จนถึงตอนนี้ เขาไม่มีพัฒนาการใดๆ ราวกับเจอทางตันบวกกำแพงหนาที่ข้ามไม่ไหวตลอดมา
ทว่า เสียงเตือนเมื่อครู่สร้างความหวังให้บังเกิดอีกครั้ง อาจจะยังมีหนทางให้เขาไต่ระดับขึ้นไปถึงเลเวล 7 ได้ เพียงแต่หนทางนั้นต้องไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่
‘ถ้าอิงจากประสบการณ์ที่ผ่านมาล่ะก็ คงยังอีกยาวไกล ไกลมากๆ ด้วย…’
ยิ่งเลเวลสูงเท่าไหร่ ยิ่งใช้เวลานานกว่าจะได้เลื่อนระดับสักที เหมือนนับถอยหลังรอวันปลดประจำการจากค่ายทหารที่ยิ่งนับก็ยิ่งยืด เวลาเดินช้าเหลือเกิน ระหว่างทางจากเลเวล 3 ขึ้นเป็นเลเวล 4 กยองฮาต้องผ่านการเคี่ยวกรำด้านจิตใจแสนสาหัส ต่อมา จากเลเวล 4 ขึ้นเป็นเลเวล 5 ก็ต้องทรมานแทบจะเททุกอย่างทิ้ง ลงไปกอดเข่าอยู่ในความสิ้นหวัง เขาแค่ไม่ได้แสดงออกให้ใครรู้เท่านั้น และจู่ๆ สมาธิก็เข้ามามีส่วนผลักดันให้เลเวลอัป ทำเอาทั้งดีใจทั้งสุขใจจนบรรยายไม่ถูก
‘เดี๋ยวสักวันมันก็ได้เองแหละน่า ตอนนี้คิดแค่พัฒนาต่อไปก็พอ ไม่มีทางอื่นแล้วนี่’
กยองฮาตกลงกับตัวเอง
***
ฮันอุลเรสเตอรองในต่างแดนขยับขยายเพิ่มจำนวนสาขาอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงแต่เปิดกิจการตามข้อเสนอให้ใช้พื้นที่ส่วนบุคคลของคนดังอย่างปารีสหรือมานซูร์เท่านั้น บางแห่งอันอิลเทก็ลงไปเลือกทำเลสวยๆ ด้วยตนเอง! ซึ่งแน่นอน เขาจะขยายสาขามั่วๆ สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด! เนื่องจากตอนนี้ เหล่าลูกศิษย์ที่พร้อมส่งออกไปประจำแต่ละสาขายังมีไม่พอ เป็นเหตุให้แดเนียลและเดอชอว์นต้องเคี่ยวเข็ญบรรดาศิษย์ต่างชาติอย่างหนักหน่วงกว่าเดิม
“อ้าวเฮ้ย ยังอีก! บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่า ตอนพลิกชิ้นสเต็กห้ามใช้แรง อีกอย่าง ตอนวางเนื้อ ถ้าวางแบบนั้นมันก็สุกอยู่จุดเดียวน่ะสิ วางแล้วแผ่มันออกด้วย”
การลงโทษตามวินัยทหารในค่ายเป็นไปเช่นไร ในครัวก็ไม่ต่างกัน
“เวย์น หอยลายที่จะใส่ในสปาเก็ตตี้ยังไม่กรองเอาเศษทรายออกอีกเหรอ”
“ขะ ขอโทษครับ! ยังไปไม่ถึงขั้นนั้นเลยครับผม”
เดอชอว์นให้คะแนนแต่ละคนอย่างละเอียดเข้มงวดมาก
[เวย์น: ความสามารถโดดเด่น แต่ไม่ค่อยรอบคอบ บางครั้งมักหลงลืมเรื่องที่จำเป็นต้องทำ]
เขาจดยิกลงสมุดโน้ต ส่วนแดเนียลมองนาฬิกา พลางรีบร้อนเตรียมตัวออกไปธุระข้างนอก
“กี่โมงเข้าไปแล้วเนี่ย เดอชอว์น ฉันไปเทรนนิ่งก่อน เดี๋ยวมานะ” เขาหันบอกเพื่อน
หลังจากที่กยองฮาซื้อตึกทั้งหลัง สถานที่อบรมการทำอาหารตะวันตกก็ถูกย้ายไปรวมอยู่ด้วยกัน แดเนียลกับเดอชอว์นต้องสลับกันไปเทรนนิ่งคนละวัน
“โอเค”
ครั้นออกมาจากเรสเตอรอง แดเนียลก็พบกยองฮา
“อาจารย์!”
