แรกเริ่มเดิมที กยองฮาวางแผนไว้ในใจว่า อยากต้อนรับแขกเหรื่อด้วยเมนูอาหารที่แปลกใหม่มีสีสันสักหน่อย
อาทิ อาหารพื้นเมืองอย่าง ทาจีน (ไก่อบซอสมะเขือเทศและลูกมะกอกของโมร็อกโค) เชอร์ราสโก (บาร์บีคิวพื้นเมืองของบราซิล) หรือไม่ก็ฮังงิ (เนื้อนึ่งสุกของชาวเมารีนิวซีแลนด์)
แต่แล้ว ระหว่างการคัดเลือกเมนูที่จะมีสิทธิ์ผ่านเข้ารอบ กยองฮาก็คิดถึงบางสิ่งที่ไม่เคยฉุกคิดมาก่อน นั่นคือ มานซูร์ซึ่งเข้าๆ ออกๆ ประเทศเกาหลีเป็นว่าเล่น กลับไม่เคยได้ลิ้มลองอาหารเกาหลีอย่างเป็นทางการจริงๆ เลยสักครั้ง
‘มาทีไรก็ไปแต่เรสเตอรองตลอด…’
กยองฮาจึงเห็นว่า อาศัยโอกาสนี้โชว์ความอร่อยของอาหารเกาหลีให้เป็นที่ประจักษ์เสียหน่อยก็ไม่เลว แน่นอน เนื้อหมูหรือวัตถุดิบอื่นใดที่ไม่เข้าข่ายอาหารฮาลาลของมุสลิม เขาจำเป็นต้องตัดทิ้งหมดด้วยความเสียดาย
“เฮ้อ- ”
ฮเยจีที่ตอนนี้กำลังเทซอสปรุงรสลงไปผสมกับซี่โครงไก่ (สำหรับทำทักคาลบิ – ไก่ผัดซอสเผ็ด) ก็เช่นกัน ทำไปครึ่งทางก็หยุดมือ ถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก เธอเพิ่งอาสาเข้ามาช่วยเหลือได้แค่ครู่เดียว
“ในตู้เย็นมีสามชั้นคุโรบุตะแสนอร่อยอยู่เพียบ แต่ดันเอามาใช้ไม่ได้ ฮรือออ- ”
“ทำไม ไม่ชอบกินไก่เหรอ”
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่อย่างนั้น…”
ฮเยจีเป็นทีมเนื้อหมูเลิฟเวอร์ ในบรรดาเมนูที่เป็นเนื้อสัตว์ทั้งหมด หมูสามชั้นย่างคือหนึ่งในใจเธอ และแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่หมูสามชั้นย่างธรรมดา คำต่อท้ายชื่อของมันจะต้องเติมด้วยวลี ‘ที่เถ้าแก่เป็นคนย่างให้’ เข้าไปด้วย
“ยังไงสำหรับหนู เนื้อหมูก็อร่อยที่สุดอยู่ดีค่ะ!”
“งั้นก็หมักหมูสามชั้นไว้ด้วยเลยสิ อีกเดี๋ยวค่อยย่างกินกัน ยังไงซอสก็มีเหลือเฟือ”
“ฮ้า~ ได้จริงๆ เหรอคะ”
“ได้เสมอ”
“แฮร่- ”
สีหน้าฮเยจีตอนนี้เหมือนอยากจะรีบโบยบินไปยังโกดังวัตถุดิบในทันทีอย่างไรอย่างนั้น ดีที่เสียงของกยองฮาปรามเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่ข้อเท้าเธอจะลอยล่อง
“ทำไอ้ที่ทำอยู่ให้เสร็จก่อน เนื้อหมูอาจจะต้องแยกทำต่างหากนะ เพราะเป็นอาหารฮารอม (ต้องห้าม)”
“อ๊ะ! จริงด้วยค่ะ”
หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหาร ไม่ว่ารายละเอียดจะยิบย่อยแค่ไหนก็ไม่เคยประมาทละเลย ตั้งแต่ต้นจนจบ กยองฮาไม่เคยสักครั้งที่จะปล่อยให้เกิดความผิดพลาด
‘สมเป็นเถ้าแก่ของเรา!’
