“รู้ได้ไงว่านาฬิกาคุณนายราคาห้าสิบล้าน”
“โถ่ จำไม่ได้หรือไง ตอนอยู่ที่ห้าง ฉันทำงานในร้านเครื่องสำอางตรงชั้นหนึ่งนะ”
“แล้ว?”
“ยังจะมาแล้วเลิ้วอะไรอีก ก็ข้างๆ ร้านที่ฉันอยู่เป็นร้านแบรนด์เนมไง เพราะฉะนั้นนาฬิกาแพงระดับนั้นไม่มีทางที่ฉันจะดูไม่ออก พวกคุณนายเศรษฐีใหม่มักจะใส่ของแพงๆ ถ้าไม่สะดุดตาจะไม่สบายใจ” แม่ของจองอูอธิบาย
“อ่าฮะ” แม่ของฮียอนเพิ่งเข้าใจ จึงพยักหน้าหงึกๆ แต่เหมือนจะยังไม่หมดความสงสัย
“แต่มันไม่ตลกไปหน่อยเหรอ ถ้าเป็นคุณนายบ้านรวยขนาดนั้น ทำไมต้องอุตส่าห์ถ่อมาซื้อเครื่องเคียงในร้านเล็กๆ แบบนี้ล่ะ” แม่ของฮียอนเปรยราวกำลังพูดกับตัวเอง
“นั่นก็แปลว่าเครื่องเคียงของเถ้าแก่เราอร่อยมาก เลยต้องถ่อมาเองไงเล่า”
“ก็จริงนะ อร่อยขนาดนี้ใครไม่ติดใจก็บ้าแล้ว”
“เอ๊ะ เธอนี่! บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ากิน!”
***
แม้จะเลยช่วงมื้อเที่ยงไปแล้ว แต่ฮันอุลสาขารองยังคงไร้โต๊ะว่าง มีกระทั่งลูกค้าที่กำลังต่อแถวรอ ออเดอร์หลั่งไหลเข้ามาที่ครัวอย่างต่อเนื่อง กยองฮาจัดการเสร็จไปทีละอย่างสองอย่าง
เขายกมือขึ้นเกาหู
‘ใครแอบนินทาเรารึเปล่าหว่า ทำไมจั๊กจี้หูขนาดนี้’
จังหวะนั้นเอง อันอิลเทก็โผล่เข้ามา เขารับการทักทายจากซุนกุกและซองช่อล จากนั้นตรงดิ่งเข้ามาหากยองฮาเป็นคนแรก
“ยุ่งมากไหม”
“พอไหวอยู่ครับ ตอนนี้เริ่มว่างแล้ว… ว่าแต่ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับถึงแวะมาในเวลาแบบนี้”
การที่เถ้าแก่ไปๆ มาๆ ระหว่างสาขาหลักและสาขารองเป็นเรื่องปกติ แต่การมาในเวลาที่ร้านเปิดและยังมีลูกค้าเช่นนี้กลับเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง
“อยากเจอเธอสักหน่อยก็เลยมาน่ะสิ สาขาหลักตอนนี้เหมาะเจาะพอดีที่ฉันจะได้หายใจหายคอสักหน่อย เอ้อ ขอบใจนะที่เอาเครื่องเคียงไปส่งให้ถึงโน่น กระแสตอบรับลูกค้าดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย”
“ไม่หรอกครับ ก่อนหน้านี้เป็นเพราะผมไม่ทันได้ช่วยสาขาหลักต่างหาก”
กยองฮาเริ่มทำหน้าที่ส่งเครื่องเคียงให้สาขาหลักด้วยก็ตอนที่เขาเปิดร้านเครื่องเคียงแล้ว
สำหรับกยองฮา ร้านเครื่องเคียงของเขาเปิดขึ้นมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากเถ้าแก่อันอิลเท เขาจึงเคร่งครัดกับตัวเองว่าจะต้องไม่ลืมตอบแทนพระคุณอย่างเด็ดขาด
“ลำบากอะไรตรงไหนไหม อย่างเช่น ทำเครื่องเคียงเยอะแล้วมันเหนื่อยมากขึ้น หรืออะไรอย่างนี้น่ะ เหมือนฉันกำลังโยนภาระให้เธอรับอยู่ฝ่ายเดียว เลยทั้งห่วงทั้งกังวล มองอีกทีก็เหมือนฉันใช้งานเธอเยอะไปหน่อยยังไงก็ไม่รู้นะ…”
“ตามที่เคยเรียนให้ทราบไปแล้วครับ ผมทำเครื่องเคียงมากขึ้นอีกนิดก็ไม่ได้ทำให้ลำบากอะไรเลยครับ”
“ถ้างั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย เอ้อ ฉันได้บัตรกำนัลมาจากเพื่อนแต่ไม่รู้จะเอาไปใช้ยังไง เธอเอาไปใช้แทนหน่อยก็แล้วกันนะ อยากได้อะไรก็ซื้อซะ”
“ยังจะเอาอะไรมาให้ผมอีกครับเนี่ยครับ ไม่เป็นไรเลยครับ ให้คนอื่นเถอะ…”
อันอิลเทน่าจะซื้อหวยไว้แล้วว่ากยองฮาต้องปฏิเสธแน่นอน เขาถึงได้รีบเผ่นออกจากร้านทันทีเหมือนกำลังหนีอะไรอยู่
***
“พี่ ร้านนาดึลรีปิดตายไปแล้วนะ รู้ยัง?”
