หลายวันต่อมา
ขณะที่กยองฮากำลังเดินทางไปทำงานยามเช้า เสียงข้อความเข้าก็ดังขึ้น เขาหยิบมือถือออกมากดอ่าน
‘โอ้ว!’
นี่เป็นการรับเงินเดือนครั้งแรกหลังจากที่ร่วมกิจการกับอันอิลเท เงินเดือนก้อนใหญ่เกินคาด
‘ให้มาเยอะกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย’
ไม่ต้องพูดถึงเงินขั้นพื้นฐานที่มีรับประกันแต่แรกว่าต้องได้แน่ๆ แค่กำไรสุทธิ 30% ก้อนเดียวก็ทะลุเกินหกล้านห้าแสนวอนแล้ว จำนวนเงินขนาดนี้กยองฮาคิดไม่ถึงจริงๆ เขาดีใจจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
‘แล้วก้อนนี้เราจะจัดการยังไงดี?’ ความคิดหนึ่งแทรกขึ้นมา
กยองฮากำลังคำนวณเงินที่เพิ่งได้รับและเงินเดือนงวดต่อๆ ไป มองแล้วไม่ว่าอย่างไร การจัดการเงินและวิธีการใช้เงินก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเอาไปเข้าบัญชีออมทรัพย์ไว้เฉยๆ ก็คงเปล่าประโยชน์ หรือจะให้มือเติบใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายก็น่าเสียดายเกินไป เขาอุตส่าห์ตั้งใจทำงานมาขนาดนี้
หลังจากคิดอย่างรอบคอบ กยองฮาก็ได้ข้อสรุปว่า ค่อยๆ ทำไปทีละอย่างดีที่สุด
‘เอาน่ะ… ได้วันหยุดเมื่อไหร่ ไปหาแม่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน’
แม้จะมีอะไรในหัวเยอะแยะไปหมดแต่นี่คือสิ่งแรกที่กยองฮาอยากทำ แม่กังวลเรื่องการหางานในบริษัทของเขามาตลอด แต่ถ้าเป็นเขาในตอนนี้ แม่จะต้องยินดีแน่ กยองฮาเชื่ออย่างนั้น
กยองฮาเริ่มต้นเช้าวันทำงานด้วยหัวใจเบิกบาน ไม่นานก็ถึงร้านฮันอุลสาขาหลัก กยองฮาตั้งใจจะแวะที่นี่ก่อนไปสาขารอง
ปกติเขาจะบรีฟงานสั้นๆ เพื่อวางแผนล่วงหน้ากับพนักงานทุกคน แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับเงินเดือนตั้งแต่ร่วมกิจการกันมา จึงรู้สึกอยากกล่าวขอบคุณอันอิลเทสักหน่อย
กยองฮาเปิดประตูร้านเดินเข้าไป ภาพที่อันอิลเทนั่งอยู่ที่โต๊ะกับชินยองฮีดูไม่ค่อยปกติเท่าใดนัก
“มีเรื่องอะไรเหรอครับ” กยองฮาเลียบๆ เคียงๆ ถาม
ทั้งคู่ได้ยินเสียงกยองฮา จึงหันหน้ามาพร้อมกัน อันอิลเทมองกยองฮา แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง
“คุณกยองฮา มีข่าวร้ายจะบอกค่ะ” ชินยองฮีเป็นฝ่ายตอบ
“ข่าวร้าย? เกิดอะไรขึ้นครับ”
อันอิลเทถอนหายใจก่อนจะยอมเปิดปากเล่าอย่างอึดอัด
“กยองฮา… ฉันได้ยินว่าไม่ใกล้ไม่ไกลจากสาขารองของเรามีร้านอาหารตามสั่งมาเปิดใหม่ ยังเปิดได้ไม่ถึงสิบวัน แต่ลูกค้าแห่ไปร้านนั้นกันหมด”
“เหรอครับ?”