แววตาของฮเยจีเจือความนับถือเลื่อมใสจนแทบจะยิงออกมาเป็นลำแสง กยองฮาสัมผัสได้ถึงความร้อนแรงนั้น รู้สึกยากจะทนทานอยู่บ้าง จึงยกมือใหญ่ของตนบังหน้าฮเยจีเสีย…
“หยุดมองเดี๋ยวนี้ หน้าจะไหม้หมดแล้วเนี่ย”
“แฮร่-”
ฮเยจีขยับศีรษะยุกยิกจนสบช่องเหมาะ สามารถส่งประกายตาวิบวับทะลวงผ่านมาตามร่องนิ้วจนได้ สุดท้าย กยองฮาก็ต้องยกธงขาว ยอมลงให้กับความน่ารักไร้เดียงสานั้น หันมาล้างมือแล้วเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดการวัตถุดิบ ระหว่างนี้ก็ชวนฮเยจีคุยแบบไม่ได้ตั้งใจอะไรมากนัก
“อ้อ นี่ ฮเยจี”
“ค่า!”
“เคยคิดจะออกไปฉายเดี่ยวบ้างไหม”
“…คะ?”
เสียงตอบรับมีเพียงคำลงท้ายคำเดียวโดดๆ และโหนเสียงแบบประโยคคำถาม วิญญาณคนพูดร่ำๆ จะหลุดออกจากร่างอยู่รอมร่อ เธอดูช็อคไปไม่น้อยแต่กยองฮายังคงกล่าวเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ประหนึ่งไม่รับรู้ความรู้สึกอีกฝ่ายเลย
“ทั้งตัวเราทั้งมยองฮุน สองคนในตอนนี้ ความสามารถมากเกินพอที่จะออกไปก่อร่างสร้างตัวแล้วนะ แถมยังเก่งพอจะประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ ด้วย ในสังคมอื่น มีอีกหลายต่อหลายคนที่เขาอยากยืนด้วยลำแข้งตัวเองตอนยังหนุ่มสาวแต่ทำไม่ได้ พี่หันมาดูเราสองคนแล้วเหมือนจะยังไม่คิดอะไรเลยน่ะ… ว่าไง หืม”
“หนู…”
ฉายเดี่ยวหรือ ยืนด้วยลำแข้งตัวเองหรือ
เธอไม่เคย และไม่แม้แต่จะคิดถึงคำเหล่านี้มาก่อนจริงๆ
“หนูอยากเป็นสมาชิกครอบครัวฮันอุลตลอดไปค่ะ อยากอยู่ร่วมกันไปแบบนี้ ถ้าเถ้าแก่จะอนุญาต…”
ฮเยจีกระพริบตาแรง สองตาที่จ้องกลับมาเหมือนจะมีน้ำเอ่อคลอแล้วเรียบร้อย
กยองฮารีบอธิบายไขความเข้าใจผิด
“ถ้าสองคนบอกมีใจอยากอยู่ช่วยกันไปเรื่อยๆ ยังต้องให้บอกอนุญาตอะไรอีก ควรจะขอบคุณที่สุดซะมากกว่า”
“จะ…จริงๆ นะคะ?”
“อืม ไม่ได้ถามเพราะจะกะส่งเราออกไปฉายเดี่ยว แต่ถามเผื่อลึกๆ อาจจะคิดอยากไป…”
“ไม่คิดค่ะ ไม่แม้แต่นิดเดียว!”
