ฉากการโยนวัตถุดิบลงในภาชนะเริ่มแสดงให้เห็นความต่างของคู่แข่งขัน วัตถุดิบที่หน้ากากปลาหมึกแห้งโยนลงกระทะนั้นกระเด็นบ้างหกบ้าง ประหนึ่งกำลังเต้นระบำอยู่
‘พูดก็พูดเถอะ เห็นแล้วรู้สึกเสียวไส้พิลึก ไม่รู้อะไรจะไปร่วงตรงไหนบ้าง’
ส่วนการใส่วัตถุดิบของฝั่งราชาอาหารตามสั่ง กลับเหมือนหนังคนละม้วน ผักที่หลุดออกจากมือเขาทีละชิ้นสองชิ้นราวกับได้รับอิสระ โยนตัวเองลงไปดำน้ำเล่นอย่างเพลิดเพลินหนักหนา ทว่า มีบางอย่างจะเลี่ยงไม่กล่าวถึงคงไม่ได้
‘ต่อให้ท่าดีแค่ไหนก็คงทีเหลวเพราะเลือกทำราบกกี… นั่นคิดอยากชนะจริงๆ เรอะ ดีไม่ดีพี่แกจะกลายเป็นตัวช่วยฝั่งปลาหมึกแห้งไปอีก ก็ไม่รู้สินะ…’
การสร้างความบันเทิง บางครั้งต้องมีการพลีชีพกันบ้าง
เหมือนจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่หัวหน้าเชฟหมูกำลังคิดอยู่นั้นผิด ราชาอาหารตามสั่งดูจริงใจไม่ล้อเล่นแม้แต่น้อย
โจซองจูที่คอยสังเกตขั้นตอนการปรุงอาหารจึงโยนคำถามใส่
“คุณราชาอาหารตามสั่ง ไอ้ที่ถืออยู่ตอนนี้ไม่ใช่ซัลต็อก[1]แต่เป็นมิลต็อก[2] นี่ครับ จะไม่ใช้ซัลต็อกแบบราบกกีปกติเหรอ มีเหตุผลพิเศษอะไรที่เลือกใช้มิลต็อกไหมครับ”
“ซัลต็อกอาจจะดีที่มีความนุ่มหนึบ แต่มันดูดซับรสชาติเครื่องปรุงได้ไม่ดีเท่าไหร่ครับ”
ซัลต็อกกับมิลต็อกมีทั้งข้อเด่นและข้อด้อยให้เปรียบเทียบกันค่อนข้างชัดเจน… รู้ๆ กันไปเลยว่าใครชอบใครไม่ชอบแบบไหน เห็นได้จากการที่คณะกรรมการจับประเด็นขึ้นมาถกเถียงอภิปรายเรื่องต็อกกันอย่างดุเดือด
“ใช่เลย ต็อกบกกีของแท้ต้องใช้มิลต็อก” อียุนซอง กรรมการอีกท่านหนึ่งออกความเห็น
“มิลต็อกมันไม่เด้งดึ๋งเท่าซัลต็อกนะ ไม่รู้เหรอครับ” คิมกูรอค้าน
ความโชคดีของราชาอาหารตามสั่งคือ ในจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด ผู้ที่เป็น ‘มิลต็อกเลิฟเวอร์’ มีมากกว่า
“ยืนยันครับ ไม่มีต็อกชนิดไหนอร่อยเท่ามิลต็อกอีกแล้ว”
“ถูกต้อง รสชาติที่เรากินกันตั้งแต่สมัยเด็กไม่ใช่รสที่มาจากซัลต็อกหรอกนะ”
ท่ามกลางเสียงโต้วาทีของคณะกรรมการ ปลาหมึกแห้งและราชาอาหารตามสั่งก็ปรุงอาหารไปเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงขั้นตอนสุดท้าย โจซองจูปั้นหน้าขรึมสร้างบรรยากาศแบบพิธีการ สายตามองตรง
“ทุกท่านครับ ใกล้แล้วครับ ออยล์พาสต้ากระเทียมเห็ดปะทะราบกกี! คะแนนการชิมจะมาจากคณะกรรมการ ฝั่งผู้ชม และกลุ่มนักวิจารณ์อาหารครับ ผมชักตื่นเต้นแล้วนะเนี่ย มาลุ้นพร้อมๆ กันครับว่ารอบแรกนี้ ใคร จะเป็นผู้คว้าชัย…”