“ฉันไม่รู้จะเอายังไงดี มืดแปดด้านจริงๆ… เธอลองไปดูแล้วกลับมาบอกฉันหน่อยได้ไหม”
“ครับ ได้ครับผม” กยองฮาพยักหน้าอย่างเต็มใจ กำลังจะลุกขึ้นยืน ชินยองฮีก็พูดเสริม
“เท่าที่ฟังมา เหมือนทางนั้นจะปล่อยอีเวนท์ลดราคาตลอดเดือนเลยค่ะ อาหารทุกเมนูถูกกว่าเราตั้งพันวอน แถมยังติดป้าย แจกใบปลิว ปล่อยโฆษณาอีกหลายทางด้วย คุณจองซุนบอกว่า เขาติดกระทั่งโฆษณาข้างรถเมล์เลยล่ะค่ะ”
“รับทราบครับ ผมขอไปดูก่อนแล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังนะครับ”
“ค่ะ”
กยองฮาที่ออกมายืนอยู่หน้าร้าน เขาจมดิ่งลงสู่ความคิดของตัวเอง
‘แต่เราคือคนที่มองเห็นเลเวลอาหารได้นี่…’
กยองฮารู้ว่า ถ้าอาหารของฝาแฝดเลเวลต่ำกว่าตน เท่ากับไม่มีอะไรให้ต้องกลัวมากมายนัก เพราะเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ลูกค้าจะหวนกลับมาที่ร้านเขาอีกครั้ง
แต่ถ้าเป็นเลเวล 3 ขึ้นมา แบบนั้นคงคดีพลิก
ถ้ารสชาติอร่อยระดับเดียวกันแต่อีกฝ่ายขายในราคาย่อมเยากว่า ตามหลักจิตวิทยาแล้วคนจะต้องไปที่ที่รู้สึกว่าตัวเองได้รับการลดแลกแจกแถมแน่นอนอยู่แล้ว และปัญหาใหญ่ที่น่าสะพรึงกว่านั้นคือ อีกฝ่ายเลเวล 4 ในขณะที่ตอนนี้กยองฮายังเลเวล 3
จะบอกว่าอุปสรรคขวากหนามของกยองฮาตอนนี้คือการไต่ระดับขึ้นเลเวล 4 ก็ไม่ผิดนัก เพราะถ้าอีกฝ่ายเลเวล 4 ต่อให้กยองฮาเลื่อนระดับเป็นเลเวล 4 เลเวลก็ยังเท่ากันอยู่ แล้วผลลัพธ์ก็คงเหมือนเดิม ฉะนั้นเขาได้แต่หวังให้อาหารของคู่แฝดอยู่แค่เลเวล 2 อย่างช่วยไม่ได้
กยองฮามุ่งหน้าสู่ร้านอาหารของคู่แฝดทันที
***
ณ ร้านซางดุงงีของฝาแฝด สาขาสี่
“ขอบพระคุณคร้าบ แล้วมาใหม่นะครับ”
แฝดน้องยืนข้างโต๊ะแคชเชียร์กล่าวลาเสียงหวานเป็นมิตรสุดๆ มองส่งลูกค้าสาวสองคน คำพูดของลูกค้าสาวที่ออกไปนอกร้านแล้วหันมาพูดกับเพื่อนลอยมาเข้าหูเขา
“รสชาติพอๆ กับร้านประจำเราเลย แต่ที่นี่ถูกกว่า คราวหน้ามาที่นี่แทนดีกว่าเนอะ”
“แหงอยู่แล้ว เขาบอกว่าเดือนหน้ามีอีเวนท์ด้วยล่ะ”
บทสนทนาของสาวๆ พาให้แฝดน้องยิ้มอย่างชื่นใจ
“ข่าวลือเริ่มกระจายกว้างขึ้นแล้วสินะ”
แฝดพี่เดินมาได้ยินพอดี เขายิ้มยิงฟันตอบรับที่น้องพูด
“เออ อีกไม่นานต้องสะเทือนถึงหูฮันอุลสาขาหลักแน่นอน!”
