ผู้ที่พบเจอประสบการณ์ประหลาดไม่ได้มีแค่อีซุนจอกเท่านั้น
บางกลุ่มที่หันไปหันมารอบตัวว่าแปลกแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ แววตาเลื่อนลอยราวตกอยู่ในภวังค์ ดวงตาก็ปรือเพียงครึ่งๆ กลางๆ ทว่าโฟกัสอยู่เพียงจุดเดียว
เรื่องราวที่วาบผ่านเข้ามายังคงดำเนินต่อไป
ชิ้นเนื้อเปื่อยนุ่มพลิ้วตัวอวดลวดลาย พื้นที่ด้านบนลิ้นถูกรุกรานอย่างอุกอาจ แต่ก็อ่อนโยน
‘อ๊ะอ๊าย ระ…รู้สึกดี๊ดี’
นี่จะใช่ความรู้สึกเดียวกับการเปลือยกาย แหวกว่ายเฉียดผ่านดงสาหร่ายสีเขียวชุ่มน้ำกลางทะเลเมติเตอร์เรเนียนอันแสนอบอุ่นไหมนะ อีอึนซุกร่างสะท้าน มือที่จับตะเกียบไม่สามารถหยุดเคลื่อนไหวได้เลย
กรุ๊กกรึบ กรุ๊กกรึบ
ซรวบ ฮรวบ
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงฮวบฮาบแบบเดียวกันล้วนๆ ไม่มีใครตะโกนร้องขอกิมจิเพิ่มอีก ทุกคนก้มหน้าก้มตาจัดการซุปในหม้อดินประหนึ่งถูกเข้าสิง ซองช่อลคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ เขาเลยดึงเก้าอี้ออกมาตัวหนึ่ง หย่อนก้นลงนั่งพักดื้อๆ
‘ข้าวก็ส่วนข้าว เครื่องเคียงก็ส่วนเครื่องเคียง… อย่างนี้แหละเวลากินอาหารที่เถ้าแก่ทำ สติสตังปลิวหมด’
ตัวเขาเองก็ไม่ได้ต่างกันนักเพราะผ่านมาหมดแล้วจากประสบการณ์ตรง ฉะนั้นจึงเข้าใจความรู้สึกดี ตอนนี้ซองช่อลต้องอาศัยจังหวะนี้รีบเก็บสะสมเรี่ยวแรงเอาไว้ เดาได้เลยว่า อีกเดี๋ยวบรรยากาศจะเปลี่ยนกลับตาลปัตร ยุ่งวุ่นวายเอะอะมะเทิ่งยิ่งกว่าตลาดสดแน่นอน
และแล้วผู้ที่เป็นหัวเชื้อจุดระเบิดแห่งความปั่นป่วนขึ้นมาก่อนใครเพื่อนก็คือปาร์คชินอู เจ้าของบทพระเอก เขาจัดการยกซุปทั้งหม้อดินขึ้นซดอย่างสะอาดเรี่ยมด้วยท่วงท่าสมเป็นลูกผู้ชาย ซุปหมดเป็นคนแรก แต่จู่ๆ สีหน้าเขากลับคล้ำลงอย่างรวดเร็ว
‘ให้จ่ายสักหลายหมื่น ไม่สิ หลายแสนวอนก็คุ้ม เพื่อซุปกระดูกวัวนี่…’
ของอร่อยเลิศล้ำเพียงนี้ ถึงกับได้กินฟรีๆ ไม่ต้องออกเงิน ปาร์คชินอูเกือบเสียใจสำนึกผิดเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นความอยากอาหารของเขาดันแปรผกผัน พุ่งทะยานขึ้นมาใหม่อีกหนจนอดรนทนไม่ไหว
‘อยากกินอีกจัง’
เขาสะบัดหน้ารุนแรง
‘หยุดนะ ไม่ได้โว้ย! ของหรูๆ แบบนี้ยังไงก็ต้องเตรียมมาตามจำนวนคน จะให้ความอยากของเราคนเดียวไปเบียดเบียนส่วนของคนอื่นได้ไง เกิดมีคนซวยอดกินเพราะเราล่ะ?’
