ต้องโทษที่เสียงนั้นดังเกินไป
ภายในบ้าน
“เสียงอะไรน่ะ” ชาซึงอุนหน้ายับย่น หยีตาขึ้นบ่น
ไม่มีใครตอบ ไม่เหลือใครเลย เพราะเขาตื่นเป็นคนสุดท้าย
“เอ้า ตื่นกันตั้งแต่กี่โมงเนี่ย”
พวกแขกรับเชิญกลับตื่นก่อน ทั้งที่นอนตื่นสายได้ ชาซึงอุนตาปรือ เปลือกตายังปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ลืมไม่ขึ้น แต่ริมฝีปากกลับยิ้มแย้มพอใจ ด้วยคิดว่า บางคนคงอยากรีบตื่นเช้าเพื่อไปเดตกันกุ๊กกิ๊กหวานชื่นก็เป็นได้
แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องสังเกต
“เอ๊ะ คุณชายห้องด้านนอกก็ไม่อยู่แฮะ”
ทำเอารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นไอ้ขี้เกียจสันหลังยาวไปโดยปริยาย ชาซึงอุนตั้งสติเป็นอันดับแรก ก่อนจะเก็บที่นอน พับผ้าห่มเรียบร้อย ล้างหน้าล้างตา เอาผ้ามาคาดหัว
‘เดี๋ยวนะ เรื่องทำอาหาร กยองฮาเป็นคนรับหน้าที่หนิ’
เพิ่งนึกได้ว่า บทบาทของเขาถูกสับเปลี่ยนแล้ว จะด้วยอะไรก็ตามแต่ ชาซึงอุนออกมาเดินสำรวจละแวกบ้าน และไม่นานก็พบคนสองคน
‘ฮั่นแน่!’
จากที่เห็น ดูเหมือนกยองฮากับจีฮยอนจะกำลังเล่นกับครอบครัวแพะ ท่าทางจริงใจเปิดเผย ไม่พยายามปกปิดอะไรของทั้งคู่ทำให้ชาซึงอุนยิ้มออกมา
“น้องเลียมือใหญ่เลยค่ะดูสิ สงสัยได้กลิ่นอร่อยๆ จากมือพี่แน่ๆ”
“นี่ขนาดล้างมือประจำนะ…”
ลิ้นยาวๆ ของเจ้าแพะเอาแต่วนเวียนตามนิ้วมือของกยองฮาอยู่นั่นแล้ว ชาซึงอุนไม่ต้องการทำลายบรรยากาศ จึงตั้งใจจะหันหลังเดินกลับเงียบๆ แต่จีฮยอนดันสังเกตเห็นเขาเสียก่อน
“อ้าว รุ่นพี่ ตื่นแล้วเหรอคะ”
“อื้อ”
ชาซึงอุนทำหน้าไม่ถูก ได้แต่เฉไฉใช้เสียงนุ่มๆ ถาม
“รีดนมแพะเป็นไหม”
“ไม่เป็นครับ” กยองฮาส่ายหน้า
ชาซึงอุนไปเอาถังสำหรับรองนมวัวมา ลงมือสาธิตวิธีการให้ดูด้วยตัวเอง จากนั้นก็ส่งถังให้กยองฮาลองทำต่อ
“ทำมือเป็นวงแบบนี้ แล้วก็บีบพร้อมกับรูดลงมา แค่นี้แหละ ลองดู”
“ครับ”
กยองฮารู้สึกฝืนๆ เพราะน้ำนมแพะไม่ยักไหลออกมาตามที่คิด
“ไม่ง่ายเหมือนอย่างที่เห็นเลยครับ”
“แน่ล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะจับทางได้เอง”
เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ แรกๆ นิ่งสนิท แต่ไม่นาน น้ำนมแพะก็ไหลโกรกออกมาไม่หยุด
“เก่งนะเนี่ย”
จีฮยอนชักคันไม้คันมือ ไม่อยากดูเฉยๆ เสียแล้ว
“ขอหนูลองบ้าง”
การกระทำเรื่องใดๆ ในครั้งแรกย่อมยากทั้งนั้น แต่จีฮยอนใช้เวลาเพียงครู่สั้นๆ ก็หาเทคนิคจนเจอ ไม่นานถังนมก็เต็มปรี่ ชาซึงอุนตระหนกกับทักษะการเรียนรู้อันรวดเร็วของทั้งคู่
‘อะไรกัน แป๊บเดียวทำได้เลย ไม่ใช่ว่าเคยรีดนมแพะกันมาก่อนแล้วหรอกนะ’
***
รยูเฮจินกลับบ้านมาอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศศักดาเต็มที่
“ได้ของดีมารึไง” ชาซึงอุนถาม
“อือ จับเจ้านี่ได้” รยูเฮจินยกถังน้ำขึ้นโชว์
“หมึกยักษ์?”
