“จะให้ทำยังไงดีล่ะครับ”
คุณป้าโห่ร้องอย่างยินดีอยู่ในใจ แล้วพูดออกมาอย่างมั่นใจ
“แหม… กับอีแค่เรื่องเก็บกวาด ค่อยทำทีหลังก็ได้ไม่ใช่หรือคะ เถ้าแก่ ก็รู้ๆ อยู่ ว่าตอนยุ่งๆ ใครจะไปใส่ใจทุกเรื่องได้พร้อมกัน”
แต่เถ้าแก่ได้ขีดเส้นชัดเจนแล้ว
“ไม่ใช่ครับ… ผมถามคุณชินยองฮี”
สีหน้าของคุณป้าที่ลอยหน้าลอยตาอยู่เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นแข็งค้าง ชินยองฮีปลดผ้ากันเปื้อนออก พูดอย่างไม่อ้อมค้อม
“ฉันคงทนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ เถ้าแก่เลือกมาเถอะค่ะว่าจะให้ฉันออก หรือให้คุณป้าออก”
อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิดจนได้… เถ้าแก่คิด
ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ฝืนเย็บแผลอย่างไรก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา
“คุณจินมียอง ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมานะครับ”
คุณป้าหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ
“อะ อะไรนะคะ”
“คุณบอกว่าไม่ทำแล้ว ขอลาออกนี่ครับ”
เถ้าแก่พูดอย่างจริงจัง แม้แต่ในแววตาก็ไม่มีความใจอ่อนเหลือให้เห็น ส่วนผู้ช่วยครัวที่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาวะจนตรอก แม้แต่จะขอให้พิจารณาใหม่อีกครั้งก็พูดไม่ออก ต้องโทษที่ทิฐิบางส่วนรั้งไว้ไม่ยอมให้เปิดปาก
“ขอเงินเดือนด้วยค่ะ”
“ผมจะโอนเข้าบัญชีให้เมื่อถึงวันเงินเดือนออกครับ”
คงเพราะรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง คุณป้าหันมองเถ้าแก่ด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยว แล้วเดินจากไปทั้งอย่างนั้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบกริบในร้านอาหาร
***
ผ่านไปหลายวัน
กยองฮากำลังนั่งเตรียมวัตถุดิบอยู่ ณ มุมหนึ่งของห้องครัว จู่ๆ เขาก็นึกถึงคุณป้าจินมียอง ผู้ช่วยครัวคนก่อนขึ้นมา วันนั้นที่แกจากไปอย่างรีบร้อน มองหน้าแกแล้วเหมือนจะเห็นความเสียดายอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ตัวเขาที่คอยดูชินยองฮีกับป้าจินมียองทะเลาะกันนั้นอยากจะเข้าไปช่วยคลี่คลายสถานการณ์แต่ก็ไม่ได้ทำ เนื่องจากไม่อยากเห็นป้าแกทำอะไรที่ร้ายแรงยิ่งไปกว่านี้
“คุณกยองฮาคะ เถ้าแก่เรียกหาน่ะค่ะ รีบออกมาเถอะค่ะ”
ชินยองฮีกับเถ้าแก่กำลังคุยกันอยู่ในห้องอาหาร เธอเป็นฝ่ายเดินมาเรียก
“อ้อ… ครับผม”
กยองฮาที่กำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองชั่วขณะ รู้สึกเหมือนต้องมีเรื่องด่วนอะไรแน่ จึงรีบลุกทันที
แล้วก็เป็นอย่างที่คาด เถ้าแก่ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะแคชเชียร์ดูหน้าดำคร่ำเครียดทีเดียว เมื่อชินยองฮีและกยองฮานั่งลง เขาก็เริ่มพูด
“เราติดประกาศรับสมัครผู้ช่วยครัวไปตั้ง 7 วันแล้วยังไม่มีใครติดต่อมาเลยแม้แต่คนเดียว แต่ที่โทรเข้ามาถามกันเยอะมากกลายเป็นตำแหน่งคนเสิร์ฟ ทั้งที่ฉันไม่ได้ติดประกาศรับสมัครคนเสิร์ฟเสียหน่อย… ฉะนั้น ฉันจึงคิดทบทวนและตัดสินใจว่าจะให้เธอช่วยทำหน้าที่ผู้ช่วยครัวแทน หัวหน้าชินคิดว่ายังไงครับ”
การให้กยองฮาเป็นผู้ช่วยครัวตอนนี้ก็เป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วคราว แต่เถ้าแก่สรุปแล้วว่า ต่อให้รอนานกว่านี้ก็หาคนมาเป็นผู้ช่วยครัวไม่ได้ง่ายๆ ส่วนพนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์ในห้องอาหารนั้น เขาค่อนข้างแน่ใจว่าจะเป็นใครก็ได้ สามารถเลือกจ้างได้เลยทันที
