ฮันอุลไม่ใช่ว่าไม่เคยต้อนรับชาวต่างชาติมาก่อน
ลูกค้าต่างชาติที่ชื่นชอบอาหารเกาหลีมีอยู่ไม่น้อย ทั้งกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเกาหลี และกลุ่มที่เป็นนักท่องเที่ยว ทว่า หนุ่มฝรั่งผู้นี้คือหนึ่งในชาวต่างชาติที่ประหลาดจนเรียกได้ว่าโดดเด่น
‘ทำพวกรายการทีวีหรือเปล่านะ’ กระทั่งกยองฮายังสงสัยแบบเดียวกับทุกคน
เนื่องจากลูกค้าที่พูดอะไรมากมายก่อนกินข้าวเช่นนั้นมีให้เห็นไม่บ่อย หนุ่มฝรั่งมาที่ร้านสาขาสองในวันถัดมา และวันถัดๆ มาติดต่อกัน เลือกออเดอร์อาหารที่เขายังไม่เคยลอง
“จานนี้เรียกว่า บิบิมบับครับ มีผักมากมายหลายชนิดโปะบนข้าวสวย เราจะคลุกทั้งหมดให้เข้ากับโคชูจังซึ่งแน่นอนว่าเป็นซอสสีแดงตามเคยครับ”
แม่ของด็อกโฮตั้งฉายาให้ฮเยจีว่า ‘ผู้รอบรู้ภาษาอังกฤษ’ตอนนี้ฮเยจีกำลังแปลสิ่งที่หนุ่มฝรั่งพูดโดยเสริมอรรถรสดัดเสียงเลียนแบบให้ด้วย แต่คำอธิบายชักจะสั้นลงๆ ดูท่ารสชาติคงดึงให้เขาตกหลุมความอร่อยไปเสียแล้ว
“ฮ่าๆ ผมเริ่มกินคำแรกเมื่อไหร่ คำพูดจะน้อยลงเรื่อยๆ นะครับ มันอร่อยขนาดนั้นเลยล่ะ เรียกได้ว่าถูกพรากสติไปครึ่งหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับท่านไหนที่ชื่นชอบอาหารเกาหลีแนะนำว่าต้องมาโดนสักหนครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน ยืนยันได้เลยว่าคุณภาพคับจานยิ่งกว่าราคา ยอดเยี่ยมกว่าบิบิมบับราคาสามสิบห้าเหรียญที่ผมกินในโรงแรมเมื่อวานอีก ที่นี่ขายห้าพันวอน ราคาไม่ถึงห้าเหรียญด้วยซ้ำครับ”
เขามองถ้วยข้าวว่างเปล่าด้วยแววตาบ่งบอกความเสียดาย เอ่ยปากถามซุนกุกตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
“ขอโทษนะครับ ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไป ขอพบเชฟที่ทำบิบิมบับถ้วยเมื่อกี้หน่อยจะได้ไหมครับ”
กล้องปิดไปแล้วแปลว่าเขาอยากพบเป็นการส่วนตัว แถมยังถามออกมาเป็นภาษาเกาหลีที่ลื่นไหลเสียด้วย…
ซุนกุกเข้ามาแจ้งกยองฮาในครัวว่า หนุ่มฝรั่งต้องการพบ
“พี่ครับ ฝรั่งคนนั้นบอกว่าอยากคุยกับพี่แป๊บหนึ่ง เอาไงดีครับ”
“ให้เขามาอีกทีตอนเย็นช่วงที่เราว่างกว่านี้แล้วกัน บอกไปว่าตอนนี้ออเดอร์เยอะมากคงไม่สะดวก”