“…โอเค แต่ถ้าวันหลังเกิดเปลี่ยนใจ ก็บอกล่วงหน้า…”
“วันหลังก็ไม่คิดค่ะ!” ฮเยจีกำหมัดแน่นสองข้าง ตะโกนลั่น
จากนั้นขอเพียงกยองฮาขยับปากเล็กน้อย เธอจะรีบส่ายหน้าดักไว้ก่อนรัวๆ ทำเอากยองฮาทนไม่ไหว เผยรอยยิ้มคุณพ่ออันแสนนุ่มนวลออกมา
‘ก็เป็นซะอย่างนี้ ยูทิวบ์ถึงแทบล่ม’
ความสามารถผนวกเข้ากับความสวยที่ค่อนไปทางน่ารักมากๆ หน่อย บวกด้วยความสุภาพอ่อนน้อม รวมกันออกมาเป็นเชฟสาวที่ตกหัวใจชาวยูทิวเบอร์ได้ทั่วโลก ซึ่งตัวการที่เร้าให้เกิดปรากฏการณ์นี้ก็คือ คลิปวิดีโอตอนหนึ่งที่เพิ่งอัปโหลดล่าสุดของกอร์ดอน แรมซีย์นั่นเอง
แม้แต่คนที่ไม่เคยสนใจดูคลิปทำอาหาร ยังหันมาหลงรักความสดใสร่าเริ่งและบุคลิกของฮเยจีได้ชนิดที่เรียกว่าถอนตัวไม่ขึ้น หนำซ้ำ คอมเมนต์ทั้งหลายก็พากันกระหน่ำยุให้ฮเยจีออกมาเปิดแชนแนลของตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด เรียกร้องกันดื้อๆ ในแชนแนลของกอร์ดอนนั่นแหละ แต่ก็ยังไม่เห็นฮเยจีจะแสดงท่าทีอะไรกับเรื่องนี้
‘อืม เดี๋ยวซองช่อลก็จัดการให้เองแหละน่า’
กยองฮาก็มียูทิวบ์ แชนแนลที่เป็นชื่อของตัวเองเช่นเดียวกับกอร์ดอน แรมซีย์
แน่นอนว่าตัวเขาไม่ได้เป็นคนริเริ่มแต่อย่างใด ผู้ที่จัดการตัดต่อและอัปโหลดคลิปที่ถ่ายทำในครัวทั้งหมดคือซองช่อล ด้วยความที่เขาอยากให้คลิปต่างๆ มีความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยและง่ายต่อการดูแล ซองช่อลจึงตัดสินใจเปิดเป็นแชนแนลเสียเลยให้มันจบๆ
อนึ่ง แชนแนลเดียวนี้ในแต่ละไตรมาส สามารถเรียกรายได้จากค่าโฆษณาได้ถึงหลายสิบล้านวอน ดังนั้น กรณีของฮเยจี หากเธอคิดจะเอาจริง ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิ์เจริญรอยตามเขา
‘ฝีมือตัดต่อของเจ้าซองช่อลธรรมดาซะที่ไหน… อืม นั่นแหละนะ’
“เพราะฉะนั้น ขอความกรุณา อย่าไล่หนูไปเลยนะคะ!”
“เออน่า เข้าใจแล้วๆ งั้นแลกกัน ปีหน้าโดนขึ้นเงินเดือนเกิน 15% นะ คนอื่นๆ ก็ด้วย”
“ค่ะ! …เอ๊ะ อะไรนะคะ?”
ฮเยจีซึ่งกำลังงอแงได้ที่ประหนึ่งคนไร้ทางสู้ชะงัก เบิกตากลมกว้าง
“แบบนั้นแล้วเถ้าแก่จะเหลืออะไรคะ จ่ายค่าแรงพนักงานหมด…”
“คนไง”
“คะ?”
“เงินน่ะหาเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ ต่อให้ไม่เปิดสาขาสองก็เถอะ แต่พนักงานที่ทั้งเก่งทั้งดี ผูกพันกันเหมือนครอบครัว จนฝากฝังเชื่อใจกันได้แบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ นะ เอาใครมาแทนก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน”
“เถ้าแก่…”
“ฉะนั้น นี่ถือเป็นการปิดปากล่วงหน้า พี่ทำเพื่อเอาใจตัวเองล้วนๆ อย่าเข้าใจผิดไปเรื่อยล่ะ หืม”
“ค่ะ…อ่า ไม่รับปากค่ะ!”
“หา?”
หากเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่พาให้หัวใจอบอุ่นเต็มตื้นได้ขนาดนี้ เธอก็อยากจะเข้าใจผิดไปเลยตลอดชีวิต
ฮเยจีก้มหน้าลง เริ่มต้นจดจ่อกับการหมักส่วนผสมอีกครั้ง ใบหน้าในตอนนี้แต้มรอยยิ้มสว่างสดใส เบิกบานยิ่งกว่าครั้งใด
***
ฉ่า ฉ่า ฉ่า~
อาหารไม้เสียบที่เรียงรายกันอยู่บนเตาย่างเริ่มสุกจนเปลี่ยนสี เนื้อที่ใช้คือไก่กับแกะ หมักจนได้ที่พอเหมาะ
กยองฮาเป็นผู้รับผิดชอบการย่าง ส่วนฮัสซันที่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบนั้น กำลังนิ่งงันเหม่อมองภาพตรงหน้า ทางหนึ่งก็พยายามยกคอเสื้อขึ้นบังลูกกระเดือกที่ขยับทุกครั้งเวลากลืนน้ำลาย
‘นี่มันกลิ่นอะไรกัน’
มองเผินๆ สีแดงๆ ที่เคลือบชิ้นเนื้ออยู่น่าจะเป็นซอสพริก กลิ่นเผ็ดร้อนที่พุ่งเข้าโพรงจมูกก็บอกเช่นนั้น แต่ฮัสซันยังไม่มั่นใจ
‘ไม่ใช่ ไม่เหมือนซอสพริกเลย เผ็ดน่ะเผ็ดอยู่ แต่มันมีกลิ่นที่ลึกกว่านั้นอีก… หรือว่า…’
เขาส่ายหน้ากับตัวเอง ถามย้ำเพื่อความแน่ชัด
“มิสเตอร์โกครับ ซอสที่ใช้หมักเคบับนี่…”
“อ๋อ ผมใช้โกชูจังเป็นเบสครับ”
‘โป๊ะเชะ ว่าแล้ว…’ ฮัสซันสีหน้าเปลี่ยนไปทีละน้อย
กยองฮาซึ่งมัวแต่จดจ่อสนใจเนื้อบนเตาย่อมไม่ทันสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วกลับเอ่ยบางอย่างออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ไม่ต้องกังวลนะครับ โกชูจังนี่ผมทำเอง ใส่ใจกระบวนการหมักทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้วครับ เพื่อให้สองท่านทานได้สบายๆ”
“อา…”
โดยปกติ ซอสหมักแบบดั้งเดิมของเกาหลีที่ใช้หัวเชื้อบางอย่าง ชาวมุสลิมจะไม่สามารถรับประทานได้ กล่าวคือ อยู่ในหมวดอาหารฮารอมนั่นเอง เหตุผลก็เพราะมีการเติมแอลกอฮอล์เล็กน้อยลงไปด้วยในระหว่างขั้นตอน
ยังดี ชาวมุสลิมที่มาเป็นแขกในวันนี้ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องส่วนผสมมากเท่าบรรพบุรุษ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น นับว่ายืดหยุ่นกว่าในอดีตมาก ขอเพียงถูกกาลเทศะและไม่ถึงขั้นเมามาย ก็สามารถร่ำสุราเคล้าบรรยากาศได้ไม่มีปัญหา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือมานซูร์ ทุกครั้งที่เขารับประทานเนื้อสัตว์ จะต้องมีไวน์ตั้งอยู่เคียงกันบนโต๊ะเสมอไม่ใช่หรือ
ยิ่งถ้าเป็นไวน์ราสเบอร์รี่ฝีมือกยองฮาด้วยแล้ว ต่อให้หลับลึกก็ยังตื่นขึ้นมาจิบ…
อย่างไรก็ดี ที่ฮัสซันหน้าคล้ำเห็นทีจะเป็นเรื่องของมารยาทเสียมากกว่า การตัดสินใจปรุงอาหารโดยถามไถ่ความต้องการของผู้รับประทานก่อน กับการตะลุยปรุงโดยไม่คำนึงถึงใครหน้าไหน อยากใส่แอลกอฮอล์เท่าไหร่ก็ให้เป็นไปตามสูตรเชฟนั้น มองดีๆ แล้วต่างกันเหมือนคนละเรื่องทีเดียว ช่วยไม่ได้ที่ฮัสซันจะเข้าใจผิดไปแวบหนึ่ง กลายเป็นการกังวลเกินกว่าเหตุแท้ๆ
‘ช่างเป็นคนละเอียดรอบคอบเหลือเกิน…’
อันที่จริง เขารู้สึกมานานแล้วว่ากยองฮาคือคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้คนหนึ่ง เพราะอย่างนี้สินะ ผู้เป็นนายของเขาจึงยอมรับนับถือด้วยใจจริง
‘ตัวเรานี่แหละที่น่าอาย ดันไปสงสัยเขาเสียได้’
ฮัสซันรู้สึกผิด และกำลังจะเอ่ยปากขอโทษขอโพย กยองฮาดันกล่าวตัดหน้าขึ้นมาก่อน
“ส่วนอื่นๆ ผมก็พยายามระวังแล้วนะครับ แต่อาจจะมีหลุดบ้างรึเปล่าไม่แน่ใจ รบกวนช่วยตรวจสอบเหมือนอันนี้หน่อยได้ไหมครับ”
จู่ๆ ก็ได้รับการไหว้วานแบบไม่ทันตั้งตัว ฮัสซันลืมกระทั่งคำขอโทษ
‘เราดันไปถามตั้งแง่ล่ะมั้ง จะบังเอิญหรือว่าใส่ใจจริงๆ?’