รยูเฮจินพยักหน้า ก่อนเอาโสมออกมาโชว์อีกอย่างหนึ่ง
“มีอันนี้ด้วย นี่ๆ โสมป่า”
ชาซึงอุนมองด้วยสายตาผิดหวังอย่างรุนแรง ด้วยโสมป่ามีขนาดกระจ้อยร่อยเหลือเกิน
“อันนี้… คือจะให้เอามาดมหรืออะไร ใช่โสมป่าจริงเรอะ”
นายองชิกที่กลับมาพร้อมรยูเฮจินหัวเราะ เป็นคนไขข้อสงสัยให้แทน
“ถามผู้ใหญ่บ้านมาแล้วครับ ท่านบอกว่าเป็นโสมปลูก”
“นั่นไง ว่าแล้ว โสมป่าที่ไหนจะมาโตบนเกาะ แล้วนี้เจ้าของเขาอนุญาตใช่ไหม”
“ครับ บอกให้เอามาได้เลยครับ”
“อ่าฮะ งั้นมื้อเช้าทำอะไรกินกันดี?”
“นี่ครับ ผู้ใหญ่ให้ไก่มาด้วย ทำไก่ตุ๋นโสมไหมครับ วันนี้โช่บก (เริ่มต้นฤดูร้อน) พอดีด้วย”
ฤดูร้อนหวนกลับมาอีกครั้งแล้ว ชาซึงอุนหันไปถามกยองฮา
“ทำไก่ตุ๋นโสมเป็นไหม”
“เป็นครับ ผมทำให้เอง”
ไก่ที่ได้มา สมาชิกหมู่บ้านได้จัดการถอนขนมาให้แล้วเรียบร้อย
ระหว่างไก่กำลังถูกตุ๋น ก็เกิดการปะทะขัดแย้งกันจนได้
“แบ่งโสมปลูกเป็นสี่ท่อนแล้วค่อยใส่ดีไหม”
“โสมต้องกินทั้งรากถึงจะได้สรรพคุณทางโภชนาการครบนะ ไม่รู้เหรอ แทนที่จะหั่นแบ่ง เอาใส่ให้ใครคนใดคนหนึ่งไปเหอะ น่าจะดีกว่า”
“มีสุขร่วมเสพ มีถั่วแค่เม็ดเดียวเขายังให้แบ่งกันกินเลย”
ฝ่ายที่เสนอให้ใส่คือรยูเฮจิน ฝ่ายที่ค้านว่าอย่าใส่เลยคือชาซึงอุน ต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าตัวเองถูกต้อง ทีมงานได้แต่พากันหัวเราะ มองเป็นเรื่องสนุกไป ชาซึงอุนโจมตีด้วยเหตุผล
“รากปะติ๋วขนาดนั้น แบ่งสี่ส่วนมันจะไปได้รสชาติอะไรล่ะ”
“เอาแค่กลิ่นก็พอแล้วไหม แหม่”
ชาซึงอุนชักจะหงุดหงิด เริ่มมองหาตัวช่วย ซึ่งก็คือจีฮยอน
“จีฮยอนล่ะ คิดว่าไง ใส่ให้คนเดียวไปเลย หรือจะแบ่งสี่ตามที่คุณชายเขาว่า?”