ซุนกุกกลับไปบอกตามนั้น หนุ่มฝรั่งตอบรับว่าเข้าใจแล้วพลางลุกขึ้นจากโต๊ะช้าๆ ก่อนจะออกไป
ตลอดทั้งวัน ร้านยังคงยุ่งเหมือนเช่นปกติ ด้วยจำนวนลูกค้าซึ่งล้นทะลักจนพนักงานหัวหมุน ครั้นถึงตอนค่ำใกล้เวลาเลิกงานและร้านกำลังจะปิด หนุ่มฝรั่งก็กลับมาอีกครั้ง
“ไม่แน่ใจว่าจำผมได้ไหม ผมคือคนที่ขอนัดไว้เมื่อช่วงเช้าครับ อยากขอพบคนที่ทำบิบิมบับให้ผมทานหน่อย ไม่ทราบว่าพอเป็นไปได้ไหมครับ” เขานอบน้อมมีมารยาทอย่างยิ่ง
“ผมเองครับ คนทำบิบิมบับ” กยองฮาตอบ
หนุ่มฝรั่งแสดงท่าทีอยากจับมืออย่างโจ่งแจ้งไม่เคอะเขิน
“ผมชื่ออันโตนิโอ มาทานอาหารที่นี่หลายวันแล้ว อร่อยมากๆ ครับ ตั้งแต่ผมกินอาหารเกาหลีมา กล้าบอกเลยว่าที่นี่ทำได้ยอดเยี่ยมที่สุด”
“ขอบคุณครับ ชมเกินไปแล้ว พูดภาษาเกาหลีเก่งมากเลยนะครับเนี่ย”
“ผมเคยมีแฟนเป็นคนเกาหลีครับ แม้เธอจะนอกใจผมไปนานแล้วก็เถอะ… เอาเป็นว่า ผมเรียนภาษาเกาหลีตอนนั้นแหละครับ”
“อย่างนี้นี่เอง”
ระหว่างที่คุยโต้ตอบกันไปมา เขาก็เลื่อนสายตาไปหยุดที่ห้องครัวด้านหลังกยองฮา
“ผมเป็นเชฟเหมือนกันครับ ปกติทำอาหารอิตาเลียน จะเสียมารยาทเกินไปไหมครับถ้าผมอยากจะขอชมบรรยากาศการทำครัวสักหน่อย”
กยองฮาไม่มีเหตุผลที่จะทำตัวเย็นชาใส่เขา ในครัวไม่ใช่ห้องแห่งความลับ ไม่ได้มีอะไรแอบซ่อนไว้อยู่แล้ว
“เชิญเลยครับ ตามสบาย”
เมื่อได้รับอนุญาต อันโตนิโอก็เข้าไปชมห้องครัวเสียละเอียดยิบ แต่กลับไม่พบเครื่องครัวชั้นเยี่ยมแต่อย่างใด
เขาสนอกสนใจการปรุงอาหารเกาหลีมานานพักใหญ่แล้ว ความที่อันโตนิโอเป็นเชฟ เขาจึงมีความสงสัยและอยากรู้อยากเห็นไม่น้อย มีโอกาสได้สัมผัสอาหารเกาหลีเมื่อใดเป็นต้องให้ความสนใจเรื่องในครัวทุกที
‘ดูด้อยกว่าร้านอาหารเกาหลีเฉพาะทางที่เคยไปมาชัดเจนมากเลย นี่ปรุงอาหารรสชาติดีขนาดนั้นออกมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้หรือเนี่ย’
จริงอยู่ที่รสชาติอาหารแท้ๆ จะออกมาจากฝีมือพ่อครัว แต่พวกเครื่องครัวเองก็ส่งผลชนิดที่ไม่อาจมองข้ามได้เหมือนกัน อันโตนิโอให้คะแนนกยองฮาสูงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อวิเคราะห์จากมุมดังกล่าว หลังจากเดินดูจนพอใจ เขาก็ยื่นนามบัตรของตัวเองให้กยองฮาทันที
“ผมอยากสนิทกับคุณจังครับ”
***
กยองฮาแวะมาที่สาขาหลักหลังปิดร้าน
