ซุนกุกเบ้หน้า เขากำลังหมักกิมจิอยู่ท่ามกลางเหล่าคุณป้าที่เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรก
‘วาสนาพาเข้าวัดจริงๆ พับผ่า… แถมเป็นวันหยุดอีก’
เขาเป็นคนกระโจนเข้าสู่ชะตากรรม[1]นี้ด้วยตัวเอง ฉะนั้นจะโทษใครไม่ได้
เริ่มด้วยการนำผักกาดขาวที่ขนมาเต็มคันรถลงจากหลังรถบรรทุกให้หมด ต่อด้วยการลำเลียงขนย้ายวัตถุดิบอื่นๆ นี่ยังไม่นับบรรดาเครื่องปรุงรสที่ต่อแถวเรียงกันอยู่ในกะละมัง… อะไรจะมากมายขนาดนี้
ดั่งยืนอยู่ปากประตูแห่งความลำเค็ญที่ทอแสงสลัว ซุนกุกไม่มีวิธีอื่น นอกจากพยายามคิดบวกแล้วลงมือช่วยด้วยความเต็มใจ
‘เอาน่ะ ถือว่ามาเรียนวิธีทำกิมจัง[2]เทพๆ จากพี่กยองฮาแล้วกัน… ก็ไม่ถึงกับโชคร้ายไปเสียทีเดียว’
จนถึงตอนนี้ ซุนกุกยังไม่เคยเห็นกยองฮาดองกิมจิในครัวร้านอาหารเลยแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องด้วยปัญหาด้านกรรมวิธีที่ต้องใช้เวลานาน กิมจิส่วนใหญ่ที่ใช้ในสาขาหลักจึงต้องสั่งมาจากข้างนอก ซึ่งสาขารองก็ทำแบบเดียวกันมาตลอด ดังนั้นซุนกุกจึงคิดว่า ครั้งนี้คงเป็นจังหวะทองของชีวิตเขาแล้ว
‘กิมจิฝีมือพี่ ต้องมีอะไรที่ไม่เหมือนกิมจิทั่วไปแน่’
ซุนกุกผู้เชื่อมั่นในสกิลการเรียนรู้สิ่งใหม่ของตัวเอง เริ่มหันมองกยองฮาอย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นไปตามคาด กยองฮาทำกิมจังด้วยความเร็วสูงจนสะดุดตา
กองผักกาดขาวเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย
ความเร็วในการทำกิมจิเรียกได้ว่าเทียบเท่าปริมาณสองสามแรงคุณป้าแม่ครัวเข้ามะรุมมะตุ้มช่วยกัน! ซุนกุกจับจ้องมือเป็นระวิงของกยองฮาที่ปาดซอสปรุงรสแทรกลงไประหว่างชั้นกลีบของใบผักกาด
‘ซ้ายสามสาม ขวาเจ็ดเจ็ด[3]?’
เขาลงมือทำตามกยองฮาทันทีแม้จะยังเก้ๆ กังๆ เงอะงะอยู่บ้าง
ทว่า ทำไปเรื่อยๆ ก็ชักจะเริ่มจับเคล็ดได้ แถมยังรู้สึกสนุก ไปๆ มาๆ เขาก็อยู่ในจุดที่ลืมไปเลยว่ากำลังเหนื่อย เพลินจนฮัมเพลงเป็นทำนองออกมาเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเวลามองเห็นมือตัวเองปาดผ่านผักกาดขาวสะอาดสะอ้าน แปลงร่างให้มันกลายเป็นผักกาดสีสดสวยแบบของกยองฮาด้วยแล้ว ความรู้สึกที่ตัวเองทำสำเร็จลุล่วงนี้ช่างดีเกินพรรณนา
‘เราก็เก่งเหมือนกันนี่หว่า ทำได้ขนาดนี้เนี่ย’
เมื่อซุนกุกชักจะมั่นใจกับฝีมือของตัวเองมากขึ้น เขาก็แอบสงสัยลึกๆ ว่า หากคนอื่นเห็นฝีมือเขาจะคิดอย่างไร ประจวบเหมาะกับเวลานั้น พระภิกษุชรารูปหนึ่งกำลังเดินชิมกิมจิของคนโน้นคำคนนี้คำราวกับกำลังชมนกชมไม้ ทุกข์สุขของพวกป้าๆ จิตอาสาก็แปรเปลี่ยนไปตามสีหน้าและปฏิกิริยาของท่าน
กระทั่งมาถึงคราวของซุนกุก
ทั้งที่เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าว ท่านกลับถอยหลังกะทันหันเดินย้อนไปทางเดิม เหตุผลนั้น… ชัดเจนว่า เป็นเพราะกิมจิของกยองฮาซึ่งดองอยู่ข้างๆ กัน!