“ไปไหน”
“กำลังจะเข้าไปที่เทรนนิ่งครับ”
“อืม ฝากด้วยนะ”
“สบายมากครับ หน้าที่ผมอยู่แล้ว”
กยองฮายืนนิ่งอยู่หน้าประตูยังไม่เดินเข้าไป สายตามองตามแดเนียลที่แจ้นไปกดเรียกลิฟท์
‘สำนักงานใหญ่ไม่ได้ใกล้เลยนะ จะบอกให้ขึ้นรถสาธารณะไปเองทุกวันก็คงไม่ดี…’
ด้วยสถานะตอนนี้ หากยังต้องประหยัดเรื่องการใช้จ่ายก็ว่าไปอย่าง นี่ตรงกันข้าม เขาออกจะมีเหลือเฟือด้วยซ้ำ ดังนั้น กับลูกศิษย์ที่ขยันขันแข็งเอาการเอางานเช่นนี้ ซื้อรถให้สักคันก็นับว่าเหมาะสม กยองฮาคิดจบก็เดินเข้าเรสเตอรอง
ผู้จัดการที่สวมชุดทักซิโด้แบบเดียวกันมีสองคน หนึ่งคือผู้จัดการจางกีฮุน อีกหนึ่งคือว่าที่ผู้จัดการซึ่งจะต้องเดินทางไปประจำสาขาต่างประเทศ ฝ่ายหลังนั้นแน่นอนว่าจำเป็นต้องได้รับการเทรนเฉพาะทางให้เรียบร้อยก่อน
“มาแล้วหรือครับ” ท่าทางจริงจัง สุภาพมาดดีเช่นไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยน
กยองฮายิ้มอบอุ่น
“ครับ งานเยอะมากไหมครับ”
“ไม่เลยครับ”
คงต้องขอบคุณฝีมือการบริหารจัดการของจางกีฮุน ที่ทำให้ทุกอย่างราบรื่นมาโดยตลอด
กยองฮาทำเหมือนที่ทำทุกครั้งยามมาเยือนเรสเตอรอง คือพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินเข้าครัวไปช่วยแบ่งเบาภาระ ระหว่างนั้น หากสบช่อง เขาก็จะคอยพิจารณาสังเกตลูกศิษย์ทีละคน
‘เยอะเหลือเกิน มีทั้งพวกเข้ามาใหม่แล้วก็จบออกไป จำชื่อยังไงหมดเนี่ย เออว่าแต่ สาขาเยอรมันนี่ส่งใครไปดี?’
***
ช่วงค่ำวันเดียวกัน ณ ฮันอุลสาขาหลัก
ภายในมีเสียงกระซิบแผ่วเบา ฟังดูเร้นลับชอบกล
“…ไม่มีใครอยู่สักหน่อย เป็นไรไปครับ”
“อ๊าย จึ๊ๆ เถ้าแก่ก็”
ตอนนี้ไฟบนป้ายร้านดับแล้ว พนักงานกลับกันไปหมด บัญชีก็สะสางครบจบทุกขั้นตอน ยังจะมีใครเข้าร้านมาอีกเล่า
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เดี๋ยวก็ต้องไปประเทศโน้นประเทศนี้ เวลาที่จะได้เจอหน้ากันสักทีนั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย เพียงมืออันอิลเทเฉียดมาใกล้ แก้มชินยองฮีก็แดงก่ำจนไม่รู้จะแดงไปกว่านี้ได้อย่างไร จังหวะเมื่อครู่ คือตอนที่มือของอันอิลเทกับมือของชินยองฮีเกือบจะแตะกันบนโต๊ะ
“เถ้าแก่!”
