นานๆ ครั้ง กยองฮาจะกดเข้าไปดูโฮมเพจของมูลนิธิฮันอุลเช่นนี้
สายตาเขาจ้องตรงไปยังมุมขวาล่าง อันเป็นตำแหน่งบอกจำนวนเงินบริจาคแบบเรียลไทม์
“โอ้ ได้ตั้งเจ็ดพันล้านแล้วเหรอเนี่ย”
“เจ็ดหมื่นล้านต่างหาก” อันอิลเทช่วยแก้หลักเลขให้
กยองฮาเกาท้ายทอยเขินๆ
“เพิ่งผ่านมาเดือนเดียวเองไม่ใช่เหรอ บริจาคอะไรกันขนาดนี้”
“นั่นก็ต้องขอบคุณพวกสื่อล่ะ ที่เปิดมาปุ๊บก็แข่งกันรีบเล่นข่าวพวกมหาเศรษฐีเมืองนอกกับบริษัทยักษ์ๆ แย่งกันทุ่มบริจาคใหญ่เลยไง”
‘จะว่าไป…’
กยองฮาคล้ายจะนึกบางอย่างออก
‘ทำไมเงียบอย่างกับหายเข้าป่าช้า ไปไหนกันหมดนะ แต่ละคน’
ถกเถียงกันจะเป็นจะตาย อยากได้ตำแหน่งแขกคนแรกกันนัก กยองฮาจึงให้แขกกิตติมศักดิ์ตกลงหารือกันเองเลยว่าใครจะเป็นลำดับก่อนหลัง นี่ก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วไม่ใช่หรือ
‘อย่าบอกนะว่ายังตกลงกันไม่ได้อีก เฮ้ยยย ไม่น่า…’
แน่นอน เขาย่อมรู้ดีว่าอาหารฝีมือตนคือสิ่งพิเศษที่มีตำแหน่งพิเศษในใจชนชั้นสูงเหล่านั้น แต่จะให้จินตนาการภาพท่านผู้นำแต่ละฝ่ายลงสนามเจรจาต่อสู้กันเพื่อชิงลำดับแขกรับเชิญสำหรับอาหารเพียงหนึ่งมื้อก็เกินไป เขานึกภาพไม่ออกจริงๆ
‘เดี๋ยวก็ลงตัวไปเองน่า’
อันอิลเทยังคงคุยต่อ กยองฮาจำต้องหยุดสนใจเรื่องอื่น หันมาเข้าเรื่องเดิม
“เรื่องเงินสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทในบ้านเราน่ะมันของตาย แต่จุดที่น่าสนใจกว่าคือผู้บริจาครายย่อยนี่แหละ มาทีละนิดละหน่อย แต่มาสม่ำเสมอ แปลว่าฮันอุลของเราในสายตาประชาชน นับเป็นมูลนิธิที่เชื่อถือไว้ใจได้ไงล่ะ”
ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่แน่ใจที่สมาชิกในร้านตามสั่งหันมาร่วมเป็นอาสาสมัครงานการกุศลตามแบบกยองฮากันทีละคนสองคน เมื่อความเป็นฮันอุลรักการกุศลเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ความตั้งใจแท้จริงในฐานะองค์กรหนึ่งที่รักและรับผิดชอบต่อสังคมก็เป็นที่ประจักษ์ เหล่าชาวเน็ตตามคอมมิวนิตี้ต่างๆ จึงพากันตั้งชื่อเล่นให้ฮันอุลว่า ‘ก็อด(God)อุล’
ฝั่งคนฮันอุลซึ่งเปิดตัวมูลนิธิอันเป็นหมุดหมายใหม่เองก็รู้สึกประทับใจไม่น้อย และตอนนี้ อันอิลเทก็กำลังลากเมาส์ไปคลิกที่เว็บบอร์ดเพื่อเปิดให้กยองฮาดูเป็นเครื่องยืนยัน
“ลองอ่านที่เขาเขียนไว้ในนี้ดูนะ”
ข้อความมากมายนับไม่ถ้วนเรียงรายต่อกันอยู่ในกระทู้ที่จั่วหัวว่า ‘ฉันขอพูดอะไรสักคำ’