เรื่องราวของเถ้าแก่ชินผู้กระหายอยากเอาชนะซึ่งมาเปิดร้านตามสั่งใกล้ๆ ร้านฮันอุลนั้นน่าสงสารมาก นอกจากร้านจะเจ๊งจนต้องออกจากพื้นที่ไปแล้ว เขายังไม่ได้รับเบี้ยประกันคืนเลยแม้แต่วอนเดียว
เจด็อกผู้มีชีวิตอย่างแสนสบายจึงได้สบายต่อไปในสภาพคนว่างงาน
ตอนปิดร้าน เถ้าแก่ชินพูดกับเจด็อกว่า ‘เพราะเป็นฉันหรอกนะถึงได้จ้างแก คนอย่างแกมันไม่มีที่ไหนเขาอยากเอาไปใช้งานหรอก’
พี่น้องฝาแฝดก็มิอาจล่วงรู้ได้ว่าเรื่องราวเบื้องหลังเป็นอย่างไร
“รู้” แฝดพี่ตอบเสียงต่ำสั้นๆ
ร้านซังดุงงีสาขาสี่กำลังเจอสภาวะบางอย่างตามคาด ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
ในหนึ่งเดือน หนึ่งสัปดาห์ หรือกระทั่งช่วงหนึ่งวันสั้นๆ ยังเห็นชัดเลยว่า ยอดขายมีแนวโน้มจะตกลงเรื่อยๆ แม้สภาพจะดีกว่าร้านนาดึลรีอยู่บ้างก็ตาม
ข้อเสียของการมีชื่อเสียงเป็นอะไรที่ไม่สามารถเมินเฉยได้ เพราะจิตวิทยามวลชนมีผลอย่างมาก ต่อให้อาหารมีรสชาติอร่อยใกล้เคียงกัน คนก็มักจะเลือกไปร้านที่ดังกว่า จะบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ยาหลอกก็ไม่ผิด เหมือนยาชนิดหนึ่งที่มีผลทางใจแต่ไร้ฤทธิ์รักษาโรค เพียงได้ยินว่าเป็นร้านอร่อย ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ถูกล้างสมองโดยง่าย
แฝดพี่เก็บงำความคิดซับซ้อนเช่นนั้นไว้คนเดียวมานานแล้ว ส่วนแฝดน้องนั้นตรงกันข้าม ด้วยความคับแค้นใจ เขาคิดกระทั่งจะคืนทุนให้ได้ด้วยการหากินแถวๆ นี้
“พี่ เอาแบบนี้ไหม เราเปิดร้านขายเครื่องเคียงกัน เครื่องเคียงเราอร่อยไม่ใช่เหรอ ดีไม่ดีที่ขาดทุนอาจจะกู้คืนได้แถมเหลือเงินด้วยนะ”
“จะบ้าหรือไง ไอ้หมอนั่นมันเริ่มไปก่อนแล้ว หัดแหกตาดูซะบ้าง”
“หมอนั่นเริ่มอะไรไปแล้ว ร้านเครื่องเคียงน่ะนะ?”
คำว่า ‘หมอนั่น’คือสรรพนามที่ทั้งคู่ใช้เรียกกยองฮา
แฝดพี่มองหน้าแฝดน้องที่เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างด้วยสายตาสังเวช
“ไอ้ร้านข้างๆ ฮันอุลสาขาหลักน่ะของมันเลย รสชาติก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถเรายังดีเหมือนเดิมก็จริง แต่หมอนั่นมีแต่จะพัฒนาขึ้น ที่ร้ายกว่าคือมันทำกระทั่งเครื่องเคียงที่เราไม่ทำ”
ภาษิตว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
แฝดพี่พยายามแล้วพยายามอีกที่จะศึกษากยองฮาให้ลึกซึ้งมากขึ้น แต่ยิ่งนานวันสิ่งที่เขาได้กลับมามีเพียงความรู้สึกพ่ายแพ้ที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกทีๆ
เขายกเป้ขึ้นมาสะพายกะทันหันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ดูแลตัวเองด้วยล่ะ”
“พี่จะไปไหน” แฝดน้องตาโต
“มีที่ที่ต้องไปสักหน่อย คงไม่ได้กลับมาพักใหญ่ๆ เรื่องร้านแกก็ดูแลให้ดีๆ แล้วกัน ไม่ต้องตามหาพี่”
เห็นเป้ที่ตุงจนอ้วนกับชุดสบายๆ ของแฝดพี่แล้ว คิดว่าคงต้องไปไหนสักที่ที่ห่างไกลแน่นอน เขามองภาพแผ่นหลังพี่ชายที่เล็กลงเรื่อยๆ พูดเสียงต่ำกับตัวเอง
“หรือว่าพี่ไปแบ็คแพค แบกเป้เที่ยวคนเดียว?”
