กระทั่งจีฮยอนนั่งลงบนโซฟาด้านตรงข้ามแล้ว อีอึนซุกก็ยังคงมองเธอไม่วางตาราวกับจะมองให้ทะลุเป็นรูไปเสีย
‘ผิวนวลเด้งอะไรขนาดนั้น’
จู่ๆ ก็นึกถึงคำโปรยโฆษณาสินค้าชิ้นหนึ่งที่ว่า ผิวใสเป็นประกายดั่งหยกขาว
โฆษณาทั้งหลายแหล่นั้นกว่าจะได้ภาพแต่ละภาพต้องผ่านการสาดไฟไม่รู้กี่ดวง ถ่ายทำเสร็จยังต้องเข้ากระบวนการแต่งภาพลบนั่นเติมโน่นอีก
‘นี่ไฟก็ไม่มี โฟโต้ช็อปก็ไม่ได้ใช้ มาแบบตัวเป็นๆ เลย ทำไมเหมือนกำลังดูโฆษณาจากจอ’
นักแสดงหญิงในวงการมักแข่งขันประชันกันอยู่ในที อาวุธประจำกายก็คือความงามของผิวพรรณ ใครที่ผิวใสเนียนกว่า ย่อมให้ภาพลักษณ์สะอาดสะอ้านและประณีตกว่า ทั้งยังจูงใจผู้ชมส่วนใหญ่ให้รู้สึกไปในทางเดียวกันได้ง่ายกว่าอีกด้วย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การถ่ายทำเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ทันสมัยตามเทคโนโลยี ผลก็คือภาพที่แพร่ออกมามีความละเอียดสูง งานผิวจึงสำคัญอย่างมาก ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความว่าผิวพรรณดีมีชัยได้แค่ไหน
‘เมื่อก่อนยังไม่ขนาดนี้ไม่ใช่เหรอ’
ผิวของจีฮยอนเหมือนถูกย้อนเวลาสวนทางเข็มนาฬิกา แต่เครื่องหน้าทั้งตา จมูก ปากกลับดูมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จากสาวน้อยวัยกระเตาะกลายเป็นสาวสะพรั่ง
‘รูปลักษณ์สวยสง่าระดับนี้… พาไปยืนข้างซนเอจินหรือฮันจูมินก็ยังรอดนะ’
สรุปคือ เอาคิมจีฮยอนมาเล่นบทรอง ออกจะเป็นเรื่องน่าเสียดายเกินไป
แม้ตอนนี้จะยังฟันธงอะไรไม่ได้ แต่หากซีรีส์เริ่มออกอากาศเมื่อไหร่ อาศัยแค่ใบหน้าค่าตาอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะเรียกความนิยมและผลตอบรับมหาศาลได้แล้ว แน่นอนว่า นั่นเป็นเงื่อนไขหลังจากที่การแคสติ้งผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น
“อ่า อึนซุก ไม่สิ นักเขียนอี อย่าเอาแต่มองสิ พูดอะไรสักหน่อ…”
“ผ่าน!”
“เฮ้ย! ตกใจหมด”
“อันดับแรก รูปร่างหน้าตาถือว่าผ่าน แต่ว่า คุณคิมจีฮยอนคะ”
“คะ? อ้อ ค่ะคุณนักเขียน”
“ดีใจตอนนี้ยังเร็วเกินไป นักแสดงสี่คนที่ผ่านการออดิชั่นรอบก่อนหน้าเองก็ไม่มีข้อให้ฉันติเหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องรูปลักษณ์น่ะนะ ถึงคุณจีฮยอนจะได้คะแนนด้านนี้มากกว่าทุกคนสักห้าสิบคะแนนได้ แต่เรื่องหลักของเราจะกลายเป็นเรื่องรองได้ยังไง จริงไหมคะ”
ง่ายๆ คำเดียวเลยก็คือ การแคสติ้งครั้งนี้จะผ่านหรือตก ขึ้นอยู่กับความสามารถด้านการแสดงมากกว่ารูปร่างหน้าตา
“งั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราเริ่มกันเลยเนอะ”
“เฮ้ย เอาเลยเรอะ เพิ่งได้คุยกันสองสามประโยคก็จะออดิชั่นแล้ว?”