ไม่นานให้หลัง อาหารทั้งสองชนิดที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถูกแบ่งใส่จานใบเล็ก กระจายส่งไปให้ทางผู้ชม นักวิจารณ์ และสุดท้ายคือคณะกรรมการ
จีซังรยูล กรรมการอีกหนึ่งคนเปิดด้วยการเอาตะเกียบม้วนออยล์พาสต้ากระเทียมเห็ดขึ้นมาชิมก่อน
“ได้รสของกระเทียม รสเห็ด แล้วก็รสชาติเครื่องปรุงที่เข้าเนื้อจากเส้นพาสต้าด้วย ไม่เลวเลย”
เขาคือคนที่มักจะพูดอะไรตรงๆ ขวานผ่าซาก ฉะนั้นออยล์พาสต้ากระเทียมเห็ดก็คงไม่เลวจริงๆ ดังว่า
ตอนนั้น อีฮีช่อลที่กำลังชิมพาสต้าอยู่เหมือนกันก็เอ่ยชมบ้าง
“โว้ว อร่อยแฮะ ปรุงได้ดี”
ปกติ อีฮีช่อลชื่นชอบพาสต้าอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จึงมักเฟ้นหาร้านที่ทำพาสต้าได้อร่อย จากนั้นเดินทางดั้นด้นไปกินอยู่เสมอ ต่อให้ร้านอยู่ไกลแค่ไหน ก็ต้องไปกินให้ได้อย่างน้อยครั้งสองครั้ง
ปลาหมึกแห้งมั่นใจเต็มเปี่ยม เขาทำหน้าพออกพอใจอยู่ใต้หน้ากาก
‘ได้พี่เป็นคู่ต่อสู้ ไม่หมูหรอกนะน้อง’
แต่แล้ว จีซังรยูลที่ได้ลิ้มลองราบกกีจานต่อมาก็เบิ่งตาจนกลมกว้างกะทันหัน
“ราบกกีนี่ มันอร่อยขนาดนี้เลยเหรอ”
จะบอกว่า ความสนใจโดยรอบพุ่งตรงไปหาเขาทันทีก็คงไม่เกินไป ไม่ใช่ว่าจีซังรยูลผู้นี้หรอกหรือ ที่เป็นกรรมการปากหนัก มักประหยัดคำชม และไม่ชมใครง่ายๆ
อีฮีช่อลหันมาชิมราบกกีบ้าง เมื่อเขาเคี้ยวต้นหอมพร้อมกับมิลต็อก รสชาติอันเข้มข้นก็แตกกระจายไปทั่วปาก
ความรู้สึกแรกคือ สบายปากเหลือเกิน… โอเด้งที่แบนลีบอยู่แต่เดิม ได้คลุกเคล้าเข้ากับเครื่องปรุงรสจนอวบอ้วนฟูขึ้นเป็นชิ้นพอดีคำ ก่อตัวเป็นเนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบนุ่มหนับ ตัวเส้นรามยอนเองก็อร่อยจนแทบพูดไม่ออก จะบอกว่ามันเด้งสู้ฟันก็คงได้ ไข่ต้มที่ถูกแบ่งเป็นหลายเสี้ยวเพื่อให้ชิมกันได้ทั่วถึงยิ่งอร่อยกลมกล่อม
“ราบกกียังมีเหลือไหมครับ”
ให้มาน้อยขนาดนี้จะไปชิมแล้วรู้สึกถึงรสชาติได้อย่างไร ออกจะน่าเสียดายเกินไปแล้ว
คิมกูรอเองก็มีท่าทางไม่ต่างจากจีซังรยูล
“โอ้โห ราบกกีมีรสชาติแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย โอเด้งนี่ ตัวเบสน่าจะไม่ใช่เกลือแต่เป็นซอสถั่วเหลืองใช่หรือเปล่า… ถ้าไม่นับโคชูจังนะ… ถูกไหมครับ” มองเผินๆ ไม่รู้นิ้วหรือกำปั้นเขาที่ชี้ตรงไปทางราชาอาหารตามสั่ง
ราชาอาหารตามสั่งไม่ปฏิเสธ
“ถูกต้องครับ”
“เลือกได้ดีมาก ปกติโอเด้งมักจะใส่เกลือกัน แล้วก็ปล่อยให้แข็งตัวทั้งแบบนั้น แต่อันนี้ใส่ซอสถั่วเหลือง รสชาติก็เลยอร่อยแบบมีมิติมากขึ้น”
