ณ เวลาเสร็จสิ้นกิจวัตรประจำวันของร้าน
กริ๊ง!
เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงประตูกระจกดังขึ้น
“ร้านปิดแล้วครั…” กยองฮาหันไปมองทางหน้าร้าน
ประโยคที่จะพูดต่อหายเข้าไปในคอ เนื่องจากเขาเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยยื่นเข้ามาตรงช่องประตูซึ่งแง้มไว้นิดๆ
‘นั่นใช่…’
“ไม่ทราบว่า จะขอแกงสักถ้วยได้ไหมครับ?”
ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ กูบนมัน ผู้เป็นบิดาของเด็กสาวผู้เบื่ออาหารและเป็นประธานกรรมการบริหารแห่งบริษัทยักษ์ใหญ่เลื่องชื่อนั่นเอง
“ไม่ได้สินะ”
มีบางสิ่งทำให้เขาดูหดหู่เหี่ยวเฉา แถมยังดูเกรงใจเถ้าแก่ร้านอาหารตามสั่งในแบบที่ไม่ค่อยสมกับสถานะทางสังคมของเขาเอาเสียเลย
กยองฮาไม่อาจทำเมินสีหน้าและแววตาเข้มข้นด้วยเรื่องคาใจเช่นนั้นได้
“…ได้ครับ เข้ามาก่อนสิครับ”
“ขอบใจนะ”
เมื่อกูบนมันเลือกที่นั่งแล้ว กยองฮาก็ถาม
“ให้ผมทำแกงอะไรดีครับ”
“ขอแกงกิมจิได้ไหม”
“ครับ รอสักครู่ครับ”
กยองฮากลับเข้าครัวไปเตรียมอาหารด้วยความเร็วชนิดที่ทำเอาตาพร่า ระหว่างนี้ก็แอบสังเกตและวิเคราะห์สีหน้าของกูบนมันไปด้วยเป็นระยะ
‘หรือว่า เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคุณลูกสาว’
สำหรับกยองฮา เด็กสาวผู้เบื่ออาหารเป็นผู้หนึ่งที่เขาไม่อาจไม่สนใจ เธออาการดีขึ้นเพราะอาหารของเขา ดังนั้น ด้วยวิสัยมนุษย์จิตใจดี เขาจึงหวังให้เธอแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างสมบูรณ์
“แกงได้แล้วครับ”
“ข้าวไม่ต้องนะ… มาเป็นเพื่อนคุยให้หน่อยจะได้ไหม”
“เอ่อ… ครับ”
กยองฮาอยากรู้อยู่แล้วเป็นทุนเดิมว่าเขามีเรื่องอะไร จึงไม่เกรงใจ จัดการลากเก้าอี้มานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
เมื่อมองภายใต้แสงไฟสว่างถึงได้สังเกตเห็นว่า หน้ากูบนมันแดงก่ำทีเดียว
‘ดื่มมาแน่ๆ’ เพราะแบบนี้ถึงได้สั่งแกงสินะ
กูบนมันตักเต้าหู้และกิมจิอย่างละชิ้นขึ้นมาช้อนหนึ่ง ตามด้วยเนื้อหมูที่ซึมซับน้ำซุปรสเผ็ดร้อนไว้เต็มที่หนึ่งชิ้น
ฟู่ว ฟู่ว ซรวบ
“คึกกก” เป็นรสชาติที่ทำให้อดส่งเสียงชื่นชมออกมาไม่ได้จริงๆ น้ำซุปที่เผ็ดพอดีๆ พาให้จิตใจปลอดโปร่งไปด้วย เดิมทีกูบนมันตั้งใจจะกินพอเป็นพิธีเพื่อล้างปาก จึงได้สั่งแกงถ้วยหนึ่งเพื่อเป็นข้ออ้างให้ได้สนทนากับชายหนุ่มเท่านั้น ทว่า ยังไม่ทันตั้งสติ แกงก็หายหมดถ้วย
หลังขูดก้นหม้อดินอยู่ครู่ใหญ่ กูบนมันก็วางช้อนลง ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“อะแฮ่ม… แฮ่ม… กะ แกงอร่อยมาก ฉันเลยไม่รู้ตัว…”
“ยินดีครับผม”
สิ่งที่คนเราฟังได้ไม่มีเบื่อ คือ คำชื่นชม สำหรับกยองฮา เพียงลูกค้ากินอาหารที่เขาทำอย่างเอร็ดอร่อยเขาก็ปลื้มปริ่มอิ่มใจแล้ว
ในที่สุด กูบนมันก็ดึงสีหน้ากลับมา จากนั้นเอ่ยปากขึ้น
“เรื่องของเรื่องคือ ฮเยจี…”
“… ฮเยจีหรือครับ”
“อื้อ ลูกสาวฉันเอง”
“อ้อ ครับ”
