ปัจจุบัน กยองฮาสามารถปรุงเมนูทุกชนิดในร้านตามสั่งให้ออกมาเป็นเลเวล 5 หรือสูงกว่าได้หมดแล้ว
แม้จะติดเงื่อนไขจุกจิกเบื้องต้นอยู่บ้าง แต่หากตั้งใจจริงๆ เขาก็ทำได้ถึงเลเวล 6 ตลอด รวมทั้งเมนูอื่นที่เป็นคอร์สของฮันอุลเรสเตอรองด้วย มาตรฐานของตัวกยองฮาในขณะนี้ นับว่าเกินขีดจำกัดเลเวล 6 ไปแล้ว
ทว่า ในความเป็นจริงหากคำนึงถึงด้านธุรกิจ เมนูทั้งหลายที่ทำเสิร์ฟขายไม่ควรเกินกว่าเลเวล 6
เนื่องจากอาหารเลเวลสูงๆ อย่างเลเวล 7 มีขั้นตอนการปรุงที่ยากมาก และโดยเนื้องาน ไม่มีทางทำแล้วคุ้มค่าคุ้มกำไรเด็ดขาด ฉะนั้น เมื่อพิจารณาในมุมของการทำอาหารตามสั่งประจำร้าน ฝีมือกยองฮาไม่อาจรุดหน้าไปมากกว่านี้แล้ว เขาจึงได้เริ่มหันเหความสนใจไปยังสิ่งอื่น
กยองฮาเริ่มกระหายอยากศึกษาอัตลักษณ์พิเศษของอาหารทั่วโลกให้กว้างและลึกขึ้น แต่ใจที่สงสัยใคร่รู้ก็ไม่อาจได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ เพราะเวลาส่วนตัวมีน้อยเหลือเกิน ปีหนึ่งๆ ไหนจะต้องเปิดร้านตามยอดสำรองที่นั่ง ไหนจะต้องไปถ่ายรายการ ไหนจะงานจิตอาสาที่รอเขาอยู่อีก
ดังนั้น การลาพักร้อนของเขาจึงผ่านการคิดแล้วคิดอีกไม่รู้กี่ตลบ กว่าจะตัดสินใจได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาอยากสนับสนุนภรรยา ใช้ข้ออ้างนี้เปิดโอกาสให้จีฮยอนที่หุบปีกเก็บเนื้อเก็บตัวมาตลอดได้สยายปีกออกโบยบินอีกครั้ง
“จำได้ไหม ตอนเราแต่งงานกันใหม่ๆ เคยคุยกันไว้ว่ายังไง”
กยองฮาหมายถึงประโยคที่ตนเปรยให้จีฮยอนลองคิดดูใหม่ เรื่องการกลับเข้าวงการอีกครั้ง
จำได้ไม่ได้หาใช่ประเด็น
สิ่งที่จีฮยอนหยิบขึ้นมาจากกล่องด้วยมืออันสั่นเทา คือ บทละคร
“ตอนไปถ่ายรายการที่สถานีโทรทัศน์ พี่เดินสวนกับหัวหน้าโปรดิวเซอร์อยู่หลายหน มีครั้งหนึ่งจู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาหา บอกว่าฝากคำขอโทษไปถึงคุณจีฮยอนด้วย”
“หัวหน้าโปรดิวเซอร์?”
