กุกกัก กุกกัก กุกกัก-
เสียงกระทะเหล็กเขย่าเป็นจังหวะจะโคน ทุกครั้งของการสะบัด เมล็ดข้าวและชิ้นกิมจิจะลอยหวือวาดวงเป็นแนวโค้งงดงาม ก่อนจะร่วงลงสู่กระทะแล้วกระดอนขึ้นมาใหม่ สลับกันไปเรื่อยๆ เช่นนี้
กอร์ดอนจ้องภาพตรงหน้าอย่างฉงนสนใจตาไม่กระพริบ ทั่งที่ท่วงท่าการใช้กระทะของเชฟ เช่น ดึง ผลัก กระชาก ส่วนใหญ่ก็ไม่น่ามีอะไรให้แปลกใจเสียหน่อย
‘ทำได้ยังไงน่ะ’ เขาสงสัย
กระทะเหล็กหล่อซึ่งน้ำหนักไม่เบานี้ เชฟกูกลับสะบัดได้อย่างชำนาญคุ้นมือประหนึ่งถือของเล่นเด็ก นี่คงเป็นฝีมือแท้จริงของเธอสินะ ร่างบางๆ ไปเอาพลังช้างสารปานนั้นมาจากไหน…
ไม่นานเกินรอ เมล็ดข้าวก็คล้ายถูกเคลือบด้วยสีแดงประกายเหลืองอร่าม
กุกกัก- กุกกุกกัก
กระทะที่เขย่าเป็นจังหวะต่อเนื่องมาตลอดเริ่มช้าลงๆ เรื่อยๆ สุดท้ายข้าวผัดกิมจิที่เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยก็ถูกนำมาตั้งต่อหน้ากอร์ดอน และเขาหยุดชื่นชมไม่ได้
‘สะบัดกระทะรวดเดียวไม่เปลี่ยนมือซะด้วย’
หากให้อธิบายว่าเป็นเพราะกำลังแขนเพียงอย่างเดียว น่าจะไม่ครอบคลุมพอ
‘ฝึกจนจับเทคนิคได้แม่นแล้วมากกว่า บวกกับความพยายามบากบั่นขนาดหนักไม่ยอมแพ้’
เชฟกูที่สามารถอุดกลบ ลบข้อด้อยที่ตนมีสรีระบอบบางเช่นนี้ ได้ใจกอร์ดอนไปเต็มๆ
เขาอยากเรียกระดมพนักงานในครัวของตนมาดูงานที่นี่ให้หมดเพื่อสั่งให้ตาดูหูฟัง
‘ถ้าเจ้าพวกนั้นมีความเพียร ตั้งมั่น อดทน และใจสู้ได้สักครึ่งหนึ่งของเธอนะ…’
จุดนี้ คงไม่จำเป็นต้องวิจารณ์อะไรอีก ไม่ถึงกับต้องลองลิ้มชิมรสจนครบทุกเมนูที่เธอทำ กอร์ดอนก็การันตีได้ว่ารสชาติต้องอร่อยล้ำเป็นที่สุดแน่นอน และเขาเชื่อในสัญชาติญาณตัวเอง
“เสร็จแล้วค่ะ!”
ข้าวผัดกิมจิถูกย้ายไปจัดลงจานสีขาว สวยงามเรียบร้อยหมดจด เมล็ดข้าวอาบย้อมสีแดงเงาวับกับไข่ดาวที่โปะทับอยู่เบาๆ ข้างบนนั้น ดูน่ารับประทานจนสามารถเรียกทั้งน้ำย่อยและน้ำลายให้หลั่งไหลออกมาได้ฉับพลัน กลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวสดชื่นก็มีส่วนช่วยกระตุ้นความอยากอาหารอีกแรง
“ลองชิมสักคำไหมคะ” ฮเยจีเสนอ
“ชัวร์!”
กอร์ดอนไม่ปฏิเสธ รีบยกช้อนขึ้นมาตัดแบ่งไข่ดาว ตักเข้าปากพร้อมข้าว เคี้ยวเพียงไม่กี่ครั้งก็สบถออกมาทันที
“โฮลี่ ชิท! (Holy shit!)”