“ฮุๆ สำหรับหนู ใส่หรือไม่ใส่ก็เหมือนกันค่ะ”
ชาซึงอุนถามกยองฮาบ้าง
“กยองฮาว่าไง”
“ผมไม่เคยใช้โสมปลูกมาก่อนเลยครับ”
ชาซึงอุนพยักเพยิดใส่รยูเฮจิน
“เห็นไหม ขนาดเขายังไม่เคยใช้เลย”
“ก็เพราะยังไม่เคย ถึงยิ่งต้องลองไง เผื่อค้นพบอะไรใหม่ๆ”
สองคนทุ่มเถียงกันราวอยู่บนเส้นขนานคนละเส้น ไร้ที่สิ้นสุด
“อ่า เรื่องใส่โสม ตอนนี้เหมือนจะเลยเวลาเหมาะสมมาแล้วนะครับ”
กยองฮาตอกตะปูปิดฝาโลง
กิมจิหัวผักกาดหั่นเหลี่ยม พร้อมด้วยผักสดถูกเตรียมไว้เป็นเครื่องเคียง
แม้ไก่ตุ๋นโสมวันนี้จะไม่มีโสม แต่รสชาติไม่เป็นสองรองภัตตาคารไหน
“พระเจ้า ไม่มีโสมก็ยังอร่อยนะนี่”
“เนอะ รสขมก็น้อยลงด้วย… ว่าแต่ เนื้อไก่นุ่มฉ่ำขนาดนี้ได้ยังไง”
แม้จะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ก็ยังดูงดงามน่ารับประทาน ส่วนกิมจิหัวผักกาดหั่นเหลี่ยมนั้นยังไม่สุกดีและเป็นเลเวล 3 แต่กลับไม่มีที่ใดให้ติติง
“สุดยอด สุดยอดโคตรๆ” สีหน้าทุกคนย่อมไม่โกหกอยู่แล้ว
ทีมงานถูกทรมาน เคี่ยวกรำโดยการกลืนน้ำลายซ้ำๆ แต่เช้า สาวน้อยที่เคยครองตำแหน่ง ‘นางฟ้าม็อกปัง’ อย่างจีฮยอนก็ถือว่ามีอิทธิพลไม่น้อย เพราะความสวยน่ารัก บวกกับวิธีรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยนั้น ไปกระตุ้นความอยากอาหารให้พุ่งขึ้นเป็นทวีคูณนั่นเอง
การเก็บภาพซีนต่างๆ ระหว่างมื้ออาหารสำคัญก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บละเอียดทุกขั้นตอนก็ได้ ฉะนั้น เมื่อกล้องสั่งคัท หยุดพักแล้ว นายองชิกก็รีบเข้าหาด้วยความอดไม่ไหว
“พี่ซึงอุน ขอคำหนึ่งสิครับ”
ชาซึงอุนในท่าถือชามตั้งใจจะหันหลังให้ทั้งแบบนั้น แต่เห็นแววตาขอร้องอย่างน่าสงสารของนายองชิกเสียก่อน
‘ถ้าไม่ให้ สงสัยได้งอนไปอีกนาน’
คิมมินจูเห็นช่องทางก็เข้าผนึกกำลังด้วย
“คุณจีฮยอน ฉีกไก่ให้ฉันสักชิ้นหนึ่งได้ไหมคะ”
สองคนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะใจดี แบ่งบางส่วนให้อย่างเอื้อเฟื้อ นายองชิกกับคิมมินจูที่ได้ลิ้มรสไก่ตุ๋นโสมเข้าไป สีหน้าถึงกับสว่างสดใสมีเลือดฝาด
“อร่อยเป็นบ้า”
“อร่อยมากเลยค่ะ”
กระทั่งตากล้องที่อายุใกล้เข้าเลขห้าสิบยังเดินเข้ามาหา
“พี่ก็เอากับเขาด้วยเหรอครับ”
รยูเฮจินรู้อยู่แก่ใจว่าทีมงานมักต้องเหนื่อยและรับภาระหนักอยู่เสมอ จึงตั้งใจฉีกชิ้นใหญ่แบ่งให้ ตากล้องเคี้ยวเนื้อไก่ จากนั้นก็ชูนิ้วหัวแม่โป้ง