“อืม คนที่ชื่อเบฮยอนซู…”
“อ๋อ…”
เบฮยอนซูเป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลกองถ่ายชุดสุดท้ายในเส้นทางบันเทิงของจีฮยอน เขาคือหนึ่งในทีมงานถ่ายทำซีรีส์เรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายของเธอ หากจะให้พูดถึงบทสรุปของซีรีส์ดังกล่าว คงต้องใช้คำว่า เละเทะเป็นโจ๊ก
เรตติ้งต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนั้น ไม่ต้องสืบเลยว่าดารานักแสดงจะถูกโจมตีขนาดไหน เคราะห์ดี ตอนนั้นบทที่จีฮยอนรับเล่นไม่ได้เด่นมาก เป็นเพียงตัวละครประกอบพื้นๆ เสียงก่นด่าที่โหมกระหน่ำจึงมาไม่ค่อยถึงเธอ และพอมีช่องให้หลบหลีกได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกตราหน้าว่าโหนมาจากการเป็นไอดอล
สำหรับจีฮยอนซึ่งถูกลูกหลงวิจารณ์สุ่มสี่สุ่มห้า นี่คือความทรงจำที่ไม่ดีเอามากๆ
“แต่ว่า ทำไมต้องขอโทษด้วย…”
“จากที่เล่ามา กับคนอื่นยังไงไม่รู้ แต่กับที่รัก แกรู้สึกเสียใจจนอยากขอโทษจริงๆ นะ ประมาณว่า ช่วงถ่ายทำซีรีส์ มีฉากให้เข้าน้อย บางตอนก็ไม่มีบทเลย แถมยังเป็นตัวประกอบอีก แกบอกว่า คนประเภทที่อยู่ร่วมกองกับนักแสดงคนอื่นๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วยังทุ่มเทเต็มที่แบบนี้หายากจนแทบจะไม่เคยเห็น”
“…”
“วันที่ต้องออกกองแต่ตัวเองไม่ต้องเข้าฉากก็ยังอุตส่าห์มา คอยศึกษาจากนักแสดงรุ่นพี่ เก็บเล็กผสมน้อยได้สักอย่างสองอย่างก็เอา แกประทับใจมาก เลยอยากให้ซีรีส์เรื่องนั้นเป็นบันไดขั้นแรกที่ส่งที่รักให้ขึ้นไปสูงกว่านี้ แต่เรตติ้งดันเละตุ้มเป๊ะ แกกลัวผลของมันจะทำให้ฝังใจ แล้วพาลไปดับฝันที่เคยหลงใหลในการแสดงจนไม่เหลืออะไร แกพูดตรงๆ แหละว่าตั้งแต่ตอนนั้นมาก็ไม่เคยสบายใจเลย”
“อา…”
“แต่ก็ยังจะแอบๆ มากระซิบถามพี่นะว่า ที่รักมีทีท่าอยากจะกลับเข้าวงการบ้างไหม”
“ถ้าอย่างนั้นบทละครนี่…”
กยองฮาพยักหน้า
“เป็นบทลับสำหรับการออดิชั่น หัวหน้าโปรดิวเซอร์เบหามาให้ด้วยตัวเอง กำชับมาอีกว่า ถ้าเป็นที่รัก ต้องเล่นบทนี้ได้ดีมากๆ แน่นอน”
“อา…”
“คิดว่าไง?”
จีฮยอนลองไล่เปิดบทละครดู เสียงพลิกหน้ากระดาษดังต่อเนื่องทีละแผ่น ทีละแผ่น จนกระทั่ง…
ป้าบ-
บทละครถูกปล่อยจากมือกลับลงกล่อง ปิดฝาตามอย่างเรียบร้อย
จีฮยอนเงยหน้าส่งยิ้มให้
“ขอบคุณค่ะพี่ แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับงานในวงการแล้ว ไม่มีเรื่องให้ต้องเสียดายอีก”
“กะแล้วว่าที่รักต้องพูดแบบนี้”
“คะ?”
“พี่ก็เลยชิงลงมือก่อน ตอนนี้พี่กลายเป็นคนตกงานแล้วล่ะ”
“เดี๋ยวนะ…”
“งานร้านตามสั่งกับเรสเตอรอง แล้วก็งานออกอากาศทั้งหลายแหล่ พี่เททิ้งหมดแล้ว ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าขอวางมือสักระยะใหญ่”
สองตาของจีฮยอนเบิกกว้าง
“จะ…จริงเหรอคะ”
“จริงสิ เพราะฉะนั้นจากนี้ ที่รักต้องทำงานหาเลี้ยงพี่แล้วล่ะ”
กยองฮาแกล้งหยอก จีฮยอนหัวเราะร่า
“ทรัพย์สินพี่มีตั้งเท่าไหร่ ยังจะมาทำเป็นพูดนะคะ”
“ไม่รู้แหละ ต่อจากนี้งานบ้านงานเรือน โยนมาให้สามีผู้ว่างงานมีเวลาเหลือเยอะแยะคนนี้ซะ ส่วนที่รักไปตั้งใจ เตรียมตัวออดิชั่นให้ดีๆ ก็พอ”
จีฮยอนใช้สายตาลึกล้ำมองกยองฮานิ่งนาน
ริมฝีปากที่แต้มยิ้มเบาบางเมื่อครู่เผยอออกอีกครั้ง เธอสูดหายใจหนักๆ
“ฮ้า~ มีความสุขจัง”
“หืม?”