เขาเล่าเหตุผลคร่าวๆ ว่าทำไมถึงมาสายเกินเวลานัดคำนวณบัญชีร้าน แม้จะเข้าใจเรื่องทั้งหมด แต่อันอิลเทก็ยังคงหยิบยกบางประเด็นมาพูดก่อนจะข้ามไปเรื่องอื่น
“ปกติคนอิตาลีหรือคนฝรั่งเศสมักจะชอบทำอะไรโอเวอร์ๆ หน่อยน่ะนะ”
“การแสดงความรักก็เหมือนกันค่ะ ว่ากันว่าโจ่งครึ่มเปิดเผยไม่เบาจริงๆ”
กยองฮาสบตากับผู้ใหญ่วัยกลางคนคู่นี้ แววตาคมกล้าของชินยองฮีทำเอาเขาชักจะกดดัน ส่วนอันอิลเทหลุบตาลงต่ำเงียบๆ ส่งเสียงกระแอมไอ
“อะฮึ่ม ยังไงก็เถอะ ตลกดีนะ เพิ่งเจอหน้าก็บอกว่าอยากสนิทด้วยเสียแล้ว… คบหาสนิทสนมกันเร็วเกินไปไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ”
“มันก็ไม่เชิงว่าจะเป็นเรื่องเสียหายไปซะทั้งหมดหรอกค่ะ แค่ทิ้งระยะห่างไว้หน่อยเดี๋ยวเวลาผ่านไปก็คงจะจืดจางไปเองนั่นแหละ”
กยองฮาสงสัยอยู่ลึกๆ ว่าทำไมบทสนทนาถึงออกมาเป็นทำนองนี้ได้
ออกทะเลไปไกลแล้วไหมนี่ บัญชีร้านยังกองอยู่อย่างเดิมเลยนะ
“ก็จริง แล้วถ้าไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรือรู้จักกันไม่ดีพอนะ ถมเถไปที่คบกันได้ไม่เท่าไหร่ก็แยกย้าย” อันอิลเทพูดต่อ
“อืม ฉันพอจะเข้าใจค่ะ” ชินยองฮียกมือจับปอยผมทัดไว้หลังหูแบบเรียบร้อย
“ผมไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาตรงไหนนะครับกับการที่ลูกผู้ชายด้วยกันบอกว่าอยากสนิทสนมกันให้มากกว่านี้ ไม่ใช่สาวที่ไหนเสียหน่อย แล้วเขาก็เป็นเชฟเหมือนกันคบหาสนิทกันก็น่าจะได้ไม่ใช่เหรอครับ”
ประโยคนี้ของกยองฮาทำเอาทั้งคู่สะดุ้งเฮือก
“อะ อ้าว ไม่ใช่ผู้หญิงหรอกเหรอ”
อันอิลเททำเป็นไก๋ ตีหน้าเนียน ชินยองฮีรีบเป็นลูกคู่เข้าช่วยสนับสนุน
“โฮะๆ ฉันเหมือนจะไม่ได้ยินนะคะว่าเป็นผู้ชาย”
“ผมเล่าแล้วนะครับ ที่บอกว่าเป็นฝรั่งผู้ชายชื่ออันโตนิโอ… ชื่ออันโตนิโอแต่เป็นผู้หญิงคงตลกไปหน่อยล่ะครับ”
อันอิลเทอ้างโน่นนี่พอหอมปากหอมคอ จากนั้นก็หัวเราะร่า
“ฉันคงแก่แล้วล่ะมั้งนี่ ความจำชักจะสั้นลงๆ ฮ่าๆๆ”
“นั่นสิคะ หรือไม่อย่างนั้นคงเป็นเพราะเราฟังไม่ดี หลุดประเด็นสำคัญไปเฉยเลย โฮะๆๆ”
กยองฮาได้กลิ่นทะแม่งๆ บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนดูพิลึกพิลั่นบอกไม่ถูก
‘อย่าบอกนะว่าแอบคบกันอยู่?’
