“เหมือนจะไม่พบอะไรผิดปกตินะครับ”
ขณะนี้ เรื่องโฮมเพจถูกแฮ็กเป็นที่รู้กันทั่วร้านเรียบร้อยแล้ว ยิ่งมยองฮุนคนพี่ซึ่งฟังรายละเอียดมาจากจินโอคนน้อง ยิ่งไม่มีอะไรให้ต้องพูดเยอะ กยองฮาหาจุดแปลกประหลาดไม่เจอ ขนาดซุนกุกซึ่งดูแลเรื่องการจองที่นั่งของสาขารองเองก็ยังหาไม่เจอเหมือนกัน
เคราะห์หามยามดี ด้วยเหตุนี้ คนแซ่อีจึงเข้ามานั่งในร้านได้อย่างสะดวกดาย
“เชิญนั่งด้านนั้นเลยครับ”
ลูกค้าของร้านตามสั่งมีหลายลักษณะ มีทั้งที่มาเป็นกลุ่มเกินกว่าสี่คนและที่มาน้อยกว่านั้นเช่น สองคน หรือที่มาคนเดียวแล้วต้องไปร่วมโต๊ะกับคนอื่นก็มี ซึ่งคนแซ่อีรวมอยู่ในประเภทหลัง แต่การต้องนั่งรับประทานอาหารประจันหน้ากับคนไม่รู้จัก สำหรับเขาเป็นเรื่องสบายมาก
‘พวกปรมาจารย์คอมพิวเตอร์นี่สุดยอดไปเลยเว้ย เวลาโคตรกระชั้น ยังอุตส่าห์ได้มานั่งกินที่นี่ง่ายๆ…’
เมนูที่สั่ง คือ แกงกิมจิ เมนูที่เพื่อนจรจัด (?) แนะนำไว้
แรกเริ่มเดิมที เขาข้ามแดนมายังเกาหลีใต้ด้วยจุดประสงค์เพื่อลองดำเนินชีวิตแร้นแค้นของคนยากไร้ดู เคยโมโหโกรธาที่ถูกเบื้องบนสั่งการให้ต้องมาทำงานอะไรแบบนี้ จนเมื่อได้ลิ้มลองอาหารฝีมือกยองฮาไปหลายหน ความคุกรุ่นในใจจึงค่อยๆ สลายไป ตัวเขาเองก็ได้พบความเพลิดเพลินรูปแบบใหม่
‘อร่อยกว่าซุปเนื้อเผ็ดนั่นอีกรึ มันจะเป็นไปได้ยังไง’ เขาสงสัย
ระหว่างนั้น แม่ของด็อกโฮในครัวก็ถาม
“ออเดอร์แกงกิมจินี่ ฉันทำให้เอาไหมคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมทำเอง พักเถอะครับ”
มยองฮุนเก็บปากเก็บคำเงียบ
‘จังหวะนี้ ชักไม่ค่อยอยากอาสาต้มแกงกิมจิแทนเท่าไหร่’
หากให้เขาทำ จริงอยู่ว่าต้องได้แกงกิมจิรสชาติดีแน่นอน แต่จะมองว่าเป็นเพราะฝีมือการปรุงของเขาล้วนๆ คงไม่ได้ เนื่องจากตัวกิมจินั้นอร่อยมากอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จะต้มท่าไหนก็ออกมาอร่อย อารมณ์คล้ายกับเขามาอาศัยใบบุญกิมจิเทพของกยองฮาอย่างไรอย่างนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับการตกปลา คงต้องอธิบายว่า เขาไม่อาจรู้สึกถึงรสมือตัวเองเลย ทำให้แม้ได้ความภูมิใจก็ได้มาแบบไม่สุด หากเป็นเวลาปกติทั่วไปมยองฮุนก็อยากช่วยกยองฮาแบ่งเบาภาระอยู่หรอก แต่ ณ ตอนนี้ เขากำลังนับถอยหลังสู่สังเวียนเผชิญหน้ากับฮเยจีในสนามแข่งครั้งที่สอง เขาควรต้องโฟกัสจุดนั้นมากกว่า
‘นาทีนี้เป้าหมายของเรามีอย่างเดียวคืองานแข่งขันทำอาหารที่รัฐฯ เป็นเจ้าภาพ’
อีกด้านหนึ่ง ฮเยจีเพิ่งต้มแกงเต้าเจี้ยวออเดอร์ก่อนหน้าเสร็จพอดี
“แกงเต้าเจี้ยวได้แล้วค่ะ”
แกงเต้าเจี้ยวกรุ่นร้อนถูกยกมาตั้งบนเคาน์เตอร์ครัว เธอใช้ฝ่ามือกดกระดิ่งเบาๆ เป็นสัญญาณกิ๊งก่อง
ไม่ทันไร ซองช่อลก็มา
“นี่ฮเยจีทำเหรอ” ซองช่อลถาม
“ค่ะ!”