คงเป็นเหตุผลอย่างหลังมากกว่า คิดดังนั้น ฮัสซันก็พยักหน้าด้วยใจที่อุ่นวาบ
***
ฮัสซันพามานซูร์มาแล้ว ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
ขณะนี้อาหารเสียบไม้ย่างบนเตากำลังสุกได้ที่ทีละไม้สองไม้ มานซูร์สติหลุดอย่างชัดเจน กยองฮาจึงฉวยโอกาสชวนคุย
“ระหว่างพักผ่อน มีตรงไหนไม่สะดวกรึเปล่าครับ”
“ไม่มีๆ ตรงกันข้าม ต้องขอบคุณพื้นอุ่นๆ ที่ช่วยคลายเมื่อย หายเหนื่อยจากการเดินทางไปได้เยอะเลย …มันเรียกอะไรนะ อนดลใช่ไหม เกาหลีนี่ดีจริง วัฒนธรรมแปลกใหม่แต่คงคุณประโยชน์หลากหลาย แถมยังมีการพัฒนาต่อเนื่องอยู่ตลอดด้วย”
“ถูกใจท่านแบบนี้ผมก็ดีใจครับ เอ้า งั้น… ฮเยจี ช่วยนำทางสองท่านไปที่โต๊ะหน่อย”
“ค่า!”
ฮเยจีหันมามองมานซูร์ รีบกล่าวทักทายเป็นอันดับแรก
“สวัสดีค่ะ! ฉันชื่อกูฮเยจี เป็นเกียรติมากที่ได้ต้อนรับท่านค่ะ”
“โอ้ว~ ใครเนี่ย ใช่เชฟกูที่หมู่นี้ฮอตฮิตที่สุดในหมู่นักชิมอาหารรึเปล่า หืม?”
“คะ? ฉันเหรอคะ…”
“ฮุๆ เอาน่า มีเรื่องแบบนั้นก็แล้วกัน มาเถอะ รบกวนด้วยนะ”
“อ่า ค่ะ! เชิญทางนี้เลยค่ะ…”
ทีแรก กยองฮาวางแผนจะกางโต๊ะ ต้อนรับกันกลางแจ้งนี่แหละ แต่เพราะอากาศเป็นเหตุ จู่ๆ ดันหนาวขึ้นอย่างเฉียบพลันเสียนี่ จึงจำเป็นต้องรีบย้ายไปจัดโต๊ะในบ้านแทน ประจวบเหมาะกับที่มานซูร์พาผู้ติดตามมาน้อยพอดีจึงลงตัว
“โฮะโฮ่~”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องรับแขก สายตามานซูร์ก็สอดส่ายไปทั่ว ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนโต๊ะอาหารตรงกลางซึ่งจัดไว้ให้เขาอย่างเรียบร้อยพร้อมสรรพ
‘นี่สินะ บ้านของมิสเตอร์โก’
บรรยากาศภายในโดยรวมก็ไม่ได้หรูหราอะไร แต่สะอาดสะอ้านมีสไตล์ไม่น้อย จากหมู่มวลบรรดาของตกแต่ง จุดที่สายตามานซูร์จับจ้องอยู่นานที่สุดคือ ภาพถ่ายคู่กันของกยองฮาและจีฮยอนในกรอบขนาดยักษ์
‘เทพบุตรเทพธิดาชัดๆ’
สำหรับเจ้าบ่าวคงไม่ต้องกล่าวให้มากความ ส่วนเจ้าสาวหรือ ความงดงามขนาดนี้ คงต้องใช้คำว่าเกินบรรยาย อืม ความโด่งดังของทั้งคู่ หาใช่ไร้ที่มานะนี่
‘สมควรแล้วที่ประชาชนของเราจะหลงใหลคลั่งไคล้เธอกันขนาดนั้น’
ฮเยจีรอให้มานซูร์ซาบซึ้งจนพอใจแล้วจึงค่อยกล่าวชวน
“เชิญนั่งด้านนี้เลยค่ะ”