***
ผมเผ้าผิดแผก ดวงตาสีสันแปลกประหลาด
เป็นภาพที่พักนี้พบเห็นได้บ่อยๆ ในร้านฮันอุลสาขารอง
“พี่ ลูกค้าต่างชาติมากันเพียบเลย อัตราส่วนต่างจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้าไม่เห็นเยอะแบบนี้เลยนะครับ” กยองฮาพยักหน้าตอบรับ สาขารองเคยต้อนรับลูกค้าต่างชาติอยู่บ้างเหมือนกันแต่ไม่มากจนสังเกตได้เท่าตอนนี้ ด้วยความที่นานๆ ทีจะมีชาวต่างชาติแวะเวียนเข้ามาสักหนหนึ่ง
ทว่า ปัจจุบันสัดส่วนแทบจะเป็นสี่ต่อหนึ่งแล้ว ลูกค้าเกาหลีนับเป็น 80% และลูกค้าต่างชาติ 20% เลยทีเดียว
ลูกค้าสาวชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งผลักประตูร้านเข้ามายืนด้านเมื่อถึงคิวตน
“ร้านอาหารเกาหลีที่อันโตนิโอแนะนำไว้หนักมากกกคือที่นี่สินะ”
“อื้ม เขาว่างั้นนี่”
ไม่แปลกเลยที่คนจะเข้าใจว่าฮันอุลคือร้านอาหารเกาหลีเฉพาะทาง แม้จะใช้ชื่อว่าเป็นร้านตามสั่ง แต่เมนูส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารเกาหลีอยู่ดี ลูกค้าต่างชาติที่ได้ชิมอาหารล้วนพอใจ ออกปากชื่นชมจนได้ยินไปทั่วร้าน
“อร่อยจริงๆ ด้วย อร่อยจนแทบนึกไม่ออกเลยว่าที่กินอยู่นี่คือเมนูเดียวกับที่เคยกินร้านอื่น”
“มันอร่อยขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย”
“โอ้! มายก้อด”
ประทับใจถึงขนาดต้องตะโกนว่า ‘โอ้! มายก้อด’ เลยเหรอ
“อร่อยจนร้องหาพระเจ้าเหรอนั่น” มินซูพูดคนเดียว แต่ซองช่อลดันได้ยินด้วย
“น่าจะเป็นคำอุทานที่คนต่างชาติเขาใช้กันติดปากมากกว่านะ ตอนดูหนังก็ได้ยินบ่อยๆ นี่ คิดซะว่าความหมายเดียวกับ ‘ตกใจมาก’ อะไรทำนองนั้นก็พอ”
“งี้นี่เอง” novelgu.com
ชาวต่างชาติที่มายังฮันอุลสาขารองมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ทุกคนเป็นพวก ‘คลั่งอาหารเกาหลี’
“ต่อไปคงต้องมาร้านนี้เท่านั้นแล้วล่ะมั้ง อร่อยขนาดนี้จำไม่ได้เลยว่าเมื่อก่อนกินอะไรไปบ้าง”
“เหมือนกันเลย แถวจะยาวหรือไม่ก็ช่าง ยังไงอาหารก็ใช้เวลาทำแป๊บเดียว”
ที่พูดเช่นนั้น เพราะเขารู้สึกว่าอาหารแถบยุโรปหรือทางตะวันตกใช้เวลาในการปรุงค่อนข้างนานเป็นเรื่องปกติ ซึ่งตรงกันข้ามกับที่นี่ จับเวลาตั้งแต่เลือกเมนูจนกระทั่งอาหารออกมาเสิร์ฟ ทั้งหมดกินเวลาสิบห้านาทีไม่มีเกิน หลายคนที่อิ่มแล้วจะทำท่าทางชะเง้อชะแง้ไปที่ครัว
‘อยากเห็นหน้าเชฟจัง แต่ยุ่งขนาดนี้อาจจะเสียมารยาทก็ได้’
ลูกค้าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเช่นนั้น ทีละหนึ่งโต๊ะ สองโต๊ะ
ระหว่างนี้กยองฮาก็อุทิศแรงกายทำหน้าที่ปรุงอาหารอย่างเงียบๆ อยู่ในตำแหน่งของเขา ออเดอร์ไหลบ่าเข้าสู่ครัว พนักงานอีกสองคนจึงมือไม้เป็นระวิงไม่แพ้กัน
“ฮเยจีจ๊ะ ถ้าหนูพอไหว ต้มบะหมี่ให้หน่อยได้ไหม”
“ได้ค่ะ!”