เขายกแกงเต้าเจี้ยวไปยังโต๊ะของคนแซ่อี จากนั้นวางลงตรงหน้าของหนุ่มน้อยที่นั่งตรงข้ามกัน
“ทางนี้สั่งอาหารก่อนใช่ไหมครับ”
“อ่า ครับผม ขอบคุณครับ”
คนแซ่อีลอบจับสังเกตเด็กหนุ่มเก้าอี้ตรงข้ามเงียบๆ
‘แกงเต้าเจี้ยวสินะนั่น น่าอร่อยเหมือนกันแฮะ…’
เขานั่งดูหนุ่มน้อยรับประทานไป เป่าฟู่ๆ ไป น้ำลายที่สออยู่ในปากก็ลั่นเอื๊อกลงคอโดยอัตโนมัติ
ครั้นได้เวลา เครื่องเคียงก็ทยอยออกมาเสิร์ฟ
‘นี่ใช่ถั่วต้มซีอิ้วรึเปล่าหว่า กินกี่ทีก็ไม่เคยเบื่อเลย ไม่ต้องมีข้าวก็กินได้เรื่อยๆ ยาวๆ โอ้ว แอนโชวีผัดซอสก็เยี่ยม ไม่น่าเชื่อว่าจะกรอบกร้วมขนาดนี้’
คนแซ่อีคีบเครื่องเคียงเข้าปากไม่หยุด ปลอบโยนท้องอันหิวโหยพลางเหลือบตามองโต๊ะอื่นๆ
ข้าวห่อสาหร่าย ราบกกี แกงเต้าหูนุ่ม ข้าวผัดกิมจิ หมูสามชั้นผัดซอส บิบิมบับ… ทางโน้นทางนี้มีเมนูหลากหลายละลานตาเต็มไปหมด จะรวบเข้าปากให้หมดทุกอย่างในคราวเดียวคงเป็นไปไม่ได้ อีกทั้ง ดูดีๆ ไม่มีสักคนเดียวที่กินแบบเขี่ยๆ
‘อาหารที่นี่อร่อยทุกอย่างจริงรึ จะมีโอกาสได้ชิมครบทุกเมนูไหมนี่’
เขาพยายามควบคุมความโลภ สั่นศีรษะรัวๆ แบบเบลอๆ เตือนตนไว้ว่า เขาไม่ใช่ประชาชนสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) หากแต่เป็นประชากรแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) การนำความต้องการส่วนบุคคลมาเป็นเหตุผลกระทำการใดๆ นับเป็นพฤติกรรมอันเห็นแก่ตัวยิ่ง
‘เกือบหวั่นไหวแล้วไหมล่ะ ตั้งสติดีๆ โว้ย เรามาที่นี่เพื่อทำภารกิจเท่านั้น’
จังหวะที่เขาปฏิญาณตนเรียบร้อย แกงกิมจิก็มาตั้งอยู่ตรงหน้าพอดี
“สั่งแกงกิมจิใช่ไหมครับ”
“อ่า ครับ ใช่ครับ”
“ทานให้อร่อยนะครับ”
มินซูทำหน้าที่ของตนลุล่วงแล้วก็ค่อยๆ ถอยออกไป คนแซ่อีฉวยช้อนขึ้นมา
‘ขอดูหน่อยซิว่าจะอร่อยขนาดไหน’
แกงกิมจิช้อนโตถูกส่งตรงเข้าปาก ฉับพลัน น้ำซุปเผ็ดร้อนเข้มข้นก็เข้ารวมกับเต้าหูนุ่มหยุ่น รวมกับกิมจิสุกพอดีได้ที่จน กลายเป็นความลงตัวที่เรียกความสุขขนานใหญ่มาสู่คนกิน การประเมินรสชาติไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แกงกิมจิอร่อยล้ำเกือบจะถอดวิญญาณเช่นนี้ ลิ้มรสเท่าไหร่ก็ไม่พอ เขาตักคำแล้วคำเล่า ใจก็คะนึงหาครอบครัวบนแผ่นดินเกาหลีเหนือ ทั้งยองฮี ซึงอา แล้วก็แม่… หากสมาชิกครอบครัวได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ได้ล้อมวงกันกินแกงกิมจิอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาล่ะก็ คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความสุขให้เขาได้มากกว่านี้แล้ว