ฟังคำถามเถ้าแก่แล้วกยองฮาได้แต่เอียงคอไปมา ส่วนชินยองฮีเอ่ยตอบอย่างไม่ลังเล
“ฉันโอเคค่ะ”
เธอตอบราวกับรอคอยคำถามนี้อยู่ก่อนแล้ว และคล้ายจะบอกว่า ตลอดหลายวันที่ทำงานด้วยกันมา การทำงานของกยองฮาไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลย คำตอบอันรวดเร็วของชินยองฮีเรียกรอยยิ้มจากเถ้าแก่
“คิดเหมือนผมเป๊ะ เอาล่ะ กยองฮาล่ะว่าไง”
เถ้าแก่เองก็ไว้ใจให้กยองฮารับหน้าที่ผู้ช่วยครัว แม้เขาจะเป็นแค่มือใหม่ แต่สามารถรับผิดชอบงานตัวเองได้ดีเยี่ยม เวลาที่ชินยองฮียุ่งจนหัวหมุนก็สามารถช่วยทำอาหารได้ แถมยังเรียนรู้เร็วกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
กยองฮาคิดอยู่นาน ก่อนจะมองไปทางเถ้าแก่ แล้วถาม
“ให้ผมทำในฐานะพนักงานประจำใช่ไหมครับ แล้ว… ผมจะได้เงินเดือนเท่าไหร่เหรอครับ”
หลังจากวันนั้น เขารู้สึกว่าไฟในใจลุกโชนขึ้นมาอย่างหนักเพราะการทำอาหาร
เรื่องราวต่างๆ ในชีวิต ใครเล่าจะรู้ล่วงหน้า ขนาดกยองฮาที่ไม่เคยสนใจการทำอาหารมาก่อนยังเปลี่ยนไปทีละนิดได้ ดังนั้น แม้อยากจะรีบตอบทันทีว่า ทำได้ครับ แต่สถานภาพทางการเงินส่วนตัวบังคับให้ต้องคิดให้ดีก่อน จำเป็นต้องถามเรื่องเงินเดือนอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เออ จริงด้วย จะทำหรือไม่ทำก็เรื่องหนึ่ง สิ่งสำคัญที่ควรคุยกันก่อนดันลืมไปเสียนี่!”
เถ้าแก่มัวแต่ร้อนใจ สนใจเพียงว่ากยองฮาจะรับงานหรือไม่เท่านั้น ที่จริงควรบอกเรื่องจำนวนเงินเดือนก่อนเป็นอันดับแรก รายละเอียดอื่นๆ ค่อยไปอธิบายกันทีหลังก็ยังได้
ใครๆ ก็ต้องสงสัยเรื่องเงินก่อนเรื่องอื่นทั้งนั้น
เถ้าแก่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่งสายตาอบอุ่นให้กยองฮา พลางตอบ
“เดือนแรก ให้เริ่มที่สองล้านหนึ่งแสนวอนก่อน อนาคตก็ดูกันต่อไป แล้วยังไงฉันจะเพิ่มให้”
“ครับ?”
ฟังแล้วกยองฮาเบิกตาจนกลมโต นึกว่าตัวเองฟังผิดเพราะจำนวนเงินมันมากเกินไปจนน่าตกใจ
รายได้ของผู้ช่วยครัวโดยปกตินั้นอยู่ที่ประมาณ ล้านเก้าแสนวอนจนถึงสองล้านวอน หรือถ้ามีประสบการณ์หน่อยก็เรียกได้สองล้านหนึ่งแสนวอน แต่นี่ประสบการณ์ครัวก็เป็นศูนย์ รายรับของร้านก็ใช่ว่าจะดี แต่เถ้าแก่กลับเสนอเงินเดือนให้กยองฮาเทียบเท่ากับผู้มีประสบการณ์ แล้วยังบอกอีกว่าต่อไปอาจเพิ่มให้อีกโนเวลกูดอทคoม
“สะ สองล้านหนึ่งแสนวอนหรือครับ?” กยองฮาถามด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“อื้ม นั่นก็ไม่น้อยเลยนะ… จะรับงานดูไหมล่ะ”
กยองฮาหยุดคิด
ปกติแล้วเขาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ตามกฎหมายบังคับไว้ว่า ในหนึ่งสัปดาห์พนักงานพาร์ทไทม์จะทำงานเกิน 40 ชั่วโมงไม่ได้ ค่าจ้างที่เขาได้รับสูงกว่าขั้นต่ำอยู่เล็กน้อย คือชั่วโมงละ 7,500 วอน ฉะนั้นทำงานหนึ่งวันเขาจะได้ 60,000 วอน ทำงานหนึ่งสัปดาห์ก็ได้ราวๆ สามแสนวอน หากนำมาคิดเป็นรายเดือน ก็จะได้แตะปริ่มๆ อยู่ที่ล้านสองแสนวอนเท่านั้น
แต่ตอนนี้มีโอกาสได้เงินมากกว่าถึงสองเท่า เขาต้องตกใจเป็นธรรมดา
แน่นอนว่าส่วนที่ขาดทุนก็มีบ้าง พนักงานประจำนั้นต้องทำงาน 10 ชั่วโมง ไม่ใช่ 8 ชั่วโมงแบบที่เคยทำ แต่นั่นก็แค่ทำงานเพิ่มขึ้นอีก 2 ชั่วโมงต่อวัน แล้วได้เงินเดือนมากกว่าเดิมเกือบสองเท่า ตรงนี้จะไม่ยอมรับก็คงไม่ได้แล้วล่ะ
“ครับ ผมจะทำเองครับ!”