ระหว่างที่คู่แฝดโต้ตอบกันอยู่นั้น ด้านนอกร้านก็มีชายคนหนึ่งใช้สายตาคมกริบยืนจ้องเข้ามา ประหนึ่งกำลังเพ่งให้กระจกร้านทะลุเป็นรูเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ชายคนนั้นคือ กยองฮา
‘หือ? นั่นมันลูกค้าที่เคยมาร้านเราไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ’
ใช้เวลาครู่เดียว กยองฮาก็เหมือนจะเริ่มเข้าใจได้คร่าวๆ แล้วว่าสถานการณ์ทั้งหมดเป็นอย่างไร
‘คราวนั้นมาลงพื้นที่เก็บข้อมูลล่ะสินะ’
แม้จะรู้เหตุผล เขาก็ไม่ได้คิดกล่าวโทษคนทั้งคู่
ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด ใครก็ตามที่จะทำธุรกิจ การลงภาคสนามเก็บข้อมูลถือเป็นเรื่องจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว แต่การเอาเงินทุนมาใช้เป็นอาวุธตีรันฟันแทงด้วยเกมราคาเช่นนี้ ออกจะเป็นการข่มเหงหัวใจผู้ร่วมธุรกิจประเภทเดียวกันมากไปนิด
กยองฮารู้สึกโกรธ
แต่เวลานี้แทนที่จะโหมกระพือไฟพิโรธให้ตัวเองเพิ่ม เขาควรหันมาคิดแผนตั้งรับมากกว่า และแผนตั้งรับที่ว่าก็คือ ไปสืบสูตรอาหาร คิดได้ดังนั้นกยองฮาก็ก้าวเข้าร้านซางดุงงีทันที ครั้นเข้าไปยืนในร้าน แฝดน้องก็แย้มยิ้มดั่งตะวันฉายแสง
“ยินดีต้อนรับครับ กี่ท่านครับ”
“คนเดียวครับ” กยองฮาตอบเนือยๆ
“เชิญนั่งตามสะดวกเลยครับ”
กยองฮาเลือกโต๊ะข้างๆ แคชเชียร์ เดินไปนั่งเงียบๆ แฝดน้องตามมาติดๆ เปิดเมนูให้ดู แล้วเริ่มการสาธยาย
“เคยมาร้านซางดุงงีของเราหรือยังครับ เมนูขึ้นชื่อของร้านเราคือ…”
ฟังได้เท่านี้ กยองฮาก็สั่งอาหารแทรกทะลุกลางปล้อง
“ขอแค่แกงเต้าเจี้ยวที่หนึ่งพอครับ”
ครั้นได้ยินออเดอร์ของกยองฮา แฝดน้องโยกหัวไปมาก่อนจะตอบรับ
“ครับ จะทำให้อร่อยๆ เลยครับ”
กยองฮานั่งรออาหารมาเสิร์ฟอย่างเงียบเชียบ ส่วนแฝดน้องก็แอบเหลือบตามองกยองฮาอยู่หลายครั้ง
‘คุ้นมากเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน… เฮ้ย!’
วินาทีที่นึกออก เขาก็รีบพุ่งตัวเข้าไปหากยองฮาอีกครั้งก่อนจะเอ่ยปากถาม
“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่า… ใช่คุณที่ทำงานครัวอยู่ร้านฮันอุลหรือเปล่าครับ”
“ครับ ใช่ครับ” กยองฮายอมรับอย่างเย็นชา
ใจจริงเขาหวังให้จำกันไม่ได้ แต่จำได้แล้วก็ช่างปะไร ไม่ได้เป็นปัญหาเสียหน่อย
“ฮ่าๆ มาสืบราชการลับที่นี่หรือครับเนี่ย”
“เห็นครั้งก่อนให้ความกรุณาไปเยือนถึงร้านผม คราวนี้เหมือนผมมาเยือนเป็นการตอบแทนมากกว่าครับ”
“…”
แฝดน้องหมดคำพูดจะพูดต่อ อายก็ไม่ใช่ ประหม่าก็ไม่เชิง วิ่งหายต๋อมไปทางครัวเหมือนกำลังหนีอะไรอยู่ มาถึงครัวแล้วก็ลดเสียงพูดลง เอ่ยบอกแฝดพี่ที่กำลังทำอาหาร
“พี่ หมอนั่นมา”
“ใคร”
“หัวหน้าครัวร้านฮันอุล”
“มาทำไม”
“ทำไมอะไรล่ะพี่ ก็มาชิมอาหารน่ะสิ!”