ปกติ ชายหนุ่มผู้นี้ก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าเป็นคนใจตรงกับปาก ปากตรงกับใจ รู้จักห่วงใยความรู้สึกผู้อื่นไม่น้อย
‘ตัดใจซะเถอะปาร์คชินอู นายทำได้ นายอดทนไหวน่า’
ความตั้งใจแรงกล้านั้นคงอยู่ได้ไม่กี่วินาทีก็สลายไป เนื่องจากสายตาเขาได้ปะทะเข้ากับร่างของกยองฮาที่เดินวนตามโต๊ะต่างๆ และตอนนี้เข้ามาในรัศมีที่เอื้อมถึงพอดี
“อ่า คือ…”
ริมฝีปากปาร์คชินอูขยับพร้อมมือที่ชูสูงนำไปก่อนแล้วโดยไม่รู้ตัว
“มะ…ไม่ทราบว่า…จะขอรับอีกสักถ้วยได้ไหมครับ”
ชั่วขณะ ทั่วทั้งลานเงียบกริบราวกับเรื่องโกหก แต่ละคนถือหม้อดินค้างไว้ในมือ ทางหนึ่งก็เงี่ยหูคอยฟังคำตอบ ความกริบดำเนินต่อไปเล็กน้อย ก่อนกยองฮาจะเอ่ยปาก
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ เราเตรียมมาเหลือเฟือ ทุกท่านอยากทานเท่าไหร่ผมจัดให้ครับ”
“จริงเหรอครับ ขะ…ขอบคุณมากครับ!”
“แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือ ต้องใช้ถ้วยเดิมนะครับ พอดีหม้อดินน้ำหนักค่อนข้างมาก ผมเลยขนมาทีเดียวเยอะๆ ไม่ไหวน่ะครับ”
“ไม่เป็นไรเลยครับ! ผมชอบอยู่แล้วครับอะไรที่รีฟิลได้!”
“งั้นเชิญด้านโน้นเลยครับผม”
กยองฮาเดินนำไปยังรถเทรลเลอร์ มีปาร์คชินอูยกหม้อดินเปล่าๆ เดินตามหลัง ตอนนั้นเอง เสียงช้อนขูดหม้อดินก็ดังขึ้นกะทันหันในระดับความเร็วเหมือนถูกเร่ง เร็วขึ้น แรงขึ้น ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก
ครืดๆๆๆๆ
ทุกคนเร่งความเร็วช้อนตัวเอง ไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ไม่ว่าจะรุ่นเยาว์หรือรุ่นใหญ่
เหลือเพียงจีฮยอนคนเดียวที่หยุดมือเสมือนลืมว่าต้องกินต่อ เธอยกนิ้วนวดหน้าผากเป็นพักๆ
‘งานเข้าแล้วไง เรื่องถ่ายทำวันนี้จะมีหวังไหมเนี่ย’
อย่างไรก็ตาม จำนวนคนมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกที เริ่มจากปาร์คชินอูหัวแถว ต่อหลังไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ ส่วนฝั่งโต๊ะนั่งก็ไม่แพ้กัน เสียงร้องเรียกซุนกุกกับซองช่อลดังไม่หยุดฉุดไม่อยู่
“โต๊ะนี้ ขอกิมจิสองอย่างเพิ่มหน่อยครับ!”
“ต้นหอมซอยด้วยนะครับ!”