[แม่ของยุนเจ] พวกมูลนิธิทุกวันนี้ รับๆ เงินไปแล้วไม่ทราบเอาไปใช้ที่ไหนหมด ยอดบริจาคก็ไม่มีการชี้แจงให้มันโปร่งใส ฉันเลยไม่เคยเสียเงินบริจาคแม้แต่ครั้งเดียว แต่เพราะเชื่อมั่นในฮันอุล ฉันเลยสมัครเป็นผู้สนับสนุนเงินบริจาคแบบฝากประจำค่ะ นี่คือครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาเลยนะ ขอให้รักษาความดีนี้ต่อไป หวังว่าจะซื่อสัตย์จริงใจเช่นเดียวกับอาหารในร้านตามสั่งฮันอุลนะคะ
[เถ้าแก่แฟรนไชส์] ผมเคยถูกแฟรนไชส์ของบางบริษัทหักหลังสองครั้ง ชีวิตตกต่ำถึงขนาดต้องลอยคอมองหาฟางเส้นสุดท้าย กระทั่งมาเจอฮันอุลครับ ฟางเส้นนี้ใช่ว่าจะคว้าได้ง่ายๆ ไหนจะความโหดที่ต้องทบทวนทักษะทุกๆ ครึ่งปี ไหนจะความเข้มงวดกวดขันเรื่องสุขอนามัย บางทีก็คิดนะครับว่าทำเกินไปมาก แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เกินไปมากเหล่านั้น หวนคืนกลับมาเป็นผลกำไรงามๆ ทั้งสิ้น ผมจึงสำนึกขอบคุณฮันอุลเสมอมา! ฉะนั้น ฮันอุลเชื่อถือได้แน่นอนครับ
[อปป้าเชฟพี่โก] ในฐานะแฟนคลับ หนูเริ่มจากการบริจาคแบบน้อยๆ ก่อนค่ะ เชื่อมั่นเต็มร้อยว่าถ้าเป็นพี่กยองฮาของหนู ไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีไม่งามเด็ดขาด เลยตั้งใจอดกาแฟสองแก้ว เอาเงินไปทำสิ่งดีๆ กับเขาบ้าง
[ครั้งหนึ่งเคยไร้บ้าน] สมัยที่ชีวิตไร้ซึ่งความหวังและแรงกระตุ้น ความสุขเดียวของผมคืออาหารฝีมือเชฟโกครับ แรกๆ ก็กินเอาอร่อย แต่นานวันเข้า ผมกลับรู้สึกผิดจนน้ำตาไหลไม่หยุดเลยครับ เพราะการได้รับอาหารอร่อยเยี่ยมที่ปรุงจากใจขนาดนั้นมากินฟรีๆ มันทำให้ทั้งละอายทั้งเจ็บปวด ผมจึงลงทุนเปลี่ยนตัวเองจนมีชีวิตที่ดีขึ้น ถึงจะไม่ได้มีกินมีใช้เหลือเฟือ แต่อย่างน้อยสามารถเอาตัวรอดได้ นึกถึงบุญคุณของเชฟโก ให้ผมบริจาคแค่นี้ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ จริงไหม
ข้อความทั้งหมดมาจากเรื่องจริงที่เขียนอย่างซื่อสัตย์
ยิ่งเลื่อนเมาส์ลงไปมากเท่าไหร่ รอยยิ้มของกยองฮาก็ยิ่งกดลึกชัดเจน อันอิลเทปรายตามองใบหน้าด้านข้างของกยองฮา ก่อนจะแย้มยิ้มละมุนไม่ต่างกัน
‘จะว่าไป ชีวิตฉันเองก็เปลี่ยนไปมากจริงๆ เพราะใครบางคนนี่ล่ะ’
อันอิลเทย้อนคิดถึงอดีต สมัยนั้นกว่าจะได้เงินสักก้อนต้องตรากตรำเหลือแสน
‘พร่ำสอนกันหนักหนาว่า ถ้าไม่ทำตัวให้ร้ายกาจก็จะอยู่รอดในสังคมไม่ได้ เลยใช้ชีวิตด้วยทัศนคติแบบเดียวกันหมด ต้องมาบีบคั้นตัวเอง…’