“…โปรดิวเซอร์เบ?”
“อ่า อืม ครับๆ เอาตามที่คุณนักเขียนสบายใจครับ เอ้า ทุกคน ย้ายไปห้องซ้อมกันเถอะ”
***
“เอาบทมาด้วยใช่ไหมคะ”
“เอามาค่ะ สักครู่นะคะ”
ชายงเทรีบวิ่งเข้ามายื่นกระเป๋าให้ จีฮยอนหยิบสคริปต์ขึ้นมาถือด้วยสองมือ
อีอึนซุกเห็นกระดาษที่เก่า ยับ และบวม แววตาก็เต้นระริกไหววูบแต่เก็บอาการ เอ่ยต่อด้วยเสียงแหบแห้ง
“ทีนี้ คุณจีฮยอนลองเลือกฉากที่ประทับใจที่สุดมาหนึ่งฉากแล้วลองสวมบทบาทดูค่ะ จะอ่านบทก็ได้ แต่ไม่อ่านก็ดี”
“ค่ะ”
จีฮยอนวางบทละครลงที่ปลายเท้า ยืนสงบนิ่งชั่วขณะเพื่อจับอารมณ์ความรู้สึก หลอมรวมตนเองเข้ากับตัวละครซงอึนจู
จากนั้น…
“ใครบางคนเคยบอกว่า อาหารดีๆ จะพาให้บทสนทนาจบลงด้วยดี แต่ฮานา ทำไมพวกเราที่กินของดีๆ ยังต้องมานั่งถอนหายใจกันทุกวันแบบนี้ด้วย อาหารที่ฉันทำมันไม่ได้เรื่องขนาดนั้นเลยเหรอ”
“พาสต้าจานนี้ผิดตรงไหน ไอ้ที่ไม่ได้เรื่องน่ะไม่ใช่ฝีมือเธอ นิสัยคนคนนั้นต่างหาก”
อีอึนซุกรับช่วงต่ออย่างลื่นไหล เข้าสวมบทคู่สนทนาให้เธอทันที จีฮยอนต่อบทโดยไม่สับสนงกงัน
“บ้าเหรอ ระวังคำพูดหน่อย เกิดใครมาได้ยิน เดี๋ยวก็งานเข้าหรอก”
“ใครหน้าไหนจะมาได้ยิน แต่ละคน โน่น~ แจ้นกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือแค่เราสองคนที่ต้องอยู่เคลียร์งานกันงกๆ หลังแทบเดาะ เวลาแบบนี้นอกจากเรายังจะมีใครอีก…”
“ชะ เชฟ”
อีอึนซุกเองก็โต้ตอบกับจีฮยอนโดยไม่ต้องเปิดดูบท เพราะอย่างไรทุกบรรทัดก็รังสรรค์ขึ้นมาจากน้ำมือเธอ ทว่า ประโยคที่พูดอาจแตกต่างกันบ้างตามบริบทและคู่สนทนา จุดนี้เธอแค่อยากเห็นว่าจีฮยอนมีไหวพริบ ตลอดจนสามารถตอบสนองสิ่งที่เธอส่งให้ได้ดีแค่ไหนต่างหาก
ครู่ให้หลัง
“…พอแล้วค่ะ เอาแค่นี้ก่อน เราจะพักกันสักสิบนาที ถ้ามีเรื่องต้องจัดการระหว่างนี้ขอให้ทำให้เรียบร้อยก่อนกลับมาเจอกันนะคะ กรุณารักษาเวลาด้วย”
“ค่ะ”
จีฮยอนก้มลงเก็บบทละคร ก่อนเดินออกจากห้องซ้อมไปพร้อมชายงเท เบฮยอนซูที่เฝ้าสังเกตทุกคนอยู่รีบถามทันที
“เป็นไง พอไปได้ไหม”
“คิดยังไงถึงเลือกฉากนั้น”
“หือ?”