***
“เอิ้กกก-”
เสียงเรอเอิ้กอ้ากดังลั่นไปทั่วทุกทิศทาง จะไม่ให้เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละคนจัดซุปกระดูกวัวกันเกินหนึ่งถ้วยทั้งสิ้น ที่กระเพาะเล็กหน่อยก็สองถ้วย ที่กระเพาะยืดหน่อยก็สี่ถ้วย
“โอย อิ่ม โอย เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็อึดอัดอะ”
“นั่นไง บอกแล้วว่าให้ค่อยๆ กิน”
“ไหน ไอ้คนที่มันกินเข้าไปตั้งสี่ถ้วยน่ะ ยังจะมีหน้ามาบอกคนอื่นแบบนี้อีกเหรอ ว่าแต่แกไม่เป็นไรแน่นะ? กินไปขนาดนั้นทำไมยังดูปกติมาก”
“อ๋อ- ตอนแกไปเข้าห้องน้ำคงไม่ได้ยินที่เขาประกาศแน่เลย ตรงหน้ารถเทรลเลอร์โน่นน่ะ เขามีแจกชาบ๊วยให้รินดื่มได้เลย ลองไปดูสิ”
“ชาบ๊วยเหรอ”
“อื้อ ฉันดื่มแค่แก้วเดียวรู้เรื่องเลย สบายท้องสุดๆ แปลกโคตร”
“โห่ย ไม่รู้จักรีบบอกให้เร็วๆ หน่อย”
“เฮอะ อ้อ เกิดอร่อยติดใจ ดื่มแล้วดื่มอีกไม่ได้นะ อิ่มทั้งข้าว อิ่มทั้งชา เดี๋ยวได้ยุ่งกันไปใหญ่”
เสียงทีมงานคุยกันดังลอดเข้ามาทางหน้าต่างรถ จีฮยอนหัวเราะร่าแบบไร้เสียงหลังจากแอบได้ยินโดยไม่ตั้งใจ กยองฮาเห็นรอยยิ้มนั้นก็สงสัย
“หัวเราะอะไรน่ะ”
“ก็…แค่มีความสุขน่ะค่ะ”
“หืม?”
“ได้เห็นอาหารที่พี่ปรุงทำให้ทุกคนมีความสุขตามไปด้วยแบบนี้ฉันดีใจจัง แล้วก็แอบปลื้มนิดๆ ด้วย…”
กยองฮายักไหล่ ย้อนถาม
“พี่เลยดูแบบว่า…น่าภาคภูมิใจงั้นสิ?”
สไตล์การพูดของเขาต่างจากยามปกติมาก น้ำเสียงอวดดี ท่าทางก็ขี้เบ่งไม่น้อย เอ เหมือนใครกันนะ จีฮยอนนึกๆ แล้วก็หลุดปากเรียกออกมาอย่างแปลกใจ
“เอ๊ะ ฮันซู ว่าไง กีฮันซู~”
กีฮันซูคือตัวละครในเรื่องที่นับว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของซงอึนจู ผูกพันกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ
ดูทรงแล้ว กยองฮาที่คอยช่วยเป็นคู่ซ้อมบทให้ภรรยาอยู่บ่อยๆ นั้น ไปๆ มาๆ ตนดันเลียนแบบตัวละครได้เข้าถึงบทบาทตามไปด้วย
“เหมือนขนาดนั้นเลย?”
“ค่ะ ฮันซูชัดๆ เลยแหละ” จีฮยอนตอบจากใจจริง
ทว่า เสียงวิจารณ์ที่ดังมาจากเบาะหลังกลับแตกต่าง
“เถ้าแก่เราเท่ที่สุดก็ตอนทำอาหารครับ สำหรับผมนะ” ซองช่อลชื่นชมแบบอ้อมๆ ค้อมๆ
“อย่างนี้ก็แย่สิครับพี่ เก่งเรื่องทำอาหารไม่พอ ยังจะเก่งการแสดงอีก พี่สะใภ้คงได้มีหวั่นๆ กันบ้างล่ะ วางใจไม่ได้แล้วนะครับงานนี้” พูดไม่พูดเปล่า ซุนกุกยังจะดึงจีฮยอนเข้ามาด้วย ใช้เป็นเกราะกำบังอีกชั้นหนึ่งให้ตัวเอง
ส่วนฮเยจีนั้น
“เถ้าแก่! สอนการแสดงให้หนูบ้างสิคะ!”