เผลอเพียงชั่วครู่ค่าครองชีพและค่าเช่าที่ก็แพงพรวดพราด เมื่อไหร่ที่ธุรกิจใครดูเข้าท่าน่าจะไปรอด เมื่อนั้นละแวกข้างเคียงก็จะเริ่มผุดร้านรวงแบบเดียวกันขึ้นมาราวดอกเห็ด ให้ประคองตัวเองยังลำบาก ยังจะมีเวลาไปสนใจเรื่องอื่นอีกหรือ ทว่า ท่ามกลางสภาวะสุดโต่งชวนมอดม้วย อันอิลเทกลับได้พบกยองฮา
ตั้งแต่นั้น หลายอย่างในทุกมิติแห่งชีวิตเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
‘ไอ้ที่สบายขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องควักกระเป๋าสตางค์ใช้จ่ายนะ’
จิตใจก็เหมือนได้รับการเยียวยาก็เช่นกัน ไม่ต้องขวนขวายหาอะไรมาเติมเต็มอีกแล้ว อิ่มเอมเปรมปรีดิ์อยู่ทุกๆ วัน
‘ความสุขยิ่งแบ่งปันก็ยิ่งมากเป็นทวีคูณ ถ้าไม่ใช่เพราะนายคนนี้ก็คงไม่มีทางได้รู้ไปจนตาย’
ครั้นอันอิลเทระลึกรู้ว่า น้ำใจอุ่นระอุเพียงน้อยนิดของตนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ผู้อื่นมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ทั้งร่างก็สั่นสะท้านไปด้วยความปิติยินดี ชนิดที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว
‘ใจเธอเองก็คงเป็นแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม’ มือข้างหนึ่งของเขาวางลงบนหัวไหล่กยองฮาเบาๆ เงียบๆ
อันอิลเทที่กำลังซาบซึ้งกับบรรยากาศตรงหน้าเอ่ยออกมาตรงๆ
“ฉันเองก็คล้ายคนพวกนี้แหละ สำนึกขอบคุณเธอมาตลอดเหมือนกัน”
“…”
กยองฮาตีเนียน ค่อยๆ ขยับไหล่ให้พ้นจากฝ่ามือนั้น กล่าวโพล่งทำลายความรู้สึกประหลาดที่เขาเองก็ต้านทานไม่ไหว และไม่รู้ว่าคืออะไร
“ไหนๆ ก็มาแล้ว ทานอะไรสักหน่อยค่อยไปนะครับ”
“โฮ่- ดีๆๆ!”
“ผมกะจะต้มรามยอน (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) เถ้าแก่โอเครึเปล่าครับ”
ใครไม่รู้ หากฟังเผินๆ ในฐานะแขกอาจมีสิทธิ์แอบผิดหวังได้ แต่อันอิลเทไม่นำพา แถมยังหน้าตาสดใส
“ถ้าเธอเป็นคนต้ม อะไรก็อร่อยทั้งนั้น! กินได้ๆ รามยอนอะไรล่ะ”
“อืม รามยอนต้มยำทะเลเป็นไงครับ”
“รามยอนต้มยำทะเล!”
น้ำลายออกมาสอเต็มปากอันอิลเทแล้วเรียบร้อย เขาตอบตกลงแบบไม่ต้องคิด ทั้งยังเอ่ยเร่งเชฟเสียด้วย
“รีบๆ เลย ต้มให้ไว”
***
พริกช่องนยังสับละเอียดถูกนำไปผัดในกระทะซึ่งเคลือบน้ำมันสำหรับปรุงอาหารไว้เต็มเปี่ยม สักพัก น้ำมันก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเยิ้ม เพียงใช้ตะแกรงกรองเอาเศษที่ไม่ต้องการออกก็เป็นอันจบพิธี จากนั้น นำปลาหมึกกับเนื้อหมูที่หั่นเตรียมไว้และผ่านการลวกพอสุกใส่ลงไปในน้ำมันพริก ตามด้วยกระเทียมสับกับต้นหอมญี่ปุ่นซอย ผัดคลุกเคล้าเป็นเวลาไม่กี่นาทีก็ใช้ได้ ขั้นตอนถัดมาคือ เติมน้ำสต๊อกลงไปและรอให้เดือด
