จริงๆ แล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่า ในมือถือกยองฮามีความลับสุดพิเศษ
มานซูร์
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก
.
.
บิล เกตส์
เจฟฟ์ เบโซส์
.
.
ทรัมป์
หมายเลขโทรศัพท์ของผู้มีอิทธิพล รวมถึงอภิมหาเศรษฐีระดับโลกที่เพียงเห็นชื่อก็จินตนาการถึงกองเงินกองทองได้ ถูกบันทึกไว้ตามลำดับ ‘ก ข ค ง’ (กา นา ดา ในภาษาเกาหลี) เรียงกันลงมา
ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ กยองฮาไม่เคยเป็นคนออกตัวขอเบอร์ติดต่อใครก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับเขา หากให้กล่าวโดยสุจริตใจ คุณๆ ท่านๆ เหล่านี้จัดอยู่ในหมวดลูกค้าที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ บวกใจร้อนเป็นพิเศษเท่านั้นเอง
ติ๊ง~
[มานซูร์]
– เรายินดียิ่งนักที่ได้มีส่วนร่วมเป็น ‘ครั้งแรก’ และเป็น ‘หนึ่ง’ ในการสนับสนุนความตั้งใจสูดสุดของท่าน ขอความอนุเคราะห์ สละเวลาเพื่อบอกเล่าถึงที่มาตลอดจนแรงบันดาลใจของการตั้งมูลนิธิฮันอุลสักเล็กน้อย ได้หรือไม่
‘ภาษาเกาหลีสละสลวยแบบนี้มันอะไรกัน…’
สงสัยสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาเขียนให้แหงๆ
ติ๊ง~ ติ๊ง~ ติ๊ง~
เสียงเตือนข้อความเข้าดังไม่ได้หยุด ข้อความทั้งหมดถูกส่งมาจากต่างประเทศด้วยเนื้อหาแบบเดียวกัน กระทั่งรูปแบบเน้นย้ำการเป็นผู้สนับสนุนเงินบริจาค ‘อันดับแรก’ ก็ยังคล้ายกัน กยองฮาพยายามตอบกลับตามมารยาท ทว่า ตอบได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องโยนสมาร์ทโฟนทิ้งลงบนเตียง
“โอ่ย นิ้วจะล็อค”
มือของเขาใช้การได้ดีเยี่ยมหากเป็นเรื่องการทำอาหาร แต่กับเรื่องส่วนใหญ่ที่มนุษย์สังคมศิวิไลซ์ทำกันดันเกะกะเก้งก้าง กยองฮานั่งนวดมือตัวเองป้อยๆ จีฮยอนที่เข้ามาในห้องนอนเห็นเข้าพอดี
“มือเป็นอะไรคะ เจ็บเหรอ”
“เปล่า ข้อความเข้าเยอะน่ะ พี่ไล่ตอบทีละอันๆ จนเหน็บกิน”
จีฮยอนยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่ก็อุตส่าห์ช่วยเสนอทางออกให้
“งั้นสร้างกรุ๊ปแล้วดึงทุกคนเข้ามา จะง่ายกว่าไหมคะ”
กยองฮาลลองจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่อาจเกิดขึ้นจริงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
[กรุ๊ปแชท: มานซูร์, ซักเคอร์เบิร์ก, เบโซส์, …ทรัมป์]
เขาได้แต่ส่ายหน้า รีบสลัดภาพนั้นทิ้ง
‘เอาไว้ค่อยส่งเมลรวบทีเดียวทั้งหมดก็แล้วกัน’
***
กลางดึก
จีฮยอนกระซิบความในใจเบาๆ ขณะฝังตัวอยู่ในอ้อมกอดของกยองฮาใต้ผ้าห่ม
“ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้ชาเก๊กฮวยที่พี่ทำให้ ฉันคงประหม่าจนคุมตัวเองไม่อยู่ ออดิชั่นเละไม่เป็นท่าแน่ๆ”
“ให้ฟังประโยคนี้อีกสักเก้าสิบห้าครั้ง คงครบร้อยพอดี”
“แหม…”
ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ความตื่นเต้นของจีฮยอนยังไม่ลดลงเลย เธอใช้ชีวิตมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไรโดยเก็บซ่อนความฝันกับความหลงใหลไว้เสียมิด กยองฮาเหมือนถูกแทงที่ใจ กระชับอ้อมแขนที่กอดจีฮยอนแน่นขึ้น
“ที่รักต้องผ่านไปได้ด้วยดีอยู่แล้ว เหมือนทุกครั้งไง”
สามีของเธอแทบไม่เคยคิดลบกับอะไรเลย ถึงอย่างนั้น เพียงประโยคสั้นๆ ก็สร้างความอบอุ่นมั่นใจให้เธอได้ จีฮยอนแนบใบหน้ากับอกเปลือยเปล่าของกยองฮา แย้มยิ้มพอใจก่อนจะขยับปากมุบมิบ
“…มีความสุขจัง”
“ที่ได้กลับเข้าวงการ?”