ความรู้สึกเขาคล้ายถูกไม้กลองมากระหน่ำรัวลงบนอกซ้าย ความสะอื้นขึ้นมาจุกคอดันให้น้ำตาเอ่อ ชายอกสามศอกร่ำไห้ ช่างน่าขายหน้าเหลือเกิน
‘กลั้นสิวะ ขนาดเข็มโตๆ แทงต้นขา ยังอดทนจนผ่านมาได้’
ทว่า ความรู้สึกตอนนี้เป็นคนละมิติและคนละเรื่องกับตอนนั้น คนแซ่อี ไม่สิ คนแซ่รี รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ไหว สุดท้ายน้ำตาก็ร่วงพรูราวห่าฝน เขารีบยกมือคู่ใหญ่ขึ้นมาปิดหน้า วิ่งพรวดออกจากร้านไป ทิ้งให้พนักงานยืนงงในดงลูกค้า
‘เฮ้ย กินแกงกิมจิของเถ้าแก่ไม่หมด’ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก
คนแซ่รีออกมายืนหันหลังให้ร้านฮันอุลสาขารอง ปาดน้ำตาพร้อมลั่นวาจาในใจอย่างหนักแน่น
‘ต้องพาครอบครัวมาที่นี่ให้ได้ ต้องพามาให้ได้…’ (สำเนียงเกาหลีเหนือ)
***
อันอิลเทไม่ได้อยู่ที่ร้าน เขาออกไปต่างประเทศด้วยธุระเรื่องแฟรนไชส์
หน้าที่สะสางบัญชีสาขาหลักจึงตกเป็นของผู้จัดการปาร์คกยองโมไปโดยปริยาย เขาจบการศึกษาด้านการบัญชีโดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยฮันกุก
“ยอดไม่ตรงครับ”
“ลองคิดใหม่อีกที” กยองฮาแนะ
ปาร์คกยองโมจัดการคำนวณดูอีกครั้ง และอีกครั้ง ก็ยังได้ผลลัพธ์เช่นเดิม
“หายไปหกพันวอนจากยอดรวมครับ”
“หกพันวอนเหรอคะ ราคาแกงหนึ่งถ้วยพอดีเลยนะนั่น” ชินยองฮีที่สังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เปรย
มีคนชักดาบแอบกินฟรีอย่างนั้นหรือ กยองฮาครุ่นคิด
“มีจุดหนึ่งน่าสังสัยก็จริง…”
“จุดน่าสงสัยเหรอครับ” ปาร์คกยองโมถาม
กยองฮาอธิบาย
“เมื่อวานโฮมเพจโดนแฮ็กจนล่มไปทีหนึ่งน่ะ แต่ว่าคิดๆ ดูแล้ว เพื่อกินข้าวมื้อเดียว ถึงกับมาแฮ็กกันก็ออกจะตลกเกินไปหน่อย ว่าไหม”
“ผมก็คิดเหมือนกัน งั้นเราเอายังไงกันดีครับ”
“ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่อะไร คงได้แค่เติมๆ เข้าไปให้ครบนั่นแหละ ถึงจะเป็นยอดโอน อย่างน้อยเอาเงินสดเพิ่มเข้าไปได้ก็ค่อยยังชั่ว” กยองฮาหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา ดึงเงินหกพันวอนส่งให้ปาร์คกยองโม
ครั้นสะสางบัญชีกันเรียบร้อย ชินยองฮีก็หัวเราะ