พระภิกษุชราทำท่าจะเดินผ่านอยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ถอยหลังกลับไปใหม่ทุกครั้ง จากนั้นฉีกแบ่งกิมจิที่กยองฮาดองไว้จากในกองออกมาฉัน ประหนึ่งท่านหลุดพ้นแล้วซึ่งการรับรู้ว่า ยังมีคนรออย่างอดทนอดกลั้นให้ถึงคราวตนอยู่ด้วย สุดท้ายซุนกุกที่อดรนทนไม่ได้ก็หลุดปาก เหมือนบ่นกับตัวเองอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
“ชิ ของเราก็อร่อยนะ”
ไม่รู้ว่าที่บ่นออกมานั้นดังเกินไปหน่อยหรือไม่ ครู่ใหญ่ให้หลัง พระภิกษุชราจึงเดินใกล้เข้ามาทางซุนกุกด้วยสีหน้าไม่ปกตินัก ท่านหยิบกิมจิของเขาขึ้นมาชิมจนได้
ทว่า…
“เปลือกนอกแม้แลเหมือน แก่นในจักต้องเหมือนตามหรือ…”
“…”
ท่านเดินจากไปแล้ว แต่ปริศนาธรรมที่ทิ้งไว้ ทำเอาซุนกุกถึงกับหน้ายับย่น ขณะเดียวกัน ทางด้านกยองฮาก็กำลังปิติอยู่ลึกๆ กับสิ่งที่ตนหวังใจจะได้เห็นมาตลอด
[กิมจิผักกาดขาวสำเร็จแล้ว]
[ระดับฝีมือการทำกิมจิผักกาดขาวเพิ่มขึ้น]
[กิมจิผักกาดขาวเลเวล 3 ถือกำเนิดขึ้นแล้ว]
[กิมจิผักกาดขาวของผู้ชำนาญงานครัว]
ระดับการปรุง: เลเวล 3
วัตถุดิบ: ผักกาดขาว เกลือทะเล หัวไช้เท้า ผักชีล้อม…
ขั้นตอนการปรุงอาหาร: ดึงผักกาดขาวใบที่บานไม่สวยตรงโคนทิ้งไป
.
.
.
ในที่สุดกิมจิผักกาดขาวก็เลื่อนระดับขึ้นเลเวล 3 กับเขาบ้างแล้ว
หากไม่ใช่เพราะงานการกุศล เขาคงต้องใช้เวลาอีกนานแสนนานเท่าไหร่ไม่รู้กว่าจะมาถึงตรงนี้
กยองฮายินดียิ่งที่ได้เลเวลอัพ เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ตามมุ่งหมายแล้ว จากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเอาวันหยุดมาถวายเป็นเครื่องบูชาเพราะกิมจิอีกต่อไป
แต่เขากลับมีเงื่อนไขใหม่
กยองฮาวางแผนให้ตัวเองต้องมาที่นี่อีกเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
‘ถ้าบอกว่า ตลอดมาเราเป็นจิตอาสา อย่างนั้นก็คิดแค่เสียสละ…’
เขาค้นพบความจริงข้อหนึ่ง คือ ทำสิ่งใด ภายหลังก็อาจได้รับผลตอบแทนจากสิ่งนั้นในสักวัน
***
ช่วงมื้อกลางวัน
เหล่าพระภิกษุเริ่มการแจกอาหารเพื่อขอบคุณผู้ที่มาเป็นจิตอาสาคนละถ้วย
‘ว้าว บิบิมบับวัด[4]! เคยได้ยินแต่ชื่อนะเนี่ย’
ควันร้อนกรุ่นลอยฉุยขึ้นมาจากข้าวสวย แอสเตอร์[5]ลวกปรุงรส ถั่วงอก ผักชีล้อม และหัวไช้เท้าขูด ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนเรียงรายเป็นระเบียบอยู่บนข้าว ดูน่าอร่อยก็จริงแต่กลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป
‘แจ๊บ นี่ถ้ามีไข่ดาวโปะบนนี้สักฟองนะ เพอร์เฟ็กต์!’