“มีความสุขมากจนหัวใจมันเต็มตื้นไปหมดเลย”
ทว่า กยองฮากลับแสดงท่าทีเนือยๆ
“ประโยคนั้น พูดบ่อยเกินจนจะเป็นคำติดปากแล้วนะ”
“อ่าฮะ เพราะอย่างนี้ ฉันเลยปล่อยที่รักไว้คนเดียว แล้วหนีไปทำโน่นทำนี่ไม่ได้ไงคะ”
สุดท้าย เธอก็ปฏิเสธแบบอ้อมๆ ค้อมๆ
“อ่ะ ก็ได้ๆ ที่จริงมันก็มีบ้างแหละค่ะที่นึกถึงสมัยก่อน พวกความทรงจำดีๆ ส่วนมากก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอคะ เวลาคนเราเห็นหรือได้ยินสิ่งที่เชื่อมโยงกับชีวิตในอดีต ใจย่อมต้องคิดถึงมันอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ แต่จะให้คิดถึงอีกร้อยครั้ง อีกสองร้อยครั้ง ก็ไม่มีความทรงจำอันไหนเทียบได้กับการที่เรามีกันและกันอย่างทุกวันนี้ ฉันไม่เคยโหยหาความหลังเก่าก่อนหรืออดีตที่ไม่มีพี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะฉะนั้น พี่คะ ขอบคุณมากๆ นะ ของขวัญในกล่องนี้ ฉันขอรับไว้แค่หัวใจหวังดีของพี่แล้วกัน…ได้ไหมคะ”
“…”
จนแล้วจนรอด สิ่งที่กยองฮาสามารถทำได้ มีเพียงดึงตัวจีฮยอนมากอดแนบแน่น
เขาจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาชนะความน่ารักอ่อนหวานของเธอได้เล่า
***
ฮงกยองนักประหลาดใจกับความแออัดผิดปกติในตลาดประมูล
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมคนยั้วเยี้ยขนาดนี้”
ตามกำหนดการ วันนี้เป็นวันที่เหล้าและไวน์ราคาแรงๆ จะออกมาเผยโฉมให้เสนอราคาประมูลกัน ไฮไลต์อยู่ตรงรายการท้ายสุดซึ่งก็คือไวน์ของเชฟโกกยองฮา นับว่า ใครที่ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลทางการเงินกระเป๋าหนักตัวจริงคงไม่กล้าและไม่อยากเข้าร่วมวงประมูลด้วยแน่ๆ
ก็เล่นทุบราคากันสนั่นหวั่นไหว ตัวเลขสูงลิ่วปานนั้น
ยามปกติ ผู้เข้าร่วมประมูลเลยมักจะเหลือน้อยลงๆ ทุกทีจนนับจำนวนหัวได้
‘นี่ อย่างกับตลาดนัดเปิดท้ายขายของ…’
อย่างไรก็ดีในมุมของบริษัท การที่คนมาเยอะๆ ไม่ถือเป็นขอเสียแต่อย่างใด ฮงกยองนักคาดหวังไปใหญ่
‘ไม่แน่ ไวน์ของเชฟโกอาจจะได้สถิติใหม่วันนี้’
เขาคาดการณ์แม่นอย่างกับตาเห็น แต่แค่นึกไม่ถึงว่าสงครามราคาจะปะทุอย่างดุเดือดชนิดไร้ที่มาที่ไปขนาดนี้
“เอาล่ะครับ ลำดับต่อไปเป็นไวน์หมักฝีมือเชฟโกกยองฮาที่ทุกท่านรอคอยมานานแสนนาน รอบนี้เราโชคดีได้ไวน์ราสเบอร์รี่และไวน์มัตสึทาเกะระดับพรีเมียมมาอย่างละขวดครับผม เริ่มกันที่ไวน์ราสเบอร์รี่ก่อนเลยนะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขออนุญาตตั้งราคาเริ่มต้นสูงกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย เราจะเปิดกันที่สองแสนห้าหมื่นดอลล่าร์ครับ”
ไม่ทันขาดคำ nᴏᴠᴇʟɢu.cᴏm
“สองแสนหก”
“สามแสน!”
