ไฟภายในร้านอาหารฮัลอุลเพิ่งจะดับลง
จีฮยอนมองจากระยะห่างๆ เห็นเถ้าแก่อันอิลเทกับกยองฮาเดินออกมาจากประตู
“พี่กยองฮาคุยอะไรกับเถ้าแก่นะ”
ตลอดชีวิตคนเรามีความอยากรู้อยากเห็นเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของเธอดูจะเกินระดับธรรมดาไปมาก
ก็มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่กยองฮานี่นา
จีฮยอนออกกะสักพักหนึ่งแล้วแต่ยังไม่กลับบ้าน เหตุผลเดียวคือกยองฮา ความรู้สึกที่มีตอนนี้จะมองว่าเหมือนการยึดติดก็คงได้ คิดเช่นนั้นจีฮยอนก็หักห้ามใจ สะบัดหน้าแรงๆ
‘หมู่นี้เราคิดเรื่องพี่กยองฮามากไปหรือเปล่านะ’
นี่ถ้าเมมเบอร์ในทีมตามเธอมาถึงร้านอาหารโดยไม่สนใครหน้าไหนล่ะก็ เธอจะต้องโดนรุมทึ้งถามคำถามจนแทบสิ้นลมแน่นอน แล้วยิ่งถ้าพูดนั่นพูดนี่จนคนได้ยินคำว่าแฟนด้วยแล้ว โลกแตกยังถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย
และเหนืออื่นใดทั้งหมด! พี่กยองฮาไม่ได้สนใจเธอสักนิด ไม่ว่าจะส่งข้อความหรือโทรฯ หากันแต่ละครั้ง จีฮยอนเป็นคนเริ่มก่อนเสมอ ถ้าเรื่องเปิดเผยออกมาว่าเธอชอบเขาอยู่ฝ่ายเดียวล่ะก็ ยังมีเรื่องอะไรน่าอายไปกว่านี้อีก
“พอๆ ไม่เป็นแบบนี้นะคิมจีฮยอน ยังไงเธอก็อยู่ที่นี่นานไม่ได้อยู่แล้วน่า”
วันเดบิวต์ใกล้เข้ามาทุกที
ถึงเวลาที่เธอต้องไปแจ้งลาออกจากการเป็นพนักงานพาร์ทไทม์แล้ว หากยังมีเยื่อใยค้างคาใจอยู่ ความฝันที่เพียรรักษามาจนถึงตอนนี้อาจไปไม่ถึงก็เป็นได้
จีฮยอนพยายามโน้มน้าวตัวเอง หันหลังเดินทีละก้าวอย่างยากเย็น เรื่องของหัวใจนั้นช่างน่าขันนัก
‘บางที นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ตลอดมาเราไม่ค่อยรู้สึกนึกชอบผู้ชายคนไหนเลยก็ได้มั้ง…’
เรื่องหญิงชายและความสัมพันธ์ยังวนเวียนอยู่ในใจ จีฮยอนเดินกลับบ้านอย่างเศร้าซึม
***
กยองฮาก็ยังคงเป็นกยองฮาที่มีความคิดหลากหลายวุ่นวายอยู่ในหัว
“ต่อไปงานคงเยอะกว่านี้อีกแน่! เราต้องไปสอบเอาใบประกอบวิชาชีพให้ไวเลย”
หลังจากที่รับข้อเสนอร่วมกิจการกับเถ้าแก่ ยามมีเวลาว่าง กยองฮาจะคอยหาข้อมูลเรื่องใบประกอบวิชาชีพผู้ประกอบอาหารอยู่ตลอด
[… ตามพ.ร.บ. การสุขาภิบาลอาหาร (ผู้ประกอบอาหาร)มาตราที่ 51 และ (ผู้ประกอบธุรกิจบริการอาหารที่จำเป็นต้องมีผู้ประกอบอาหาร)มาตราที่ 36 ซึ่งมีผลบังคับใช้เช่นเดียวกันนั้น บัญญัติไว้ว่า ธุรกิจบริการอาหารอื่นๆ นอกเหนือจากธุรกิจบริการอาหารขนาดใหญ่ (ที่ให้บริการผู้บริโภคเกินกว่า 100 คนต่อครั้ง และ ร้านบริการอาหารที่มีเนื้อปลาปักเป้า) ไม่จำเป็นจะต้องมีผู้ประกอบอาหารเป็นกรณีพิเศษ]
ตามที่หาได้จากมือถือ ก็คงประมาณนี้
“ถึงจะไม่ได้จำเป็นตามข้อบังคับ แต่เราต้องหาเวลาไปสอบให้ได้!”