“แกคล้ายแม่ตรงที่ภายนอกดูอ่อนโยนนุ่มนิ่ม แต่ก็คล้ายฉันที่ภายในแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยว”
“อย่างนี้นี่เอง”
“ตัวฉันสมัยหนุ่มๆ น่ะนะ ทั้งหัวดื้อ ทั้งอยากพิสูจน์ตัวเองมากจนไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ จากที่บ้านแม้แต่นิดเดียว ปฏิเสธไม่ยอมเดินทางที่ปูไว้ให้ หันไปใช้ชีวิตอย่างลำบากลำบน…”
“…”
“เริ่มทำงานธรรมดาๆ อย่างงานพาร์ทไทม์ก่อน พวกงานใช้แรงงานแบบกรรมกรก็รับ…”
“…”
“บรรจุได้ถึงขั้น 4 จึงไม่จำเป็นต้องเข้าเกณฑ์ทหารก็ได้ แต่ฉันไปขอร้องให้รับพิจารณาแล้วพิจารณาอีก สุดท้ายก็ได้เข้ากองทัพ… แล้วอย่างไรต่ออีกนะ”
“ท่านอาสาไปเข้าหน่วยลาดตระเวน จากนั้นไปเข้าฝึกกองกำลังหมื่นลี้[1]” กยองฮาช่วยตอบด้วยสีหน้าอ่อนล้า
“หือ? เรื่องนั้นเธอรู้ได้ยังไง”
“ก็ท่านเล่าซ้ำเรื่องเดิมเป็นรอบที่สามแล้วนี่ครับ”
เหล้าเข้าปากมักสร้างปัญหา และการเป็นผู้รับฟังก็มีขีดจำกัด…
กยองฮาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นช้าๆ จังหวะนั้นเอง จู่ๆ กูบนมันก็ยัดอะไรบางอย่างใส่มือกยองฮาอย่างรวดเร็ว
“อย่างไรก็แล้วแต่ ฝากด้วยนะ”
“อะไรนะครับ”
“เธอเหมือนฉัน งานแต่ละอย่างจะต้องทำได้ดีและทำสำเร็จอย่างเฉียบขาดแน่นอน”
“หมายถึงอะไร…”
กูบนมันไม่ปล่อยให้กยองฮาสบช่องถามใดๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นกว่ากยองฮาจะเข้าใจความหมายของซองในมือ ก็วันรุ่งขึ้นโน่น
***
“… ฝึกงาน?”
“ค่ะ!”
เด็กสาวผู้เบื่ออาหาร ไม่สิ จากนี้ไปต้องเรียกว่า ฮเยจี ตอบเสียงดังหนักแน่น
“กรุณารับหนูเป็นเด็กฝึกงานแบบไม่รับเงินเดือนด้วยนะคะ ถ้าใช้งานหนูแล้วเกิดไม่พอใจก็ไล่ออกได้เลยค่ะ!”
ทันใดนั้น… ป้าป!
กยองฮาวางซองลงบนมือฮเยจีก่อนเป็นอันดับแรก ความหนาของซองนั้นไม่ใช่เล่นๆ เลย
“อุ๊ย ยังไม่ทันเริ่มงานก็ให้เงินเดือน…”
“เอาไปคืนคุณพ่อซะ”
“เอ้อ…”
ฮเยจีไม่ใช่เด็กหัวช้า หน้าเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อด้วยความอับอาย
“ขะ ขอโทษค่ะ หนูต้องขอโทษแทนคุณพ่อด้วยที่ทำไม่สุภาพ…”
กยองฮาส่ายหน้า
“ตอนที่พบกันเมื่อวาน ท่านไม่ได้ทำอะไรไม่สุภาพกับพี่เลยแม้แต่นิดเดียว พี่เข้าใจดีว่าท่านคงเป็นห่วงอาการของเรามาตลอด หัวใจคนเป็นพ่อแม่อ่ะนะ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องขอโทษอะไรเลย”
แม้จะบอกเป็นนัยว่า ไม่เป็นไร แต่น้ำเสียงดุดันเช่นนี้ฮเยจีไม่เคยต้องรับฟังมาก่อน เธอดูหดหู่เหี่ยวเฉาลงไปอีกขั้นหนึ่งทีเดียว
“ถ้างั้น… จะบอกว่า ที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีหนูเหมือนกันใช่ไหมคะ”
กยองฮาแสร้งพูดโกหกพกลม
“งานในครัวน่ะ ไม่ใช่อะไรเรื่องง่ายๆ หรอกนะ ขนาดพวกคุณป้าแม่ครัวทั้งหลายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยังร้องบ่น โอ๊ย โอ๊ย ปวดตัวปวดกระดูกอยู่ทุกครั้งหลังเลิกงาน”
“… ค่ะ”
“ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะทำเหรอ”
“ค่ะ!”