“แปลว่า อาหารของท่านประธานสุดยอดจริงๆ นะคะ ถึงกับต้องแฮ็กระบบเพื่อให้ได้กินเนี่ย”
กยองฮาตอบเขินๆ
“ยังไม่ได้ฟันธงซะหน่อยครับว่าสาเหตุเป็นอย่างนั้นจริงๆ แหม”
กยองฮาเสร็จธุระแล้วก็ออกมาเรียกแท็กซี่ มุ่งหน้าไปยังโรงผลิตสุรา
ตอนนี้ซุนกุกถือว่าขับรถได้ชำนาญขึ้นมาก กยองฮาจึงมอบหมายให้เขาเป็นผู้ไปรับสุราต้มกลั่นจากโรงผลิตสุรา จากนั้นขนถ่ายมายังที่นี่ ซึ่งซุนกุกดูเหมือนจะยังมาไม่ถึง
“มีรถคันเดียวมันไม่สะดวกอย่างนี้นี่เอง สงสัยต้องดูรถใหม่สักคัน อืม น่าจะส่งซุนกุกไปเร็วกว่านี้หน่อยไหมหว่า เดี๋ยวก็มางอแงว่าเลิกงานช้าอีก ไม่สิ ปกติไม่ใช่คนอย่างนั้น แต่เวลาอยู่คนเดียวก็ไม่แน่แฮะ…”
กยองฮาพูดคนเดียวจบก็หันไปตรวจตรารอบๆ โรงผลิตสุรา
“อ้าว อันนี้ได้แล้วนี่” novelgu.com
เหล้ามัตสึทาเกะเกรดดีและเกรดพรีเมียมนั่นเอง สังเกตจากเลขวันที่บนขวดก็รู้ได้ไม่ยาก
กยองฮาเลือกยกหนึ่งในเกรดพรีเมียมขึ้นมาเปิดดู
“ขอชิมหน่อยนะ”
เหล้ามัตสึทาเกะที่รินลงในจอกดินเผาส่งประกายสีงาช้างงดงาม เมื่อยกจอกขึ้นแตะปาก กลิ่นหอมหวนกับรสชาตินุ่มลึกก็ประกาศศักดาทันที เท่านั้นยังไม่พอ ยังปลุกปั่นความรู้สึกกระหายแถมมาด้วยอีกก้อนโต
“ถูกใจมัตสึทาเกะตั้งแต่ชนิดเกรดกลางๆ แล้ว พอมาเป็นเกรดพรีเมียมนี่ อื้อหือ รสดีจนเทียบกันไม่เห็นฝุ่น ส่วนไวน์ราสเบอร์รี่ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่งน่ะนะ…”
จะบอกว่า รสชาติตัดกับความเข้มของไวน์ราสเบอร์รี่ก็คงได้ เหล้ามัตสึทาเกะนี้มีบางอย่างที่เป็นกลิ่นอายอบอวลอย่างมหาศาล เพียงจอกเดียวไม่อาจเติมเต็มหัวใจได้ กยองฮากระดกจอกแล้วจอกเล่า กระทั่งเหลือครึ่งขวด ถึงเพิ่งได้สติ
“อะไรกัน แป๊บเดียวดื่มไปครึ่งขวดแล้วเหรอเนี่ย”
ความเมามายคล้ายเพิ่งจะเริ่มถาโถมเข้าใส่ ทว่า กลับไม่รู้สึกปวดศีรษะเลยแม้แต่น้อย บ่งบอกชัดเป็นหลักฐานว่า นี่คือสุราชั้นดีที่บริสุทธิ์ถึงระดับนั้นทีเดียว กยองฮาปิดฝาขวดอย่างเสียดาย
ความเสียดายนี้หนักหนากว่าตอนชิมไวน์ราสเบอร์รี่เลเวล 5 มากนัก
***
เขตปลอดทหารเกาหลี[1] (DMZ) ณ เส้นแบ่งระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้
คนผู้หนึ่งกำลังเคลื่อนไหวบนผืนหญ้าเลียบรั้วลวดหนาม ไร้ซุ่มเสียง ไร้ความรู้สึกถึงการมีตัวตน ขนาดทหารลาดตระเวนชายแดนยังมองผ่าน คนผู้นี้ต้องผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำเลือดตากระเด็นราดรดแผ่นดินเกิดไปไม่รู้เท่าไหร่ เพียงเพื่อข้ามเส้นแบ่งเขตนี้ให้ได้ เขาจึงไม่ตกเป็นเป้าสายตาของทหารเวรยามอย่างแน่นอน