ยิ่งฟังกรรมการวิเคราะห์อาหาร สีหน้าปลาหมึกแห้งก็ยิ่งลุกลี้ลุกลน
‘บรรยากาศมันเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย’
แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่มองแล้ว นี่คงเป็นร้านอาหารตามสั่งหนึ่งเดียวจากทั่วประเทศ ที่อาจหาญปรุงให้ราบกกีอันเป็นอาหารแสนธรรมดายกระดับขึ้นมาเทียบอาหารชั้นสูงขึ้นชื่ออย่างพาสต้าได้ แถมยังสามารถมีแรงไปปะทะพาสต้าอีก
แล้วเขาล่ะ ใช่ว่าปรุงอาหารออกมาชุ่ยๆ เสียเมื่อไหร่ ตัวเขาไม่เคยแม้จะทำอย่างนั้นด้วยซ้ำ ความรู้ก็ไม่ได้มีแค่พื้นๆ… ทว่า ไม่ใช่แค่ฝั่งกรรมการที่มีผลตอบรับเช่นนี้ กระทั่งผู้ชมที่ได้ชิมราบกกียังอุทานออกมารัวๆ
“ฮื้อ… ไอ้นี่อร่อยจัง!” พูดไม่พูดเปล่า กระทืบเท้าตุกตักไปด้วยเหมือนอร่อยจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ตอนนี้ จีฮยอนก็ชักจะสงสัยขึ้นมาติดหมัดแล้วเหมือนกันว่า ทั้งสองจานรสชาติเป็นอย่างไร
“หนูอยากชิมด้วยคน”
คิมกูราหันไปทำทีเหมือนสอนจีฮยอนที่กำลังทำหน้าสุดแสนเสียดาย
“จีฮยอนจ๊ะ พอดีของมีน้อยอะนะ”
ระหว่างคณะกรรมการด้วยกันเองก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้ชิมอาหาร เนื่องด้วยจำนวนคนที่ชิมยังมีผู้ชมและนักวิจารณ์อาหารอีกทั้งกลุ่ม ยิ่งกว่านั้น ถ้ามัวให้กรรมการทุกคนชิมจนครบ การอัดรายการก็คงกินเวลานานกว่าเก่า แม้จะเป็นรายการที่อัดไว้ล่วงหน้าก่อนออกอากาศ แต่มีคณะกรรมการที่ให้คะแนนได้อยู่เพียงสี่ห้าคนก็เพียงพอแล้ว
ทางด้านนักวิจารณ์อาหารนั้นไม่ต้องพูดออกไมโครโฟน จึงมีเพียงการสนทนาซุบซิบกันภายในเท่านั้น ไม่รู้ว่าทุกคนเห็นด้วยในเรื่องเดียวกันหรืออย่างไร พยักหน้ากันหงึกหงัก แถมยังถามกันไปตอบกันมาไม่หยุด
โปรดิวเซอร์ซอซุนยองที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ตั้งใจปล่อยห้วงเวลาตรงหน้าให้เป็นหน้าที่ผู้ชมหน้าเวทีและผู้ชมทางบ้าน… ส่วนตัวเธอ ตอนนี้ก็ยังตื่นเต้นไม่หาย
‘ถ้ามองจากฝั่งเรา ราชาอาหารตามสั่งสู้ได้เยี่ยมเลย จุดที่ใช้อาหารซึ่งเข้าถึงง่ายมาสู้กับอาหารที่ลักษณะตรงกันข้ามจนมีแววชนะนี่ทำให้รายการสนุกขึ้นมาก ผลประเมินออกมาดีก็จริง แต่ผลลัพธ์นี่สิสำคัญกว่า’
เพราะมีเหมือนกันที่ผลประเมินดี แต่ผลคะแนนออกมาชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า
ซอซุนยองหวังลึกๆ ในใจว่าครั้งนี้คดีจะไม่พลิกเช่นนั้น
หลังสิ้นสุดการชิม คณะกรรมการ นักวิจารณ์อาหาร และผู้ชมก็ลงคะแนน โดยมีโจซองจูเป็นผู้นับและแจ้งผล