“เคยล้างจานมาก่อนหรือเปล่า”
“เคยค่ะ! เมื่อวานติวเข้มชั่วโมงพิเศษมาแล้วค่ะ”
“ติวกับใคร”
“คุณป้าแม่บ้านเป็นคนสอนค่ะ”
“…”
ขณะโต้ตอบกันไปมา กยองฮารู้สึกขัดแย้งในใจอย่างหนักทุกวินาที
‘นี่เราคิดดีแล้วแน่เหรอ’
“ตัดสินใจไม่ผิด ไม่เสียใจทีหลังแน่นอนค่ะ!”
เป็นแม่หมอจิตสัมผัสหรืออย่างไร…
กยองฮาผู้ถูกอ่านใจออกรีบขมวดปมเรื่องที่คุยกันอย่างเร็วจี๋
“ก่อนอื่นขอดูสักสองสามวันก่อนแล้วกัน ถ้าไม่โอเค ต่อให้เป็นวันนี้พี่ก็จะริบผ้ากันเปื้อนคืนนะ เตรียมใจไว้เลย”
“ค่า!”
กยองฮาเดินเข้าครัว ฮเยจีตามหลังเขาต้อยๆ เข้ามาถึงก็กวาดตามองครัวสะอาดสะอ้านเรียบร้อยหนึ่งรอบเต็มๆ
“ให้หนูเริ่มทำอะไรดีคะ” เธอถาม
“ตอนนี้ยังไม่ต้อง พี่กำลังจะทำข้าวให้พวกเรากิน อยู่เฉยๆ ไปก่อนได้”
“ค่ะ!”
ตอนนี้เพิ่งจะ 8 โมงครึ่งในยามเช้า เป็นช่วงที่พนักงานคนอื่นๆ กำลังค่อยๆ ทยอยกันมาเข้างานโนเวลกูดอทคoม
กยองฮาเริ่มง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อเช้าและมื้อกลางวัน เขาตั้งไฟ หยิบวัตถุดิบออกมา จัดการหั่นซอย ทำโน่นทำนี่อย่างลื่นไหลสมบูรณ์แบบแม้กระทั่งขั้นตอนการปรุง ความเร็วระดับนี้แค่มองตามก็ทำให้ตาแทบลาย
‘ว้าว ว้าว!’ ฮเยจีคอยสังเกตตลอด เธอเองก็ง่วนอยู่แต่กับการอุทานชื่นชมกยองฮาในใจ ทว่า เอาเข้าจริง เธอกลับไม่ลืมหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายมาแต่แรก
ระหว่างที่กยองฮาทำอาหาร เธอจะปรี่เข้าไปที่ซิงค์ล้างจานในทันทีแล้วรีบล้างอุปกรณ์เครื่องมือชิ้นใดก็ตามที่กยองฮาโยนมาอย่างรวดเร็ว
‘ดีมาก…’ ก่อนอื่น ด้านไหวพริบถือว่าสอบผ่าน
ส่วนความเงอะๆ งะๆ นั้น เมื่อเจอกับความตั้งใจแน่วแน่ยังพอหักล้างกัน เพิ่มคะแนนให้ได้อยู่
แต่จะรีบตัดสินอะไรในตอนนี้ถือว่าเร็วเกินไป ยังไม่เริ่มต้นลงสนามด้วยซ้ำ กยองฮายิ่งมายิ่งสงสัยมากขึ้นทุกทีว่า ตอนปิดร้านวันนี้ เมื่อจบงานทุกอย่างแล้วยัยหนูจะอยู่ในสภาพใด
***
เมื่อยคอจัง
ไหล่เคล็ด แถมมือก็เหมือนจะเป็นตะคริวขึ้นมาได้ตลอดเวลา เอวยิ่งปวดตุบๆ เท้าก็บวมเป่งแบบนี้มาพักใหญ่แล้ว
เผลอแวบๆ ตอนไม่มีใครเห็น เธอก็จะเหลือบตาขึ้นมองนาฬิกาบนผนัง
นั่นมันพังแล้วหรือเปล่า… ทำไมเวลาเดินช้าอย่างน่าเกลียดขนาดนี้เนี่ย
ฮเยจีเริ่มเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่า ทำไมทุกคนจึงวิตกกังวลร้อนอกร้อนใจหนักหนาเมื่อห้ามปรามเธอไม่ได้
‘ฮือ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว’
จานที่เพิ่งแกว่งในน้ำสะอาดเกือบจะลื่นหลุดมือ เคราะห์ดีที่เธอยังไม่ได้ทำอะไรแตกเสียหาย แต่สภาพร่างกายขณะนี้เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไฟรั่วไม่ก็ขาดแบตเตอรี่ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก
‘ยังไงก็เถอะ เริ่มทำไปแล้วนี่!’
