“จะล้างเดี๋ยวนี้แหละครับ”
ตึกตึก โคร้งเคร้ง
ด้วยความรีบร้อน จานหลายใบที่ยกเตรียมเพื่อไปวางบนซิงค์จึงร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” ครัวกลายเป็นเป้าสายตาของลูกค้าในทันที
“ตายๆ อกอีแป้นระเบิด ถ้าแตกหมดนั่นเราจะทำยังไงล่ะคะ” แม่ของด็อกโฮที่ปกติพูดเนิบๆ เริ่มเสียงเข้ม
ความวุ่นวายมีเค้าว่าจะขยายใหญ่ ขนาดกยองฮาที่กำลังปรุงอาหารเงียบๆ อยู่หลังฉากกั้นยังชะโงกหน้ามามอง มยองฮุนใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
“ขะ ขอโทษครับ ผมจะรีบเก็บให้เรียบร้อยครับ” เหงื่อเย็นเยียบไหลหยด
เขาไม่เคยต้องถูกใครดูหมิ่นหรือมองแรงเช่นนี้มาก่อน ต้องโทษว่าร้านยุ่งวุ่นวายเกินไปด้วยนั่นแหละ
มยองฮุนจัดการเก็บกวาดชามที่ตกแตกก่อนหันไปล้างจานต่อโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะพักมือ ครั้นพอล้างไปได้กองใหญ่ จานเปล่าจากห้องอาหารก็จะมาเรียงแถวกันจนแน่น รอเขาอยู่บนเคาน์เตอร์ครัว
‘ใจลอยแป๊บเดียวไม่ได้เลยแฮะ จานมาเรื่อยๆ ไม่มีหยุด รู้อยู่ว่าร้านยุ่ง แต่ไม่คิดว่าจะยุ่งขนาดนี้…’
ช่วงแรกๆ ที่ร้านซังดุงงีสาขาสี่ขายดีนั้นก็ยังไม่ยุ่งเท่าที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ เขาเคยมีเวลากระทั่งจิบกาแฟสักแก้วได้ด้วยซ้ำไป นี่อะไรกัน พอลูกค้าคนก่อนลุกออกจากโต๊ะ ลูกค้าที่ต่อคิวถัดไปก็เข้ามาแทนที่ทันที และเป็นเช่นนี้วนไปเรื่อยๆ
ความเครียดในใจจึงค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
‘ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ใช่ว่าเราได้แต่ยืนล้างจานอย่างเดียวหรอกนะ’
***
ระหว่างที่แฝดพี่ จองมยองฮุนกำลังตกระกำลำบากเช่นนั้น แฝดน้อง จองจินโอก็แหงนหน้ามองปราดไปที่ชั้นบนของอาคาร นานแล้วที่เขาไม่ได้หยิบชุดสูทมาสวมเต็มยศแบบนี้
“ใช่ตึกที่มีสำนักงานบริหารกิจการสาขาหรือเปล่าหว่า”
เขาวางมือจากซังดุงงีสาขาหนึ่ง สองและสามแล้ว เนื่องจากเห็นสถานการณ์รำไรว่า หากยังฝืนยื้อต่อไปคงต้องขาดทุนกระจาย พนักงานแต่ละสาขาพร้อมใจกันยอมรับเงินชดเชยเต็มจำนวน ส่วนสาขาสี่นั้นปิดตายไปเป็นที่เรียบร้อย
“สาขาสี่นั่นรอให้พี่กลับมาค่อยเปิดใหม่ยังได้… วินาทีนี้ เราต้องเดินตามทางของเราเองแล้วล่ะ”
จินโอกุมหัวใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวก้าวเข้าไปด้านในตึก
มาถึงสำนักงานสาขาของฮันอุลเพียงครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงอ้อนวอนอย่างเอาเป็นเอาตายของสตรีกลางคน
“นี่ ตอนนั้นที่ฉันขึ้นเสียงน่ะเป็นเพราะฉันไม่รู้ หยวนๆ ให้หน่อยสักครั้งไม่ได้เหรอ”