“อืม~ แต่ที่มากกว่านั้นคือ เพราะมีบางคนรู้ใจฉันยิ่งกว่าตัวเอง แถมยังคอยอยู่ข้างๆ ตลอดมาด้วย”
กยองฮากระพริบตาถี่ จ้องมองเพดานห้องนิ่งนาน จากนั้นเหยียดแขนข้างหนึ่งออกไปกดปิดไฟที่โต๊ะหัวเตียง
“จู่ๆ ปิดไฟทำไม…” จีฮยอนหลุดปากถาม
“ก็ใจที่รักเรียกร้องมา” กยองฮากระเซ้ากลับอย่างผู้ชำนาญการ
“…คนขี้แกล้ง”
ท่ามกลางความมืด แว่วเสียงผิวกายถูไถเสียดสีกันอยู่เพียงครู่สั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงหอบหายใจประสานกัน ถี่ขึ้น และหนักขึ้นทุกที
***
ณ สำนักงานมูลนิธิฮันอุล
“งานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุนเงินบริจาคเหรอครับ”
“ใช่ ในหนัง ในละครก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่รึ”
กยองฮาฟังที่อันอิลเทพูดแล้วก็เห็นภาพตามทันที อืม ห้องจัดเลี้ยงสุดแสนคลาสสิค สุภาพบุรุษมาร่วมงานด้วยชุดทักซิโด้ ส่วนสุภาพสตรีก็โดดเด่นในชุดเดรสหรูหรา พิธีกรขึ้นกล่าวสรรเสริญความดีงามบนเวทีเล็กน้อย จากนั้นค่อยเชิญชวนทุกคนส่งเสียงไชโย ไม่ก็ยกแก้วไวน์ชนกันตามธรรมเนียม
“แต่ละคนทุ่มบริจาคกันก้อนโตๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่แค่วอนสองวอน อย่างน้อยก็ควรจัดงานอะไรเพื่อขอบคุณบ้าง จะได้ไม่เจอข้อครหาทีหลัง ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้มูลนิธิฮันอุลไปในตัวด้วยไง”
อย่างไรกยองฮาก็ตั้งใจจะเชิญทีละคนมาเลี้ยงขอบคุณอยู่แล้วในระหว่างช่วงที่เขาลาพักร้อน แต่ภาพที่คิดไว้ไม่มีจุดไหนตรงกับพิธีการหรูหราใหญ่โตเลย
“โอนคืนซะให้หมดจะดีไหม”
“…เธอพูดว่าอะไรนะ” อันอิลเทชะงัก
กยองฮาพึมพำคนเดียวแล้วก็ส่ายหน้า
“คือ…ผมเข้าใจที่สื่อมานะครับ แต่ขออนุญาตเอาไปคิดต่ออีกสักหน่อย ไว้ได้ไอเดียเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่จะมาปรึกษาอีกทีครับ”
“จะจัดการเรื่องนี้เองรึ งั้นฉันขอบคุณล่วงหน้าเลยแล้วกัน”
***
ติ๊ง-
[ไข่ม้วนเลเวล 6 สำเร็จแล้ว]
ติ๊ง-
[บุลโกกิเลเวล 6 สำเร็จแล้ว]
ติ๊ง-
[สตูว์เนื้อวัวเลเวล 6 สำเร็จแล้ว]
“ทำอะไรอยู่คะพี่”
“อืม ทำข้าวกล่องให้ที่รักไง”
สายตาจีฮยอนคล้ายระเบิดแสงเลเซอร์ออกมาเป็นรูปหัวใจรัวๆ
“หาซื้อเอาก็ได้นะ ที่จริง…” ทางหนึ่งเธอก็แอบเกรงใจ
“ที่รักอาจจะโอเค แต่พี่ไม่โอเค”
ปึ้ก-
กยองฮาตกแต่งข้าวกล่องสวยงามเรียบร้อยก็ปิดฝา ย้ายทั้งหมดไปใส่ไว้ในถุงกระดาษ