ฮเยจีนับว่าเข้าสู่เส้นทางการทำอาหารแล้ว แม้จะยังไม่เป็นทางการ
บะหมี่หรือรามยอนนี้คือจุดเริ่มต้นของเธอ
กยองฮารับรู้ทุกอย่าง แต่ตัดสินใจปล่อยผ่าน ไม่ได้มีแค่หนสองหนที่เขาเห็นฮเยจีกระตือรือร้นอยากทำอาหารอย่างจริงจัง เธอคอยตามเขาต้อยๆ อยู่ข้างหลัง พลางส่งเสียงอุทานว่า “ว้าว!”
มีบ้างที่เขารู้สึกลำบากใจ แต่ไม่ใช่ทุกครั้งหรอก
‘ลูกสาวบ้านไฮโซแบบนั้นจะให้ล้างจานอย่างเดียวไปตลอดคงไม่ดี ว่าแต่ ต้มบะหมี่ต้องกะน้ำให้เป๊ะหน่อยนะ จะทำได้ไหมล่ะนั่น’
ได้ยินเสียงแม่ของด็อกโฮดังมาจากหลังฉากกั้น และคำชมนั้นก็สลายความกังวลเขาในทันที
“อุ๊ยตาย กะปริมาณน้ำยังไงจ๊ะ พอดีมากเลย ไม่ใช้ถ้วยตวงด้วย เก่งจัง”
“แหะๆ”
ฉับพลัน มือถือกยองฮาก็ดังขึ้น
[พี่ ขอบะหมี่เย็นคลุกซอสหกที่ได้ไหมคะ]
***
รถตู้ซึ่งเปิดไฟขอทางฉุกเฉินหยุดล้อจอดบนไหล่ทางอย่างน่าหวาดเสียว ผู้จัดการฮันกังช่อลขับขึ้นเกยด้านข้าง ก่อนจะรีบพุ่งตัวเข้าไปยังฮันอุลสาขารอง ด้วยตารางวันนี้ยังคงเหมือนทุกๆ ครั้ง สาวๆ งานรัดตัวเสียจนเขาต้องทำทุกอย่างแบบประหยัดเวลาให้มากที่สุด อย่างน้อยหนึ่งนาที หรือหนึ่งวินาทีก็ยังดี
“บะหมี่เย็นคลุกซอสที่สั่งไว้ได้ครบหรือยังครับ”
อีเวนท์วันนี้จัดที่ห้างสรรพสินค้าและอยู่บนทางผ่านร้านฮันอุลพอดี โชคเข้าข้างเหลือเกินที่จีฮยอนสามารถออเดอร์ล่วงหน้าผ่านทางโทรศัพท์ได้ ซุนกุกรับบะหมี่เย็นคลุกซอสที่ห่อเรียบร้อยจากครัวออกมายื่นส่งให้แบบลับๆ
“นี่ครับ”
“ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ”
“สามหมื่นหกพันวอน แต่เถ้าแก่บอกให้เก็บแค่สามหมื่นพอครับ”
ฮันกังช่อลส่งสายตาขอบคุณไปทางครัว กยองฮาพยักหน้าตอบขรึมๆ ครั้นฮันกังช่อลชำระค่าอาหารหอบหิ้วถุงออกจากร้านไปแล้ว ซองช่อลก็ถามซุนกุกด้วยความสังสัย
“หือ? ไหนว่าร้านเราไม่รับห่อกลับบ้านไงครับ”
ซุนกุกยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง
“ชู่ว! รู้แล้วเหยียบไว้ล่ะ ทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น”
***
ในรถตู้อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความประทับใจ
“โอ๊ยพี่ ไอ้นี่อร่อยโคตรๆ เลยค่ะ!” ยอนจอง น้องเล็กแห่งวงพริตตี้เกิร์ลเปิดปากพูดขึ้นมาเป็นคนแรก
ทำเอาฮันกังช่อลต้องปรายตามองผ่านกระจกส่องหลัง