“ฉันเองปกติไม่ค่อยออกปากชมอาหารเท่าไหร่ แต่อันนี้ยอมรับว่าแตกต่างจริงๆ อร่อยกว่าของทุกภูมิภาคเลย”
พริบตาหลังจากนั้น ทั้งทีมงานและดาราหน้ากล้องก็มะรุมมะตุ้มกัน คนโน้นคนนี้ขอชิมกันคนละคำ รวมๆ แล้วแทบจะกลายเป็นเวทีประลองย่อมๆ
ชาวท้องถิ่นซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน มองลอดสวนเข้ามาเห็นเหตุการณ์ก็พึมพำเป็นภาษาที่ตนคุ้นเคยโนlวลกูดอทคoม
“โวะ หรอยคาดนะ หรอยไหร่พันนั้นที”
***
อิ่มอร่อยกับมื้อเช้าแล้ว ดาราหน้ากล้องทั้งสี่ก็ได้รับภารกิจจากนายองชิกให้ไปช่วยงานในแปลงผัก
“เจ้าพวกนี้น่ะไม่ได้แค่สักแต่ว่าขึ้นๆ มาแบบนี้เฉยๆ นะ ต้องผ่านการพลิกหน้าดิน พรวนดิน หว่านเมล็ด ใส่ปุ๋ย…”
นอกจากน้ำเสียงน่าฟังของรยูเฮจินแล้ว หูกยองฮายังได้ยินเสียงอื่นแทรกขึ้นมาด้วย
[ระดับความเข้าใจเรื่องวัตถุดิบเพิ่มขึ้น]
เสียงเตือนนี้ไม่ได้มาให้ได้ยินบ่อยๆ
ต้องได้สัมผัส ฝึกฝน มีประสบการณ์ หรือตกผลึกความคิดมากๆ บ่อยครั้งเท่านั้น สมองกยองฮาคิดตามทันที
‘เรื่องนี้มีผลกับเลเวลด้วยรึเปล่าหว่า’
***
การถ่ายทำรายการหนึ่งวันสามมื้อจบลงอย่างสนุกสนานชื่นมื่น
กยองฮากลับมาถึงบ้านก็เข้าสวน ตะลุยสร้างแปลงผักเป็นอันดับแรก ใจเขาไม่ได้จะพยายามปลูกอะไรวิเศษวิโสมากมาย คงเพราะการขุด พลิก และพรวนดินหาใช่งานง่ายๆ สบายๆ กยองฮาเพียงต้องการรู้ว่า ระดับความเข้าใจเรื่องวัตถุดิบจะพาเขาไปได้ถึงไหนต่างหาก
เมื่อขุดพลิกไปได้ระดับหนึ่งแล้ว กยองฮาก็จัดการลงเมล็ดงาหอมก่อน เนื่องจากงาหอมนั้น หากเริ่มปลูกในฤดูร้อนก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในฤดูใบไม้ร่วง
‘ไหนดูซิ อ่าฮะ เดือนหน้าค่อยลงพวกผักกาดขาวกับหัวไชเท้า…’
ตอนที่แปลงผักกำลังเป็นรูปเป็นร่าง ซุนกุกก็เลิกงานกลับถึงบ้านพอดี
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอครับพี่”
“อื้อ ที่ร้านโอเคไหม”
“โอเคอยู่แล้วครับ ว่าแต่ ดินพวกนี้อะไรกันครับ”
“ดินสำหรับแปลงผัก พี่อยากลองปลูกผักที่ใช้เป็นวัตถุดิบดูน่ะ แล้วแดเนียลกับเดอชอว์นล่ะ”
“น่าจะยังเหลือพวกแป้งให้จัดการครับ เห็นว่ายังต้องทำชีสอีกเลยบอกให้ผมกลับมาก่อน”
ของจำพวกแป้งโดกับชีสต้องอาศัยการหมักและปล่อยให้ขึ้นฟูไม่ก็รอให้ได้ที่ อย่างสั้นก็หลายชั่วโมง นานหน่อยก็เป็นสัปดาห์ๆ
“เถ้าแก่อันล่ะ?”