จังหวะนี้ เพื่อไม่ให้วัตถุดิบอื่นๆ บวมเละและยังคงรสสัมผัสไว้ดังเดิม จะต้องค่อยๆ เทน้ำสต๊อกทีละนิดแล้วปล่อยให้เดือด ทำสลับกันไปเรื่อยๆ ถึงจะดี กระทั่งได้ปริมาณน้ำซุปที่พอเหมาะตามต้องการจึงใส่บะหมี่ตบท้ายแล้วเร่งไฟแรงสุด
ช่วงที่รอให้เส้นสุกนุ่ม กยองฮาหยิบกระทะขึ้นมาอีกหนึ่งใบเพื่อทำสแครมเบิลเอ้ก (ไข่กวน) สำหรับไว้โรยหน้ารามยอนต้มยำทะเล อันอิลเทจับจ้องทุกขั้นตอน กลืนน้ำลายเอื๊อกๆ จนไม่เป็นอันทำอะไร
“…เสร็จแล้วครับ”
รามยอนต้มยำทะเลสองชามตั้งรออยู่บนโต๊ะ
“งั้น…จะทานให้อร่อย… ซรู้ดดด- ซู้ด”
กล่าวยังไม่ทันจบประโยค อันอิลเทก็สูดเส้นบะหมี่เสียแล้ว
“ซี๊ดดด ฮ้า- ฟู่ววว- ซรู้ดดด ซู้ด”
อวัยวะร่างกายที่ทำงานหนักแทบระเบิดหาใช่ต่อมน้ำลายเพียงอย่างเดียว ต่อมเหงื่อเองก็ไม่แพ้กัน เม็ดเหงื่อหลั่งไหลท่วมตั้งแต่หนังศีรษะ หยดลงมาตามใบหน้า เรื่อยลงมาจนถึงหลังคอ
ขนาดนี้แล้ว อันอิลเทก็ยังก้มหน้าก้มตาสูดบะหมี่ต่อไป ไม่สนใจยกแก้วน้ำข้างตัวขึ้นมาดับร้อนสักนิด กยองฮาอดรนทนไม่ไหวต้องดึงทิชชู่มารองซับให้ที่ใต้คางอยู่หลายหน
“คึกกก- ดีจริงๆ! ฮ้า~”
สุดท้าย เส้นรามยอนทั้งชามของอันอิลเทก็หมดเกลี้ยงราวเล่นกล แต่เนื้อกับน้ำซุปยังเหลืออยู่ อันอิลเทจึงจัดการวางตะเกียบลงแล้วใช้สองมือจับหมับที่ข้างชาม ดูทรง เขาคงตั้งใจจะยกซด กยองฮารีบคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ รอกระทั่งตาสบกัน จึงส่งสัญญาณโดยการส่ายหน้า
“เอ้า…”
กยองฮาตอบสั้นๆ พร้อมดันถ้วยข้าวสวยไปให้
“ต้องคลุกนี่สิครับ ข้าวสวยเย็น”
“อะฮ่า- ”
อันอิลเทเพิ่งสำเหนียกว่าตนพลาดไปแล้ว รีบวางชามลง ยกถ้วยข้าวขึ้นมาแทน
‘อึ้ก มือเย็นเลยวุ้ย!’
เขานำข้าวทั้งถ้วยคว่ำโปะลงในชามทันที ความหนึบทำให้เมล็ดข้าวที่เกาะกันอยู่หล่นต๋อมลงไปในชามทั้งที่ยังเป็นรูปทรงถ้วย การเอาช้อนบี้ให้ก้อนข้าวแตกตัวถือเป็นเรื่องสนุกอีกประการหนึ่ง แต่ความสนุกนั้นก็ยังมิสู้ความอยากลิ้มชิมรสโดยเร็ว มือไม้ปั่นป่วน เคลื่อนไหวเร็วขึ้นทุกที และแล้วข้อมือก็ถูกกยองฮาคว้าหมับเข้าให้อีกครั้ง
“เอ้า…”
“อย่าเพิ่งคลุกหมดครับ ช้อนแรก ลองตักก้อนข้าวจุ่มน้ำซุปชุ่มๆ ทานดูก่อนสิครับ”
“อะฮ่า- ”
ให้มันรู้เสียบ้างว่าใครเป็นผู้พูด อันอิลเททำตามที่กยองฮาบอกอย่างว่าง่าย ส่งหนึ่งช้อนเข้าปากเร็วรี่
‘อื๊มมม!’