“ห้าแสน!”
.
.
.
“เก้าแสน!”
“เก้าแสนห้า!”
‘บะ…บ้าบออะไรกันเนี่ย…’
ราคาพุ่งกระฉูดทะลุสถิติง่ายๆ ก็ว่าน่าตกใจแล้ว ที่ช็อคยิ่งกว่าคือยังมีคนยืนหยัดกลางวงเดิมพันเกินกว่าสิบคน โรมรันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไม่มีการออมมือ
‘ปกติราคาสูงขนาดนี้ต้องเหลือดูเชิงกันอยู่แค่สองสามคนแล้วนะ ที่เหลือถอยหมด…’
พิธีกรบนเวทีประมูลเริ่มแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์เอาก็จังหวะนี้เอง
วิธีที่ใช้คือการส่งเสียงตอบรับ หมั่นเร้าอารมณ์ร่วม ส่งสายตาสร้างอายคอนแท็คให้บรรยากาศแข่งขันระอุขึ้นอีกขั้น และคอยหนุนให้ผู้ร่วมประมูลชิงชัยเสนอราคาต่อเนื่องอีกหน่อย ทว่า สำหรับฮงกยองนัก ความสามารถดังกล่าวยังไม่ถึงคราวให้เขาได้แสดงออกเลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
โบราณว่า มีจุดเริ่ม ก็ต้องมีจุดจบ
“หนึ่งล้าน!”
“ล้านสอง!”
ใครบางคนเสนอราคาพรวดพราด โดดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั่วทั้งงานพร้อมใจกันเงียบกริบ
คนผู้นั้นถือป้ายหมายเลข 14 อาศัยรูปลักษณ์ภายนอกก็พอจะบอกได้ว่าเป็นชาวตะวันออกกลาง
นั่นแหละ ฮงกยองนักถึงได้เรียกสติ ดึงสายตากลับมาไล่มองแต่ละคน ก่อนจะประกาศชัดถ้อยชัดคำ
“ล้านสองครับ ตอนนี้มาถึงหนึ่งล้านสองแสนดอลล่าร์แล้วนะครับ มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ ถ้าไม่…”
“ล้านสี่”
“…!”
คราวนี้ผู้ตะโกนเสนอราคาเสียงดังลั่นเป็นชาวเอเชีย สังเกตจากลักษณะผู้ติดตามข้างๆ และเสียงซุบซิบแล้ว น่าจะเป็นชาวจีน ซึ่งหลังจากเสนอตัวเลขเรียบร้อย เขาก็หันไปยิ้มให้พวกพ้องอย่างย่ามใจ
“ละ ล้านสี่ หนึ่งล้านสี่แสนดอลลาร์แล้วครับ …มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ”
แค่ไวน์ขวดเดียว ทำราคาได้ถึงพันหกร้อยล้านวอนเชียวหรือ
‘เสียสติกันไปหมดแล้วโว้ย ต่อให้เป็นไวน์ของเชฟโกก็เถอะ แบบนี้มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ต้องบ้าด้วย ไม่งั้น…’
แน่นอนอยู่แล้วว่าฮงกยองนักย่อมไม่อาจเข้าถึงความร้อนรนในจิตใจของเหล่านักประมูลได้
เพราะเขาคือหนึ่งในคนที่ยังไม่ทราบข่าวว่ากยองฮาจะลาพักเป็นเวลาหนึ่งปี
***
“คุณพระ!”