กึ่งกลางห้องรับแขกมีโต๊ะสำหรับใช้ชั่วคราวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่พร้อมเก้าอี้อีกหกตัว มานซูร์เดินเข้าไปใกล้เก้าอี้ตัวริมสุด ฮัสซันเห็นดังนั้นก็รีบร้อนเข้าไปดึงเก้าอี้ให้ ส่วนตนแทนที่จะนั่งลงกลับยืนนิ่งประสานมืออย่างสำรวมอยู่เฉยๆ ฮเยจีอดรนทนไม่ไหว กำลังจะกล่าวบางอย่าง ทว่า…
“นั่งลงสิ”
มานซูร์เป็นฝ่ายเสนอให้ฮัสซันนั่งลงบนเก้าอี้ก่อน อารามตกใจ ฮัสซันรีบปัดปฏิเสธ
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิกล้า…”
ทั้งสองใช่ว่าไม่เคยนั่งรวมโต๊ะกันมาก่อน เพียงแต่ตอนนี้จะเรียกว่าเป็นงานพิธีการย่อมๆ ก็ได้ เนื่องด้วยผู้เป็นนายได้รับการเชื้อเชิญอย่างเป็นทางการจากเจ้าบ้าน ดังนั้น ไม่ใช่ที่ที่เขาจะนั่งลงแบบสุ่มสี่สุ่มห้าแน่นอน ฮัสซันตัดสินใจไม่ยอมทำตามที่มานซูร์เสนอ
หากว่ากันด้วยเรื่องความดื้อ มานซูร์เองก็ไม่เป็นสองรองใคร
ถกเถียงกันกระทั่งเกือบจะบานปลาย สุดท้ายมานซูร์เป็นฝ่ายหงายไพ่ตายเข้าขู่
“นี่คือคำสั่ง”
“ระ…ราชกุมาร”
“ไม่มีการพูดเป็นครั้งที่สอง”
“…”
ในที่สุดฮัสซันก็หย่อนตัวลงนั่งข้างมานซูร์ ทั้งที่นั่งลงแล้วก็ยังขยับยุกยิกตลอด นั่งไม่เต็มก้น
“นั่งนิ่งๆ สงบสติอารมณ์ได้ไหม เวียนหัว”
“ขะ…ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮัสซันก้มหน้างุด เงยหน้าไม่ขึ้นดังเช่นยามปกติ มานซูร์ใช้แววตาคมกล้าดั่งเหยี่ยวนิสัยเสียจ้องอีกฝ่าย พลางเอ่ยตรงๆ
“เก้าอี้ที่เจ้านั่งอยู่ตอนนี้ มีอีกหลายต่อหลายคนนะที่อยากนั่ง โดยเฉพาะพวกภรรยา”
“…”
“ต่อให้งานยุ่งแค่ไหน ก็สามารถเลื่อนได้ถ้าต้องการ”
“…!”
“แต่ฉันกลับทิ้งพวกเขาและลูกๆ ไว้ ดึงดันจะเดินทางมาพร้อมนายเท่านั้น แบบนี้ยังไม่เข้าใจที่มาที่ไปอีกรึ”
“กระหม่อม… โง่เขลา ไม่ทราบจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” ฮัสซันสงวนคำพูด
ความคิดบางอย่างวาบขึ้นมา ทว่าไม่อาจปล่อยให้หลุดปากออกมาได้ ด้วยจะเป็นการล่วงเกินผู้เป็นนายเหนือหัว แต่ยิ่งมานซูร์กล่าวยืดยาวเท่าไหร่ ก็คล้ายยิ่งยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดไม่ใช่เรื่องเพ้อพก ชักจะฟังดูเป็นจริงขึ้นทุกทีๆ
“รู้ดีใช่ไหมว่า พวกนักชิมกับคนดังๆ ทั่วทั้งโลกนี้ ไม่มีใครไม่อยากคบค้าสมาคมกับโกกยองฮา ยังมีคนอีกมากมายต้องร้องไห้ตีอกชกหัวที่ไม่อาจสนิทสนมกับเขาได้ สารภาพตรงๆ ว่าฉันเองก็เหมือนกัน แต่ความจริงก็คือความจริง ทุกคนต่างยอมรับว่าฉันคือคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในหมู่คนเหล่านั้น หรือไม่ถูก?”