ข้าวทั้งก้อนยังหลงเหลือความเย็นอยู่ ดังนั้นทุกคำที่เคี้ยว ข้าวที่แตกตัวจึงส่งไอเย็นไปปลอบประโลมลิ้นและด้านในปากที่แดงร้อน เช่นนี้ รสชาติน้ำซุปจึงเหมือนจะเข้มข้นขึ้นอีกระดับหนึ่ง
“โป๊ะเชะ! ถ้าเป็นเรื่องอาหาร คำแนะนำของเธอไม่มีทางผิดแ… ซรู้ดดด- ซู้ด”
พูดไม่ทันจบประโยคอีกตามเคย มือผลักช้อนเข้าปาก ขยับเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่สัมพันธ์กับการสั่งการของสมองเอาเสียเลย
***
“วันนี้อิ่มอร่อยก่อนไปเหมือนเดิม เฮ้อ ใจหนึ่งก็รู้สึกขอบคุณ อีกใจหนึ่งก็รู้สึกอยากขอโทษ เอาแต่มารบกวนเธออยู่ฝ่ายเดียว…”
“พูดอะไรยังงั้นครับ ถ้าเป็นเถ้าแก่หรือสมาชิกฮันอุล ผมยินดีต้อนรับเสมอครับ ขอแค่มาหากันก็พอ”
“ฮ่าๆ อุตส่าห์พูดซะขนาดนี้ เดี๋ยวตอนเย็นฉันก็มาอีกหรอก”
“ยกเว้นวันนี้ครับ”
“ฮ่า… ฮ่า…”
ล้อเล่นกันพอหอมปากหอมคอ กยองฮาก็เดินไปส่งอันอิลเท กลับมาอีกที มือถือบนโต๊ะก็สั่นครืดๆ บอกให้รู้ว่ามีเมลเข้าจำนวนสามฉบับ กยองฮากดเปิดเมลอ่านดู
“ตกลงเรื่องลำดับกันได้แล้วนี่” เขาพึมพำพลางพยักหน้าโนiวลกูดอทคอม
รายชื่อแรกบนบรรทัดแรกไม่ใช่ใครที่ไหน มานซูร์นั่นเอง กยองฮาแอบคาดไว้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์น่าจะออกมาเป็นเช่นนี้ แล้วก็เป็นดังที่คิดจริงๆ หรือว่าคุณๆ ท่านๆ งัดข้อกันด้วยพลังเงินตรา?
ดูชัดๆ อีกทีก็ไม่น่าใช่เหตุผลนั้น เนื่องจากชื่อนักการเมืองซึ่งไม่น่าเข้าข่ายดังกล่าวกลับโชว์หราอยู่ลำดับต้นๆ
“เอาเกณฑ์อะไรมาใช้กันล่ะเนี่ย”
***
“จับสลาก?”
“…พ่ะย่ะค่ะ”
มานซูร์ได้แต่นิ่งอึ้ง
“แล้วเงินดอลล่าร์ที่ให้ไปตั้งเยอะแยะนั่นเก็บไว้ทำอะไร…”
“อ่า…คือ…ทีแรกกระหม่อมทั้งเสนอทั้งหว่านล้อมว่าให้กำหนดลำดับกันโดยวัดจากยอดเงินบริจาคเพิ่มเติม แต่พวกนักการเมืองที่เป็นเสียงส่วนมากแย้งว่ายังไงก็สู้ไม่ไหว จึงร่วมกันปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ…”
กระนั้น อันดับที่หนึ่งก็ยังอุตส่าห์มานอนเป็นไก่ในกำมือมานซูร์จนได้
“แปลว่า นี่มันโคตรของโคตรแห่งความโชคดีเลยนะนี่”
“ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะความเมตตาจากองค์อัลลอฮ์หรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ภูมิใจในตัวนายเหลือเกิน ฮัสซัน”
“ตรัสเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
มานซูร์ยังไม่วายสงสัย
“เออ แล้วปูตินอยู่ลำดับที่เท่าไหร่?”