แฝดพี่ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดออกมา пᴏᴠᴇʟɢu.ᴄoᴍ
“เออ ดีเหมือนกัน ใช้โอกาสนี้ทำหน้าตาย ถามไปตรงๆ ดื้อๆ ดูเลยว่าของใครอร่อยกว่ากัน”
แฝดพี่มั่นใจในระดับฝีมือการทำอาหารของตนมากพอสมควร ตลอดมาก็อาศัยความสามารถโดดเด่นด้านการทำอาหารพาตัวเองก้าวมาถึงจุดนี้
ดูทรงแล้ว ตอนนี้แฝดพี่คงไม่อยากแพ้กยองฮาด้วยคำว่ารสชาติ
เห็นน้องชายยืนบื้อไม่ตอบรับ จึงส่ายหน้าแล้วเอ็ดใส่
“เอาออกไปเสิร์ฟซะไป! แกงจะเย็นแล้ว รอดูสีหน้ามันตอนกินก็พอ”
“อืม”
แฝดน้องรีบยกแกงเต้าเจี้ยวขึ้นแล้วเดินถือไปเสิร์ฟที่โต๊ะกยองฮา
“แกงเต้าเจี้ยวมาแล้วครับ ทานให้อร่อยนะครับ”
เขาทำตามที่พี่ชายสั่งโดยวางหม้อดินลง จากนั้นยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างโต๊ะนั่นเอง
แฝดน้องส่งสายตาไปจับที่หน้ากยองฮาอย่างโจ่งแจ้ง แฝดพี่เองก็ออกจากมาครัวยืนสังเกตการณ์จากจุดที่ห่างออกไปหน่อย แล้วอย่างนี้กยองฮาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าตนกำลังถูกจับตามอง
ถึงกระนั้น กยองฮาก็ไม่ใส่ใจ
‘เรามาเพื่อเช็ครสชาติเท่านั้นนี่ ช่างเถอะ’
เขาตักแกงเต้าเจี้ยวส่งเข้าปากหนึ่งช้อน
“…!”
ชั่วขณะนั้นแววตากยองฮาไหววูบเล็กน้อย ข้อมูลของแกงเต้าเจี้ยวกำลังปรากฏขึ้นมาให้เห็นทีละแถว
[แกงเต้าเจี้ยวของผู้มีประสบการณ์ครัว]
ระดับการปรุง: เลเวล 3
.
.
.