เสียงซุนกุกลอยมาเข้าหู อันอิลเทหายใจสะดุดด้วยความตระหนก หันควับไปที่ต้นตอ
“หะ…หืม?”
ชินยองฮีกำลังอายจนไม่รู้จะมุดหนีไปที่ไหนดี ได้แต่รีบสะบัดหันหน้าไปด้านตรงข้าม!
“ปะ…เปล่า ไม่มีอะไรครับ” เขาเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าให้แล้วไง ซุนกุกถึงกับเดินถอยหลัง
อันอิลเทจะยื่นมือช่วยก็ไม่ได้ จะปล่อยไปเฉยๆ ก็ไม่ได้อีก จึงเคลื่อนตัวปราดเข้าหาซุนกุก ยกแขนพาดอ้อมลำคอ ถามเสียงต่ำแกมข่มขู่กลายๆ
“เข้ามาที่นี่ทำอะไรรึ”
ซุนกุกฮุบอากาศอย่างลำบากยากเย็น แต่ยังพยายามยกขวดเหล้ามัตสึทาเกะขึ้นมา
“แค่ก พี่กยองฮาบอกให้เอามาฝากเถ้าแก่คนละขวดครับ”
ความคิดอันอิลเทเริ่มตีกันสับสน เขารู้สึกขอบคุณกยองฮาจริงที่มีแก่ใจฝากเหล้ามัตสึทาเกะมาให้เพราะนึกถึงตนกับชินยองฮี แต่ทำไมต้องเจาะจงให้กันตอนนี้ด้วย จังหวะนรกเหลือเกิน
“แล้วทำไมไม่ให้ตั้งแต่เมื่อกี้” ตัวการอยู่ต่อหน้านี่เอง
“ผมเอาติดรถมาด้วยครับ แต่ดันลืมสนิท…”
อันอิลเทค่อยๆ ผ่อนแรง คลายแขนที่ล็อคคอซุนกุกออก ก่อนรับถุงกระดาษที่มีเหล้ามาถือไว้
“อย่าเข้าใจผิดล่ะ” อันอิลเทส่งเสียงเตือน
ทว่า สถานการณ์ชวนให้เข้าใจผิดไปแล้วเต็มๆ หนึ่งกระทง นี่ยังไม่รวมกระทงที่สองข้อหาพยายามจับมือ และไหนจะอาการกินปูนร้อนท้องอีก
“…ครับ”
“จะไปเที่ยวพูดว่า เห็นอะไรแปลกๆ มาอย่างนั้นอย่างนี้ยิ่งไม่ได้”
“มะ…มีอะไรแปลกๆ ด้วยเหรอครับ”
“หืม ถ้าไม่มี แล้วทำไมต้องตกใจเดินถอยหลังด้วย?”
ตอนนี้การแก้ตัวคล้ายไม่ช่วยแต่อย่างใด ซุนกุกคิดหาทางออกไม่เจอ สายตาอันอิลเทยังคงจ้องตรงเหมือนเค้นถาม
“ผมจะคิดซะว่าไม่เห็นอะไรเลยครับ” ซุนกุกได้แต่ตอบอย่างจริงใจ
“บอกไปแล้วครั้งหนึ่งนี่ว่าอย่าได้เข้าใจผิด”
ซุนกุกเกาท้ายทอยจ๋อยๆ เหงื่อเย็นๆ ไหลโชก
“อ่า จำได้ครับ ผมคงตาฝาดไปเอง นึกว่าเถ้าแก่จับมือกับหัวหน้า…”
“พอดีแขนมันตึงๆ น่ะก็เลยยืดเสียหน่อย แค่นั้นเอง จึ๊ๆๆ ตาฝาดได้ยังไง”
เสียงอันอิลเททุ้มนุ่ม ตรงกันข้ามกับแววตาดุร้ายที่ยังคงคุกคามอีกฝ่ายอย่างไม่มีทีท่างดเว้น
ความรักวัยกลางคนนั้น ช่างมีอานุภาพรุนแรงยิ่งชีพจริงๆ
***
กูบนมันเปิดบ้านต้อนรับเพื่อนฝูง ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลมีชื่อเสียงไม่น้อยในวงการธุรกิจโนเวลกูดอทคอม
“ลูกสาวล่ะ”
“เตรียมกับข้าวอยู่”
“อ้าว แล้วแม่บ้านไม่ทำงานรึ”
“คอยเป็นลูกมือน่ะ”
ดูเหมือนหน้าที่จะสลับกันเสียแล้ว สมควรอยู่หรอก ก็ฮเยจีหลงใหลในการทำอาหารมาก อีกทั้งฝีมือก็โดดเด่นหาตัวจับยาก แม่บ้านจึงได้แต่ถอยให้
“นี่ฉันคาดหวังไว้เยอะเลยนะ ปกติได้แต่ชิมเครื่องเคียง”
“ฮ่าๆๆๆๆ เออ จริงด้วย!”