“อันนี้เป็นกล่องเดลิเวอรี่ของที่ร้าน กินหมดแล้วไม่ต้องเก็บกลับมาก็ได้”
“ขอบคุณนะคะ”
“ปะ เดี๋ยวเดินไปส่งหน้าประตู”
วันนี้คือวันอ่านบทละคร หรือ สคริปต์รีดดิ้งวันแรก
ที่ประตูใหญ่ ชายงเทเพิ่งนำรถตู้มาจอดรอรับจีฮยอนพอดี
“อ้าว เฮียกับพี่สะใภ้ ทำไมออกมาเร็วจังครับ”
“พี่เขาว่า คุณยงเทมักจะมาก่อนเวลาตลอด เลยไม่อยากให้ต้องรอนานน่ะค่ะ โชคดี ออกมาพอดีกันเป๊ะเลย”
“โถ่ ไม่เห็นต้องคิดมากเลยครับ…”
ชายงเทหมายความตามนั้นจริงๆ
เพราะยิ่งเขามาถึงบ้านกยองฮาก่อนเวลาเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีจังหวะให้หยิบโน่นหยิบนี่เข้าปากได้มากชิ้นเท่านั้น
‘ความสุขเล็กๆ น้อยๆ หนึ่งเดียวของฉัน…’
จะให้เขาชักสีหน้าใส่ความปรารถนาดีของจีฮยอนคงไม่ดีแน่
“งั้นก็ฝากจีฮยอนของฉันด้วยนะ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ! จะดูแลอย่างดี เหมือนที่ดูแลเฮียเลยครับผม”
“เอ้านี่ รับไป”
กยองฮาส่งถุงกระดาษให้ชายงเทหนึ่งใบ
“อะไรครับ”
“ข้าวกล่องน่ะ ไหนๆ ห่อให้จีฮยอนแล้ว ก็เลยห่อเพิ่มอีกกล่อง”
‘พระเจ้า พระเยซู โอมายก้อด!’
อารามดีใจสุดขีด ชายงเทแทบหลุดปากกู่ร้องก้องรถ ใครจะไปเชื่อว่า อาหารฝีมือกยองฮาที่ตอนนี้มีเงินเท่าไหร่ก็หาซื้อไม่ได้ จู่ๆ จะตกมาถึงมือเขาราวส้มหล่น หนึ่งมื้อเต็มๆ เลยนะนั่น!
“ขอบพระคุณครับ รักเฮียนะครับ”
“เลอะเทอะ”
ชายงเทออกรถพลางคิดเป็นจริงเป็นจังว่า มื้อเที่ยงวันนี้ กินให้เร็วขึ้นหน่อยจะดีหรือไม่
***
“ตายล่ะ”
ชายงเทดูเวลาในนาฬิกาแล้วทำหน้ากังวล เงยหน้ามองกระจกส่องหลัง ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
“พี่สะใภ้ครับ เอาไงดีครับ เรามาถึงก่อนเวลาตั้งนาน…”
ตามกำหนดการ เวลาเริ่มอ่านบทคือสิบโมงเช้า แต่ตอนนี้เพิ่งจะเก้าโมง ยี่สิบนาทีเท่านั้น
“นั่งรออยู่ในรถสักครู่ได้ไหมครับ ขอผมลงไปดูหน่อย ถ้าโปรดิวเซอร์หรืออาจารย์นักเขียนมาเมื่อไหร่จะรีบบอกนะครับ แล้วพี่สะใภ้ค่อยตามลงมาก็ได้”
“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าไปเลยก็ดีเหมือนกัน ถือซะว่าไปดูลาดเลากับสำรวจบรรยากาศห้องซ้อมล่วงหน้า เผื่อจะเจออะไรที่เป็นประโยชน์น่ะค่ะ”
“อ่า ถ้างั้น โอเคครับ…”
จีฮยอนลงจากรถ หิ้วถุงกระดาษที่มีข้าวกล่องกับกระติกน้ำร้อนติดมือมาด้วย
“ผมถือให้เอง ส่งมาสิครับ”