ทันใด เสียงพูดคุยของคนรอบข้างก็ดังมาเข้าหู
‘ว่ากันว่า การลิ้มรสต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าใช่ไหมนะ’
แสงอาทิตย์อบอุ่น กลิ่นหอมของกอหญ้าหนา เสียงน้ำจากธารน้ำไหล ผสมกับสายลมที่พัดผ่านเบาๆ ทั้งหมดนี้เป็นทั้งเครื่องเคียงและเครื่องปรุงรสชั้นยอดได้อย่างเหลือเฟือ
ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับซุนกุก องค์ประกอบทั้งหมดเป็นได้แค่อะไรที่ไร้สาระ
‘ก็แค่บอกว่า กินข้าวนอกบ้านอร่อยกว่าก็จบ’
เหตุผลที่ซุนกุกชื่นชอบกยองฮาเป็นพิเศษนั้นสามารถนำมาอธิบายในบริบทคล้ายๆ กันได้
เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวนั่นเอง
ทั้งที่ฝีมือทำอาหารอร่อยเกินใครหน้าไหน แต่ความขี้อวดคุยโวกลับไม่มีเลยแม้เสี้ยวขี้เล็บ อาจเพราะอย่างนี้ เขาจึงยิ่งสงสัยหนักกว่าเก่า ด้วยภาพจากทีวีของราชาอาหารตามสั่งซึ่งมีบุคลิกซื่อๆ มาซ้อนทับกับภาพกยองฮาได้พอดิบพอดี
‘เหมือนจะใช่พี่กยองฮาจริงๆ นะ…’
ดังนั้นเขาจึงขอตามมาด้วย และค่าที่เลือกทางผิดชีวิตเปลี่ยนจึงได้โหดร้ายทารุณเช่นนี้
ตลอดทั้งเช้า เขาเอาแต่นั่งเก็บเข่าหดตัวเล่นมวยปล้ำกับผักกาดขาว นานจนตอนนี้ตามเนื้อตัวแทบจะไม่มีจุดไหนที่ไม่ปวดเมื่อย
‘โอ่ย… ไม่รู้แล้วเว้ย ก่อนอื่น กินๆ ไป…’
วินาทีที่หยิบกระปุกซอสปรุงรสขึ้นมาถือไว้ เขาก็ต้องชะงัก
‘นะ นั่นอะไรน่ะ’
ณ ลานโล่งๆ ตรงหน้า ตอนนี้มีคนมายืนต่อแถวกันยาวเหยียด ผู้ที่มาเป็นจิตอาสาอยู่ในแถวนั้นไม่แปลก แต่นี่พระภิกษุก็ไม่เว้น แห่มาเข้าแถวกับเขาด้วย
‘หรือว่าเขาแจกเครื่องเคียง? ไม่เห็นมีใครบอกเลยนี่’
ซุนกุกลุกขึ้นยืนช้ากว่าเขาเพื่อน ปัดก้นตัวเอง รีบไปต่อแถวคนท้ายสุด
แล้วเขาก็ได้รู้ความจริงโดยบังเอิญ จากบทสนทนาของคุณป้าๆ ที่เข้าแถวอยู่ด้านหน้า
“แค่จะคลุกบิบิมบับกินมื้อเดียวนี่ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ ไม่เอาล่ะ ฉันหิวแล้ว กินๆ ไปเหอะ”
“โอ๊ย แม่ยองอู นี่ถามจริงๆ หรือว่าอะไร… ถึงจะเป็นซอสแบบเดียวกัน แต่ที่พ่อหนุ่มนั่นตักให้กับเราตักเองแบบกะๆ เอา รสชาติต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยรู้ไหม?”