จีฮยอนที่นั่งสะสางบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อุทาน
“พี่คะ ลองมาดูนี่หน่อยสิ” เธอหันไปหากยองฮา
“มีตรงไหนผิดเหรอ”
“บริษัทรับฝากประมูลน่าจะโอนเงินให้พี่เมื่อกี้นี้ค่ะ แต่ตัวเลขมันแอบแปลกๆ”
“…เออ จริงด้วยแฮะ ทำไมเงินเข้าซะเยอะขนาดนี้”
กยองฮาเอียงคอ หยิบมือถือขึ้นมา เลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ฮงกยองนัก
ประจวบเหมาะกับที่มีสายเรียกเข้าพอดิบพอดี อีกฝ่ายส่งเสียงทักอย่างตื่นๆ
[เถ้าแก่โก! เช็คยอดเงินในบัญชีรึยังครับ]
“ดูแล้วครับ กำลังจะโทรฯ หาอยู่เลยว่ามีอะไรผิดพลาดระหว่างโอนเงินรึเปล่า”
[อะไรนะครับ ไม่มีครับ ไม่มีๆ จะผิดได้ยังไง]
“งั้นก็แปลกมาก ของที่ส่งไปเป็นพรีเมียมสองขวด ไม่ใช่เอ็กซตราฯ ด้วยซ้ำ ทำไมเงินเข้าเยอะขนาดนี้ล่ะครับ”
[คงเพราะไวน์ราสเบอร์รี่ปิดราคาที่ล้านสี่แสน ส่วนไวน์มัตสึทาเกะปาเข้าไปตั้งล้านแปดแสนล่ะมั้งครับ!]
กยองฮาฟังแล้วถึงกับตาโต
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นในงานประมูลเหรอครับ”
[ผมก็ไม่แน่ใจครับ ผิดปกติตั้งแต่เห็นว่าเหลือผู้ร่วมประมูลรอบสุดท้ายตั้งสิบกว่าคนแล้วครับ คงเพราะสู้กันเอง ราคาถึงพุ่งเอาพุ่งเอา งานเกือบไม่จบแน่ะ]
“อา…”
กยองฮาเพิ่งจะเดาอะไรได้ลางๆ รีบแจ้งข่าวที่ตนจะลาพักให้ฮงกยองนักรับทราบ ทว่า
[หา! จะพักจริงๆ แบบไม่ทำอะไรเลยหนึ่งปีเต็มเหรอครับ จะหยุดการผลิตไวน์ด้วยใช่ไหมครับ]
“ครับ อาจจะมีหมักเล่นที่บ้านบ้างนิดๆ หน่อยๆ พอให้เป็นงานอดิเรกเหมือนเมื่อก่อน แต่พวกงานซื้อขายกับงานธุรกิจทั้งหมด กะจะพักไปเลยช่วงใหญ่ครับ”
[…ดีครับดี จะเริ่มต้นอะไรสักอย่างต้องสะสางของเดิมให้เรียบร้อยก่อน ถูกต้องแล้วครับ มัวรักพี่เสียดายน้อง คงหุงข้าวก็ไม่สุกต้มโจ๊กก็ไม่ได้ แบบนั้นผมเห็นมานักต่อนักแล้ว… เอาเป็นว่า รับทราบครับ]
“ขออภัยจริงๆ ครับที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า พอดีผมสร้างเรื่องไว้เยอะ มัวแต่จัดการโน่นนี่ ลืมเรื่องประมูลไปซะสนิทเลยครับ”
[โอ๊ย ไม่เลยครับ ผมนี่มีแต่จะขอบคุณเถ้าแก่โก ไม่ต้องเกรงใจหรือกังวลอะไรนะครับ ขอให้พักผ่อนสบายๆ พักเยอะๆ ให้เต็มที่ ถึงเวลาค่อยกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ฮ่าๆ]
วางสายแล้ว กยองฮายังนั่งนิ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ครู่หนึ่งเพื่อไล่เลียงว่า เขาหลงลืมอะไรเช่นกรณีของฮงกยองนักอีกหรือไม่ และแล้ว คล้ายบังเอิญ คล้ายตั้งใจ สายตาก็พาลไปสะดุดหยุดอยู่บนหน้าเว็บฯ บริเวณเหนือไอคอนรูปจดหมาย
มันคือตัวเลขบอกจำนวนอีเมลที่วิ่งเข้ามาในกล่องอินบ็อกซ์
“หือ ทำไมเมลเข้าเยอะจัง”