“อ้าว ฮเยจี หรือว่าเปลี่ยนใจแล้ว? จะรับข้อเสนอเมื่อกี้ของคุณนักเขียนเหรอ”
“เปล่านะคะ! ขอแค่เถ้าแก่เชี่ยวชาญ จะเรื่องอะไรหนูก็อยากเรียนหมดเลยค่ะ”
ฮเยจีก็คือสมาชิก หน่วยเฝ้ากยองฮา อีกหนึ่งคน ทุกสิ่งทุกอย่าง มองกยองฮาเป็นต้นแบบตลอด
ครืด~ ครืด~
เสียงมือถือสั่นดังมาจากเบาะด้านหน้ารถ ชายงเทถูกปลุกจากฝันหวานยามกลางวัน กดรับโทรศัพท์ครู่เดียวก็หันมามองคนด้านหลัง
“จะเริ่มถ่ายทำกันแล้วนะครับ …เอาไงดีครับเนี่ย”
“ก็ต้องลองไปดูก่อนแหละค่ะ”
จีฮยอนนั้น แม้ตนไม่มีฉากก็มักอยู่โยงที่กองถ่ายเสมอ เธอเต็มใจคอยสังเกตการแสดงของพวกรุ่นพี่ จะได้เก็บเป็นข้อมูลเพื่อฝึกฝนเรียนรู้ให้มากขึ้น ฝ่ายกยองฮานั้นลงจากรถตามหลังภรรยามาก็จริง แต่ส่งเธอเพียงห้าหกก้าวก็หยุดฝีเท้า เขารู้ดีว่าหากเข้าไปพร้อมกับเธอ ตนจะกลายเป็นจุดรวมสายตาและความสนใจมากกว่าใครแน่นอน ซึ่งนั่นไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แก่จีฮยอนของเขาแม้แต่น้อย
“โชคดีนะ รีบไปรีบมา”
“ค่ะพี่”
กยองฮาส่งเธอด้วยประโยคสั้นๆ คล้ายไม่ใส่ใจ ทว่า จีฮยอนไม่นำพาและไม่คิดจะงอแง เพราะตอนนี้ทั้งคู่เพียงมองตาก็รู้ใจ ไม่ต้องเปลืองพลังงานเข็นคำพูดสวยหรูออกมาใช้ให้ยืดยาวเกินจำเป็น
“เอ้า! รอด้วย ไปด้วยกันสิครับ พี่สะใภ้!”
ชายงเทมัวแต่หยิบโน่นฉวยนี่จึงลงจากรถช้า
“ขอตัวนะครับ เดินทางดีๆ ครับเฮีย”
“โอเค อ้อ เอานี่ไปด้วย”
ชายงเทที่ค้อมตัวสวัสดีกยองฮากลับชะงัก ทั้งที่ร่ำๆ จะวิ่งตามจีฮยอนไปอยู่แล้ว สิ่งที่กยองฮายื่นมาให้คือเสื้อคลุมและเสื้อโค้ทหลายตัว ดูท่าคงเตรียมมาไว้ล่วงหน้าเพื่อการนี้
“ช่วงค่ำวันนี้อากาศจะเย็นลงมาก เอาไปก่อน ถ้าฟ้าเริ่มมืดก็ฝากหยิบออกมาคลุมให้หน่อยนะ”
“รับทราบ! ไม่ลืมเด็ดขาดครับผม”
สามคนที่เหลือมองฉากนั้นจากในรถโดยใช้คางเกยขอบหน้าต่าง หนึ่งในนั้นพยักหน้าหงึกๆ
‘เถ้าแก่เรานี่เป็นงานจริงๆ ถึงว่าได้ฉายานักรักเชฟพี่โก อย่างนี้จีฮยอนของเรา… ไม่สิ พี่สะใภ้จะไม่หลงได้ไง’
ส่วนอีกคนล้วงสมุดโน้ตเล็มจิ๋วขึ้นมาแบบเงียบเชียบ
‘จดไว้ จดให้หมด พี่ทำอะไร จดไว้ให้หมดเลย’
และคนสุดท้าย ซึ่งก็คือฮเยจีนั้น
‘อยากรีบกลับไปเรียนวิธีทำซุปกระดูกวัวจากเถ้าแก่เร็วๆ ต้องเรียนให้ได้!’
ในสมองเธอมีเพียงเรื่องการทำอาหารอย่างเดียวจริงๆ
***
ครั้นฟู้ดทรัคฮันอุลกลับไปแล้ว nᴏᴠᴇʟɢu.cᴏm
คัท!