ฟังเหมือนด่า แต่คำที่เรียงรายตามมาเป็นพรวนนั้นล้วนมีความหมายในทางชื่นชมสรรเสริญทั้งสิ้น
“นี่มัน อืม… มันยอดเยี่ยมเหลือเกิน ไม่ต้องให้พูดอะไรเพิ่มแล้วมั้งครับ”
“ขอบคุณนะคะ!”
ที่จริง ชื่อเสียงของกอร์ดอนไม่ได้มีแค่ความปากร้ายชอบด่ากราดอย่างเดียว การสรรหาคำมาอธิบายสิ่งต่างๆ ก็เก่งกาจพอๆ กัน แม้โดยมากจะพุ่งไปที่การใช้คำวิพากษ์รุนแรงแบบฟังแล้วเจ็บแสบก็ตาม
สำหรับบรรยากาศตอนนี้ สมควรได้ยินประโยคหรูหรามีสีสันจากปากเขาเหมือนเช่นในยามปกติ ทว่า ตัวกอร์ดอนเองกลับไม่สามารถทำได้ดังใจอยาก เห็นได้ชัดว่าอยากพรรณนาอะไรให้มากกว่านี้ แต่ดันไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาเลย ความรู้สึกของการถูกจับมายืนต่อหน้ารักแรกพบจะเป็นแบบนี้ใช่หรือไม่หนอ
‘…โอ๊ะ!’ กอร์ดอนที่สติหลุดลอยไปพักหนึ่ง จู่ๆ ก็คว้าข้อมือตัวเองหมับ
นี่คือการควบคุมบังคับมือขวาของเขาให้อยู่กับที่ เนื่องจากมันคอยแต่จะคืบคลานไปยกช้อนมาตักข้าวเข้าปากอยู่นั่นแล้ว
‘ยัง ยังอีก ไม่ใช่ตอนนี้โว้ย!’
กอร์ดอนเชื่อว่า ผู้เป็นเชฟจำเป็นต้องคงความหิวโหยไว้ตลอดเวลาเมื่อเข้าครัว มีแต่ต้องทำประสาทสัมผัสทั้งห้าให้โปร่งโล่งเท่านั้น จึงจะปรุงอาหารที่ดีที่สุดออกมาได้ ทว่า ทัศนคติที่มีมายาวนานของเขา บัดนี้ได้มาปะทะกับความต้องการที่แสนจะแปลกใหม่และยากต้านทานเข้าให้! กอร์ดอนไม่อาจพ่ายแพ้ให้ความวู่วามของตน จึงรีบร้อนเอ่ยถามเพื่อดึงสติไว้
“ผมลองทำได้แล้วใช่ไหมครับตอนนี้”
“เริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ ตามสบายค่ะ!”
ฮเยจีหลีกทางให้โดยไว เพียงเริ่มต้นหั่นกิมจิ กอร์ดอนก็ประสบอุปสรรคเสียแล้ว
“ฟัค! เจ้านี่มันยวบยาบ…”
หั่นน่ะหั่นแล้ว ตัวอย่างก็มีให้ดู แต่ไม่รู้ทำไมถึงออกมาเหมือนสัตว์ประหลาดรูปร่างโย้เย้ ด้วยความที่ใบของกิมจิผักกาดขาวทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ และชื้นแฉะ แถมยังอ่อนนุ่ม จึงยากที่จะหั่นให้ออกมาเป็นชิ้นเป็นทรงสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดี เหตุผลดังกล่าวไม่สามารถเอามาใช้แก้ตัวได้ เพราะผลลัพธ์อันงดงามของเชฟกูแสดงทนโท่อยู่ต่อหน้าต่อตา
‘พนันได้ว่า ฉันจับมีดมาก่อนเธอหลายสิบปีนะ…’
ในความคิดกอร์ดอน รูปทรงและหน้าตาของอาหารถือเป็นส่วนหนึ่งของรสชาติเลยก็ว่าได้ สมัยก่อน มีเชฟในรายการทีวีไม่รู้ตั้งมากมายเท่าไหร่ที่ไม่ทันได้คำนึงถึงจุดนี้ เป็นอันว่า ถูกเขาด่ากราดจนร่างพรุนตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ
‘ขายหน้าแท้ๆ’
ใจเขาอยากย้อนกลับไปหั่นกิมจิใหม่ทั้งหมดให้รู้แล้วรู้รอด แต่จำเป็นต้องเดินหน้าทำสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ เรียนรู้สูตรอาหารและขั้นตอนในองค์รวมให้ครบจบกระบวนการเสียก่อน
กอร์ดอนระงับความเสียดายไว้ หันมาจดจ่อเข้าสู่กระบวนการต่อไป ซึ่งก็สามารถจัดการได้อย่างลื่นไหลไร้สิ่งติดขัด จนในที่สุดก็ทำสำเร็จ ส่วนในด้านรสชาตินั้น
“…อืม!”