“ดิฉันเคยบอกว่าไม่ได้หรือคะ เรียนให้ทราบแล้วนี่คะว่าแค่เข้าสอบตามขั้นตอนอย่างถูกต้องเป็นใช้ได้”
“ก็เพราะการสอบนั่นมันไม่ง่ายถึงมาขอร้องอยู่นี่ไง ยอมให้ฉันเปิดแฟรนไชส์หน่อยเถอะนะคะ ไม่ต้องมีตรารับรองก็ได้ ถ้าได้เห็นก็คงรู้ว่าตึกของฉันน่ะทำเลดีมากๆ การจราจรแน่น คนผ่านไปมาก็เยอะด้วย…”
“อันนั้นดิฉันได้ฟังแล้วค่ะตั้งแต่ครั้งก่อน”
จะให้ยืนเป็นพยานรู้เห็นในสงครามน้ำลายไปเรื่อยๆ ก็ใช่ที จินเลยโอจัดการแสดงตนว่า ‘โทษนะ ตรงนี้ยังมีผมอีกคนนะครับคุณ’
“ขอโทษทีครับ วันนี้ผมมีนัดสัมภาษณ์งานที่นี่ ไม่ทราบว่าต้องไปทางไหนครับ”
พนักงานสาวสีหน้าเหนื่อยล้าจากการต่อปากต่อคำกับสตรีกลางคนลุกขึ้นยืนทันควัน
“เชิญทางนี้เลยค่ะ ดิฉันกำลังรออยู่เลย”
ด้านในสำนักงานขนาดกะทัดรัดมีห้องรับรองอยู่หนึ่งห้อง จินโอเดินตามเข้ามาและได้พบกับอันอิลเท
“เชิญๆ ยินดีต้อนรับ ว่าแต่ทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาจัง”
จินโอไม่คิดปิดบังเรื่องในอดีต ตอบอย่างเปิดเผย
“ยังไม่เคยทักทายกันตรงๆ ครับ แต่ผมไปๆ มาๆ แถวนี้บ่อยเลยได้เห็นหน้ากันอยู่บ้าง ผมเคยเป็นผู้บริหารร้านซังดุงงีครับ”
***
เลยสองทุ่มแล้ว ร้านสาขารองเริ่มว่างและอันโตนิโอมาถึงพอดี
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มมาที่ร้านในช่วงเย็นไม่ก็หัวค่ำไปเลย แต่วันนี้อันโตนิโอไม่ได้มามือเปล่า เขาถือทิรามิสุ[1]มาด้วย
“นี่เป็นของที่ผมทำเอง ลองชิมดูสักหน่อยไหมครับ”
ได้รับน้ำใจอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้กยองฮาก็ปฏิเสธไม่ลง
“ดีเลยครับ”
ขณะกำลังเดินไปยังโต๊ะที่อันโตนิโอเพิ่งวางทิรามิสุ กยองฮารู้สึกได้ถึงสายตาแห่งความอยากชิมเข้าโจมตีจากรอบทิศทาง บนใบหน้าของพนักงานแต่ละคนเหมือนมีอักษรเขียนไว้ว่า ‘น่าอร่อยจังเลย’ เพียงแต่ไม่มีใครพูดออกมาเป็นคำเท่านั้น อาจเป็นเพราะปกติทุกคนได้กินแต่เมนูที่มีในร้านกระมัง และสถานการณ์แบบนี้ถ้าคนอื่นๆ จะมีโอกาสได้ชิมด้วย เขาก็จำเป็นต้องลงมือชิมก่อนตามมารยาท ยิ่งคิดถึงความตั้งใจของอันโตนิโอแล้ว เขายิ่งไม่มีทางเลือก
ทันทีที่มือแตะทิรามิสุ สูตรขนมก็ลอยขึ้นมาให้เห็น
[ทิรามิสุของผู้ชำนาญงานครัว]
ระดับการปรุง: เลเวล 3
วัตถุดิบเนื้อเค้ก: ไข่แดง น้ำตาลกลิ่นวานิลลา มาสคาร์โปเนชีส ขนมปังแท่งซาวอย กาแฟ ผงโกโก้
วัตถุดิบน้ำเชื่อม: น้ำ น้ำตาล กาแฟ เหล้ากาแฟ
วัตถุดิบเนื้อครีม: เจลาติน น้ำเย็น ครีมชีส ซาวครีม น้ำตาล น้ำตาลกลิ่นวานิลลา วิปครีม เหล้าส้ม
วัตถุดิบแต่งหน้าเค้ก: ผงโกโก้ น้ำตาลไอซิ่ง
ขั้นตอนการปรุง: ปูกระดาษไขรองไว้บนถาดเค้ก
นำตะแกรงมาร่อนผงโกโก้บนหน้าส่วนที่เป็นแป้งเค้กรอบหนึ่ง
.
.
.
‘เลเวล 3?’