‘ยังเสียใจไม่หายที่กินแกงกิมจิถ้วยนั้นไม่หมด เฮ้อ’
อาจเพราะสวมเสื้อผ้าหลายชั้น เสียงลวดหนามขาดออกจากกันจึงไม่ดังถึงขนาดให้หูได้จับเสียง หลังจากทำรั้วพังอย่างเนียนๆ เขาก็ส่งสายตาเห็นอกเห็นใจไปยังเหล่าทหารลาดตระเวน
‘ลำบากหน่อยนะ สหายเกาหลีใต้ ‘โทษที’
ยิ่งลัดเลาะออกมาตามแนวเขตแดน คนยิ่งถูกความมืดกลืนกิน หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยกับระเบิดฝังอยู่นับร้อย ทว่า ไม่คณามือเขาแต่อย่างใด อย่างเขา มีแต่จะทำให้สรรพสัตว์ในป่าน้อยใหญ่ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ร่ำไห้โหยหวนล่ะไม่ว่า
เมื่อหลุดพ้นจากสายตาของหน่วยลาดตระเวน คนผู้นี้ก็มุ่งตรงเข้าสู่ป่าลึกด้วยท่วงท่าราวเดินเข้าออกห้องหับต่างๆ ในบ้านตัวเอง
ไม่นาน ก็มาถึงด่านตรวจฝั่งเกาหลีเหนือ
ทหารลาดตระเวนเกาหลีเหนือแสดงท่าทางยิ่งกว่ายินดี หากเทียบกับยศทหารเกาหลีใต้ บุคคลระดับชั้นร้อยโทขึ้นไปล้วนออกมารอต้อนรับเขา
“เชิญที่รถผมครับ ขออนุญาตครับ” นายทหารกล่าวพร้อมทำความเคารพแบบตั้งฉาก
อีช่อลอุง ไม่สิ รีช่อลอุงเดินผ่านไปขึ้นยานพาหนะประจำค่ายทหาร
หลังการเดินทางอันยาวนาน ทั้งหมดก็มาถึงพย็องซัน รีช่อลอุงพบผู้บังคับบัญชาของตนด้านในอาคารฝ่ายปฏิบัติการลาดตระเวน
“สหายรีช่อลอุง ยินดีต้อนรับ”
“ครับท่านนายพล”
นายทหารตัวอย่างต้องอย่างนี้ อาวุธครบครัน พรางกายแนบเนียน ปฏิบัติตามระเบียบทหารเยี่ยมยอด ทั้งหมดเรียกความภาคภูมิใจมาปรากฏบนใบหน้าของนายพลจางอูมิน
“สง่าผ่าเผยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ เป็นยังไงล่ะ ฝั่งเกาหลีใต้”
“อย่างที่ท่านคาดการณ์ไว้เลยครับ คนยากไร้กระจัดกระจาย ใช้ชีวิตแร้นแค้น ส่วนคนรวยมีอันจะกินก็เรียกว่า เหลือกินเหลือใช้ครับ”
ดูท่า ท่านนายพลคงได้รับรายงานเช่นนี้อยู่แล้วตามกำหนดวาระ จึงได้ขอให้ลงลึกในรายละเอียดอีกสักหน่อย
“ชีวิตทุนนิยมมันก็ต้องแบบนั้นแหละ เห็นๆ กันอยู่ ว่าแต่ลองเป็นคนจรจัดดูรู้สึกยังไง เข้าท่าไหม”
“พวกนั้นใช้ชีวิตยี่สิบสี่ชั่วโมงเร่ร่อนอยู่นอกบ้านจริงๆ ครับ ท้องหิวเมื่อไหร่ก็เป็นขอทาน ตามหาแหล่งที่มีอาหารประทังชีวิต บางช่วงก็ต้องอาศัยดูจังหวะก่อนจะเข้าไปในตึกครับ…”
“ขนาดนั้น?”