แม่บ้านเป็นผู้ลำเลียงอาหารออกมาเสิร์ฟบนโต๊ะทีละจานสองจาน ด้วยความที่ลูกสาวลงมือเข้าครัวเอง มาดามจินซูยอนจึงทิ้งตำแหน่งนายหญิงของบ้าน เข้ามาช่วยลูกสาวอีกแรง
ไม่นาน อาหารก็มาเสิร์ฟครบถ้วนในเวลาไล่เลี่ยกัน
“ฮเยจีเป็นคนทำทั้งหมดนี่เลยหรือครับ” ประธานคังฮีวอนสงสัย
“ค่ะ หมดนี่เลยค่ะ” มาดามจินซูยอนตอบ
“เดี๋ยวนะครับ กับข้าวไม่เหมือนกันเลย จะทำเสร็จพร้อมกันหมดได้ยังไง…”
“ปกติยายหนูแกทำทีเดียวหลายๆ อย่างค่ะ”
แขกทุกคนตกใจจนหันมองหน้ากันเอง
เมนูสุดท้ายที่ฮเยจียกออกมาเสิร์ฟ คือแกงเต้าเจี้ยวของประธานปาร์คจินมันแห่งบริษัทบูกวางคอนสตรัคชั่น
“โอ้โห ฮเยจีโตแล้วสวยขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ”
จะไม่ให้อึ้งทึ่งได้อย่างไร ภาพติดตาแต่ละคนนั้น คือเด็กหญิงฮเยจีตัวน้อยที่ผอมโกรกเหมือนถั่วงอก… ทว่า ทั้งหน้าตาและรูปร่างเธอในตอนนี้ ส่งเข้าเดบิวต์เป็นไอดอลยังได้เลย กูบนมันยิ้มภูมิใจ
“รีบกินเถอะ ก่อนจะเย็นหมด”
ทันทีที่มื้ออาหารเริ่มต้น เสียงชื่นชมก็ดังไปทั่ว
“รสชาติน้ำซุปนี่ ชั้นเยี่ยมเลย”
“บะหมี่เย็นอร่อยจริงๆ เส้นนุ่มหนึบมาก…”
ระหว่างที่คนโน้นคนนี้เอ่ยชื่นชมเหมือนทำนบแตก บุคคลหนึ่งยังคงเงียบเสียง นั่นคือ ประธานปาร์คจินมันที่กำลังจ้วงตักแกงเต้าเจี้ยวอยู่
“คนนั้นน่ะ ไหวไหม สติยังอยู่รึเปล่า”
“ประธานปาร์ค รสชาติเป็นไง คุยให้ฟังสักคำสิ”
ใครจะว่าอย่างไร เขาไม่นำพา เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตารับประทานลูกเดียว มาดามจินซูยอนสังเกตเห็นก็กระซิบกับกูบนมัน
“สงสัยหวยออกที่ถ้วยของประธานปาร์คแน่เลยค่ะ”
“เนอะ น่าจะใช่”
บางครั้ง อาหารของฮเยจีก็ทำเอาคนกินมีอาการสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สองสามีภรรยาผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และเนื่องจากแกงเต้าเจี้ยวของประธานปาร์คจินมันเป็นเลเวล 4 เขาจึงจัดการอาหารจนหมดจดเรียบแปล้ก่อนใคร ปาร์คจินมันเหม่อมองฮเยจีนิ่ง ก่อนจะหันไปถามกูบนมันเบาๆ
“นี่ ‘โทษนะ ลูกสาวมีแฟนหรือยัง?”