ครั้นเขาคลิกไปที่ไอคอน หัวข้อภาษาต่างประเทศก็แสดงผลเรียงรายกันออกมาทันที แวบแรกเขาคิดว่าเป็นเมลขยะ แต่พอตั้งใจดูชื่อผู้ส่งดีๆ จึงได้เห็นว่าคุ้นหูคุ้นตาเหลือเกิน กยองฮาเพิ่งจะสำเหนียกว่าทั้งหมดนี้คือเมลตอบรับจากประกาศลาพักร้อนที่เขาส่งกระจายรวดเดียวทั้งกลุ่ม
ทั้งหมดล้วนเป็นอภิมหาเศรษฐี มหาอำนาจ และชนชั้นผู้นำของหลากประเทศหลายเชื้อชาติ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากยองฮา เขาๆ ท่านๆ เหล่านั้นกลับไม่ได้แตกต่างจากนักชิมอาหารธรรมดาๆ ที่หลงใหลอาหารเลิศรสแต่อย่างใด สังเกตจากเนื้อความในอีเมลก็พอจะอธิบายได้ เนื่องจากคำตอบที่ส่งกลับมาแทบจะเหมือนกันหมด
“ระหว่างที่พักผ่อนจะไม่รบกวนอะไรให้ยุ่งยากใจ แต่ขอร้อง อย่าจำกัดการผลิตไวน์ได้ไหม?”
บางอีเมลมีข้อความที่ทำให้กยองฮาต้องนั่งอึ้งทันทีที่เปิดอ่าน ยิ่งฉบับที่ชื่อผู้ส่งคือมานซูร์ ยิ่งแล้วใหญ่
เช่นที่ว่า เหนือไปกว่าเม็ดเงินหรือผลกำไร เราวางมิสเตอร์โกไว้ในตำแหน่งสหายสนิทตลอดมา นานทีปีหน สหายจะได้หยุดพักร้อน ดังนั้นจึงอยากเชื้อเชิญให้มาผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จะต้อนรับขับสู้อย่างดีเป็นที่สุด…
“อืม เข้าใจได้ ที่ว่ามาก็มีเหตุผล”
มานซูร์เป็นบุคคลประเภทที่มักทำอะไรเกินความจำเป็นเสมอ และหากไม่ได้ตามต้องการก็จะโมโหโกรธา
เขาๆ ท่านๆ ที่เหลือก็ไม่ต่างกัน
“ค่าตอบแทนสำหรับอาหารของเราก็จ่ายกันเต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมยังเสนอตัวคอยช่วยโน่นช่วยนี่กันอยู่เรื่อย…”
ว่ากันตรงๆ หากกยองฮาและผู้ติดตามบินไปประเทศอังกฤษ ก็จะสามารถเข้าพักในบ้านตากอากาศส่วนตัวที่มานซูร์เตรียมไว้ให้ได้ทันที
หากบินไปประเทศอื่นๆ โรงแรมใดที่มีโกกยองฮาในรายชื่อผู้เข้าพัก ที่นั้นคล้ายมีพรายกระซิบ ไม่ทรัมป์ก็ปารีส ฮิลตันจะคอยออกหน้าอัปเกรดห้องพักเป็นแบบสวีทให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม
หากบินไปประเทศจีนหรือประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะมีการต้อนรับขับสู้ราวอาคันตุกะสำคัญระดับชาติตั้งแต่เหยียบเท้าลงที่ท่าอากาศยาน
และหากบินไปประเทศทางยุโรปแล้วดันเกิดเรื่องไม่คาดคิด เหล่าสหายและเพื่อนฝูงของเขาก็จะแห่มาช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกกันอย่างเต็มที่เสมอ
มิตรภาพเช่นนี้ จะหาได้ที่ใดอีกเล่า
ดังนั้น เมื่อผ่านการคิดทบทวนครั้งใหญ่ กยองฮาก็มาจบที่แผนการบางอย่าง
จากนี้ เขาจะฝึกฝนทำอาหารให้ประณีตกว่าเดิม เอาให้ชำนาญถึงระดับหนึ่ง จากนั้นก็จะเชื้อเชิญสหายทีละกลุ่มมาที่บ้าน
จัดปาร์ตี้เซอร์ไพรซ์ให้เรียงคนไปเลยแล้วกัน