“เดี๋ยวนะ รสแบบไหนถูกปากใครคนนั้นก็ต้องรู้ดีที่สุดสิ จะเป็นไปได้เหรอที่คนอื่นมาตักซอสบิบิมบับให้แล้วอร่อยกว่าตัวเองปรุงเอง”
“ตายจริง แม่ยองอู ถ้าคิดว่าฉันโม้เลอะเทอะ อย่างนั้นคุณพระคุณเจ้าที่ต่อแถวกันอยู่นั่นล่ะ จะว่ายังไง ท่านฉันบิบิมบับกันอยู่ทุกวัน ทำไมยังอุตส่าห์มาต่อแถวเหมือนเราอีก ฮึ?”
พูดง่ายๆ ปริมาณซอสปรุงรสนั้นกะมาดีชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นสัดส่วนทองคำ ต่อให้เป็นซอสแบบเดียวกันเป๊ะและกยองฮาเป็นคนทำเองก็ตาม รสชาติก็จะแปรเปลี่ยนตามสัดส่วนที่ตักอย่างชัดเจน
แม่ของยองอูซึ่งลีลามาพอหอมปากหอมคอแล้วหันมองปราดไปทางด้านหน้า
เมื่อสบสายตาทีละคู่ๆ ของเจ้าของศีรษะโล้นเลี่ยนเหล่านั้นคราใด จะมีการหลบหลีกเกิดขึ้น เช่น เสมองไปทางภูเขาไกลๆ ด้านหลังบ้าง ทำเป็นท่องบทสวดมนต์บ้าง ไม่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสียเลย ถึงกระนั้น ในหมู่พระภิกษุสิบรูปกลับไม่มีแม้แต่รูปเดียวที่ถอยออกจากแถว
‘รสชาติต่างกันขนาดนั้นจริงๆ หรือเนี่ย’
***
ตัก – โปะ!
ตัก – โปะ!
ซอสปรุงรสถูกตักขึ้นมา จากนั้นกะเทาะร่วงหล่นลงในถ้วย
มือไม้ยามขยับไร้ความลังเลแม้เพียงนิด ราวกับคำนวณด้วยเครื่องมือ เขาสามารถทำเช่นนี้ได้เพราะผ่านการฝึกฝนทำอาหารซ้ำๆ ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ จนได้สกิลนี้มาโดยปริยายโน!วลกูดoทคอม
[แพสซีฟสกิล: มือชั่งตวงวัด]
เปิดโหมดการวัดน้ำหนักที่แม่นยำระดับหน่วยกรัมโดยไม่ต้องใช้เครื่องชั่งหรือถ้วยตวง]
ถ้วยข้าวของแต่ละคนที่ยื่นมาหา กยองฮาสังเกตได้ว่ามีน้ำหนักต่างกันอยู่เล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงต้องคอยคะเนและปรับปริมาณซอสอย่างละเอียดยิบก่อนตักใส่ทีละถ้วย อีกทั้งเพื่อให้ได้รสชาติที่พอเหมาะพอเจาะ ปริมาณของน้ำมันงาที่เหยาะก็สำคัญไม่แพ้กัน
จ๊อก จ๊อก จ๊อก จ๊อก
ขวดน้ำมันงาในมือซ้ายถูกจับมาบีบและเทลงในปริมาณพอดีๆ ด้วยสัดส่วนทองคำทุกครั้ง ต้องขอบคุณทักษะการใช้มือซึ่งเกือบจะเรียกได้ว่าเหลือเชื่อที่ทำให้แถวหดสั้นลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งคำชมยังเพิ่มขึ้นเท่าจำนวนคนที่เดินพ้นจากแถวมาอีกด้วย
“ตายแล้ว อร่อยจริงอะไรจริง”
“เห็นหรือยัง ฉันพูดถูกไหมล่ะ”
“ข้าวแต่ละถ้วยก็มองแค่แวบเดียว แล้วปริมาณซอสที่ตักมาให้ก็เหมือนจะกะคร่าวๆ ด้วยนะ ทำยังไงถึงได้…”
“น่าปลื้มปริ่มอิ่มใจใช่ไหม เพราะอย่างนี้พ่อหนุ่มนั่นถึงได้ฉายาว่า ‘มือแตะ’ อย่างไรล่ะ”
“มือแตะ?”