“เวลานี้น่าจะอยู่ต่างประเทศครับ”
ระยะหลัง อันอิลเทใช้เวลาอยู่ในเกาหลีน้อยกว่าอยู่ต่างประเทศเสียอีก กยองฮารู้สึกผิดนิดๆ
‘เถ้าแก่งานเยอะเกินไปรึเปล่า เอาน่ะ อีกหน่อยคงสบายขึ้นแหละ’
ช่วงก่อร่างสร้างตัวย่อมต้องลงทุนลงแรง ทุ่มเทเวลามากเป็นธรรมดา การเปิดแฟรนไชส์ก็เช่นกัน นับว่ามีเรื่องให้ต้องใส่ใจเรื่อยมา เริ่มตั้งแต่การหาทำเลที่ตั้งสำนักงานเลยทีเดียว กยองฮาหยุดความคิดไว้ก่อน
“เข้าบ้านกัน”
“ครับ”
ครั้นซุนกุกเดินเข้ามาในบ้าน ความสนใจเขาก็เทไปที่ของตรงระเบียงทันที
“เอาโสมมาทำไมครับนั่น”
“ไม่ใช่โสมทั่วไปหรอก โสมปลูกน่ะ”
“พี่ไปขุดมาเองเหรอครับ”
“เปล่า มีคนให้มา”
สุดท้าย รยูเฮจินก็ยกโสมปลูกให้กยองฮา
“จะเอาไปใช้ทำอะไรอ่ะครับ” ซุนกุกสงสัย
กยองฮาตอบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา รู้อยู่แล้วยังจะถาม
“ก็ต้องเอาไว้หมักเหล้าสิ”
***
ทักษะความสามารถของฮเยจีกับมยองฮุนรุดหน้าขึ้นทุกวันทุกวัน ตอนนี้มยองฮุนสามารถทำอาหารเลเวล 4 ได้สำเร็จทัดเทียมฮเยจีแล้ว แต่ละคนมีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ฮเยจีนั้นด้านประสาทสัมผัสและไหวพริบโดดเด่น ส่วนมยองฮุนนั้นเก่งกาจด้านการวิเคราะห์และใช้สมาธิ กยองฮาลอบดีใจทุกทีที่ทั้งคู่มีพัฒนาการ แม้จะแค่เล็กน้อยก็ยังรู้สึกดีโดยเฉพาะมุมที่ตนสามารถวางใจ ฝากฝังงานไว้กับสองคนได้ยามจำเป็น
ขณะนี้เป็นเวลาหลังมื้ออาหาร ยุนซึลกำลังจูงมือคุณยาย เดินไปร้านขายเครื่องเคียงด้วยกัน
กยองฮาหยิบมือถือออกมาจากล็อกเกอร์ เปิดดูก็เห็นว่ามีข้อความแจ้งยอดเงินเข้าบัญชี นี่ขนาดเขาส่งออกแค่เหล้ากับไวน์เกรดดีเท่านั้น เม็ดเงินยังไหลสู่บัญชีถึงสี่สิบล้านวอน เทียบกับปริมาณแล้ว คล้ายจะขายได้ราคาสูงเกินสามเท่าด้วยซ้ำ
‘รายได้จากฝั่งงานประมูลจีนรอบนี้เยอะพอๆ กับคราวก่อนเลย ว่าไม่ได้ ตลาดเขาใหญ่นี่นา คงเป็นเรื่องปกติ’
กยองฮานึกเพียงแค่นี้ ความคิดประเภท ‘เอ เราใช้โอกาสนี้ย้ายตลาดประมูลไปจีนเลยดีไหมนะ’ นั้นไม่มีแม้แต่น้อย เขาก็ยังคงเป็นเขา เป็นกยองฮาที่ไม่วิ่งตามกลิ่นเงิน ทุกครั้งเวลาทำอาหาร ในหัวเขามีแต่เรื่องวัตถุดิบแต่ละชนิดกับคำถามว่ามันเติบโตอย่างไร ทั้งสงสัยทั้งอยากรู้อยากเห็นเหลือเกิน และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาหันมาศึกษาเรื่องวัตถุดิบอาหารอย่างจริงจัง
***
ผลตอบรับของชาวเน็ตเกี่ยวกับรายการหนึ่งวันสามมื้อเป็นไปในทางที่ดีถึงดีมาก เรียกว่าถล่มทลายก็ยังได้