สรุปคือ รสชาติไม่เลว
“อร่อยค่ะ!” ฮเยจีแจ้งผลการประเมิน
แต่กอร์ดอนกลับยิ้มแห้งๆ ให้คำชมนั้น
‘ก็ต้องอร่อยสิ อร่อยแน่…’ เพราะความอร่อยนั้นหาใช่ได้มาเพราะฝีมือเขา
เป็นเพราะวัตถุดิบเยี่ยมยอดอยู่แล้วเป็นทุนเดิมต่างหาก
‘ให้เชฟที่ไหนทำก็คงได้รสประมาณนี้แหละ ยิ่งมีกิมจิที่คุณภาพสูง สดใหม่หายใจได้แบบนี้ด้วย…’
เขามีโอกาสชิมข้าวผัดกิมจิของเชฟกูมาก่อนแล้ว จึงสามารถฟันธงตัดสินรสชาติอย่างได้เย็นชาเช่นนี้
‘ข้าวผัดกิมจิของฉันกับเชฟกู จุดต่างชัดเจนที่สุดอยู่ที่ความกลมกลืน ทั้งขนาดและน้ำหนักของกระทะเป็นตัวแปรที่ทำให้สะบัดได้ไม่คล่อง วัตถุดิบกับเครื่องปรุง กระทั่งความหอมของควันเลยไม่ผสมผสานกลมกลืนเท่าที่ควร’
กอร์ดอนหยิบช้อน ตักข้าวผัดกิมจิของฮเยจีเข้าปากอีกครั้ง
‘ใช่เลย…’
เขาทิ้งความคับข้องใจลงจนสิ้นซากได้สักที
‘ถ้าเทียบกับจานนี้ จานของฉันเอาไปให้หมากินยังไม่รู้จะกินไหม’
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาเสียความมั่นใจแต่อย่างใด ออกจะตรงกันข้ามเสียมากกว่า
‘แรงผลักดันที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาก็คือความรู้สึกตกเป็นรองไม่ใช่รึ นี่ไง ที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้น่ะ’
กอร์ดอนไม่ได้รู้สึกพลุ่งพล่านจนไฟในใจลุกโชนเช่นนี้มานานมากแล้ว
“เชฟกู ผมขอทำข้าวผัดกิมจิใหม่อีกรอบได้ไหมครับ”
“ได้แน่นอนค่ะ เชิญเลย!” ฮยจีพยักหน้า คล้ายรอฟังคำนี้อยู่
ต่อให้เธอเอ่ยชื่นชมเขาแล้วก็จริง
สำหรับตัวกอร์ดอน คงไม่พอใจกับผลงานตัวเองง่ายๆ แล้วหยุดแค่นั้นหรอก
***
“…!”