“ถูกต้องที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
“คงเพราะอย่างนี้ ทุกคนถึงได้อิจฉาฉันไง แม้จะมีครบทั้งทรัพย์สมบัติ ทั้งชื่อเสียง ทั้งอำนาจ มีทุกอย่างเหมือนกันแต่พวกเขาไม่อาจมีโกกยองฮาเป็นสหาย สายตาที่มองมายังความสัมพันธ์ของพวกเราเลยได้แต่บ่งบอกความทึ่ง”
“ทั้งหมดเป็นเพราะความดีงาม กับการอุปถัมภ์อยู่เบื้องหลังของราชกุมารไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่สิ ไม่ใช่เลย จะบอกให้ก็ได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่หลงคิดไปว่าเป็นเช่นนั้น แต่พอย้อนกลับไปมองแต่ละเดือนแต่ละปีที่ผ่านมาอย่างละเอียดในที่สุดก็รู้ หากไม่มีนาย ไม่ได้ความภักดีของนาย คงไม่มีวันได้สนิทสนมกับโกกยองฮาเหมือนอย่างตอนนี้แน่นอน”
“…!”
ฮัสซันเงยหน้าทันที แววตาที่จับจ้องมานซูร์สั่นไหวรุนแรง
“แม้เราทั้งคู่จะผูกกันด้วยคำว่ากษัตริย์กับข้าราชบริพาร แต่ก่อนหน้านี้ ไม่ได้เป็นพี่เป็นน้องกันต่อหน้าองค์อัลลอฮ์แล้วหรอกรึ ฉันตั้งใจไว้ตั้งนานแล้วว่าจะตอบแทนความทุ่มเทและภักดีนั้นด้วยการทลายข้อจำกัดทั้งเรื่องศักดิ์ฐานะ เรื่องงานแล้วก็เรื่องส่วนตัว วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีนะ หืม”
“ระ…ราชกุมาร แต่นี่ออกจะเกินไป…”
“คนอื่นๆ ในครอบครัวก็เห็นชอบกับความคิดนี้จากใจจริง ถ้าบอกว่าไม่เสียดายกันเลย คงเป็นการโกหก แต่เพื่อเจ้า ทุกคนยอมพยักหน้าตกลงโดยไม่ถามให้มากความ ฉะนั้น กษัตริย์ก็ดี ข้าราชบริพารก็ดี อย่าได้สนใจเลย ร่วมโต๊ะกันในฐานะพี่น้องของฉัน มานซูร์คนนี้เถอะ …พอจะทำให้ได้ไหมล่ะ”
ฮัสซันยกหลังมือขึ้นแตะปลายจมูก กัดริมฝีปากสุดชีวิตพลางหอบหายใจสะอึกสะอื้น มานซูร์ยิ้มให้กับภาพนั้น
ฮเยจีที่ยืนมองอยู่ไกลๆ ก็เช่นกัน
‘หล่อไปอีก… อบอุ่นหัวใจอะไรอย่างนี้น้า!’
ฮเยจีเป็นปลื้มกับตัวเองที่ใช้เวลาว่างแอบเรียนภาษาอาหรับเป็นงานอดิเรก ทำให้เธอพอจะจับใจความบทสนทนาระหว่างสองนายบ่าวได้บ้าง
ฮเยจียกเมนูเรียกน้ำย่อยออกจากครัวมาเสิร์ฟลงตรงหน้าแขก ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ในถ้วยคืออะไร ด้วยสีขาวทำให้มองเผินๆ แล้วหน้าตาเหมือนโยเกิร์ต
ฮเยจีเสนอตัวอธิบายให้ฟังก่อนแขกจะทันเอ่ยถาม
“ถ้วยนี้คือโจ๊กนม[1] ได้จากการเคี่ยวเมล็ดข้าวในน้ำนมค่ะ!”