ตั้งแต่เล็ก เธอก็ถูกเลี้ยงให้มองโลกเช่นนี้มาตลอดจนกระทั่งเติบโต จะยอมแพ้ง่ายๆ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นไม่ได้ และเธอถูกสอนอย่างเข้มงวดในทุกๆ เรื่อง ทุกช่วงชีวิต
‘เธอทำได้ กูฮเยจี! สู้ๆ อดทนเข้าไว้’
งานหนักจริงแต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกเบื่อไปเสียหมด ทุกครั้งที่สบโอกาสให้ฮเยจีมองไปทางห้องอาหาร รอยยิ้มเธอจะเบ่งบานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
‘จานชามที่เราบรรจงล้างอย่างเหนื่อยยาก พอใส่อาหารลงไปแล้วกินกันได้อร่อยขนาดนั้นเชียว’
แม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เธอก็สามารถมองหาความหมายและคุณค่าจนพบ เรียกให้เกิดแรงฮึดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หัวใจหรือก็สุดแสนจะเบิกบาน
‘แค่ได้ล้างจาน หัวใจยังรู้สึกดีขนาดนี้…’
ฮเยจีย้ายสายตาไปหยุดที่แผ่นหลังผึ่งผายของกยองฮา
‘แล้วคนที่ได้ทำอาหารด้วยตัวเองอย่างเถ้าแก่จะปลื้มปริ่มและมีความสุขขนาดไหนกันนะ’ เธอคิด
บางที สิ่งที่ช่วยทำให้โรคร้ายของเธอทุเลาลง อาจไม่ได้มีเพียงอาหารรสเลิศเท่านั้นก็เป็นได้
‘ไม่ใช่อาหาร แต่เป็นใครบางคนต่างหากที่เราประทับใจ… หรือเปล่านะ?’ เธอหยุดความคิดไว้เพียงเท่านั้น
ฮเยจีที่เติมพลังเข้าแบตเตอรี่จนเต็มแล้ว จึงคู้ตัวนั่งยองๆ เริ่มขัดหม้ออย่างขยันขันแข็ง
***
“ฮเยจีจ๊ะ”
“คะ!”
“วันนี้เหนื่อยมากแล้ว ขอบใจนะ”
“ไม่เลยค่ะ หนูทำอะไรไม่ค่อยเป็น คงทำคุณป้าเหนื่อยยิ่งกว่าแน่ๆ พรุ่งนี้จะทำให้ดีกว่านี้ค่ะ”
‘ตาย ยัยหนู ขนาดพูดจาก็ยังน่ารักน่าชังปานนี้’
แม่ของด็อกโฮดูท่าจะถูกใจพนักงานพาร์ทไทม์ป้ายแดงคนนี้เข้าเสียแล้ว จริงอยู่ว่ายัยหนูที่เพิ่งมาใหม่นี้จะยังทำแต่ละอย่างแบบเงอะๆ งะๆ ตอนใกล้เลิกงานก็ทำจานแตกไปอีกสองสามใบ ทว่า ทั้งที่เหนื่อยล้าแขนขาสั่นดิกไปหมด น้ำเสียงที่ตอบกลับเปี่ยมด้วยพลังอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยังไม่นับที่เป็นเด็กไหวพริบดี พูดจาไพเราะน่ารักอีกนะ อย่างนี้แล้วใครจะตัดใจรังเกียจเธอลง
“ใครบอกว่าจะให้มาพรุ่งนี้เหรอ”
“ฮะ!”