เหล่านักแสดงกลางกองถ่ายล้วนกำลังเผชิญความทรมานสาหัส ผลพวงจากมรสุมโหมกระหน่ำที่กยองฮาสร้างไว้นั่นเอง
“คุณชินอู ขอใหม่อีกรอบนะครับ ซีนนี้ความขัดแย้งระหว่างโดจินกับฮานาต้องโดดสูงถึงจุดไคลแม็กซ์ ฉะนั้น ผมอยากให้ใส่ใจสีหน้ากับโทนเสียงหน่อย ให้มันลงถึงความหงุดหงิด โมโห อารมณ์เสียให้มากกว่านี้ก็จะดีครับ”
“ขอโทษครับ” ปาร์คชินอูผงกศีรษะซ้ำๆ
เขาประสบภาวะขายหน้าเข้าให้แล้ว จะให้ทำอย่างไร แค่ซีนนี้ซีนเดียวก็กวาด NG (ฉากเสีย) เรียบถึงแปดครั้ง
‘ฮ้า~ แย่ล่ะสิ’
ตามเส้นเรื่อง คิมโดจินในตอนนี้กำลังโมโหไฟลุกท่วมร่าง แม้จะพยายามเค้นอารมณ์ด้านลบเท่าไหร่ ก็ไม่เหมือนครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมาเลย ปาร์คชินอูเข้าถึงบทบาทไม่ได้สักที ขนาดย้อนนึกถึงเพื่อนที่เพิ่งเอารัดเอาเปรียบรีดไถเขาไปหน้าด้านๆ แล้วนะ
‘อืม เจ้าบ้านั่นคงมีเหตุจำเป็น… เฮ้ย ไม่ใช่ดิ!’
ไม่ว่าจะหยิบยกเหตุการณ์ไหนขึ้นมา ก็พาให้อารมณ์ดีไปเสียทุกเรื่อง ริมฝีปากคอยแต่จะหลุดยิ้มหวานหยด ต่อให้เป็นแค่การแสดง เขาก็ไม่มีใจจะทุ่มความโกรธใส่ใครหน้าไหนทั้งนั้น
ก็คนเพิ่งได้ลิ้มรสความสุขสุดยอดจากมื้อกลางวันมาหยกๆ ไม่ใช่หรือ คงต้องโทษที่ความสุขนั้นยังคงวนเวียนค้างเติ่งอยู่ในความรู้สึกไม่คลาย
‘สงสัยเพราะกินซุปกระดูกวัวเยอะเกินขนาดมั้งเรา’
ทั้งที่ควบคุมตนเองอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็ยังจัดการเรียบแปล้ไปเสียสองถ้วย และหากนับรวมกิมจิผักกาดกับกิมจิไชเท้าเข้าไปอีกจะรู้ได้ว่า เขากินมากกว่าปกติเป็นปริมาณหลายเท่าทีเดียว ต้องขอบคุณผู้จัดการส่วนตัวที่เข้าห้ามทัพไม่ให้เขาซัดโฮกต่อเพราะอาจส่งผลให้เกิดความทรมานระหว่างถ่ายทำ เช่น พุงยื่น
‘ฟู่ววว- ตั้งใจหน่อย เอาดีๆ!’
ปาร์คชินอูตั้งหลักใหม่ มุ่งมั่นราวคนชั่วกลับตัวกลับใจด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ลบอย่างไรก็ไม่ออก
“…คัท!”
สุดท้ายก็ NG อีกรอบงามๆ
“ขอโทษ ขอโทษจริงๆ ครับ”
“โอ๊ย ไม่เป็นไรครับ ยังเหลือเวลาอีกเยอะ ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ครับ ฮ่าๆ”
คิมชิลฮวันนั้นจัดการซุปกระดูกวัวเข้าไปถึงสี่ถ้วยเต็ม และตอนนี้ ไม่ว่านักแสดงจะหลุดบ้างพลาดบ้าง หรือเป็นต้นเหตุให้เกิด NG เท่าไหร่ เขาก็เอาแต่หัวเราะอยู่นั่นแล้ว
‘ช้าหน่อยจะเป็นไรเล่า เมื่อวานเสร็จเร็วไม่ใช่เหรอ มีวันแบบนั้นก็มีวันแบบนี้ สลับๆ กันไปแหละน่า’
ปาร์คชินอูไม่ใช่คนเดียวที่ต้องต่อสู้กับบทบาทการแสดง อีโกอึน คู่ของเขาก็แข่งกันทำ NG อย่างไม่น้อยหน้า
“ทั้งสองคน อารมณ์ไม่ได้เลยครับ พักกันสักหน่อยค่อยไปต่อเนอะ อืม- งั้นเอาเป็นว่าซีนนี้ผัดไปก่อน วันหลังค่อยลองใหม่… เฮ้ย ยุนฮวัน ไปหาอาจารย์อีซุนจอกนะ ฝากถามหน่อยว่า ถ้าให้เข้าฉากตอนนี้เดี๋ยวนี้เลยสะดวกไหม”
“ครับผม”
ไม่นาน อีซุนจอกก็ปรากฏตัว เมื่อผู้กำกับคิมชิลฮวันแจ้งความจำเป็นให้ทราบ เขาก็พยักหน้า
“ตอนยังเด็ก ใครๆ ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นล่ะ พลังเหลือเฟือจนบางทีก็คุมอารมณ์ไม่อยู่กันบ่อยๆ มันไม่อินไง ฉันเองก็เคยเป็นเหมือนกัน อืม เอาเป็นว่าเรียกมาก็ดีแล้ว หน้าที่จัดระเบียบอารมณ์กับบรรยากาศ ต้องให้คนแก่ๆ อย่างเรานี่แหละเหมาะที่สุด”
“ฮ่าๆ ต้องรบกวนอาจารย์แล้วครับ รอชมเลยครับ!”