“ยี่สิบ… แปด หรือไม่ก็เก้านี่แหละพ่ะย่ะค่ะ”
“โฮ่ๆ เจ้าตัวแทนจับสลากนั่น มีหวังได้ซดน้ำข้าวต้มตลอดชีวิตแหงๆ”
“เป็นไปได้…”
ว่าแล้ว ฮัสซันก็เล่าเรื่องน่าตื่นเต้นต่อ
“มีรายงานว่า สืบเนื่องจากงานเชื้อเชิญของมิสเตอร์โกครั้งนี้ เขาอาจจะปล่อยไวน์หมักเอ็กซตราพรีเมี่ยมออกมาให้จับจองก็ได้พ่ะย่ะค่ะ นัยว่าเป็นการตอบแทนด้านเงินบริจาคพ่ะยะค่ะ”
“โฮ่- เรื่องจริงใช่ไหม”
“ยังไม่ฟันธงพ่ะย่ะค่ะ แต่ที่บ้านมิสเตอร์โกเพิ่งมีการสั่งนำเข้าวัตถุดิบพรีเมียมจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้ เป็นของที่ใช้สำหรับหมักไวน์เอ็กซตราพรีเมี่ยมทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นก็หมายความว่า ขวดที่เขาจะปล่อยออกมา อาจเป็นพวกที่แต่เดิมยังอยู่ในระยะระหว่างการบ่มก็ได้พ่ะยะค่ะ อีกทั้งไวน์เอ็กซตราพรีเมียมก็ต่างจากพวกเกรดพรีเมียมหรือเกรดดีๆ ธรรมดาเพราะเขาผลิตที่บ้านส่วนตัว ไม่ใช่โรงผลิตสุราพ่ะย่ะค่ะ…”
“อืม เข้าใจล่ะ แบบนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงสินะ ฮ่ะฮ่า”
ไวน์หรือเหล้าหมักเอ็กซตราพรีเมี่ยมของโกกยองฮานั้น ปีหนึ่งๆ อาจจะมีหรือไม่มีโผล่มาให้ยลโฉมเลยก็ได้ เป็นความเอ็กซตราพรีเมียมในวงการประมูลตามชื่อของมันนั่นแหละ ต่อให้เป็นอภิมหาเศรษฐี ร่ำรวยล้นฟ้าอย่างมานซูร์ก็ยังไม่อาจหามาครองได้โดยง่าย มานซูร์จึงอารมณ์ดีขึ้นทันตา
“นั่น เจ้าของบ้านมีไวน์ล้ำค่ารอตอนรับ ฉันจะไปมือเปล่าได้รึ หืม? ขอคิดก่อนนะ ฉันจะทำอะไรให้เขามากกว่านี้ได้บ้าง วิธีบริจาคเงินเพิ่มอีกก็คงจืดเจื่อนเกินไปแล้ว ไม่น่าทำให้เขาประทับใจเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่”
“แล้วถ้าวิธีนี้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ” ฮัสซันเกริ่นกลอุบายอันแยบยลออกมา
จากนั้น เพียงไม่กี่วันให้หลัง เรื่องเหนือความคาดหมายจากฝั่งตะวันออกกลางก็กลายมาเป็นข่าวหน้าหนึ่งหราอยู่ในสื่อประเทศเกาหลีใต้
***
ปีที่แล้ว บริษัท STS โจซอนเฮยังซึ่งตั้งเป้าฟื้นตัว ได้ทุ่มดำเนินการอย่างหนักเพื่อฟื้นคืนชีพให้กิจการ กระทั่งบัดนี้เพิ่งสามารถบรรลุผลสำเร็จในที่สุด สัญญาณชีพถูกปลุกผ่านมืออันทรงพลังที่ยื่นข้ามน้ำข้ามทะเลทราย เข้ามาพยุงร่างไว้กลางสงครามเสนอราคาการต่อเรือบรรทุกน้ำมันลำใหม่ของ UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) บริษัทฯ ฟาดฟันเอาชนะคู่แข่งโหดหินมาได้ ยืนหนึ่งจับมือเซ็นสัญญามูลค่าถึงสามร้อยล้านดอลล่าร์
…(ย่อเนื้อข่าวตอนกลาง)…
ยิ่งไปกว่านั้น คำสั่งต่อเรือที่บริษัท STS โจซอนเฮยังได้รับมาในครั้งนี้ ยังถือเป็นการล้มคู่แข่งร่วมวงการทั่วทุกมุมโลกอย่างราบคาบ โดยเฉพาะบริษัทไชน่าโจซอนคาร์เทลซึ่งมักเป็นฝ่ายผูกขาดเสมอมา ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ อาจต้องมีการนำมาวิเคราะห์เบื้องหลังให้ลึกซึ้งกว่าเดิมเสียแล้ว