อันโตนิโอคงไม่รู้ว่าฝีมือเลเวล 3 สำหรับประเทศบ้านเกิดเขาคือระดับไหน กยองฮาพักความสงสัยไว้ ก่อนจะตัดทิรามิสุเป็นชิ้นพอดีคำแล้วส่งเข้าปาก
นุ่มนวล
ความหวานละมุนรวมกับความขมอันเป็นเอกลัษณ์ของกาแฟเหมือนจะกระจายตัวในปาก แต่แล้วกลับละลายหายไป
[ไม่พบอาหารชนิดนี้ในรายการบันทึก]
[ทำการบันทึกอาหารชนิดใหม่ ‘ทิรามิสุ’ เข้าสู่ระบบ ‘ลิ้นนักชิม’เรียบร้อยแล้ว]
ตั้งแต่มีชีวิตมา ไม่ใช่ว่ากยองฮาไม่เคยกินทิรามิสุ แต่เป็นเพราะว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กินหลังจากที่เขาได้รับสกิล ‘ลิ้นนักชิม’ ระบบจึงแจ้งเตือนขึ้นมานั่นเอง กยองฮาอยากกินอีกแต่จำต้องพยายามข่มใจ
“นุ่มลิ้นแล้วก็อร่อยมากๆ เลยครับ” เขาเอ่ยปากชมตรงๆ
อันโตนิโอยิ้มกว้างอย่างพอใจ ความสุขอย่างหนึ่งของเชฟคือการมีคนยอมรับว่าอาหารที่ตนทำนั้นอร่อย
เสียงกลืนน้ำลายเอื๊อกดังอยู่รอบๆ น่าเสียดายที่ทิรามิสุของอันโตนิโอไม่ได้มีมากมายอยู่แล้วแต่แรก ออกจะน้อยเสียด้วยซ้ำ ชิ้นเท่าถ้วยกาแฟเท่านั้นเอง
“ผมขอแบ่งให้พนักงานคนอื่นๆ ชิมด้วยได้ไหมครับ” กยองฮาถาม ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
“แน่นอนครับ นี่ถ้าผมรู้ว่าทุกคนจะทานด้วยกันคงทำไว้เยอะๆ กว่านี้แล้วค่อยเอามาฝาก”
เมื่อได้รับอนุญาต กยองฮาก็จัดการตัดแบ่งทิรามิสุออกเป็นหกส่วน อันโตนิโอที่มองเขาอยู่ถึงกับตระหนก ด้วยความที่เค้กมีลักษณะนิ่ม ง่ายต่อการเละหรือยวบตัวเป็นก้อน แถมทิรามิสุนี่ก็ชิ้นน้อยเดียว
‘น่าจะแบ่งโดยใช้สายตากะเอา แต่ได้สัดส่วนเท่ากันเป๊ะเลย’
หากลองเอาเครื่องชั่งมาตรวจดู คาดว่าแต่ละชิ้นคงมีน้ำหนักพอๆ กันไม่ผิดเพี้ยน
พนักงานทั้งหลายที่ได้ลิ้มรสต่างก็ส่งเสียงอุทานกันสนั่นหวั่นไหว
“ว้าว อร่อยจริงๆ”
“ที่เคยกินเมื่อก่อนเทียบอันนี้ไม่ติดฝุ่นเลย”
ซองช่อลต่อด้วยมินซูออกปากชื่นชม ซุนกุกเองก็พูดทำนองเดียวกัน
“อร่อยกว่าที่มีขายในร้านเบเกอรี่มากๆ”
ขนาดมยองฮุนเองยังมีสีหน้าตกใจจนปิดไม่มิด เพียงแค่เขาไม่ได้เอ่ยปาก
‘ปกติทิรามิสุมันอร่อยขนาดนี้เลยเหรอ’
ทว่า ทุกอย่างมักมีข้อยกเว้น และข้อยกเว้นคือแม่ของด็อกโฮกับฮเยจี
“อร่อยก็อร่อยอยู่นะคะ แต่รู้สึกเลี่ยนๆ อยากกินของคาวขึ้นมาเสียเฉยๆ โฮะๆ… หนูล่ะจ๊ะ ฮเยจี”
“หนูว่า อาหารที่เถ้าแก่ทำอร่อยกว่าค่ะ”
หากการชิมทิรามิสุทำให้ทุกคนต้องเลิกงานช้าเกินไปก็คงจะไม่ดี พนักงานทุกคนเก็บกวาดร้านจนสะอาดก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ตอนนั้นเองที่ซองช่อลอดไม่อยู่ หันไปมองยังอันโตนิโอด้วยสายตาเหมือนมีอะไรคาใจ
สุดท้ายในสาขารองก็เหลือกยองฮาและอันโตนิโอเพียงสองคน