เหตุผลอื่นที่อยากมีใบประกอบวิชาชีพผู้ประกอบอาหารไว้ในครอบครอง คือ เขาจะได้รับงดเว้นไม่ต้องเข้าอบรมเรื่องสุขาภิบาลประจำปี และนั่นช่วยตัดปัญหาสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุจากการจ่ายค่าเข้าอบรมได้
“ถึงบ้านแล้วเหรอเนี่ย”
พอเข้าบ้านเขาก็เตรียมหุงข้าว
กยองฮายังลืมเรื่องวันนั้นไม่ลง
อาหารชนิดอื่นๆ เขาสามารถทำได้หมดอย่างชำนาญ ยกเว้นข้าวห่อสาหร่าย ข้าวห่อสาหร่ายที่เขาม้วน เอะอะก็ไส้ทะลักออกมาด้านข้างอยู่ร่ำไป ฉะนั้นเขาจึงต้องฝึกฝนอีกมาก
“แต่จะมัวมาใส่วัตถุดิบจัดเต็มก็ใช่เรื่อง เอาแค่ข้าวเปล่านี่แหละหัดม้วนให้ดีก่อนแล้วกัน”
ไม่มีรางวัลใดได้มาโดยไร้ซึ่งความพยายาม แม้จะพบกับความล้มเหลว แต่เมื่อทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้งทักษะก็เพิ่มขึ้นโดยปริยาย
ระหว่างรอให้ข้าวหุงสุก กยองฮาก็เปิดทีวี
[การไม่มีมนุษยสัมพันธ์นั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกันค่ะ มนุษย์ไม่ใช่สัตว์ที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวอยู่แล้ว และก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ใดๆ บังคับว่าต้องมีปฏิสัมพันธ์แต่กับผู้รู้ใจเท่านั้นนะคะ เราควรทำตัวให้สมกับเป็นสัตว์สังคมโดยการรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนอยู่เสมอ…]
จู่ๆ ข้อความจากไหนไม่รู้ก็วิ่งเข้ามากระทบใจอย่างจัง กยองฮาเลื่อนดูรายชื่อต่างๆ ในมือถือ แต่แทบไม่มีใครที่รู้สึกอยากติดต่อไปหาเลย
“เฮ้อ ทำไมใช้ชีวิตได้ว้าเหว่เหลือเกินนะเรา”
กับเพื่อนสมัยเรียน แต่ละคนมักใช้ข้ออ้างว่างานยุ่งจนมีอันต้องห่างกันไปเรื่อยๆ ส่วนกับแม่นั้นเขาไม่ค่อยกล้าโทรศัพท์ไปหาก่อนเพราะรู้ว่าต้องโดนบ่นจนหูชา
ดังนั้นที่เหลือก็มีแต่สมาชิกร้านอาหาร
“โทรหาเถ้าแก่คงตลก โทรหาหัวหน้าก็พอกัน… เจด็อกก็ลบเบอร์ทิ้งไปนานแล้ว หรือจะโทรหาเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาคงพิลึกเพราะยังไม่สนิทกัน เดี๋ยวก่อน! มีจีฮยอนอีกคนนี่”
ไม่จำเป็นต้องเค้นความกล้าหาญเป็นพิเศษเพื่อกดไปหาเธอแต่อย่างใด เนื่องจากจีฮยอนเคยโทรฯ มาหาเขาแล้วหลายครั้ง และยังส่งข้อความไปมาหากันอยู่เรื่อยๆ
สัญญาณรอสายดังสามครั้งพอดิบพอดี
[ฮัลโหล]
รู้สึกว่าน้ำเสียงของจีฮยอนจะสดใสกว่าปกติ เขาจึงคุยต่อได้โดยไม่รู้สึกกดดัน
“นี่พี่กยองฮาเองนะ เข้าบ้านเรียบร้อยหรือยัง?”
[ถึงสักพักแล้วค่ะ พี่ล่ะคะ? ]
“พี่ก็ถึงบ้านแล้ว นี่ไม่ได้โทรฯ ดึกเกินไปใช่ไหมเนี่ย?”