“อื้อ แค่เอามือแตะนิดหน่อยก็อร่อยเลย… มือแตะ!”
“ถ้างั้นเรียกเขาว่า พ่อหนุ่มมือแตะเหรอ โฮะๆ”
“แน้ คุณนาย ดูทำเข้า แววตามีลับลมคมในอย่างนั้นคืออะไรยะ”
บทสนทนาของพวกเธอลอยมาเข้าหูซุนกุกที่เข้าแถวอยู่เป็นคนสุดท้าย ได้ยินว่าพี่ชายที่ตนยกย่องได้รับคำชมชุดใหญ่ขนาดนั้น เขาเลยพลอยชูคอยืดอกผึ่งผายไปด้วย
‘ทุกท่านครับ! จะบอกว่า พ่อหนุ่มมือแตะนั่นคือเถ้าแก่ของพวกเราเองครับ!’
เขาตื่นเต้นอยู่คนเดียว แต่แล้วก็ต้องเหี่ยวลงโดยพลัน
“อ้าว ซุนกุก?”
“ครับพี่!”
“น้ำมันงาหมดแล้วว่ะ”
“…”
ความเลื่อมใสศรัทธาที่พองคับอกเขาเมื่อครู่ ฟีบตีบลงอย่างเร็วจนแววตาแทบเหม่อลอย
***
ระหว่างเตรียมเดินทางกลับ พระสมณะชั้นผู้ใหญ่ได้กรุณาเดินมาส่งด้วยตนเอง
“งานส่วนตัวก็น่าจะยุ่งพอแล้ว ยังต้องคอยรบกวนผู้บอกบุญรุ่นใหม่ไปมาหาสู่กันทุกครั้งแบบนี้อีก ขอบพระคุณมากนะสำหรับความช่วยเหลือ งานจิตอาสาไม่ใช่งานง่ายๆ เสียด้วย”
“ไม่เลยครับ ส่วนตัวแล้วมาที่นี่ทีไรผมเองก็ได้ประโยชน์กลับไปไม่น้อย ท่านกรุณาชมผมเสียขนาดนี้ แอบละอายเลยครับ” กยองฮาหน้าเห่อร้อน ยกมือขึ้นเกาหัว
“โฮ่ๆ อย่างนั้นรึ ได้อะไรบ้างล่ะ พอจะเล่าให้พระแก่ๆ อย่างอาตมาฟังสักนิดได้หรือไม่”
“เอ่อ…”
ถูกถามแบบไม่ทันได้ตั้งตัว กยองฮาจึงสะดุดเสียศูนย์อยู่ในใจ
หากเล่าออกไปตามจริงอย่าหวังว่าท่านจะเชื่อ แค่ไม่มองว่าเขาเป็นไอ้บ้าประสาทกลับก็นับว่าโชคดีหนักหนาแล้ว แต่จะให้เขาแถเพื่อหาทางเอาตัวรอดไปก่อนแบบงามๆ ก็ติดที่แววตาไม่ธรรมดาของพระท่านซึ่งกำลังจ้องเขาเขม็งอยู่
คิดได้ดังนั้น กยองฮาก็ตอบอย่างยากเย็น
“อาจจะฟังดูเป็นสัจธรรมหน่อยนะครับ แต่ผมได้เรียนรู้แล้วว่า บางสิ่งในโลกนี้หาซื้อด้วยเงินไม่ได้ครับ”
ในแต่ละวัน ผู้คนที่แวะเวียนมาที่วัดมีจำนวนไม่น้อย สายตาส่วนมากที่มองมายังจิตอาสามักแฝงไปด้วยความชื่นชมและศรัทธา บางคนก็เดินเข้ามาส่งเสียงทักทายแบบไม่คาดคิด แถมยังกล่าวให้กำลังใจอย่างอบอุ่น เป็นคำขอบคุณแสนเสนาะหูที่อาจไม่มีวันได้ยินหากเขาขายอาหารเพื่อรับเงิน
“พูดได้ว่า ยิ่งมาที่นี่บ่อยเท่าไหร่ หัวใจยิ่งเหมือนได้รับการเติมเต็มก็คงได้มั้งครับ”
กยองฮาพึมพำเบาๆ ต่ออีก