“ท่านประธานเตือนแล้วไม่ใช่รึว่าไม่ให้ใช้คำพูดแบบนั้น”
“ขอโทษค่ะ มันอร่อยเกินไป ก็เลย…”
เมื่อเมมเบอร์ที่เหลือได้ลิ้มรสบะหมี่เย็น ทุกคนล้วนมีปฏิกิริยาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
“อร่อยมากอร่อยจริงอะไรจริง”
“ฉันจะร้องไห้แล้วนะ”
นี่คือบะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษฉบับเชฟที่ได้มาแบบพิเศษๆ
เมมเบอร์พริตตี้เกิร์ลจำเป็นต้องเข้าโปรแกรมไดเอ็ตอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้จะไม่ให้หวนกลับไปนึกถึงอาหารธัญพืชฝืดเฝื่อนที่เคยกินก็คงไม่ได้ ความเศร้าในใจพวกเธอพลุ่งพล่าน ต่างก็ค่อนขอดว่ามีของอร่อยขนาดนี้ทั้งทีทำไมต้องให้กินแต่ของพรรค์นั้นด้วยหนอ
บะหมี่เย็นคลุกซอสที่เคี้ยวอยู่ในปากเรียกความสุขให้มาปรากฏตรงหน้า ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งเพลิน ความสุขใจเช่นนี้ไม่ต้องมาแบ่งแยกแล้วว่าของฉันหรือของเธอ มันผลิบานแย้มออกมาบนใบหน้าจนหมด กว่าแต่ละคนจะตั้งสติได้ บะหมี่เย็นคลุกซอสก็หายวับไปแล้ว พริบตาเดียวเท่านั้นเอง
“อะไรเนี่ย เพิ่งกินไปไม่เท่าไหร่ หมดแล้วเหรอ”
“บะหมี่เย็นพิเศษก็จริง แต่ฉันขอให้เขาทำน้อยหน่อย จะกินโดยไม่สนใจแคลอรี่ได้ยังไง”
ว่าแล้วไม่มีผิด สุดท้ายปัญหาก็คือแคลอรี่ หน้าชื่นตาบานกันได้เพียงครู่เดียว พริตตี้เกิร์ลก็กลับมาหน้าหงอยอีกครั้ง จีฮยอนและซอนมีซึ่งวัยเดียวกันหันกลับไปมองร้านฮันอุลสาขารองทางด้านหลังที่เริ่มเห็นเลือนราง พูดเบาๆ กับตัวเอง
“อย่างน้อยเมื่อกี้ก็มีความสุขมากเลยนะ”
มันอร่อยขนาดไหนกันถึงทำให้พูดแบบนั้นได้ ฮันกังช่อลดันถ้วยบะหมี่ของตัวเองไปทางสาวๆ
“ไม่ต้องทะเลาะกัน เอ้า ให้กินเพิ่มได้อีกคนละหน่อย”
ไม่มีเมมเบอร์คนไหนไม่ซาบซึ้งใจ
“พี่…”
“รีบรับไปเร็วๆ เลย ฉันขับรถอยู่”
เสียงกรี๊ดกร๊าดขณะแบ่งบะหมี่เย็นคลุกซอสตอกย้ำให้เห็นว่าแต่ละคนยังเป็นเด็กน้อยกันอยู่จริงๆ
ฮันกังช่อลอมยิ้ม
‘ยัยเด็กพวกนี้ี่ มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ ดูจะดีใจยิ่งกว่าตอนได้ของขวัญจากแฟนๆ อีกนะเนี่ย’
ที่เขายังคิดเช่นนี้ เพราะยังไม่ได้ลิ้มลองบะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษฉบับเชฟนั่นเอง