บางกระแสให้ความเห็นว่า มุมหนึ่ง อุตสาหกรรมการต่อเรือในประเทศเราที่ประสบภาวะถดถอยจมปลักมายาวนาน อาจถึงคราวต้องได้กระแสพลังงานใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นบ้าง… (ย่อเนื้อข่าวตอนท้าย)
- UAE นี่ ประเทศของมานซูร์ไม่ใช่เหรอ
- อ่านจากข่าวสำนักอื่นมาก็ยิ่งน่าสงสัย พวกจีนคือลดราคากระหน่ำขนาดนั้นดันเมิน สุดท้ายหวยมาออกที่ STS เฉยยย
- ลูกพี่ลูกน้องผมที่ทำงานอยู่ STS ก็บอกเหมือนกันว่าตอนนี้บรรยากาศในบริษัทเองก็วุ่นวายใหญ่โต มันคือปาฏิหาริย์ ไม่มีใครคาดหวังมาก่อนว่าจะเป็นแบบนี้
- หรือว่า อาหารของเชฟโกมีพลังงานบางอย่างที่ดลใจมานซูร์ได้? อ่า ทำไมอะ… เมื่อก่อนก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้ หลังๆ มานี่ ปีหนึ่งพี่แกไปๆ กลับๆ เกาหลีเป็นว่าเล่น มาทุกครั้งต้องได้เจอเชฟโกก่อนกลับด้วย
- มโนฟิเชียลขั้นกว่าก็มา (มโน + ออฟฟิเชี่ยล = ทึกทักเอาเองและเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง)
- ตลกไปหน่อยรึเปล่า เพราะเชฟหนึ่งคน ถึงกับยอมเซ็นสัญญาสามร้อยล้านเหรียญอะนะ? มโนให้มันน้อยหน่อยก็ดี เบาได้เบาเหอะ
มานซูร์ คือ มกุฎราชกุมารแห่งกษัตริย์อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีของสหภาพฯ และยังรั้งตำแหน่งประธานใหญ่ในกิจการลงทุนด้านปิโตรเลียมระหว่างประเทศอีกด้วย ดังนั้น คำสั่งท้ายสุดของการว่าจ้างต่อเรือบรรทุกน้ำมัน จึงรับผลกระทบจากอิทธิพลการตัดสินใจของเขามาเต็มๆ ทว่า ที่เจาะจงเลือกบริษัทต่อเรือของเกาหลีใต้นั้น หาใช่เพราะเหตุผลด้านความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อโกกยองฮาไม่
แน่นอนว่า ทุกอย่างได้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมทั้งวางกลยุทธ์ระยะกลางและระยะยาวมาหมดแล้ว ได้ออกมาเป็นข้อวิเคราะห์ที่ทรงเหตุผล บริษัท STS จึงเข้าเป้าตัวเลือกสุดท้าย ซึ่งรายละเอียดทั้งหลายแหล่นั้น ฮัสซันกำลังรับหน้าที่แถลงไข
“พวกลำที่ต่อในประเทศจีนแล้วก็แล่นผ่านน่านน้ำกันอยู่ในตอนนี้ จากการสำรวจโดยให้เจ้าของเรือประเมินทุกมิติ พบว่า ผลตอบรับเป็นไปในทางที่ไม่ค่อยน่าพอใจนักพ่ะย่ะค่ะ”
“อันนั้นฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน มีปัญหาผิดปกติบ่อยๆ ใช่ไหม”
ที่จริง ให้เขาพิจารณาเลือกตัวเลือกราคาประมูลที่ถูกกว่า ก็สามารถถัวเฉลี่ยความเสียหายเล็กน้อยนี้ได้อย่างเหลือแหล่ อีกทั้งบริษัทต่อเรือของจีนในสมัยนี้ก็ต่างจากเมื่อก่อนมาก บริการหลังการขายออกจะเป็นไปอย่างกระตือรือร้นและฉับไวด้วยซ้ำ ทว่า คงไม่มีเจ้าของเรือที่ไหนยินดีกับการจ่ายหนักแล้วได้ผลลัพธ์มาเป็นเรือที่แค่จิ้มก็รั่ว โดยเฉพาะหากมันเป็นเรือบรรทุกน้ำมันด้วยแล้ว ปัญหาทั้งหลายที่เกิดบ่อยครั้งจะกลายเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งทันที