“ขออภัยครับ เหมือนจะมีคำพูดมากมายที่อยากพูด แต่ผมแสดงออกไม่เก่ง ตอบได้เท่านี้เองครับ”
รอยยับย่นที่หางตาของพระสมณะชั้นผู้ใหญ่กดลึกยิ่ง นานแล้วที่ไม่ได้เห็นท่านยิ้มอย่างพึงพอใจเช่นนี้
“ว่ากันว่า คำพูดเปรียบได้กับภาชนะของจิตใจ พูดเยอะปรุงแต่งมากน่าเวียนหัว มิสู้พูดสั้นๆ แต่ซื่อตรงจริงใจ ย่อมฟังสำราญหูกว่ามากนัก… นะโมอามิตตาพุทธ เช่นนั้นแล้วอาตมาน้อมส่ง เดินทางโดยสวัสดิภาพ”
สิ้นคำพูด ท่านก็พนมมือเป็นการบอกลาอย่างชัดแจ้ง
เมื่อเหล่าจิตอาสารวมถึงกยองฮาสลายตัวออกไปทางฝั่งประตูวัด ครู่สั้นๆ ให้หลังก็มีรถบรรทุกหนึ่งคันเข้ามาที่ลานโล่ง พระภิกษุหลายรูปเริ่มลำเลียงโถกิมจิที่ปิดสนิทแน่นแล้วขึ้นวางหลังรถ
ขณะที่พระสมณะชั้นสูงกำลังมองเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่แต่ไกล ก็มีสามเณรรูปหนึ่งวิ่งโร่เข้ามาอย่างรีบร้อน
“ท่านขอรับ กิมจิฝีมือผู้บอกบุญ ‘มือแตะ’ ที่จองไว้ ย้ายไปวางที่ลานบ่มเครื่องปรุงรสเรียบร้อยแล้วขอรับ”
การแบ่งกิมจิที่จิตอาสาทำเก็บไว้เองส่วนหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องเคียงให้พระฉัน อาจไม่ใช่เรื่องผิดหรือไม่สมควร แต่การจงใจเลือกคัดเฉพาะกิมจิอร่อยๆ มาเก็บนั้นไม่แน่…
“ชู่ว”
พระสมณะชั้นสูงยกนิ้วขึ้นแตะปากเบาๆ เพื่อให้สามเณรสงบปากสงบคำ
***
วันต่อมา ขณะที่ซองช่อลมาเข้างาน
“พี่ซุนกุกครับ อันนี้พี่เป็นคนคอมเมนต์ใช่ไหม”
เขายื่นมือถือออกมาถามโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย บนหน้าจอคือกระทู้ว่าด้วยเรื่องของราชาอาหารตามสั่ง ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่อย่างดุเด็ดเผ็ดมันในโซเชียลมีเดีย
ราชาอาหารตามสั่ง 4: มีคนบอกว่า ราชาอาหารตามสั่งคือหัวหน้าครัวร้านคิมบับนาราสาขาช่องดัมล่ะ
– ยูโทเปีย: ก็บอกว่าร้านฮันอุลไง
– ริชคิง: ต้องฮันอุลสิ ร้านคิมบับนาราสาขาช่องดัมเอามาเทียบกับฮันอุลสาขารองไม่ได้หรอก นี่แอบมาทำเป็นยื่นนามบัตรเหรอ
– ขายน้ำจากแม่น้ำฮันครับ: 555 ตลกชะมัด จขกท. ใช้ชื่อราชาอาหารตามสั่ง 4[6] ซะด้วย
รวมๆ แล้ว น้ำหนักออกจะเอนเอียงไปทาง ‘หัวหน้าครัวร้านฮันอุลแน่ๆ’ ทว่า ยังมีอีกหนึ่งคอมเมนต์ตรงด้านล่าง