“ไม่ได้โกรธใช่ไหมครับ” กยองฮาถามชัดถ้อยชัดคำ เขาหมายถึงเรื่องที่แม่ของด็อกโฮกับฮเยจีแสดงออกเมื่อครู่ อันโตนิโอตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“แต่ละประเทศก็มีรสชาติอาหารแตกต่างกันไปเป็นเรื่องธรรมดานี่ครับ คนไม่ชอบทานเค้กก็ต้องมีบ้าง…” ยังพูดไม่ทันขาดคำ กยองฮาก็เสริมต่อ
“คนไม่ชอบทานอาหารเกาหลีก็มีเหมือนกันครับ ถ้าไม่เคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม เราอาจจะหลงลืมแก่นสำคัญของอาหารไปอย่างน่าเสียดายนะครับ”
ประโยคที่เขาพูดคุ้นๆ ว่าจะมาจากหนังสือเล่มไหนสักเล่มที่เคยอ่าน สีหน้าของอันโตนิโอพลันสดใสขึ้นมา เหตุผลไม่ใช่แค่เพราะกยองฮาเข้าใจความรู้สึกเขา แต่เป็นเพราะทั้งคู่คุยกันรู้เรื่อง อันโตนิโอค้นพบว่ากยองฮาไม่ได้เป็นเก่งแค่เรื่องการทำอาหารอย่างเดียวเสียแล้ว เขาจึงรู้สึกประทับใจมากกว่าเดิม
“ฮ่าๆๆ… ผมไม่คิดเลยว่ามาไกลบ้านขนาดนี้แล้ว ยังอุตส่าห์เจอคนที่คุยกันได้ถูกคอ”
ฝรั่งเศสและอิตาลีจัดเป็นประเทศที่มั่นอกมั่นใจและให้ความสำคัญในเรื่องอาหารอย่างแรงกล้า ไม่ต้องพูดถึงเชฟที่เก่งกาจประหนึ่งเกิดมาเพื่อทำอาหาร เชฟเหล่านั้นมักมีความปรารถนาที่จะทำให้คนกินทุกคนพอใจ ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นพวกเข้มงวด อะไรเล็กน้อยก็เคืองได้ แล้วถ้าอาหารที่ตนทำไม่ได้รับการยอมรับขึ้นมาล่ะก็ กลับเป็นคนกินเสียอีกที่จะถูกต่อว่าว่าไม่รู้จักรสชาติของอาหาร
สำหรับอันโตนิโอ แน่นอน จิตใจเขาต่างจากเชฟทั่วไปอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
“ผมได้ยินมาว่าอีกไม่นานจะมีเทศกาลอาหารนานาชาติจัดขึ้นที่ซองบุกกู ไม่ทราบว่าอยากไปด้วยกันไหมครับ”
อันโตนิโอเพิ่งจะยอมเผยจุดประสงค์ที่แวะมาที่สาขาสองในวันนี้เอาตอนนี้เอง
***
เต็นท์ตั้งเรียงรายเป็นแถวยาว สายลมพัดใบไม้ไหวราวกับกำลังโบกมือต้อนรับผู้มาเยือนทุกคน
นอกจากขนมหวาน คุกกี้ และวาฟเฟิลแล้ว ยังมีพวกทาโกะยากิ ปิ้งย่างเสียบไม้ และพุงออปังหรือขนมปังรูปปลาไส้ถั่วแดงด้วย อาหารมากมายนับไม่ถ้วนดูละลานตาไปหมด ขนาดเมนูจำพวกเส้นยังมีทั้งก๋วยเตี๋ยว พาสต้า ราเม็ง และเฝอ
‘อาหารคุ้นตาเยอะใช่ย่อย แต่อันที่ไม่รู้จักชื่อก็เยอะพอกัน’
อาหารที่สามารถลิ้มชิมรสได้ในงานเทศกาลนี้แม้จะไม่ใช่เมนูชั้นสูงหรือของที่ปรุงอย่างประณีต ก็ยังจัดว่าช่วยทำให้อาหารแปลกตาจากถิ่นต่างๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ฉะนั้นอันโตนิโอถึงได้จงใจเลือกคนที่จะมางานด้วยกัน เขาดูจริงจังกับการเลือกเมนูอาหารกลางวันมาก ส่วนกยองฮานั้นตรงกันข้าม เขาหยุดฝีเท้าทุกครั้งที่เจออาหารไม่คุ้นเคย และตอนนี้ทั้งคู่ก็หยุดยืนอยู่หน้าบูธอาหารของสถานทูตเปรู