ชายงเทที่รีบร้อนลงจากรถ วิ่งมาแบมืออาสาหิ้วของ แต่จีฮยอนกลับส่ายหน้าเหมือนที่ทำประจำ
“สบายมากค่ะ ฉันรู้แล้วว่าห้องซ้อมอยู่ตรงไหน คุณยงเทพักอยู่นี่เถอะค่ะ”
“ถึงอย่างนั้น…”
“ไว้ดูหน้างานแล้ว ถ้าต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่จะรีบบอกนะคะ”
สุดท้ายชายงเทก็สู้ความรั้นของจีฮยอนไม่ได้ มองตามหลังเธอซึ่งกำลังเดินออกจากลานจอดรถ
“ช้างเท้าหน้าเท้าหลังเหมือนกันเป๊ะ เฮียคนหนึ่งล่ะ นี่ก็มาพี่สะใภ้อีกคนหนึ่ง…” เขาบ่นอุบกับตัวเอง
เป็นอันว่าอาชีพผู้จัดการส่วนตัวนั้น ที่ไหนๆ ก็ไม่ต่างกัน ดำรงอยู่ด้วยภาระหน้าที่หลักคือ เพื่อรองรับภารกิจและจัดการงานยุ่งยากน่ารำคาญแทนดาราในการดูแล
ทว่า กยองฮากลับไม่เหมือนดาราคนใดที่เขารู้จัก
หากไม่ใช่เหตุสุดวิสัยจริงๆ ไม่มีทางยืมมือคนอื่นให้ทำโน่นนี่นั่นแทนตนเด็ดขาด กลับกัน ยิ่งเป็นงานน่ารำคาญเท่าไหร่ ยิ่งเสนอตนเข้าไปรับไว้เสียเองด้วยซ้ำ แรกๆ ชายงเทเข้าใจว่า กยองฮายังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในวงการดีพอจึงทำเกรงใจไปอย่างนั้น เพราะดาราหน้าใหม่ที่เดิมทีเรียกขานผู้จัดการส่วนตัวของตัวเองเป็น ‘พี่ น้อง’ แต่ละคน พอเริ่มโด่งดังเข้าหน่อยก็เปลี่ยนมาจิกหัวใช้ ราวกับทุกอย่างคือหน้าที่ที่ผู้จัดการฯ พึงกระทำอยู่แล้วก็ไม่ปาน ซึ่งชายงเทเห็นมานักต่อนักจนชินชา ทว่า กยองฮาไม่เข้าข่ายดังกล่าวแม้แต่น้อย รู้จักมักจี่กันมาร่วมเจ็ดปี ตั้งแต่ต้นจวบจนปัจจุบัน กยองฮาก็ยังคงเป็นเฮียแสนดีของเขาเสมอต้นเสมอปลาย เป็นคนที่เขาอยากเอาเยี่ยงอย่างมากๆ
ภรรยาเขาก็เช่นกัน
‘เป็นคู่รักที่โคตรเท่เลย’
ชายงเทระลึกขอบคุณทั้งสองใจใน ส่วนมือก็กระวีกระวาดเปิดฝาข้าวกล่อง
***
ทีมงานหลายคนมาถึงด้านในตึกแล้ว
ทุกคนคือคนแปลกหน้าของกันและกัน แต่สังเกตจากท่าทางแล้ว คล้ายทุกคนจะรู้จักและจำจีฮยอนได้ หาไม่ก็คงถูกความสวยเด่นของเธอตรึงตาเอาไว้
“สวัสดีค่ะ คิมจีฮยอนนะคะ รับบทซงอึนจู ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ”
“อา ครับ ยินดีที่ได้พบกันครับ”
จีฮยอนสบตาใคร เป็นต้องเข้าไปทักทายแนะนำตัวก่อนอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส ไปๆ มาๆ จึงมีคนกล้าที่จะแสดงความเอื้อเฟื้อแก่เธอบ้าง
“มาเช้าจังเลย ยังไม่ทันได้ตั้งป้ายด้วยซ้ำ งั้นเดี๋ยวฉันบอกทางไปห้องอ่านบทให้ดีไหมคะ”
“อา ขอบคุณมากเลยค่ะ”
