอบกระซิบให้กยองฮาได้ยินคนเดียว
“อืม… ยังไงก็ลองคิดดูให้ดีแล้วกันนะครับ”
เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ชายผู้นั้นก็ออกจากร้านไป เถ้าแก่มองกยองฮาที่มีอาการอึกอักทำอะไรไม่ถูก
“มีเรื่องอะไรเหรอ”
“มะ ไม่มีอะไรครับ เขาแค่ชมว่าแกงกิมจิรสชาติใช้ได้ครับ”
ณ จุดนี้ หากบอกความจริงออกไปก็คงจะไม่เหมาะสม เพราะเถ้าแก่ในฐานะผู้ฟังน่าจะอารมณ์เสียไม่น้อย กยองฮายกถ้วยเปล่าขึ้น เดินเลี่ยงออกไปเหมือนกำลังหนีอะไรอยู่ ทิ้งให้เถ้าแก่ยืนเหม่อ
จีฮยอนเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเถ้าแก่แล้วรายงานเสียเอง
“แต่หนูได้ยินนะคะ เขาเป็นแมวมอง พยายามจะชวนพี่กยองฮาไปทำงานด้วยค่ะ”
การได้ยินของเธอช่างยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้ ขนาดเก็บจานอยู่โต๊ะอื่นก็ยังแอบฟังบนสนทนามาได้หมด
เถ้าแก่ตาโต ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ… นี่เรียกว่าหัวขโมยได้เลยไม่ใช่รึ
“เขาพูดว่าอะไรบ้าง”
“ก็บอกว่าอาหารรสชาติดี แล้วบอกว่าจะให้ค่าจ้างเยอะกว่าที่นี่ สนใจไปทำให้เขาไหมน่ะค่ะ”
จีฮยอนจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่เธอเลือกที่จะบอกเถ้าแก่ตามตรงเพราะไม่อยากให้กยองฮาออกจากร้านนี้ไป
‘ถ้าเถ้าแก่อยากให้พี่อยู่ต่อ ก็คงจะขึ้นเงินเดือนให้พี่เขาเองแหละน่า’
สุดท้ายแล้วไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดกลับกลายเป็นสถานการณ์ที่ไม่เลวเลยสำหรับตัวกยองฮา ที่เหลือเชื่อคือ เถ้าแก่กำลังชั่งใจเรื่องเงินเดือนของกยองฮาตามที่จีฮยอนคิดอยู่พอดี
‘อันที่จริง ทุกวันนี้ร้านเราขายดีขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะจีฮยอนสวยน่ารักอ่อนโยนนุ่มนวลนั่นก็คงเหตุผลหนึ่ง แต่หลักๆ แล้วก็เพราะกยองฮาทำอาหารอร่อยนั่นแหละ สงสัยต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้เสียแล้ว’
กยองฮาที่เดินเข้ามาในครัวกำลังจมดิ่งลงในความคิดของตัวเอง
‘ต้องให้คำตอบกับบริษัทภายในพรุ่งนี้เช้าด้วยสิ…’
แต่ละเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้ง่ายๆ ทำเอากยองฮาไม่ทันรู้ตัวว่าตอนนี้ถึงเวลาเคลียร์ของเพื่อปิดร้านแล้ว