คำพูดที่แทรกขึ้นมากะทันหันของกยองฮาทำเธอตกใจ แต่นั่นก็เพียงครู่เดียว
“ถ้างั้นหนู… โดนไล่ออกแล้วเหรอคะ” ฮเยจีคอตก
“พรุ่งนี้ไม่ต้องมา มาวันมะรืนสิ” กยองฮาตอบ
“… คะ?”
“ดูทรงแล้ว วันนี้กลับบ้านไปคงได้โต้รุ่งเพราะปวดตัวจนต้องนอนร้องโอดโอยแน่ พรุ่งนี้ตื่นไม่ไหวหรอก ฉะนั้นพักหนึ่งวัน วันถัดไปค่อยมา”
“ค่ะ! …แต่เอ้อ… ถ้างั้นหนูจะเป็นตัวการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นหรือเปล่า…”
“เดี๋ยวนะคะเถ้าแก่ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดร้านเราไม่ใช่หรือคะ?”
แม่ของด็อกโฮผู้ซึ่งความรู้สึกช้า กระทำการเปิดโปงความจริงออกมาดื้อๆ เสียอย่างนั้น
“อ้อ จริงสิ เกือบลืมไปเลยว่ามีนัดกับเถ้าแก่สาขาหลัก”
กยองฮาทำไม่รู้ไม่ชี้ รีบร้อนออกจากร้านทันที
***
หลังปิดร้าน กยองฮาซึ่งแวะเข้ามาดูสำนักงานกำลังทำท่าสงสัย
“ห้องนี้ไม่เล็กเกินไปหน่อยหรือครับ?”
“เล็กอยู่… ถ้าจะเอาตามแผนที่เราวางไว้ ห้องคงต้องใหญ่กว่านี้อีก ตอนนี้แค่จำนวนคนที่อยากสมัครเป็นเจ้าของร้านแฟรนไชส์ก็เกินร้อยแล้ว อีกหน่อยอาจจะเยอะยิ่งกว่านั้น”
สำนักงานแห่งนี้เมื่อเทียบกับสำนักงานริมถนนใหญ่แห่งแรกที่พวกเขาไปดูมา จัดว่าเล็กจิ๋วจนน่าขัน
แต่ต่อให้เลือกห้องกว้างกว่านี้ได้ อย่างไรก็คงไม่น่าเกินยี่สิบพย็อง[2] เนื่องด้วยประเด็นเรื่องเงิน สุดท้ายทั้งคู่จึงตกลงใช้ที่นี่สร้างสำนักงานใหม่
เมื่อครู่อันอิลเทยังพูดไม่จบ จึงพูดต่อ
“ว่าแต่ สำนักงานเราไม่จำเป็นต้องเจาะจงเลือกที่ใหญ่โตก็ได้นะ ที่นี่เรารับแค่ติดต่อสอบถามเรื่องการเปิดสาขาก็พอ ส่วนสถานที่อบรมเราไปหาต่างหากก็น่าจะได้ไม่ใช่เหรอ ฉันไปสืบๆ มาแล้ว แถบด้านโน้นถัดขึ้นไปอีกหน่อย ค่าเช่าถูกมากทีเดียว เราก็สร้างห้องครัวใหญ่ๆ เสียห้องหนึ่ง แล้วเธอทำพวกน้ำสต๊อกกับซอส… คิดว่าไง?”