“อึนจูน่ะ ฉากเดี่ยวๆ ก็เยอะ ฉากที่คู่กับพระรองก็มี เลือกมาสักท่อนยังจะดูพรีเซนท์ตัวเองได้ดีกว่าเยอะ นึกยังไงถึงเลือกฉากคู่กับนางเอกนะ อันนี้ล่ะที่ฉันสงสัย”
นักแสดงที่ผ่านการออดิชั่นไปแล้วก่อนหน้านี้ ล้วนเลือกแสดงฉากประเภทที่อีอึนซุกอ้างถึงทั้งสิ้น ประหนึ่งเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของการออดิชั่นก็ว่าได้
“นั่น…อาจจะเป็นฉากที่ซ้อมเองบ่อยสุดก็ได้นะ”
เบฮยอนซูวิเคราะห์สุ่มๆ อีอึนซุกฟังแล้วก็เอียงคอ
“ซ้อมฉากที่บทไม่เอื้อ ดูไร้ตัวตนสุดๆ บ่อยที่สุดเนี่ยนะ?”
“ก็เพื่อเสริมบทนางเอกให้รับส่งกันได้เป็นธรรมชาติที่สุดไง อาจจะคิดว่าฉากนี้ยากกว่าฉากอื่นก็ได้นี่”
ฟังเผินๆ เกือบจะมีเหตุผล แต่อีอึนซุกไม่คล้อยตาม
“ความเห็นแบบนั้น เหมือนคำชมหลังหลังแคสติ้งผ่านแล้วมากกว่า วันนี้เราไม่ได้มาถ่ายทำกันนะคะ นี่คือการออดิชั่น แค่เลือกฉากที่ส่งให้ตัวเองเด่นกว่าคนอื่นออกมาแสดงยังจะน้อยไปด้วยซ้ำ…”
“โอย ก็แค่บอกว่าฉันคิดอย่างนั้นเฉยๆ เดี๋ยวจะมาหาว่าเข้าข้างกันเกินไป โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เอาเป็นว่าถ้ายังรู้สึกไม่โอเค อีกเดี๋ยวก็จิ้มฉากอื่นให้ลองเล่นดูสิ”
“ไม่ต้องบอกฉันก็จะทำแบบนั้นแหละค่ะ”
นอกประตูยังไม่มีซุ่มเสียงใด ด้วยยังเหลือเวลา อีอึนซุกจึงชวนเปลี่ยนเรื่องคุย
“เออ คุณพี่ ฉันสงสัยม้ากมากอยู่เรื่องหนึ่ง”
“ว่า?”
“ทำไมถึงต้องผลักดันกันขนาดนั้นด้วยคะ จะบอกว่าถูกโฉลกกับความมุ่งมั่นตั้งแต่ตอนถ่ายทำซีรีส์เรื่องก่อนเหรอ เหตุผลแค่นั้นฉันคิดยังไงก็ไม่มีน้ำหนักพอ แล้วในวงการนี้ดาราหน้าใหม่ที่ไหนไม่เป็นแบบนั้นบ้างล่ะ จริงไหมคะ แต่คุณพี่ดันเลือกสนับสนุนแค่คิมจีฮยอนคนเดียว เหตุผลจริงๆ คืออะไร คงไม่ใช่เพราะสวยเฉยๆ แน่ งั้นหรือว่า…”
“จึ๊ พูดอะไร เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก!”