[ดึกเดิกอะไรกันคะ หนูเองก็เพิ่งเลิกงานเมื่อกี้… พี่คะ!]
“หือ?”
[ครั้งแรกเลยนะที่พี่เป็นฝ่ายโทรฯ หาหนูก่อน]
กยองฮาหน้าแดงขึ้นด้วยความเขิน
“งั้นเหรอ”
[ใช่ค่ะ หนูจำได้ทุกครั้ง แม่นยำสุดๆ]
“โทษทีนะ”
ที่จริง กยองฮาไม่ใช่คนพูดเก่งขนาดนั้น แต่เพราะเจอกันที่ร้านอยู่ทุกวันจึงพอสนทนากันได้ไม่อึดอัด ความคุยไม่เก่งของเขาถูกจีฮยอนเติมเต็มด้วยการเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน
[พี่ทำอะไรอยู่คะเนี่ย]
“พี่เหรอ หุงข้าวอยู่”
[ข้าว? หุงทำไม หิวเหรอคะ]
“เปล่าๆ …พี่ว่าจะฝึกทำข้าวห่อสาหร่ายน่ะ พี่ม้วนข้าวห่อสาหร่ายได้ห่วยแตกมากจะบอกให้ เราก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอไอ้พวกที่ม้วนๆ อยู่ไส้ก็ทะลักออกข้างๆ น่ะ?”
จีฮยอนอดขำไม่อยู่ ส่งเสียงหัวเราะมาตามสาย
[อุ๊บ… งั้นพี่ก็เลยจะทำข้าวห่อสาหร่ายเดี๋ยวนี้เหรอคะ]
“อืม ส่วนที่ยังทำไม่ได้ก็ต้องฝึกให้ชินสิ”
[โอ้โห พี่นี่เท่จริงๆ] novelgu.com
“ถึงจะแค่ช่วยพูดให้ดูดี แต่ยังไงก็ขอบใจนะ”
[เปล่าช่วยนะคะ หนูพูดจริงๆ พี่น่ะ เป็นคนมีเสน่ห์มากเลย]
เสียงฝั่งนั้นติดจะสั่นเล็กน้อย แต่กยองฮาไม่ใช่คนจับความละเอียดขนาดนั้นได้จึงไม่ทันรับรู้
“ฮ่าๆ ขอบใจมาก ทีหลังคงต้องเลี้ยงข้าวสักมื้อแล้วมั้ง ไม่สิทำงานร้านอาหารอยู่แล้วเลี้ยงข้าวอีกคงแปลกๆ”
กยองฮาพูดไปโดยไม่ได้คิดอะไร ทว่า จีฮยอนเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอพิเศษกลับมาอย่างจริงจังว่า
[ถ้าเลี้ยงข้าวมันแปลก งั้นไปดูหนังกันไหมคะ]
***
กยองฮากับอันอิลเทกำลังยืนดูสถานที่ใหม่ที่จะใช้เปิดเป็นสาขารอง
“เอ้า! ถ้าดูหมดแล้วก็ออกไปกันเถอะ”
“อ้อ ครับ”
แม้กยองฮาอยากจะดูส่วนครัวให้ละเอียดกว่านี้อีกสักหน่อย แต่ร้านกำลังอยู่ในช่วงตกแต่งภายใน จึงหันหลังเดินกลับ
อันอิลเทมองกยองฮาแล้วอมยิ้มอย่างเป็นสุข
“กยองฮา มาลองสู้ด้วยกันสักตั้งนะ!”