‘ของที่นี่ก็เลเวล 3 เหมือนกัน’
ขั้นแรก มีจุดต่างที่ละเอียดอ่อนมากๆ อยู่เล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับรสชาติที่เขาทำ แต่หากเอาแค่ความรู้สึกตอนนี้ เขาอยากจะบอกว่าแกงเต้าเจี้ยวฝีมือตัวเองได้คะแนนสูงกว่าอยู่นิดหน่อย ซึ่งกยองฮาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่านั่นเป็นการเข้าข้างตัวเองเกินไปหรือเปล่า
ข้อมูลลอยเด่นเป็นหลักฐานอยู่เช่นนี้ จะเถียงก็ใช่ที
‘ตัดสินไม่ได้เลยแฮะว่าใครอร่อยไม่อร่อย…’
กยองฮาวางช้อนลง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ชิมเสร็จแล้วครับ”
“อะไรนะครับ อ้อ… ครับ”
กยองฮาทิ้งเงินไว้ที่แคชเชียร์ เดินออกจากร้านไปทั้งอย่างนั้น
แฝดพี่ตรงเข้ามาหาแฝดน้องอย่างเร็วรี่ ยังไม่ทันถึงตัวก็โวยวายขึ้นมาก่อนแล้ว
“เฮ้ย! ก็บอกให้ถามว่ารสชาติเป็นยังไง ทำไมปล่อยไปง่ายๆ วะ”
“หือ? เอ้อ คือมัน… ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าจะตักกินแค่ช้อนเดียวแล้วจากไปเลย…”
“ถ้างั้นสีหน้าเป็นไง อยู่ใกล้ขนาดนี้ต้องเห็นหน้ามันบ้างแหละ”
‘สีหน้าเหรอ…’
ตอบอย่างสัตย์จริงก็คือ ไม่รู้…
เขาคอยสังเกตอย่างระวังแล้วนะ แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าแต่อย่างใด
“หน้าเดิมเหมือนตอนยังไม่กินอะ” แฝดน้องสารภาพตรงๆ ไม่ปิดบัง
“งั้นก็แปลว่าฟอร์มดึงหน้าไว้ล่ะสินะ”
“ฟอร์ม? ดึงหน้า?”
“เออสิ ดูจากที่รีบร้อนออกไปแบบนั้นคงใช่แล้วแหละ จะแสดงออกว่าอร่อยก็เสียเซลฟ์ไง”
แค่ฝันเห็นหรือจะสู้ทำนายฝัน แฝดพี่ตีความเอาแบบนั้นก็สบายใจเดินกลับเข้าครัวไปอีกครั้ง แต่แฝดน้องนั้นไม่รู้ทำไม เหมือนมีอะไรบางอย่างติดหนึบอยู่ในความรู้สึก ทำอย่างไรก็ไม่หาย ลบอย่างไรก็ไม่ออก
จะให้เห็นด้วยกับที่พี่ชายพูด ก็ดันขัดกับสีหน้าเยือกเย็นของหมอนั่นที่เขาเห็นเต็มตา และมันยากเหลือเกินที่จะไม่เอามาใส่ใจ
***
“ลองชิมดูหน่อยสิครับ”
กยองฮาเรียกอันอิลเทกับชินยองฮีให้มานั่งด้วยกัน ตรงหน้าทั้งสองมีแกงเต้าเจี้ยวถ้วยหนึ่ง ร้อนกรุ่นควันขึ้นฉุยไปถึงเพดาน
“ไม่ใช่เวลากินข้าวสักหน่อย ทำไมจู่ๆ ถึงต้มแกงล่ะคะ”
“ก่อนอื่น ลองชิมดูสักคำนะครับ” กยองฮารบเร้า
ชินยองฮียกช้อนขึ้นมา อันอิลเทเองก็ตักแกงมาชิมเหมือนกัน และทั้งสองคนทำหน้าตกใจเบาๆ
“หืม? นี่…”
“อร่อยค่ะ แต่เหมือนรสชาติจะต่างจากที่คุณกยองฮาต้มอยู่เป็นประจำนิดๆ นะ”
“ในความคิดของหัวหน้า อันไหนอร่อยกว่ากันครับ” กยองฮาถาม
“อืม… นั่นสินะ ฉันบอกไม่ถูก มันคงอร่อยไม่เหมือนกันตามรสที่แต่ละคนชอบ บอกไม่ได้เลยค่ะว่าอันไหนอร่อยกว่ากัน” ชินยองฮีพูดตามความรู้สึก อันอิลเทจึงพยักหน้า
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน รสต่างกันแต่อร่อยทั้งคู่ ว่าแต่ ถามทำไมเหรอ”
“รสแบบนี้ คือแกงเต้าเจี้ยวของร้านซังดุงงีครับ” กยองฮาตอบ
“…ว่าไงนะ”
“อะไรนะคะ”
ทั้งคู่ตกใจจนตากลมโตเหมือนกระต่ายตื่น