เบฮยอนซูหน้าคล้ำ น้ำเสียงจริงจัง อีอึนซุกจึงได้สำนึกว่าตนกล่าวสิ่งที่ไม่ควร
“ฉันพูดมากเกินไป ‘โทษทีค่ะ”
เบฮยอนซูทิ้งช่วงเงียบ สุดท้ายก็ยอมปริปากอธิบาย
“ข้อแรก เพราะจีฮยอนมีความตั้งใจน่าชื่นชม นั่นเป็นความจริง ส่วนข้อที่สอง ให้ตอบตามตรง…ก็ต้องบอกว่าเพราะฉันอยากตอบแทนบุญคุณน้ำใจสามีของจีฮยอนน่ะ”
“สามี? เชฟโกกยองฮาเหรอคะ หรือเขาขอคุณพี่…”
“ไม่ๆ เรื่องนี้ฉันเป็นคนเสนอให้เขาเอง เธอก็รู้นี่ว่านิสัยอย่างฉัน ติดหนี้บุญคุณใครไม่ได้”
“ยิ่งพูดแบบนี้ยิ่งอยากรู้ อะไรกันที่ทำให้โปรดิวเซอร์เบผู้โด่งดังสะท้านฟ้าสะเทือนดินคนนี้ต้องติดหนี้บุญคุณคน ขนาดผู้บริหารสังกัดใหญ่ๆ มาข่มขู่ถึงที่ คุณพี่ยังแจกคำหวานโรยน้ำตาลก่อนจะเชือดทิ้งเลยนี่”
“ก็…รู้ไว้แค่ว่าเป็นเรื่องในครอบครัวก็พอ”
“อา…” อีอึนซุกคล้ายเดาอะไรได้ลางๆ
เบฮยอนซูรีบเปลี่ยนเรื่อง กลับมาคุยเรื่องก่อนหน้า nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
“เอาน่า ว่าแต่ ดูๆ แล้ว ไม่โอเคเลยสักนิดเลยเหรอ”
“ตอบตามตรง แค่ฉากนั้นฉากเดียวฉันยังไม่รู้สึกอะไรค่ะ ต่อให้ประสบการณ์ด้านการแสดงน้อย แต่เคยเป็นไอดอลที่อยู่บนเวทีใหญ่ๆ มาตลอดไม่ใช่เหรอ ทีแรกคิดว่าจะเฉยๆ นี่ดูท่าทางตื่นเต้นหนักเลยเชียว”
“ออกจากวงการไปตั้งสี่ปีนะ ฉันว่าถ้าไม่ตื่นเต้นเลยสิแปลก”
“อืม เดี๋ยวจะคอยดู ถ้าไปต่อไม่ไหวจริงๆ ฉันจะ…”
“จ้า แหกไป แหกให้เละเลยจ้ะ”
ทั้งคู่คุยกันถึงตรงนี้ก็หยุด เนื่องจากจีฮยอนกับชายงเทกลับมาแล้ว
เบฮยอนซูส่งเสียงดังให้กำลังใจ ในที่สุดการออดิชั่นก็มาถึงขั้นตอนท้ายสุด
“จีฮยอน ไม่ต้องตื่นเต้น ทำใจโล่งๆ สบายๆ ยังไงก็เท่าทุน ไม่มีอะไรเสียหายนี่นา”
“อา ขอบพระคุณค่ะ” จีฮยอนพยักหน้า
ท่าทางเธอดูเงียบๆ ขรึมๆ ลงกว่าเดิมหลายขั้น คงเพราะคาดการณ์ว่าตนออดิชั่นไม่ผ่านแน่แล้ว
อีอึนซุกเห็นดังนั้นก็อดรนทนไม่ไหว แอบชี้นำอย่างใจดีเป็นครั้งแรกและน่าจะครั้งสุดท้ายด้วย
“รอบนี้ขอฉากที่สิบสองนะคะ ลองเล่นให้ดูหน่อย ว่าแต่ คุณคิมจีฮยอน ไม่เป็นไรแน่นะ”
“คะ?”
“ตื่นเต้นมากกว่าเมื่อกี้รึเปล่า เสียงก็ฟังติดจะแห้งๆ ลองดื่มน้ำอุ่นสักแก้วแล้วค่อยมาเริ่มกันดีไหมคะ”
อีอึนซุกชี้ไปที่ตู้กดน้ำ ทว่า จีฮยอนกลับยืนงง หันรีหันขวางไม่รู้จะทำอย่างไร พึมพำกับตัวเองแบบที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ
“อ๊า- โง่จริงๆ เลยเรา”
“อะไรนะคะ”
“ปะ เปล่าค่ะ ฉันเตรียมชามาจากที่บ้านไว้ดื่มเอง แต่ดันลืมสนิท…”
ชานั้นกยองฮาเป็นคนต้มให้อย่างใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งยังกำชับไว้ด้วยว่า ก่อนเข้าออดิชั่นต้องจิบให้ได้หนึ่งแก้ว
ชายงเทมือไม้ว่องไวไหวพริบดี รีบหยิบกระติกน้ำร้อนออกมาจากถุงกระดาษ เปิดฝา รินให้จีฮยอนทันทีโดยไม่ต้องขอ
และแล้ว
‘…หืม?’