***
เวลาหนึ่งเดือนล่วงผ่านไปราวสายน้ำไหล ผักในแปลงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ก็กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว เสียงเตือนระดับความเข้าใจและระดับฝีมือดังซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีวี่แววของการเลเวลอัปเลยแม้แต่น้อย สงสัยยังอีกยาวไกล
‘เพิ่งผ่านมาเดือนเดียวเอง ถ้าเลเวลอัปสิตลก ทำใจไว้แล้วนี่นาว่ารอบนี้คงสักหลายปี’
กยองฮาทำบิบิมบับเสร็จพอดี
“เอ๊ะ”
“มีอะไรเหรอครับ” มยองฮุนถาม
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร…” กยองฮาส่ายหน้า
ปากพูดไปอย่างนั้น ทั้งที่ความจริงกลับตรงกันข้าม การปรุงบิบิมบับครั้งนี้เขาไม่ได้รวบรวมสมาธิเลย แต่ดันได้ออกมาเป็นเลเวล 5 ซึ่งก็แปลว่า หากเขาปรุงด้วยสมาธิอย่างตั้งมั่น อาจมีสิทธิ์ได้บิบิมบับเลเวล 6 สินะ
การปลูกผักในแปลงด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองก็มีส่วน เมนูบิบิมบับต้องใช้ผักเป็นวัตถุดิบมากมายหลายชนิด ดังนั้นเมื่อปรุงด้วยความรู้ความเข้าใจซึ่งนับวันยิ่งเพิ่มพูน ผลลัพธ์จึงเป็นที่ประจักษ์เช่นนี้
บางทีฮเยจีกับมยองฮุนเองก็ทำอาหารออกมาได้เลเวล 4 เหมือนกัน
ทั้งที่เข้าใจว่าช่องว่างระหว่างทางแคบลงบ้างแล้ว แต่ปรากฏการณ์ตรงหน้ากลับบ่งชี้ว่า มันกำลังกว้างขึ้นต่างหาก กยองฮายกบิบิมบับวางบนเคาน์เตอร์ด้วยสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ จังหวะเดียวกับที่แม่ของด็อกโฮเอ่ยถามพอดี
“บะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษ เถ้าแก่จะทำเองใช่ไหมคะ” เธอมองใบออเดอร์
“อ่า ครับ ผมทำเอง”
บะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษที่มีมังคุดเป็นส่วนประกอบ ยังติดโผเมนูยอดนิยมเหมือนเดิมไม่ต่างจากปีที่แล้ว พ่วงแถมมาพร้อมกับบะมี่เย็นน้ำใสและบะหมี่เย็นซอสเผ็ด
ขณะที่กยองฮากำลังจะลงมือทำออเดอร์ใหม่ มยองฮุนก็ขันอาสา
“เฮียครับ ผมขอลองทำบ้างได้รึเปล่าครับ”
“บะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษน่ะเหรอ ทำเป็นด้วยเหรอ”
มยองฮุนตอบจริงจัง
“เป็นครับ ผมค่อนข้างมั่นใจ”
แกงเต้าหู้นุ่มนั้น เคราะห์หามยามดีก็จะได้เลเวล 4 ออกมา แต่สำหรับบะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษนี้ มยองฮุนดันทำได้เลเวล 4 ทุกครั้ง ด้วยความที่กรรมวิธีไม่ซับซ้อนหากเทียบกับเมนูอื่น เขาเรียนรู้ได้รวดเร็ว ความแตกฉานจึงบังเกิด
‘หมู่นี้เจ้าหมอนี่ดูไม่สบายบ่อย หรือว่ามองเห็นอะไรได้แบบเรา?’