“โว้ว… ผลออกมาแบบนี้… นี่มันเหลือเชื่อจริงๆ”
เสียงกระซิบกระซาบดังไปมารอบห้องส่ง ฝั่งผู้ชมนั้นแน่นอนอยู่แล้วว่าสงสัย แต่นี่คณะกรรมการเองก็ถึงขนาดเริ่มนั่งไม่ติดที่
“ผลมันเป็นยังไง ไหนว่ามาสิ อย่ามาทำให้อยากแล้วจากไปนะ”
โจซองจูที่เป็นผู้ดำเนินรายการมาหลายปีคือคนหนึ่งที่รู้ดีว่า ช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่ต้องดึงเชง ยื้อเวลาเพื่อส่งให้ความตื่นเต้นจากการลุ้นโลดสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาโหมบรรยากาศให้ระอุ จากนั้นค่อยเฉลย
“13 ต่อ 2 คะแนน… ผู้ที่ได้ไปสิบสามคะแนน คือ ราชาอาหารตามสั่งครับ!”
“โอ้ว!” ทั้งเสียงอุทาน เสียงถอนหายใจ เสียงปรบมือ และเสียงโห่ร้องดังกระหึ่มทั้งสตูดิโอ
พอบรรยากาศเริ่มสงบ โจซองจูก็ทำหน้าที่ของตนต่อ
“คุณราชาอาหารตามสั่งครับ ขอแสดงความยินดีด้วย ตั้งแต่เรามีรายการมา นี่เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ได้ผลลัพธ์แบบนี้ ปกติจะสูสีกันอย่าง 8 ต่อ 7 หรือไม่ก็ 9 ต่อ 6 หรือต่อให้แต้มทิ้งห่างก็จะอยู่ที่ 10 ต่อ 5 เป็นอย่างมาก ต้องขออภัยคุณปลาหมึกแห้งด้วย แต่มติถือเป็นเอกฉันท์แล้วครับ”
หน้ากากปลาหมึกแห้งก้มหน้าเหมือนละอาย nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
“ฮือๆ โดนอาหารอย่างราบกกีดันตกเวทีหรือเนี่ยเรา!”
ทั้งผู้ชมและคณะกรรมการ รวมทั้งนักวิจารณ์อาหารต่างก็ปรบมือ หัวเราะกันดังลั่นอย่างชอบอกชอบใจ
ตอนที่ซอซุนยองผู้จ้องเวทีตลอดเวลาด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ ผ่อนลมหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก รายการก็ยังดำเนินต่อไป
“เอาล่ะครับ ตอนนี้คุณราชาอาหารตามสั่งสามารถลงจากเวทีไปพักก่อนได้”
ขณะที่ราชาอาหารตามสั่งปลีกตัวหลบออกมาด้านหลังเวทีและกำลังยืนให้สัมภาษณ์สั้นๆ อยู่นั้น ปลาหมึกแห้งที่ยังอยู่ต่อก็ถึงเวลาถอดหน้ากาก ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้โดยพลัน
“นั่นจางกวังเทไม่ใช่เหรอ ดาราตลกนี่นา”
“เดี๋ยวนะ กวังเทคนนี้ เปิดร้านอาหารอิตาเลียนอยู่ย่านอีเทวอนนิ”
“รู้สึกอย่างไรครับ” โจซองจูถามจางกวางเทที่ปลดหน้ากากปลาหมึกออก
“คนชอบพาสต้ากันเยอะ ผมเดาว่าผลตอบรับต้องดีแน่ถึงได้เลือกมาทำ สุดท้ายถูกเหยียดซะนี่”
“ทำไมคิดว่าเป็นการถูกเหยียดล่ะครับ หรือเพราะอาหารที่คุณราชาอาหารตามสั่งเลือกมาแข่งคือราบกกี? ถ้าไม่ยินยอมพร้อมใจ จะลองชิมดูหน่อยไหมครับเหลืออยู่นี่นิดหนึ่ง?”