“เป็นไงคะ ดีกว่าจานแรกเยอะใช่ไหม”
อาจจะยังเทียบกับข้าวผัดกิมจิของฮเยจีหรือคนอื่นๆ ไม่ได้ ทว่า อาศัยเวลาน้อยนิดเพียงสองชั่วโมงกว่า ทำออกมาได้ขนาดนี้ นับว่าฝีมือรุดหน้าจนน่าตระหนก
มยองฮุนที่กำลังชิมข้าวผัดกิมจิรอบสุดท้ายของกอร์ดอนได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย
“ดีกว่าเยอะจริงๆ แบบนี้เอาไปเสิร์ฟลูกค้ายังได้เลยนะ”
“คิดเหมือนกันสินะคะ ว่าแล้ว เป็นเชฟดังได้ขนาดนี้ต้องมีของ!”
“ซึ่งก็ต้องขอบคุณกิมจิของเฮียกยองฮาด้วยที่ช่วยไว้ไม่น้อย”
“นั่นมันของตายอยู่แล้วค่ะ!”
กอร์ดอนที่แวบออกไปข้างนอก กลับเข้ามาได้จังหวะ มยองฮุนหันมองหน้าเขา ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้แทนคำชม
“ไนซ์ เวรี่กู้ด (อร่อยครับ ทำได้ดีมาก)”
“แต๊งส์ (ขอบใจนะ)” nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
“งั้นเมนูข้าวผัดกิมจิของวันนี้ เชฟจะลองรับไปทำดูไหมคะ”
ฮเยจีหยิบยกคำของมยองฮุนมาถามเอาดื้อๆ
กอร์ดอนตอบรับอย่างยินดี อย่างไรแล้วเพื่อการนี้ เขายอมปวดแขนกับการฝึกร่อนกระทะมาตลอดหลายชั่วโมง ไม่ได้วางมือเลยไม่ใช่หรือ
ในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลาเปิดร้าน พนักงานทั้งหมดมารวมกันที่ห้องอาหารดังที่ทำเป็นประจำ
มยองฮุนกล่าวกำชับกับทุกคน
“วันนี้เรามีถ่ายรายการกันก็จริง ถึงจะห่างหายไปนานก็ไม่ต้องตื่นเต้นนะครับ ทำอย่างที่ทุกคนเคยทำมาตลอดก็พอ ผมว่าน่าจะชินกันอยู่แล้วแหละ ใช่ไหมครับ”
พนักงานพยักหน้าหงึกหงัก ต้องขอบคุณเถ้าแก่คนเก่งประจำฮันอุลที่ทำให้พนักงานทั้งหลายคล้ายถูกฝึกฝนมาให้สามารถรับมือกับสื่อต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อีกอย่าง ครั้งนี้มีตากล้องแค่คนเดียวเท่านั้น เทียบกันแล้วบรรยากาศสบายๆ กว่ามากนัก
“มาครับ ลุยกันเถอะ!”
ไม่ทันขาดคำ ซองช่อลก็เปิดประตูร้าน จากนั้นลูกค้าที่มาก่อนเวลา เข้าแถวรออยู่อย่างเป็นระเบียบก็เริ่มเดินเข้าร้าน ชั่วพริบตาเดียวก็ไม่เหลือโต๊ะว่างเลย กอร์ดอนที่สังเกตการณ์อยู่อดทึ่งไม่ได้
‘เต็มเอี้ยดตั้งแต่ช่วงเช้าเนี่ยนะ?’
นอกจากทึ่งก็ยังสงสัยด้วย
‘ที่นั่งเต็ม ลูกค้าอย่างกับนัดกันว่าจะไม่มาเพิ่มให้เสียพลังงาน หน้าประตูก็เงียบเชียว… เดี๋ยว นัดไว้เหรอ งั้น…’
กอร์ดันหันไปถามฮเยจีที่อยู่ข้างๆ ทันที
“ฮันอุลให้สำรองที่นั่งล่วงหน้าก่อนมาร้านเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ!”
“แปลว่าลูกค้าพวกนี้…”
“ค่ะ! พอดีว่าลูกค้าเคยมาออกันแน่นเกินไป หลายคนอุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลแต่ต้องกลับไปมือเปล่า เถ้าแก่เลยจำใจเปลี่ยนมาเป็นระบบสำรองที่นั่งแทนค่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง”
กอร์ดอนแอบตกใจลึกๆ กับความเนื้อหอมของฮันอุล
“ว่าแต่ โต๊ะเต็มตั้งแต่รอบเช้าแบบนี้ ตอนจองที่ก็คงแข่งกันน่าดูสิครับ ใช่รึเปล่า”
“อ่า อืม- ได้ยินมาเหมือนกัน ฉันก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกค่ะ!”