“โอ้ ปาปาเรเญนา”
“รู้จักด้วยเหรอครับ”
“รู้สิครับ มันจะคล้ายๆ โครเกต์ เป็นมันฝรั่งยัดไส้เนื้อสับกับผักครับ”
จากนั้นอันโตนิโอก็แสดงความรู้กว้างขวางด้านอาหารต่างๆ แต่ละมุมโลกให้กยองฮาได้ฟังเป็นบุญหู ในอาหารสิบชนิด อันโตนิโอสามารถบอกชื่อได้ถึงเก้าชนิดทีเดียว
“แทบไม่มีอันไหนที่ไม่รู้จักเลยนะครับ”
“งานอดิเรกผมคือการท่องเที่ยวรอบโลกครับ จุดประสงค์ที่มากกว่าการเที่ยวคือการได้รู้จักแล้วก็ได้ชิมอาหารของประเทศต่างๆ น่ะครับ”
กยองฮาต้องมองอันโตนิโอใหม่อีกครั้ง
‘อายุดูจะยังไม่มาก มีงานอดิเรกอย่างการเที่ยวรอบโลกได้แล้วเหรอเนี่ย…’
“ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ” อันโตนิโอแหย่เล่นขำขัน
“ผมสงสัยว่า ทำยังไงคุณถึงสามารถออกไปใช้ชีวิตแบบนั้นได้”
“ง่ายมาก หาเงินครับ แล้วเอาเงินนั่นไปออกเดินทาง จบข่าว”
กยองฮาหรี่ตา เขาไม่ได้อยากฟังคำตอบสัจธรรมแบบนั้น
“แล้วงานล่ะครับ”
“แน่นอนว่าผมมีอาชีพประจำ เคยแนะนำตัวไปแล้วนี่ครับว่าผมเป็นเชฟอยู่ที่อิตาลี”
“ทิ้งงานออกมานานๆ ไม่เป็นไรเหรอครับ”
“ไม่มีปัญหาครับ” นึกไม่ถึงว่าอันโตนิโอจะตอบหนักแน่นเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา กยองฮาช็อคไปไม่น้อยจึงไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ อันโตนิโอเห็นดังนั้นก็เปรยบ้าง
“ความสามารถขนาดคุณก็ทำอย่างผมได้สบายๆ นี่ครับ รับทำงานช่วงสั้นๆ ก็ไม่น่าเป็นอะไร แค่ทำงานให้แป๊บๆ ขี้คร้านเจ้าของร้านแต่ละแห่งจะก้มหัวขอบคุณกันไม่หวาดไม่ไหว”
จนถึงเดี๋ยวนี้ กยองฮาคิดเพียงว่าเขาจำเป็นต้องดูแลชนิดตัวติดกับร้านฮันอุลมาตลอด แน่นอน วินาทีนี้เขามองอะไรได้กว้างมากขึ้นแล้ว ทว่า ความคิดเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“เมื่อก่อนคงรับงานเป็นระยะสั้นๆ สินะครับ ผมเองก็อิจฉาชีวิตอิสระแบบนั้น แต่จะให้ทิ้งความเชื่อมั่นไปดื้อๆ ดูจะเป็นอะไรที่ยากจริงๆ สำหรับผม”
“ทำอาหารจำเป็นต้องใช้ความเชื่อมั่นด้วยเหรอครับ”
“ใช้สิครับ การบริหารปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็สำคัญเหมือนกันครับ”
อันโตนิโอมีท่าทีสนอกสนใจ
‘ทางตะวันออกสงสัยจะมีเรื่องของเส้นสายกับความสัมพันธ์ไม่น้อยเลย ยังไงนี่คงเป็นอีกอย่างที่ต้องยอมรับในความต่างของวัฒนธรรมสินะ…’
ไม่ใช่แค่เพียงเกาหลีเท่านั้น จีน หรือญี่ปุ่นเองก็เป็นเช่นเดียวกัน
จู่ๆ กยองฮากลับตัดสินใจหยุดเดิน บังเอิญเหลือเกินที่ขณะนี้พวกเขาอยู่หน้าบูธอาหารของสถานทูตอิตาลีพอดี
“ผมว่า ผมจะกินพาสต้าครับ”
…………………..
[1] ทิรามิสุ เป็นขนมหวานสไตล์อิตาเลียน หน้าตาเหมือนเค้ก รสกาแฟ มีส่วนผสมของมาสคาร์โปเนชีส