อีซุนจอกเดินแกว่งแขน เข้าไปหยุดยืนตรงฉากที่เซ็ตติ้งไว้พร้อมสรรพ ปาร์คชินอูและดาราวัยรุ่นที่ถูกกันออกมาด้านนอกล้วนอยู่ครบ ไม่มีใครคิดหลบออกไปไหน ต่างก็ต้องการศึกษาจากอีซุนจอก ปูชนียบุคคลแห่งวงการบันเทิง ดารารุ่นใหญ่ที่ได้รับการยกย่องกล่าวขานให้เป็นตำนานที่ยังมีชีวิตคนนี้
“งั้น…เอาเลยนะครับ สแตนบาย คิว!”
ครั้นกล้องเริ่มเดิน อีซุนจอกก็เข้าสู่บทบาทอย่างฉับพลัน
“แกเป็นใครกันแน่!” มุมปากเขากระตุก
เสียงตะคอกดั่งน้ำแข็งเย็นเยียบพุ่งตรงสู่เป้าหมายด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่า สายตาที่ควรเย็นชาสร้างความหนาวสั่นให้อีกฝ่าย กลับอบอุ่นอ่อนโยนเสียนี่กระไร อีซุนจอกตระหนกกับสิ่งที่ตนเพิ่งแสดงออกไป สุดท้ายก็ยกมือขอเวลานอก
“…โทษทีๆ ขออีกรอบนะ”
“อ่า ครับ”
คิมชิลฮวันพยักหน้า ใจก็นึกสงสัยว่า อีกแค่หนึ่งรอบจะพอหรือ
***
มานซูร์หั่นเนื้อไปได้ครึ่งทางก็ยอมแพ้ วางมีดและส้อมลง
การยกผ้าขึ้นซับปากคือสัญญาณบอกให้รู้ว่า เขาจะไม่รับประทานต่อแล้ว
“เรียกหัวหน้าเชฟมาซิ”
“พะย่ะค่ะราชกุมาร”
หัวหน้าครัวนามว่า อิซัค ตื่นเต้น เนื่องด้วยผู้ที่เรียกหาเขาไม่ใช่ใคร แต่เป็นมานซูร์
มานซูร์เชียวนะ!
เจ้าของสโมสรแมนฯ ซิตี้ควบตำแหน่งมหาเศรษฐีบ่อน้ำมัน แถมยังเป็นหน่อเนื้อราชวงศ์อาบูดาบีด้วย
‘ฮุๆ แบบนี้ชื่อเสียงเราคงได้โด่งดังไปอีกขั้นแหงๆ’
แต่แล้วฝันหวานกลางฤดูใบไม้ผลิที่ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่างก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทันทีที่พบหน้ามานซูร์
“เรียกผมหรือครับ” เชฟจับความรู้สึกแปลกๆ ไม่ชอบมาพากลได้
“สเต็กนี่น่ะ”
“อ้อ ครับ เนื้อสันในลูกวัวเกรดพรีเมียม…”
“อืม คุณภาพเนื้อดีใช้ได้ แต่การย่างนี่สิมีปัญหา ทำอะไรลงไป…”
“ครับ?”