อันอิลเทเป็นคนยืดหยุ่นยอมรับสถานการณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริงได้ และกยองฮาก็ไม่ได้รู้สึกว่า มีอะไรไม่เหมาะสมเลยจนนิดเดียว
“วิธีที่ว่าก็ไม่เลวนะครับ สำนักงานกับสถานที่อบรมไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกันก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สาขารองผมควรเอายังไงดี ถ้าผมเทียวไปเทียวมาระหว่างสถานที่อบรม กลัวว่าจะต้องเสียเวลาเปล่าน่ะสิครับ”
“นั่นก็ช่วยไม่ได้นี่นะ เอาเป็นว่าก่อนอื่น การอบรมจะจัดช่วงบ่ายวันอังคาร พฤหัส แล้วก็เสาร์ ส่วนวันที่เหลือก็อยู่ประจำร้านไปยาวๆ แบบนี้คงจะไม่แย่เท่าไหร่มั้ง”
“ดีเหมือนกันครับ”
ล่าสุด จำนวนอาหารที่เลื่อนระดับเป็นเลเวล 4 มีมากขึ้นแล้ว ยิ่งกว่านั้นผลลัพธ์ของการปรุงบางเมนูจนครบหมื่นครั้ง ทำให้ได้เมนูใหม่มาสองเมนูซึ่งพ่วงน้ำสต๊อกชนิดพิเศษและซอสชนิดพิเศษมาด้วย เมื่อมีแกงและซอสชนิดพิเศษ ก็จะสามารถปรุงพวกข้าวราดหน้าต่างๆ ที่เป็นเลเวล 3 ได้ ดังนั้น เขาจึงวางใจให้แม่ของด็อกโฮรับหน้าที่งานครัวตลอดช่วงเช้าได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อได้รับความเห็นชอบติดๆ กัน อันอิลเทก็อารมณ์ดียิ่ง
“แล้วก็ ประเด็นเรื่องร้านแฟรนไชส์น่ะครับ” กยองฮาเปรย ทำลายความเงียบ
“บอกมาเลย”
“ถ้ารับๆ เข้ามาหมด น่าจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นะครับ”
“ทำไมเหรอ”
“ทุกคนต้องเริ่มกิจการภายใต้แบรนด์ที่ชื่อฮันอุลนะครับ ในเมื่อเป็นแบบนี้ผมเลยอยากรู้ว่า เถ้าแก่จะว่าอย่างไร ถ้าเราคัดเลือกเฉพาะร้านแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพน่ะครับ…”
“แฟรนไชส์ที่มีศักยภาพเหรอ”
“อันนี้ความคิดผมคนเดียวนะครับ ผมว่าจะจัดการสอบ…ดีไหมครับ”
“สอบ?” อันอิลเททำตาโต ถามซ้ำ
“ครับ รับเอาที่ที่ศักยภาพต่ำเข้ามาก็มีแต่ทำให้มาตรฐานเราแย่ลง อย่างนั้นก็เท่ากับลดคุณค่าตัวเองน่ะสิครับ”
“เพราะฉะนั้น ก็เลยให้ทุกคนต้องเข้าอบรมก่อนยังไงล่ะ”
เรื่องการอบรมนั้นตกลงกันได้เรียบร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว เพราะจะเปิดแฟรนไชส์ ก็จำเป็นต้องผ่านด่านให้ได้ด้วย
“เข้ารับการอบรมไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ถึงมาตรฐานนะครับ”
หากมีน้ำสต๊อกชนิดพิเศษและซอสชนิดพิเศษ รสชาติอาหารของสาขาแฟรนไชส์ก็จะสามารถควบคุมมาตรฐานได้ในระดับหนึ่ง แน่นอนว่ากว่าจะถึงขั้นนั้น คนครัวจำเป็นต้องมีความสามารถปรุงอาหารระดับเดียวกับแม่ของด็อกโฮให้ได้ก่อน ดังนั้น เข้าจึงเสนอให้มีการจัดการสอบ
อันอิลเทจมสู่ห้วงความคิด
สิ่งที่กยองฮาพูดตอนนี้มีนัยชักชวนให้คิดตามว่า เปิดรับสาขาแฟรนไชส์เขามาเยอะๆ มิสู้รับจำนวนน้อยๆ แต่เลือกที่มีคุณภาพและศักยภาพสูง… คิดๆ ดูแล้วมีเหตุผลทีเดียว เพราะเมื่อมองระยะสั้น การรับสาขาเข้ามาเยอะๆ อาจจะเป็นเรื่องดี ทว่า เมื่อมองระยะยาวตามที่กยองฮาเสนอก็จะเห็นได้ว่า เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดกว่าสิบเท่า
พวกแฟรนไชส์ที่ช่วงแรกเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่แต่นานไปกลับต้องปิดตัวลงมีจำนวนน้อยเสียที่ไหน
“เข้าใจล่ะ ฉันก็อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่คนพวกนั้นจะยอมง่ายๆ เหรอ”
กยองฮาตอบเหมือนเห็นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว เขาใส่ใจเรื่องรสชาติอาหารมาก ไม่ประนีประนอมด้านรสชาติเด็ดขาด
“ใครที่ไม่พอใจ ก็คงกลับไปเองแหละครับ”
……………………
[1] กองกำลังหมื่นลี้ หรือ ช่อนลีเฮงกุน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บุปผาเหล็กแห่งหน่วยรบพิเศษ การฝึกจะดำเนินติดต่อกันตลอดสัปดาห์พร้อมการเดินเท้าในระยะ 5-600 กม.ต่อวัน
[2] 20 พย็อง (ราวๆ 66 ตารางเมตร)