ฮเยจีหาได้สนใจเรื่องอื่นนอกจากการทำอาหารไม่ จึงได้แต่เกาท้ายทอยแก้เก้อ ประจวบเหมาะกับซุนกุกโฉบผ่านมา เธอจึงรีบรั้งไว้ ขอความช่วยเหลือ
“พี่ซุนกุกคะ การจองที่นั่งของทางร้านดุเดือดมากไหมคะ”
“ทำไมเหรอ”
“กอร์ดอนถามน่ะค่ะ! แต่หนูตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง”
ซุนกุกกวาดตามองรอบห้องอาหารหนึ่งแวบ จากนั้นหันไปชูนิ้วใส่กอร์ดอน
“รีเสิร์ฟ ซิกซ์ มันธ์ อะโก (จอง หกเดือนที่แล้ว)”
“…ว็อท?”
กอร์ดอนนึกว่าตัวเองหูเพี้ยน หรือไม่ก็เพราะอีกฝ่ายใช้ภาษาอังกฤษไม่คล่องจึงได้คำตอบมาแบบคลาดเคลื่อน ฮเยจีฟังคำอธิบายจากซุนกุกก่อน ค่อยหันมาถ่ายทอดให้กอร์ดอนฟัง ซึ่งเนื้อก็หาไม่ได้ต่างจากที่กอร์ดอนเดาเมื่อคร
“ลูกค้าที่เห็น คือพวกที่สำรองที่นั่งล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ครึ่งปีก่อนค่ะ ร้านเราจะเปิดให้กดจองได้ปีละสองครั้ง นั่นก็คือทุกๆ ครึ่งปี เห็นว่าเปิดลงทะเบียนปุ๊บก็ต้องปิดรับจองเลยภายในไม่กี่วินาที”
“ว็อท เดอะ…”
กอร์ดอนตกใจจนพูดไม่จบประโยค
‘เรสเตอรองดังๆ ระดับโลก เต็มที่คือจองล่วงหน้าเป็นเดือน แค่เดือนสองเดือนก็ว่าหนักแล้วนะ …นี่ครึ่งปีรึ แถมยังเต็มในไม่กี่วินาทีอีก’
รู้สึกช็อคก็จริง แต่พอเข้าใจได้
‘สมควรล่ะ จ่ายไม่ถึงเจ็ด แปดยูโร แต่ได้อาหารคุณภาพเยี่ยม รสชาติยอดแบบนี้…’
กอร์ดอนรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกดทับบนหัวไหล่
‘รอกันมาตั้งครึ่งปี จะให้เจอความผิดหวังเพราะข้าวผัดกิมจิฉันเป็นเหตุ คงไม่ได้และไม่ดีเอามากๆ’
ระหว่างที่กำลังลั่นคำสาบานในใจ มยองฮุนก็ตะโกนเสียงดังมาจากในครัว
“ออเดอร์เข้าแล้วนะครับ!”
“ไปกันเถอะค่ะ กอร์ดอน!”