over****: ตอนล่าสุดคือตำนานชัดๆ จงดูวนไปเลยสองรอบ วนไปอีกสามรอบ
– lget****: สามรอบอะไร ดูซ้ำไม่จำกัดรอบก็ยังไม่เบื่อเลยค่ะ
– kyp3****: ผมนี่ติดยิ่งกว่าติดงอมแงม
min7****: เพิ่มตอนสักหน่อยสิครับ เช่น หนึ่งวันสามมื้อกับเชฟโก
huso****: ดูไปน้ำลายสอไป ทรมานเหลือเกิน…
– isso****: ฉันก็เหมือนกันค่ะ ลูกๆ ปกติไม่ยอมกินข้าว พอจับมาดูปุ๊บ กินเยอะมากกก
– haru****: สามีฉันก็เป็นค่ะ จู้จี้ขั้นสุดจริงๆ เรื่องอาหาร แต่นี่คือกินเหมือนถูกปอบสิง
สิ่งที่น่าบันทึกเอาไว้ ไม่ได้มีเพียงจำนวนความคิดเห็นเท่านั้น ด้านเรตติ้งผู้ชมก็ถึงขั้นทะลุยอดสูงสุด สูงยิ่งกว่ารายการวาไรตี้ใดๆ ที่เคยมีมาทั้งหมดอีกด้วย ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากมากจริงๆ สำหรับวงการบันเทิง นับแค่จำนวนผู้ชมที่กลับมาดูย้อนหลังลำบากแล้ว เพราะนับไม่ถ้วน… หากรวมจำนวนพนักงานออฟฟิศที่ดูผ่านมือถือเข้าไปอีก ต้องบอกว่า แทบจะหาใครที่ยังไม่ได้ดูไม่เจอ
“ระเบิดระเบ้อล่ะงานนี้” นายองชิกยังคงจมอยู่ในกระแสคอมเมนท์ที่เหมือนน้ำท่วม ไม่สิ ขนาดนี้ต้องทะเลแล้ว
คิมมินจูแจ้งเรื่องสำคัญให้เขาทราบ
“โปรดิวเซอร์คะ บอสมาแน่ะค่ะ”
“อีกแล้วเหรอ”
คำถามนั้นทำเอาหน้าซีด ด้วยท่านประธานซงยองเจเดินผ่านประตูเข้ามาด้านในพอดี
“โปรดิวเซอร์นา ฉันรู้ดีว่าการทาบทามให้เชฟโกเข้ามาเป็นตัวหลักน่าจะยาก แต่อย่างน้อย ถ่ายให้ได้อีกสักตอนไม่ได้รึ”
นายองชิกทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ผมเองก็อยากให้เป็นแบบนั้นครับ แต่เขางานรัดตัวมาก บอสเองก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอครับ”
“เท่าที่ฟัง เชฟโกก็ดูพอใจกับการถ่ายทำรอบนี้ไม่น้อยนะ”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ตารางงานเชฟโกก็ยังเต็มเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนนี่ครับ”
“ไม่สิ นี่ไม่ได้ถ่ายทำกันทุกวันซะหน่อย…”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังถกเถียงกันว่าจะเชิญ หรือไม่เชิญเชฟโกนั้น คิมมินจูก็ค่อยๆ แอบออกไปยังทางเดินในอาคารเงียบๆ เพื่อรับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่คุ้น
“คะ? โฆษณาเหรอคะ”
น่าจะเพราะมีภาพเธอรับประทานอาหารออกอากาศติดไปด้วยครู่สั้นๆ
เอาเป็นว่า ตั้งแต่เป็นนักเขียนให้สถานีโทรทัศน์มา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับข้อเสนอจากฝั่งทำโฆษณา