จางกวางเทไม่ปฏิเสธ
“คอยดู ลองแล้วผมจะบอกว่ามันไม่อร่อย”
จากนั้นคนที่คีบเส้นราบกกีส่งเข้าปากแบบจำใจ ก็ลืมเสียสิ้นว่าเมื่อครู่ลั่นปากอย่างไรไว้ แม้จะพยายามดึงหน้าให้นิ่งเท่าไหร่ มุมปากกลับกระตุกด้วยความซื่อตรงต่อรสชาติ
เขากลับใจ ตกลงสงบศึกในทันที
“อืม ก็… อร่อยอยู่นะ ผมยอมรับแล้วกัน”
พอมีเสียงหัวเราะแบบอดไม่อยู่หลุดมาให้ได้ยิน จางกวังเทก็ตะโกนเสียงดัง
“กับชาวต่างชาติน่ะไม่ใช่แบบนี้เลย เขาไม่ชอบหรอกพวกราบกกีอะ! แล้วตอนนี้ก็ยังไม่รู้ไม่ใช่หรือครับว่าราชาอาหารตามสั่งคือใคร ไม่มีทางตามไปถึงร้านได้ ฉะนั้น ทุกคนครับ มาเยี่ยมกวังเทพาสต้าที่อีเทวอนกันเยอะๆ นะครับ”
จบฉากด้วยการประสานมือตรงสะดือ โค้งคำนับต่ำอย่างสุภาพที่สุด
หน้ากากปลาหมึกแห้งลงจากเวทีไปแล้ว แต่รายการยังต้องดำเนินต่อไป วันนี้จำเป็นต้องอัดรายการที่จะออกอากาศให้ครบถ้วนสำหรับสองสัปดาห์ ผู้เข้าแข่งขันมีทั้งหมดสี่คน และผู้ที่รอดชีวิตจนเข้ารอบมามีสองคน คนล่าสุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือราชาอาหารตามสั่งนั่นเอง
ผลคะแนนออกมาแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอย่างสิ้นเชิง
ราชาอาหารตามสั่งรอดเข้ามาได้จนถึงรอบชิงชนะเลิศ… หัวหน้าเชฟหมูผู้รั้งตำแหน่งคิงออฟแมสก์เชฟคนปัจจุบัน บัดนี้ไม่อาจกดความตึงเครียดเอาไว้ได้อีก
‘แข่งรอบสองก็ยังจะได้คะแนน 12 ต่อ 3 รึนี่… ผลโหวตทิ้งห่างเป็นบ้า ต่อให้เป็นเรา คู่ต่อสู้นี้ก็ชักจะวางใจไม่ได้แล้ว… ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้’
โจซองจูกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ทุกคนครับ! และแล้วเราก็มาถึงช่วงเวลาที่รอคอย! หัวหน้าเชฟหมูจะรักษาบัลลังก์คิงออฟแมสก์เชฟเอาไว้ได้หรือไม่ หรือเราจะได้คิงออฟแมสก์เชฟคนใหม่ ทั้งคู่จะต้องแข่งขันกัน แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ชนะ มาลุ้นกันเลยครับ!”
โจซองจูสังเกตเห็นว่าหัวหน้าเชฟหมูให้ความสนใจราชาอาหารตามสั่งที่ก้าวมายืนข้างๆ กัน จึงเดินเข้าไปแหย่เล่น
“คุณหัวหน้าเชฟหมูแอบเหลือบไปทางราชาอาหารตามสั่งตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ มีอะไรหรือเปล่าครับ กังวลว่าจะเอาชนะไม่ได้ใช่ไหมเอ่ย”
“ไม่ คือ… ผมไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต่างหากล่ะครับ นึกว่าจะเป็นท่านอื่นที่ผ่านเข้ามารอบชิง”
“แปลว่า ยังคงไม่ยอมรับความสามารถของราชาอาหารตามสั่ง อย่างนั้นหรือครับ”
หัวหน้าเชฟหมูตกใจ รีบโบกไม้โบกมือพัลวัน
“มะ ไม่ใช่ครับ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“ผิดคาดไปนิด อะไรทำนองนี้หรือครับ?”