“หั่นชิมดูแล้ว แต่ละจุดทำไมรสชาติถึงได้ต่างกันนัก”
ตีความหมายโดยนัยได้ว่า ย่างสุกไม่ทั่วถึงนั่นเอง
‘จะเป็นไปได้ยังไง…’
อิซัคเหลือบตาไปจ้องที่ชิ้นสเต็ก สอดส่องเท่าไหร่ก็ไม่เห็นจะมีตรงไหนผิดปกติ
“ดูท่าจะไม่เชื่อที่ฉันพูดสินะ”
“มะ…ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผม…”
“งั้นก็มาลองสักคำ”
มานซูร์ผายมือไปยังจานเป็นเชิงอนุญาตให้ชิมได้ อิซัคจัดการหั่นสเต็กที่ตัวเองทำ จิ้มหนึ่งชิ้นส่งเข้าปากเคี้ยวช้าๆ ค่อยๆ ลิ้มรสอย่างตั้งใจ
‘ปัญหาอยู่ตรงไหน มีอะไรไม่ถูกใจกันล่ะเนี่ย’
เป็นธรรมดาที่ต่างคนก็ต่างรสนิยม แต่สเต็กระดับนี้ไม่ควรต้องถูกปรามาสเลยสักนิดเดียว อีกทั้งมานซูร์ก็ไม่ใช่บุคคลประเภทเอะอะก็จ้องจะจับผิดใครเขาไปทั่ว สถานการณ์น่างุนงงเกินกว่าจะทำความเข้าใจได้ อิซัคจึงชักทำตัวไม่ถูก
“จะมีไหม เชฟสักคนที่ความสามารถได้สักครึ่งของมิสเตอร์โกน่ะ”
ประโยคที่มานซูร์พึมพำคนเดียวลอยมาเข้าหูอิซัคเบาๆ
ในตอนนั้นเอง เขาถึงได้หายสงสัย สมองโล่งโปร่ง เพราะความหนักย้ายมากดทับที่หน้าอกแทน เล่นเอาหายใจติดๆ ขัดๆ อึดอัดหาใดเปรียบ
‘คำนี้อีกแล้ว โกกยองฮา หมอนี่อีกแล้วเรอะ!’
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน อิซัคเพิ่งประสบพบเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเป๊ะ ณ ห้องจัดเลี้ยงแห่งราชวงศ์อังกฤษ
ตัวเขาเป็นผู้รับผิดชอบเมนูอาหารสำหรับแขกสูงศักดิ์ทั้งหลายและเป็นผู้รับคำวิจารณ์เต็มๆ เน้นๆ เจ็บปวดจนถึงทุกวันนี้
‘ตอนนั้นก็เหมือนกัน มีใครสักคนนี่ล่ะบอกว่า อร่อยน่ะใช่ แต่เทียบอาหารของโกกยองฮาไม่ได้เลย’
ความสามารถของไอ้เจ้าโกกยองฮานี่มันสูงส่งขนาดไหนกัน!
“ถ้ากระทั่งเจ้าตัวยังคิดไม่ได้ งั้นฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เชิญ”
มานซูร์เอ่ยวาจาขับไล่ไสส่งผู้เป็นถึงหัวหน้าครัวใหญ่แห่งโรงแรมตังคอร์ทและเชฟมิชลินสามดาว
‘ฉันยอมรับไม่ได้เด็ดขาด จนกว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง’ อิซัคกัดฟันกรอด
เขาเดินอย่างโมโหไปตามทาง
จู่ๆ ด้านตรงข้ามก็มีบุรุษอาหรับวิ่งหน้าตั้งตรงเข้ามาด้วยอารมณ์คนละขั้วอย่างสิ้นเชิง ชั่วแวบเดียวอิซัคก็สัมผัสได้ถึงความปิติยินดีที่พลุ่งพล่านมาปะทะด้านหลัง เขาเพียงไม่อาจเดาสาเหตุได้เท่านั้น
“ราชกุมาร!”
“โอ้ว ฮัสซัน! กลับมาแล้วเหรอ ผลลัพธ์ล่ะ?”
“ยินดีด้วยพะย่ะค่ะ!”
“ที่หนึ่ง!”
มานซูร์ลากฮัสซันเข้ามากอด หัวไหล่ยึกๆ ยักๆ สุดท้ายก็พากันกระโดดดึ๋งๆ ไปมาอย่างลิงโลด