ฮเยจีอาสานำทางไปยังหน้าเตา ครู่เดียวออเดอร์ก็เข้ารัวๆ แบบไม่มีช่องให้พักหายใจ
***
บ่ายสามโมง
“ฟู่ววว- ”
ถึงช่วงพักเบรกแล้ว ในที่สุดกอร์ดอนก็มีโอกาสได้เข้าห้องน้ำ
เขายืนหน้าอ่างล้างมือ กำลังเช็ดเหงื่อและล้างหน้าด้วยน้ำเย็น จากนั้นพิงร่างกับกำแพง บ่นอุบ
“ฟัค… ร่างแทบแหลก ให้ตายเถอะ”
กอร์ดอนบุกไปที่ครัวของร้านอาหารมาแล้วหลายแห่งนับไม่ถ้วน ทว่า ไม่เคยมีที่ไหนทำเขายุ่งวุ่นวายจนหัวปั่นขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต
“เหมือนเปลี่ยนตัวเองเป็นหุ่นยนต์ทำอาหารเลยวุ้ย”
เขาออกไปจากหน้าเตาและเคาน์เตอร์ทำอาหารไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียวกระทั่งถึงพักเบรก เนื่องด้วยออเดอร์หลั่งไหลเข้ามาไม่ได้หยุด แต่จะก่นด่าว่าสั่งเมนูข้าวผัดกิมจิกันเยอะมากก็ไม่ใช่ เพราะเมนูส่วนใหญ่เป็นพวกแกง ผู้รับหน้าที่หลักก็คือฮเยจีและมยองฮุน กอร์ดอนถอนหายใจเฮือก ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ เมื่อครู่แล้วก็ต้องสะบัดศีรษะ
“เคลื่อนไหวกันยังไงให้เร็วขนาดนั้น แถมไม่เปลืองพลังงานเปล่าๆ ปลี้ๆ อีก”
นั่นครัวร้านอาหารหรือสนามรบ? ภาพฮเยจีและมยองฮุนที่สะท้อนในสายตาเขาไม่ต่างจากหน่วยอารักขาหรือหน่วยรบพิเศษเลย ข้อผิดพลาดน้อยนิดก็ไม่มีให้เห็น เช่นนั้น ใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ตอนนี้จะมีความสามารถระดับไหนหนอ ว่าแล้วก็อดอุทานในใจไม่ได้
‘เชฟโก คุณทำได้ยังไง ใช้วิธีไหนถึงปั้นลูกศิษย์ระดับนี้ออกมาได้สองคนพร้อมกัน’
กอร์ดอนเป็นเจ้าของเรสเตอรองถึงยี่สิบห้าแห่งทั่วโลก ดังนั้น พ่อครัวที่เขาสอนเองกับมือย่อมมีมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ในจำนวนทั้งหมด หากวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาก็ต้องบอกว่า แทบจะไม่มีใครมีฝีมือเทียบมยองฮุนหรือฮเยจีได้เลย
‘ชักอยากจับมาชุบตัวที่นี่ให้หมด เอาสักหลายๆ วัน ไม่สิ ไหนๆ ก็มาแล้ว ขอร้องให้เชฟโกจัดโครงการอบรมซะเลยดีไหมนะ’
ขณะที่กอร์ดอนกำลังพึมพำเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องน้ำนั้นเอง จู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวด้านนอก
ซุนกุกกับซองช่อลเดินเข้ามา
“อ้าว กะ กอร์ดอน แรมซีย์ เฮลโหล”
“…เฮลโหล”
กอร์ดอนทักทายอย่างขัดเขิน จากนั้นเดินผลุบออกจากห้องน้ำไป
“…พี่”
“…?”
สองคนยืนข้างกันหน้าโถปัสสาวะ ระหว่างทำธุระส่วนตัว ซองช่อลก็ถามซุนกุก
“เห็นเหมือนกันปะพี่ ใช่ไหมๆ”
“อะไร”
“กอร์ดอนไงครับ เขาออกไปทั้งที่ยังไม่ได้ล้างมืออะ”
ซุนกุกเงียบ รูดซิปขึ้นแล้วถามกลับ
“เมื่อกี้ กอร์ดอนบอกจะทำอะไรให้เรากินเป็นมื้อกลางวันนะ”
“ไก่ทอดบัตเตอร์มิลค์ครับ”
“เออใช่ เอาไงดี ฉันไม่ชอบกินไก่ซะด้วย”
ซองช่อลกระพริบตาปริบๆ นึกถึงภาพซุนกุกสวาปามไก่ทอดที่กยองฮาทำให้อย่างตะกละตะกลามแบบงงๆ
“เกือบลืมแน่ะ มีธุระต้องแวะไปสาขาหลักก่อนอีก”
“พี่ ผมไปด้วย”