– ซุนเด็งงี[7]: ร้านฮันอุลหยุดวันพุธก็จริง แต่หัวหน้าครัวของพวกเราไม่ใช่ราชาอาหารตามสั่งหรอกครับ ผมรู้ดีเพราะเป็นพนักงาน ทุกวันพุธจะเป็นวันออกงานการกุศลครับ
ซุนกุกไม่ปฏิเสธ
“ใช่ ว่าแต่ หาเจอได้อย่างไรนี่”
“ช่วงนี้ผมบ้าคิงออฟแมสก์เชฟน่ะครับ ถึงเหตุผลหลักจะเป็นเพราะจีฮยอนของพวกเราก็เถอะ แต่เวลาคนเราสงสัยอะไร ก็ต้องคลายความอยากรู้อยากเห็นก่อนไม่ถูกหรือครับ”
ครั้นเขาเอ่ยถึงความอยากรู้อยากเห็น สีหน้าซุนกุกก็ดำคล้ำทันที
‘เมื่อวาน ถ้าไม่ใช่เพราะความอยากรู้อยากเห็นล่ะก็นะ…’
ตอนที่กยองฮาถามว่าจะไปด้วยกันอีกไหม เขาได้แต่ส่ายหน้าหนักๆ เป็นคำตอบ นั่นเพราะการใช้แรงงานหมักกิมจิเป็นอะไรที่เหนื่อยและใช้พลังงานเหลือเกิน เขาต้องมาใช้กล้ามเนื้อส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานอีก ทำเอาปวดแขนจนแทบเปลี้ย
อยู่ๆ ซองช่อลก็ทำท่าฟุดฟิดกระพือรูจมูก
“เดี๋ยวนะครับ นี่กลิ่นอะไร พี่… นี่พี่แปะแผ่นปะแก้ปวดหรือเปล่า”
ซุนกุกยัดผ้าขี้ริ้วใส่มือซองช่อลแทนคำตอบ
…………………..
[1] ชะตากรรม คำในต้นฉบับคือคำว่า 사단 (ซาดัน) หมายถึงหัวใจที่สร้างธรรมชาติของมนุษย์ ได้แก่ ความมีเมตตา (อิน) ความละอาย (อึย) ความเสียสละ (เย) และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี (จี) ผู้เขียนน่าจะตั้งใจเขียนล้อให้ตรงกับบรรยากาศของวัด
[2] ทำกิมจัง คือ การหมักหรือทำกิมจิสำหรับฤดูหนาว
[3] ซ้ายสามสาม ขวาเจ็ดเจ็ด คาดว่าเป็นสูตรของผู้เขียนเองในการอธิบายว่า กยองฮาปาดซอสปรุงรสสำหรับทำกิมจิไปทางซ้ายสามครั้ง ทางขวาอีกเจ็ดครั้ง (โดยใช้คำว่า สามสาม เจ็ดเจ็ด เพื่อให้ฟังแล้วเป็นจังหวะจะโคน) ปกติแล้วการทำกิมจัง คนทำจะวางผักกาดลงในแนวนอน ยกกลีบใบขึ้นมาแล้วปาดทาซอสลงไปในปริมาณที่พอดีๆ ไล่ไปทีละใบๆ
[4] บิบิมบับวัด คือ ข้าวยำเกาหลีสไตล์วัดพุทธ
[5] แอสเตอร์ หรือ ชวีนามุล เป็นพืชที่ปลายใบเป็นรอยหยักคล้ายหัวใจหรือดาว มักขึ้นตามภูเขาหรือทุ่งนา
[6] ชื่อ ‘ราชาอาหารตามสั่ง 4’ ต้นฉบับออกเสียงว่า พุนชิกหวังซา (4 – ซา) ซึ่งคำว่า หวังซาก็แปลว่ากษัตริย์หรือราชา
[7] ซุนเด็งงี คำว่า Xเด็งงี เป็นเหมือนคำเสริมท้ายชื่อเวลาเรียกบุคคล (หรือสัตว์) ที่สนิทสนมหรือเอ็นดู