หัวหน้าเชฟหมูพยักหน้าอย่างลำบากใจ
โจซองจูหันไปให้ความสนใจราชาอาหารตามสั่ง
“ผมขอถามคุณราชาอาหารตามสั่งบ้างแล้วกัน เคยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าบ้างหรือเปล่าครับว่าจะมาถึงขั้นนี้”
“ไม่เลยครับ”
“แล้วการแข่งรอบนี้คิดว่าไหวไหมครับ ตอบตามตรง…”
“ต้องลองดูครับ”
“โอ้โหถ่อมตัวสุดๆ … ทั้งที่เข้ามายืนตรงนี้ได้ด้วยคะแนนสูงลิ่ว ยังจะตอบว่าต้องลองดูถึงจะรู้กัน… รู้ไหมครับ ปกติคนที่มาถึงระดับนี้เขาตอบกันเสียงดังสนั่นมั่นใจกันทั้งนั้น”
ราชาอาหารตามสั่งทำได้เพียงแสดงความจริงใจออกมา เพราะเขามีข้อมูลเกี่ยวกับหัวหน้าเชฟหมูไม่มาก
อัดรายการรอบที่แล้วเคยเห็นหน้ามาบ้าง… นั่นคือทั้งหมดที่เขารู้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ทันคิดแม้แต่น้อยว่าจะต้องมาเป็นคู่ต่อสู้กัน
“เอาล่ะครับ อาหารที่จะนำมาแข่งรอบนี้มีอะไรบ้าง เชิญคุณหัวหน้าเชฟหมูก่อนเลย”
“ผมจะทำต้มยำกุ้งครับ”
“ต้มยำกุ้ง? ที่เป็นหนึ่งในสามซุปดังระดับโลกน่ะหรือครับ?”
“ครับ… เป็นอาหารไทย แต่ที่ผมจะทำ รับรองได้เลยว่าถูกปากคนเกาหลีแน่นอน”
ตามที่โจซองจูพูด นอกจากต้มยำกุ้ง ยังมีบุยยาเบส[3]และหูฉลามด้วยที่จัดเป็นซุปดังระดับโลกสามชนิด
ต้มยำกุ้งซึ่งเป็นอาหารไทยชนิดหนึ่งนี้ มีทั้งรสเผ็ด หวาน และเปรี้ยวรวมกันอยู่อย่างกลมกล่อม เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก
“ผมนี่ตั้งตารอคอยเลยครับ แล้วราชาอาหารตามสั่งล่ะครับ เตรียมอะไรมา”
ราชาอาหารตามสั่งหยิบกระจกขึ้นมาส่องเมนู จิ้มนิ้วลงไปที่จุดจุดหนึ่งเหมือนเคย
“แกงเต้าหู้นุ่มหรือครับ”
ราชาอาหารตามสั่งทำเพียงพยักหน้าตอบรับ
โจซองจูพูดต่อโดยอาศัยไหวพริบส่วนตัว
“เมนูคือแกงเต้าหู้นุ่มครับท่านผู้ชม ครั้งนี้มาร่วมลุ้นกันอีกนะครับ! กรรมการตัดสินทุกท่านต่างก็บอกว่า อาหารแต่ละอย่างที่ราชาอาหารตามสั่งทำอร่อยมากทีเดียว”
นั่นทำให้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศดำเนินไปอย่างร้อนแรงกว่าเก่า
…………………..
[1] ซัลต็อก คือชนิดต็อกที่ทำจากแป้งข้าว
[2] มิลต็อก คือชนิดต็อกที่ทำจากแป้งสาลี
[3] บุยยาเบส (bouillabaisse) คือ ซุปปลาสไตล์ฝรั่งเศสที่ใส่กุ้ง หอย มะเขือเทศ ฯลฯ