จีฮยอนเดินตามคำแนะนำของทีมงาน จนได้เข้ามายืนในฮอลขนาดใหญ่เนื้อที่กว้างขวาง โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดวางเป็นรูปตัว C แบบเหลี่ยมๆ
ครั้นเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่า โต๊ะเล็กด้านหน้ามีป้ายชื่อผู้กำกับและนักเขียนตั้งอยู่ สองฟากข้างยังมีป้ายชื่อนักแสดงหลัก นักแสดงรอง และตัวประกอบด้วย ชื่อของจีฮยอนวางอยู่ถัดจากชื่อนักแสดงบทนำ ค่อนไปทางฝั่งผู้กำกับ
‘เมื่อก่อน เก้าอี้ท้ายสุดนั่นคือที่นั่งเราเลยนะ’ ช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่เหลือเกิน
แต่เธอยังมีเวลาให้ชื่นชมดื่มด่ำกับมันอีกมาก ตอนนี้ยังไม่มีนักแสดงหรือทีมงานโผล่เข้ามาในห้องนี้แม้แต่คนเดียว
‘เออใช่! รีบเข้าห้องน้ำซะให้เรียบร้อยก่อนน่าจะดี…’
จีฮยอนที่เดินวกไปวนมาระหว่างโต๊ะเก้าอี้ พาตัวเองออกมายังทางเดิน ตรงไปยังห้องน้ำ
***
จีฮยอนอยู่ในนั้นนานกว่าที่ตั้งใจไว้ ออกจากห้องน้ำในสุขาหญิงไม่ได้
ด้วยบังเอิญได้ยินเสียงนินทานอกประตู ซึ่งเจ้าของประเด็นคือตัวเธอเอง
“ได้ยินที่เขาลือกันรึเปล่าคะพี่ เรื่องคิมจีฮยอนน่ะ ที่ว่าใช้อำนาจสามีเส้นเข้ามารับบท”
“ไม่รู้ ไม่ได้สนใจ”
“ทีแรกหนูก็ไม่เชื่อหรอกนะคะ แต่พอคิดดูอีกที เอ๊ะ มันใช่ หน้าใหม่วงการซีรีส์ชัดๆ แคสแค่ครั้งเดียวก็ติดบทอึนจูเลย…”
“ไม่รู้ ไม่ได้สนใจ”
“อ้าว พี่ไม่โมโหเลยเหรอคะ จริงๆ ซงอึนจูน่ะ ถ้านางไม่เข้ามาแทรก พี่คงได้บทนี้ไปแล้วนะคะ”
“ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ได้สนใจ”
“เนี่ย เข้าถึงบอกว่าคาบช้อนดินคือดินจริงๆ พวกไม่มีแบ็กคอยหนุนหลังอย่างเราก็หงอยวนๆ ไป จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาแสดงนู่นนี่ทำมาหากิน”
“ไม่รู้เหมือนกัน เติมแป้งเสร็จรึยัง ฉันไปละนะ”
“เดี๋ยวสิ พี่…”
เสียงฝีเท้าตึกตักค่อยๆ ไกลออกไป นั่นแหละ จีฮยอนถึงได้ออกจากห้องน้ำเล็กๆ มายืนนิ่งอยู่หน้าอ่างล้างมือ ใบหน้าที่สะท้อนในกระจกฉายความเศร้าอย่างไม่อาจห้ามและไม่รู้ควรทำอย่างไร
ความเกลียดชังหรือ การถูกจับผิดหรือ สมัยเป็นไอดอล ใช่ว่าเธอจะไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่นี่คือเส้นทางใหม่ คือการเริ่มต้นใหม่ จู่ๆ ต้องกลายมาเป็นเป้าให้วิพากษ์วิจารณ์ นินทาลับหลังแบบไม่มีมูลความจริงเช่นนี้ จะไม่ให้กำลังใจถดถอยก็เกินไป เหนืออื่นใด หากเป็นข้อบกพร่องของเธอเอง ถูกชี้นิ้วด่าซึ่งๆ หน้าแค่ไหนก็รับได้ ทว่า กยองฮาผู้ไร้ความผิดกลับโดนด่าเหมารวมไปด้วยอย่างนี้ เล่นเอาเธอเจ็บใจจนทนแทบไม่ไหว