“ครับผม เต็มที่แน่นอนครับ”
กยองฮาตอบรับเต็มเสียงเช่นนี้ ช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่จริงๆ
แรกเริ่มเดิมทีที่เขาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในห้องอาหารร้านฮันอุล เหตุผลคือต้องการเงินสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเร่งด่วน และนั่นเป็นหนทางเดียวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นคนทำอาหาร หันมาสนอกสนใจและหลงใหลการทำอาหารเข้าอย่างจัง จนกระทั่งมีโอกาสได้ร่วมธุรกิจกับเถ้าแก่อย่างในวันนี้…
เป็นอะไรที่แม้แต่ฝันก็ไม่เคยกล้าฝัน
“เออจริงสิ! พรุ่งนี้ลาหยุดใช่หรือเปล่า”
“ครับ”
“ไม่รู้คนจะพอไหมนะเนี่ย จีฮยอนเองก็บอกว่ามีธุระพอดี”
“จีฮยอนก็หยุดพรุ่งนี้เหรอครับ”
ประโยคที่ว่าจีฮยอนหยุดพรุ่งนี้ ทำให้เขานึกเรื่องที่คุยโทรศัพท์กันวันก่อนขึ้นมาได้ เธอชวนไปดูหนังด้วยกัน แล้วเขาก็ตอบตกลงโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งวันนั้นก็คือวันลาหยุดของกยองฮานั่นเอง
“อืม ช่วยไม่ได้นะ งานเสิร์ฟก็คงต้องเรียกคนมาแทนก่อน… เอาเถอะ พรุ่งนี้พักให้สบายล่ะ”
“ครับ อย่างนั้นขอตัวกลับก่อนนะครับ”
กยองฮาลาเถ้าแก่ก่อนจะเดินตรงกลับบ้าน
‘พรุ่งนี้แล้วเหรอเนี่ย!’
***
หน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตร โรงภาพยนตร์เทยองซีนีมา
จีฮยอนมารอกยองฮาด้วยใจที่เต้นตุ้บๆ ตั้บๆ ตั้งนานแล้ว เมื่อถึงเวลานัด กยองฮาที่เป็นฝ่ายเห็นจีฮยอนก่อนก็โบกมือให้อย่างยินดี เดินตรงเข้ามาหา
“จีฮยอน! หวัดดี”
เธอสบตากยองฮาแล้วยิ้มกว้าง ก่อนจะทักทายกลับ
“สวัสดีค่ะ”
“รอนานไหม”
“ไม่เลยค่ะ เพิ่งมาถึงเมื่อครู่เอง”
การพบกันนอกร้านอาหารของทั้งคู่ ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกคือที่หน้าตู้คีบตุ๊กตา และครั้งนี้คือที่โรงภาพยนตร์
สำหรับความรู้สึกในใจเธอนั้น ค่อนข้างแตกต่างจากครั้งแรกอยู่บ้าง พอชอบใครเข้าให้แล้ว มันก็จะสบช่องให้หาโอกาสจนได้แม้จะเล็กน้อยเพียงไรก็ตาม! คงไม่ผิดหากจะบอกว่า ตั้งแต่วันที่กยองฮาคีบตุ๊กตาให้ ความรู้สึกของจีฮยอนก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย
ส่วนความรู้สึกในใจกยองฮานั้น จีฮยอนคือน้องสาวแสนสวยที่ทำตัวสบายๆ และคุยกันได้อย่างสนิทใจ
“งั้นเหรอ ตอนนี้ได้เวลาพอดีเลย ขอไปซื้อตั๋วก่อน รอแป๊บนะ”
“ค่า”
ไม่นาน กยองฮาก็กลับมาพร้อมสองมือที่ถือแก้วโค้กและป๊อปคอร์นอย่างละข้าง
“ถือแค่โค้กแก้วนี้ให้หน่อยได้ไหม” กยองฮาบอกอีกฝ่าย
“ว้า หนูดื่มโค้กไม่ได้เสียด้วย…” อยู่ๆ เธอก็นึกอยากแกล้งกยองฮาขึ้นมา
“อ้าวเหรอ พี่ก็คิดว่าซื้อมายังไงคงดื่มอยู่แล้ว งั้นรออีกแป๊บนะ…”
ยังไม่ทันพูดจบ เธอก็แทรกขึ้นมา
“ล้อเล่นน่า”
การหยอกของเธอสร้างความรู้สึกประหลาดในใจเขา เป็นอะไรที่เขาไม่คุ้นเอาเสียเลย ตลอดมาทั้งคู่เพียงแค่ร่วมงานกันสนุกๆ และสบายๆ เท่านั้น เธอเพิ่งล้อเล่นกับเขาเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“หือ? ล้อเล่นเป็นกับเขาด้วยเหรอ พี่ก็คิดจริงจังไปโน่นแล้ว!”
“ไปดูหนังกันเถอะค่ะ”
ในความคิดของจีฮยอน ครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายก็เป็นได้… ใครเล่าจะรู้
สำหรับเธอ ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด เธอเพียงปรารถนาจะเก็บความทรงจำดีๆ ที่มีกับกยองฮาเอาไว้คิดถึงในใจคนเดียวก็พอ