“โจ๊กนม? เพิ่งเคยได้ยินนะนี่ เป็นหนึ่งในเมนูอาหารเกาหลีดั้งเดิมใช่ไหม”
“ใช่เลยค่ะ!”
“งั้น ไหนขอชิม…”
มานซูร์ตักชิมก่อนหนึ่งช้อน จากนั้นก็ร้อง
“โอ้วๆๆ- ”
รสชาติของความหวานผสมผสานความกลมกล่อม ประหนึ่งเข้ามาลูบไล้ปุ่มรับรสบนลิ้นอย่างทะนุถนอม ความเร็วในการใช้ช้อนของมานซูร์เริ่มเพิ่มขึ้นทีละน้อย ฮัสซันที่ช้ากว่าก้าวหนึ่งก็ว่องไวไม่แพ้กัน
‘รสชาตินี้! นี่มันบ้าไปแล้ววว!’
พริบตาเดียว ทั้งถ้วยก็ว่างเปล่า ฮัสซันรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม
‘เกือบไปแล้ว ถ้าเรายังยืนยันดื้อไม่ยอมนั่งลง คงเสียดายแย่เลย!’
ขณะที่เอาช้อนค่อยๆ ขูดส่วนที่ติดขอบชามมารวมกันนั้นเอง
“อะแฮ่ม แฮ่ม” เสียงมานซูร์กระแอมไอ
นี่คือการส่งสัญญาณวิธีหนึ่ง! ฮัสซันที่รู้ใจผู้เป็นนายทะลุปรุโปร่งรีบเรียกฮเยจี
“เอ่อ คือ- เชฟกูครับ”
“ค่า! มีอะไรคะ เชิญค่ะ”
“คือ ไม่ทราบว่า…จะขอโจ๊กเพิ่มอีกสักชามได้ไหมครับ”
“อุ๊ย ทานหมดแล้วเหรอคะ”
“อ่า ครับ เผลอแป๊บเดียว…”
“ตักมาเพิ่มได้ไม่มีปัญหาค่ะ เพราะเคี่ยวไว้เยอะ แต่อีกเดี๋ยวอาหารหลักก็จะมาแล้ว ยังจะรับอยู่ไหมคะ…”
ฮัสซันลอบสังเกตท่าทีนายเหนือหัว ก็เห็นว่ามานซูร์แตะผ้าเช็ดปาก จัดแจงใหม่ให้เข้าที่ ก่อนจะปั้นหน้าเอ่ยอย่างเยือกเย็น
“ฮัสซัน อดทนรอกันเถอะ ตราบใดที่รู้จักอดทนก็จะได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ไม่สิ อาจจะมากกว่านั้นอีก”
“…พ่ะย่ะค่ะ ราชกุมาร”
เขาตัวแข็งไปเพราะรู้สึกได้ถึงการถูกหักหลังเบาๆ
ฮเยจีที่หายไปครู่หนึ่งเดินกลับมาพร้อมสุราขวดหนึ่ง
“นี่คือไวน์มัตสึทาเกะค่ะ”
“ไวน์มัตสึทาเกะ!” มานซูร์ยิ้มเบิกบานในทันที
ส่วนสีหน้าฮัสซันกลับบ่งบอกความตระหนก
‘เฮือก! เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งถูกประมูลไปในราคาล้านแปดแสนดอลลาร์ไม่ใช่รึ…’
ฮเยจีนั้น มือหนึ่งจับที่คอขวด ส่วนอีกมือประคองเป็นฐานใต้ขวด ปากเจื้อยแจ้วอธิบายเหตุผล
“ก่อนรับประทานหรือขณะรับประทานจานหลัก สามารถยกจิบทีละคำเหมือนจิบไวน์ทั่วไปได้นะคะ มันจะช่วยล้างรสชาติที่ติดค้างในปากได้ดีเลยล่ะค่ะ”
จบประโยค ฮเยจีก็วางขวดไวน์ลงบนโต๊ะ จัดการเปิดฝา
ปุ๊~
ทันใด สองคนก็เริ่มเห็นภาพตัวเองถูกดูดเข้าไปในป่าลึกทิวทัศน์ตระการตา
………………………..
[1] โจ๊กนม หรือ ทารักชุก เป็นหนึ่งในอาหารราชสำนัก