แฝดพี่ออกจากร้านมา เดินหน้าต่อไปอย่างไรจุดหมาย จมลงสู่ความคิดตัวเอง
‘โลกนี้กว้างใหญ่จะตายไป อาจจะเจอสุดยอดเชฟที่ไหนสักแห่งที่เก่งกว่าหมอนั่นก็ได้ ทิ้งอีโก้ลงบ้างเถอะเรา’
เขาไม่อยู่ อาจทำให้ร้านขาดคนจนปั่นป่วน
แต่ฝาแฝดยังนับว่าโชคดี เนื่องจากก่อนหน้าที่จะเปิดสาขาสี่ สาขาหนึ่ง สอง และสามของพวกเขายังไปได้สวยตามปกติ กิจการเดินหน้าเป็นระบบระเบียบเรียบร้อย ถ้าตัดเรื่องที่สาขาสี่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษทิ้งไป ก็ถือว่าลดเรื่องน่ากังวล เช่น ยอดขายตก ลงไปได้หนึ่งเรื่อง สถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนนอกจากการพัฒนาฝีมือด้านอาหารให้ดีกว่าเดิมแล้ว พวกเขาไม่ได้มีประเด็นอะไรเลยที่ต้องแก้ไขด่วน
สุดท้าย แฝดพี่ก็มาถึงทางตัน เขากำลังจะต้องก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเอง และนั่นคือเป้าหมายสูงสุดที่เขาวางไว้
***
ทั่วทุกที่ภายในบ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบโบราณ ไม่เว้นแม้แต่บนโต๊ะอาหาร…
เจ้าของบ้านที่ดูสง่าภูมิฐานจับตะเกียบอย่างประณีตบรรจง ถูกต้องตามมารยาททุกประการ
‘หมู่นี้ศรีภรรยาเราทำอาหารเก่งขึ้นหรือไงนะ เครื่องเคียงจานนี้ก็รสดีใช่ย่อย’
สมาชิกครอบครัวแต่ละคนนั้น ขนาดจังหวะขยับช้อนตะเกียบยังไม่มีเสียงดังลอดออกมาสักนิด
โต๊ะอาหารชักจะเงียบเกินไปจนเกือบจะวังเวง สตรีวัยกลางคนจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบด้วยการชี้ไปที่ยำถั่วงอก
“ลองชิมนี่ดูหน่อยสิคะ”
บุรุษวัยกลางคนที่ผมเริ่มแซมด้วยสีดอกเลาหยุดมองภรรยานิ่ง นั่นเพราะยำถั่วงอกเป็นเครื่องเคียงที่เขาไม่ค่อยชอบ
มันก็จริงที่อายุขนาดเขาจำเป็นต้องกินอาหารให้หลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน ฉะนั้น บางครั้งไม่อยากกินก็ต้องกิน อีกอย่าง เมื่อนึกถึงใจภรรยาที่อุตส่าห์ทำมาให้แล้ว… สุดท้ายเขาก็ขยับตะเกียบ คีบถั่วงอกขึ้นมาสามเส้น ส่งเข้าปาก
กรุบ
เวลาผ่านไป ลมหายใจแผ่วลงแล้วแต่เนื้อสัมผัสกรุบกรอบของถั่วงอกไม่ได้แผ่วตามไปด้วยเลย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้เป็นเพราะเคลือบด้วยน้ำมันงาหรืออย่างไร ทำให้ถั่วงอกดูมันวาวแต่สะอาดสะอ้าน เคี้ยวแล้วได้กลิ่นหอมของเครื่องปรุงหลากหลายกระจายไปทั่ว เท่านั้นไม่พอ ความหอมยังสะท้อนกลับไปกลับมาในปากอีก
ที่น่าทึ่งที่สุดคือ รสชาติแสนอร่อยติดปลายลิ้น
คนเป็นภรรยาเห็นดังนั้นก็รู้สึกเสียดายที่ซื้อมาน้อยไปหน่อย
‘แหม… รู้งี้น่าจะคีบมาเยอะกว่านี้’