“เฮ้อ- ”
ชั่วขณะ จีฮยอนถึงกับนึกโทษตัวเองที่อยากลองแสดงความสามารถในวงการซีรีส์ อยู่ดีไม่ว่าดีจริงๆ นี่ถ้าเธอยังใช้ชีวิตอยู่ใต้ปีกกยองฮา ก็ไม่จำเป็นต้องมาได้ยินอะไรบ้าบอเช่นนี้ มีความสุขได้ทุกวันสบายๆ
แต่แล้วจีฮยอนกลับตัดสินใจยกมือขึ้นตบแก้มสองข้างเรียกสติ มองตาตัวเองในกระจก พลางลั่นปากให้กำลังใจ
“อย่าอ่อนแอสิ! ยิ่งเจอแบบนี้ ยิ่งต้องตั้งใจให้มากๆ ทำให้ดีที่สุด พี่จะได้ไม่ถูกด่าฟรีไงเล่า”
ครืดดด~
เสียงกดชักโครกดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ประตูห้องน้ำเปิดออกกะทันหัน ก่อนที่ใครบางคนจะมายืนข้างๆ
“คะ…คุณนักเขียน”
“น่าเบื่อจริงๆ ให้ตาย เริ่มงานเขียนทีไรเป็นต้องได้หงุดหงิดจนท้องผูกทุกที”
อีอึนซุกล้างมืออย่างไม่สะทกสะท้าน เหลือบมองจีฮยอนที่ยืนอึ้งไปต่อไม่เป็น
“คนที่โดนด่าไม่ได้มีแค่คุณพี่ของคุณจีฮยอนคนเดียวนะ ฉันก็โดนด้วย”
“…คะ?”
“เสียเซลฟ์ไปเยอะเลยล่ะตอนนั่งอยู่ในนั้น อะไรนะ หนุนหลัง? เล่นเส้น? เฮอะ… เห็นฉันเป็นตัวอะไรกัน… เซ็งจริงๆ เบ่งกำลังจะออกอยู่แล้ว หดหายเข้าไปหมด หมดกัน”
จีฮยอนรู้สึกผิดหนักเข้าไปใหญ่ กำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง ทว่า อีอึนซุกตัดบทเสียก่อน
“ถ้าจะขอโทษฉันล่ะก็ อย่าแม้แต่จะคิดนะคะ ไม่ใช่ความผิดของคุณจีฮยอนเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว เพราะฉะนั้น แทนที่จะขอโทษ…!”
อีอึนซุกยืดเอวยืนตัวตรง มองจีฮยอนเต็มตา
“…พิสูจน์หน่อยค่ะ อีกเดี๋ยวตอนอ่านบท คุณจีฮยอนพิสูจน์ตัวเองไปเลยค่ะว่า ไม่ได้นอนมาชิลๆ กับบทนี้ สามีก็ไม่เกี่ยวข้องกับการแคสติ้ง และสองตาของฉันที่เลือกคุณจีฮยอนเข้ามาก็ไม่ได้ถั่วจนมองคนผิด! พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นหน่อยนะคะ…ทำได้ไหม”
จีฮยอนแม้จะยังหน้าง้ำ แต่ก็พยักหน้าตอบรับหนักๆ หนหนึ่ง
“ได้ค่ะ! ได้แน่นอน…”
“งั้นก็จบแล้ว อ้อ อีกอย่างหนึ่งนะคะ”
“คะ มีอะไรเหรอคะ”
“ไม่ทราบว่ามีชาอะไรพอจะช่วยเรื่องท้องผูกบ้างไหมคะ”
***
“นี่ ฮานา ได้ข่าวว่าไปนัดบอดมาเหรอ”
จีฮยอนเริ่มท่องบทแรกแล้ว และทันใดนั้น ทุกสายตาในห้องอ่านบทก็พร้อมใจพุ่งตรงมารวมกันที่เธอ