กยองฮาดวงตาเต้นระริกอย่างลิงโลด ไม่ว่าจะมองอย่างไรสถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่ชวนให้ปฏิเสธ
“โอเค อย่างนั้น ตั้งแต่วันนี้ก็เป็นพนักงานประจำเลยนะ ต่อไปก็ทำให้ได้แบบนี้เหมือนเดิมก็พอ”
เถ้าแก่พูดอย่างสบายๆ กยองฮาแสดงความขอบคุณจากใจอีกครั้ง
“ขอบพระคุณมากครับ”
ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงอะไรเลย เขาจำความรู้สึกของการกินอยู่อย่างกระเบียดกระเสียรได้เสมอ
“เอาล่ะ งั้นเรามาเริ่มงานกันอีกครั้งนะครับทุกคน”
“ค่ะ”
“ครับผม”
เถ้าแก่มองนิ่งไปยังกยองฮาและชินยองฮีที่ตอบรับแล้วเดินไปทางครัวพร้อมกัน
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ขาดทุนเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งดึงดันเรื่องคนครัวเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับเสียงร้องเรียนมากขึ้นเท่านั้น ในระยะยาวมีแต่จะทำให้ลูกค้าน้อยลงไปอีก
‘อืม… ได้คนครัวแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่เลือกพนักงานเสิร์ฟล่ะนะ’
เถ้าแก่โล่งใจแล้ว จึงปลดประกาศรับสมัครผู้ช่วยครัวลงมา เปลี่ยนเป็นรับสมัครพนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์แทน
ส่วนในครัวนั้น ชินยองฮีและกยองฮากำลังสนทนากัน
“ลงตัวพอดีเลย ยินดีด้วยนะคะ”
“ขอบคุณนะครับ”
สำหรับตอนนี้คงไม่มีวิธีไหนดีกว่านี้แล้วล่ะ กยองฮาตอบพร้อมประเมินสถานการณ์ในใจ
***
เวลาบ่าย 2 โมง ในอีกหลายวันถัดมา
“คุณกยองฮาคะ มีแกงกิมจิหนึ่ง ข้าวผัดกิมจิหนึ่งค่ะ”
“รับทราบครับ”
ชินยองฮีที่ทำอย่างอื่นอยู่ แจ้งออเดอร์ที่สั่งเพิ่มเข้ามาให้กยองฮารู้ ก่อนจะพูดต่อ
“ฉันขอไปม้วนข้าวห่อสาหร่ายสักครู่ เดี๋ยวมานะคะ”
“ครับ”
งานม้วนข้าวห่อสาหร่ายก็เป็นหน้าที่ของชินยองฮี ปกติแล้วงานห่อข้าวหรือม้วนข้าวเช่นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของผู้ช่วยครัว แต่กยองฮาผู้ช่วยครัวป้ายแดงคนนี้ดันม้วนข้าวห่อสาหร่ายได้เข้าขั้นเละเทะ
ชินยองฮีย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์น่าสะพรึงเมื่อสองวันก่อน
ข้าวห่อสาหร่ายที่กยองฮาม้วนนั้นไส้ทะลักออกมาด้านข้าง หากแข่งกับเวลาก็ดูเหมือนจะแพ้เพราะใช้เวลานานเหลือเกิน ยังไม่นับสิ่งที่ลูกค้าพูดออกมาให้ได้ยินแล้วเจ็บขั้วหัวใจ
“จะให้กินไอ้นี่น่ะเหรอ?” เหมือนจะพูดประมาณนี้นะ
หน้าตาเหมือนคนถูกพรากวิญญาณไปจากร่างของกยองฮาตอนนั้น เธอยังลืมไม่ลง
‘หึหึ ข้าวห่อสาหร่ายน่ะไม่ใช่ง่ายๆ หรอกนะจ๊ะ อย่างเก่งก็ต้องฝึกกันเดือนสองเดือนนั่นแหละถึงจะพอทำได้’
จะว่ายังไงดีล่ะ มันคือเรื่องของทักษะและความรู้สึกจากการสัมผัส การม้วนข้าวห่อสาหร่าย สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือความรู้สึกสัมผัสที่มือ หากรับรู้ความรู้สึกไม่ได้ แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นสิ่งที่ม้วนอยู่อาจกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด
และนี่คือเหตุผลที่เธอต้องมารับหน้าที่ม้วนข้าวห่อสาหร่ายอยู่ตอนนี้
‘แต่งานครัวแบบนี้ คงอีกไม่นานก็เก่งขึ้นแล้วล่ะ’
ทางด้านกยองฮาที่มองไปทางมุมทำข้าวห่อสาหร่ายนั้นกำลังรู้สึกละอายแก่ใจสุดๆ
“ไอ้ข้าวห่อสาหร่ายนี่ เมื่อไหร่จะม้วนดีๆ ได้อย่างคนอื่นเขาบ้างนะ…”