“เนื้อหาในพรีเซนเทชั่น (Presentation) กับรายละเอียดด้านเทคนิคอาจพิสูจน์ให้เห็นว่าทางจีนมีคุณสมบัติเพียงพอจะต่อเรือบรรทุกน้ำมันก็จริงพ่ะย่ะค่ะ แต่จากกรณีที่ผ่านๆ มา ต่อให้คำบรรยายและรายงานออกมาสวยหรูแค่ไหน ก็ไม่สู้ข้อมูลแท้ๆ จากปากของเหล่าเจ้าของเรือหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
ท้ายที่สุด แม้เทคโนโลยีและการวางแผนจะเหนือชั้น ทว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างการออกแบบซึ่งควรเป็นรูปธรรมยังไม่มีออกมาให้เห็น ฉะนั้น ต่อให้ราคาน่าดึงดูดใจเพียงไรก็ไร้ผล เมื่อเทียบกันแล้ว ไชน่าโจซอนคาร์เทลจึงมีอันต้องหลุดจากโผไปตั้งแต่สนามแรก จากนั้นผู้ประกอบการทางฝั่ง UAE ทั้งหลายก็ทำการพิจารณาชั่งน้ำหนักจนได้มาเป็นสามตัวเลือกสุดท้าย ได้แก่ บริษัทอุตสาหกรรมเรือของฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
เดิมที ในสนามสุดท้ายนั้น น้ำหนักเอียงไปทางด้านเจแปนคาร์เทลอย่างบริษัทอุตสาหกรรมมิตซูบิชิมากที่สุด บวกกับทั้งสามประเทศมีการเสนอราคาและเทคนิคความสามารถที่คล้ายคลึงกัน ด้วยเงื่อนไขความแข็งแรงทางการเงิน ญี่ปุ่นเลยได้คะแนนสูงหน่อย แต่บทสรุปจริงๆ นั้น อาจกล่าวได้ว่า การตัดสินใจเลือกในขั้นสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่เหล่าสมาชิก หากแต่อยู่ที่ประธานาธิบดีคาลิฟาต่างหาก ประธานาธิบดีผู้เป็นพี่น้องต่างแม่ของมานซูร์แต่รักใคร่กลมเกลียวกันไม่น้อยนั่นแหละ
“ยังไงก็ตาม หนนี้ต้องขอบคุณพระเชษฐาที่ทรงเมตตา ฮ้า ค่อยกู้หน้ากู้ตากันหน่อย ทีนี้ก็ยืนอย่างผ่าเผยต่อหน้ามิสเตอร์โกได้ไม่ต้องอายใครเขา ฮ่าๆ”
โกกยองฮารักชาติยิ่งชีพ ซ้ำยังรักเพื่อนร่วมประเทศอย่างหาได้ยาก ความจริงข้อนี้เพียงสังเกตสิ่งที่เขาทำตลอดมาก็รู้ได้
“สัญญาสามร้อยล้านกับทาง STS คราวนี้ ถ้าพิจารณาถึงการสร้างงานสร้างรายได้ และส่งเสริมผลกระทบทางบวกด้านเศรษฐกิจ ก็จะทราบได้ว่าราชกุมารคือผู้มีพระคุณระดับประเทศของเกาหลีใต้เลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี จะมาให้ฉันเป็นฝ่ายรับคำชมงั้นรึ ทีแรกฉันเองนะที่ไม่เห็นด้วยกับแผนนี้”
ทิศทางการทุ่มเงินสามร้อยล้านดอลล่าร์ถูกปรับเปลี่ยนก็จริง แต่มานซูร์คงไม่อาจรับชอบได้เต็มที่ เพราะเขาคิดได้แค่อะไรง่ายๆ ซื่อๆ และจริงใจเท่านั้น
“ความทุ่มเทนี้ ขอเพียงคนคนหนึ่งรับรู้ สำหรับฉันคือเพียงพอแล้วล่ะ”
และยิ่งถ้าความทุ่มเทนี้ได้รับการยอมรับ กระทั่งได้การตอบแทนมาเป็นอาหารชั้นเลิศล่ะก็ ยิ่งกว่าคำว่าเพียงพอแน่นอน
เอื๊อก-
มานซูร์กลืนน้ำลายเสียงดังโดยไม่รู้ตัว ส่วนฮัสซันนั้นแอบยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งให้ผู้เป็นนายเงียบๆ