‘เอ๊ะ?’
ไม่รู้ใครเป็นคนเริ่มก่อน แต่เบฮยอนซูกับอีอึนซุกหันมองหน้ากันราวนัดไว้ล่วงหน้า
‘คืออะไรน่ะ กลิ่นหวานหอมขนาดนี้’
‘อย่าบอกนะว่า มาจากกระติกน้ำร้อนนั่น’
ระยะห่างระหว่างจุดที่ชายงเทยืนและโซฟาที่ทั้งสองคนนั่ง กะคร่าวๆ ก็น่าจะประมาณสองหรือสามเมตร แต่ถึงอย่างนั้นวินาทีที่รินชาลงในแก้ว ความหอมกลับแพร่กระจายออกมาชนิดที่เรียกว่าไม่เป็นไปตามหลักตรรกะใดทั้งสิ้น แต่ไม่มีใครมีเวลามานั่งเถียงกันเพื่อหาคำตอบ น้ำลายเจ้ากรรมไหลพรูออกมาสอจนท่วมปากไปหมด
‘ยะ อยากชิมด้วยจัง’
‘อะไรเนี่ย แค่กลิ่นยังอร่อยขนาดนี้!’
จีฮยอนเป่าชาที่ชายงเทยื่นให้ โดยไม่ได้รับรู้ถึงหัวอกคนที่กำลังกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ แม้แต่น้อย
“ฟู่ว ฮ้า~”
ครั้นจิบชาเข้าไปหนึ่งคำ หายใจเข้าออกเต็มปอดหนึ่งครั้ง เธอก็รวมสมาธิจับอารมณ์แล้วเริ่มสวมบทบาท
ใบหน้าจีฮยอนสงบนิ่งต่างจากเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด อีอึนซุกมองด้วยแววตาใคร่รู้ พยายามจับสังเกตความเปลี่ยนแปลง แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจจนอึ้งเก็บอาการไม่ไหว
“ทำไมเวลาทานพาสต้า เราต้องใช้ส้อมม้วนเส้นขึ้นมาทราบไหมคะ เพราะประเทศนั้นเขาถือว่าการส่งเสียงดังระหว่างมื้ออาหารคือการเสียมารยาทค่ะ ฉะนั้น…กรุณาทำตัวมีมารยาทกับฉันด้วย ได้โปรดหุบปากให้ฉันหน่อยเถอะค่ะ”
ฉากนี้เป็นฉากที่ตัวละครกำลังโต้แย้งกันระหว่างรับประทานอาหาร ด้วยความที่อารมณ์แปรผันรวดเร็วและเจ้าของบทจำเป็นต้องเข้าจับจุดให้ทันจึงเป็นฉากที่ไม่ง่าย จากบทสนทนา หากนักแสดงพูดเนิบๆ มาเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ ตะโกนเสียงสูงเฉพาะตอนท้าย มีสิทธิ์ทำลายมวลอารมณ์จนป่นปี้ทันที ตรงกันข้าม หากตั้งใจโฟกัสท้ายประโยคมากเกินไป ก็จะสูญเสียความเป็นธรรมชาติไปอีก
ทว่า การแสดงเมื่อครู่นั้นไร้ที่ติ
ทั้งสีหน้า ท่าทาง โทนเสียง กระทั่งแววตาที่มีความลังเลเจือปนก่อนจะระเบิดความรุนแรงออกมา บอกเลยว่าไร้ที่ติ อีอึนซุกราวกับกำลังมองซงอึนจูที่เธอจินตนาการไว้ โดดออกจากบทละครมาปรากฏตัวต่อหน้าจริงๆ ฉากต่อเนื่องที่จีฮยอนสวมบทบาทให้ดูก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน
“เอาแค่นี้พอค่ะ”
อีอึนซุกวิจารณ์การแสดงของจีฮยอน จากนั้นปิดท้ายด้วยการทิ้งระเบิด
“ขอบคุณมาก แล้วก็…ยินดีด้วยนะคะคุณคิมจีฮยอน ไม่สิ ซงอึนจู”
***
“บอกมาตรงๆ เถอะ เธออยากจะรีบชิมชานี่เลยรีบตัดจบใช่ไหม”
“อุ๊ย ใครกันแน่ที่กลืนน้ำลายเอื๊อกๆ จนต้องไปเอาทิชชู่มาปิดปาก…”
ทุกคนกลับมาที่ห้องทำงานอีกครั้ง สี่คนนั่งล้อมรอบโต๊ะ บรรยากาศเป็นกันเองถึงขนาดพูดหยอกล้อเล่นกันเลยทีเดียว ตรงหน้ามีชาคนละถ้วยที่สะท้อนความใสสะอาดและสีเหลืองอ่อนนวลตา
มันคือชาที่อยู่ในกระติกน้ำร้อนของจีฮยอนนั่นเอง
อีอึนซุกยกถ้วยชาขึ้นสูงเกือบทิ่มจมูกเพื่อสูดกลิ่นหอมของชาอย่างใกล้ชิด
“นี่เรียกชาอะไรนะคะ” เธอถามจีฮยอน
“ชาเก๊กฮวย (ดอกเบญจมาศ) ค่ะ”
“จริงเหรอ ปกติชาเก็กฮวยหอมออกหวานๆ แบบนี้เหรอ”
“คงเพราะใส่น้ำผึ้งบัควีทลงไปด้วยน่ะค่ะ”
“อะฮ่า~ ว่าแล้วเชียว งั้นชานี่คุณจีฮยอนเป็นคนชงเองเลยรึเปล่าคะเนี่ย”
“เปล่าค่ะ พี่เขาเป็นคนเตรียมไว้ให้”
ยามเธอส่ายหน้ามุมปากแต้มยิ้มเอียงอายนั้น ดูงดงามน่ารักเหลือเกิน
‘วัยหนุ่มสาวนี่ดีจริง’
“รีบดื่มก่อนจะเย็นนะคะ เห็นว่าตอนยังร้อนๆ ร่างกายจะดูดซึมส่วนที่มีประโยชน์ไปใช้ได้ดีกว่าค่ะ”
“นั่นสิ ขืนรีๆ รอๆ ต่อไป ลิ้นฉันคงประท้วงหนักแน่”
“ก็ว่างั้นแหละ ตอนนี้แค่พูดเฉยๆ ยังพูดไม่ชัดเลย เธอน่ะ”
“แหม คุณพี่เองก็พูดช้าดดดชัดนะคะ เสียงน้ำลายดีดไปดีดมาขนาดนั้น”
สองคนทะเลาะกันอีก แต่ก็แค่ครู่สั้นๆ
“งั้นขอบคุณสำหรับชานะคะ”
เมื่ออีอึนซุกยกถ้วยชาจรดริมฝีปาก
‘…เอ๊ะ?’
ทันใดนั้น ทั่วทุกทิศทางก็มีกลีบดอกไม้ปลิวว่อน ทุ่งบัควีทกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแวบขึ้นมาต่อหน้า เธอเดินทอดน่องตามเหล่าผึ้งมิ้มแสนขยันที่บินวนไปเวียนมาก้าวแล้วก้าวเล่า โดยไม่ทันรู้ตัว กายและใจก็สุขสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความเครียดที่สะสมเป็นภูเขาเลากาเพราะงานเขียนคล้ายมลายไปสิ้น กำลังวังชาหวนกลับมาอีกครั้ง
จนกระทั่งภาพลวงที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นยาวนานแค่ไหนสลายหายไปแล้ว อีอึนซุกถึงคืนสติ วางถ้วยชาว่างเปล่าลงบนโต๊ะ
“คุณจีฮยอน ไม่ทราบว่านอกจากชา ได้ใส่อย่างอื่นลงไปด้วยรึเปล่าคะ”