การทำความเข้าใจของมยองฮุน รวมถึงปรากฏการณ์ที่เกิดกับมยองฮุนนั้นต่างจากที่เกิดกับกยองฮา มยองฮุนได้ทั้งหมดนี้มาจากการตั้งอกตั้งใจ จับตาสังเกตกยองฮาทุกความเคลื่อนไหว
“งั้นจัดไป เอาเลย”
“ขอบคุณครับ!”
และแล้ว การปรุงบะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษก็เริ่มขึ้น กยองฮาปรายตาแอบพิจารณาห่างๆ
‘เก่งนี่’
ขั้นตอนวางบะหมี่ลงในตะแกรงเพื่อน็อคน้ำแข็งให้เส้นเหนียวนุ่ม เรียกได้ว่าไร้ที่ติ ยังไม่หมดเท่านั้น การกะปริมาณสัดส่วนและผสมซอสปรุงรสก็ถูกต้องทุกอย่าง กระทั่งขั้นตอนการคั้นมังคุดด้วยผ้าขาวบาง ยังหาจุดผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย ยกเว้นข้อเดียวที่สะกิดใจกยองฮา
มยองฮุนคล้ายเหลือบมองอะไรบ่อยๆ เหมือนคนกำลังลอกข้อสอบเพื่อน
กยองฮาอดสงสัยไม่ได้ จัดการปรับน้ำหนักฝีเท้า ย่องอย่างแผ่วเบาไปยังข้างตัวอีกฝ่าย ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ
มือซ้ายของมยองฮุนกำนาฬิกาอยู่ จากเดิมที่หย่อนไว้ในกระเป๋า คงหยิบมันขึ้นมาดูเรื่อยๆ นั่นเอง!
บะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษเลเวล 4 สำเร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ หลังจากส่งไปเสิร์ฟในห้องอาหารแล้ว กยองฮาถึงได้ถาม
“ทำไมต้องเช็คเวลาบ่อยๆ ด้วย”
เหมือนเด็กน้อยถูกจับได้ว่าขโมยขนม มยองฮุนหันควับตามเสียง
“หะ…เห็นเหรอครับ”
“อืม”
“อ่า คือ…”
“ลำบากใจจะตอบเหรอ”
มยองฮุนก้มหน้า ตัดสินใจอธิบายตรงๆ
“จริงๆ แล้ว บะหมี่เย็นคลุกซอสพิเศษ ถ้าทำไปด้วยดูนาฬิกาไปด้วย จะออกมาดีทุกครั้งเลยครับ ตอนหัดทำที่บ้านก็เหมือนกัน”
เป็นเช่นนั้นจริง เพื่อให้แต่ละขั้นตอนดำเนินไปตามเวลาเป๊ะๆ เขาจำเป็นต้องจับเวลาและคอยมองนาฬิกาในกระเป๋า
เหตุผลที่ในครัวไม่มีนาฬิกา เนื่องจากทำให้เสียสมาธิได้ง่าย และพนักงานอาจเสียสุขอนามัยที่ดีโดยไม่จำเป็น ทว่า กยองฮาไม่มีความคิดจะดุด่าว่ากล่าวมยองฮุนเลย
“เพราะความชำนาญยังไม่พอน่ะ ไม่ต้องใจร้อนหรอก”
ฝึกฝนทำออกมาให้ได้เลเวล 4 ซ้ำๆ เรื่อยๆ อย่างไรก็ต้องมีสักวันที่ความชำนาญซึมลึกเข้าเส้นเลือด
“จะจำไว้ให้ดีครับ” มยองฮุนน้อมรับฟัง
ส่วนแม่ของด็อกโฮก็เริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ ฮเยจีกับมยองฮุน นับวันยิ่งมีฝีมือรุดหน้าไม่ใช่หรือ
‘ฉันจะล้าหลังอยู่คนเดียวไม่ได้นะ…’
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไฟแห่งความมุ่งมั่นของเธอก็เริ่มลุกโชน