“ครับผม ลำบากไม่ใช่เล่นครับ”
“แล้วพอโน้มน้าวให้พวกคนจนข้ามมาฝั่งนี้ก็ยังไม่มากันอีกรึ อืม แต่ข้ามฝั่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายน่ะนะ”
รีช่อลอุงพยายามบังคับสีหน้าตัวเองไม่ให้แสดงอาการ
ชนชั้นรากหญ้าในเกาหลีเหนือเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ ต่อให้ดึงคนจรจัดฝั่งโน้นมาฝั่งนี้ ก็ใช่ว่าจะรับประกันชีวิตดีๆ กินอิ่มนอนหลับให้เขาได้เสียเมื่อไหร่… นายพลจางอูมินเปลี่ยนเรื่องพูด
“แล้วเรื่องนั้นล่ะ? ฮันอุลหรือร้านอะไรสักอย่าง มีความเห็นอะไรไหม”
หลังรั้วทหารเกาหลีเหนือเองก็ไม่ต่างจากเกาหลีใต้ การดำรงตนใต้ระบบอาวุโสถือเป็นวินัยข้อหนึ่งทีเดียว เบื้องบนมีคำสั่งอย่างไร ก็จำต้องปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่มีการเลี่ยง นายพลจางอูมินเองก็คิดไม่ตกว่า ทำไมจึงมีคำสั่งทำนองนี้ลงมาด้วย
“ไม่สามารถใช้คำพูดมาอธิบายได้ครับผม”
จางอูมินคิ้วกระตุก
“เล่าให้ละเอียด จะให้ฉันส่งรายงานแบบนั้นขึ้นไปรึ จะบอกดีๆ หรือจะบอกด้วยน้ำตา!”
ดูทรงแล้ว ท่านนายพลอาจงัดไม้แข็งออกมาใช้อย่างไม่ลังเล รีช่อลอุงสะดุ้ง รีบร้อนต่อประโยค
“นะ…นั่นเพราะ ผมเกิดความรู้สึกประทับใจลึกล้ำจนตั้งรับไม่ทันครับ…”
“หมายถึงอะไร”
“อาหารที่ได้ลองครับ ยอดเยี่ยมทุกชนิดจริงๆ แต่ที่เหนือกว่าทั้งหมด อะไรก็เทียบไม่ได้เลยคือแกงกิมจิครับผม”
จางอูมินฟังเฉยๆ ต่อไปไม่ได้ เพราะเขาต้องเขียนรายงานด้วย
ว่าแล้ว เขาก็ย้ายร่างไปที่คอมพิวเตอร์ เริ่มพรมนิ้วมือลงบนคีย์บอร์ด
“อธิบายมาอีก”
***
ท่านประธานใหญ่อีเทกังแห่งฮันโบกรุ๊ปกำลังไล่สายตามองไปยังตู้เก็บเหล้าและไวน์ส่วนตัวอย่างสุขใจ
“กะแล้วว่าต้องดีงามแบบนี้”
ตรงหน้าเขา เรียงรายไปด้วยไวน์ราสเบอร์รี่ ไวน์ข้าวกล้อง ไวน์รากดอกโซโลมอน ตามด้วยเหล้าเทียนหม่า
“เดี๋ยวนะ หยุดก่อน ไหนลองสลับตำแหน่งดูดีไหม …เอาล่ะ จับไปแทรกกลางระหว่างไวน์ทีละขวดๆ เป็นไง! เอ้อ แบบนี้ก็ไม่เลว”
ทุกขวดถือเป็นตัวแทนความอุ่นใจที่ต้องมีไว้ติดตู้
ประธานใหญ่ระดับบิ๊กๆ อย่างเจ้าของ M กรุ๊ปชั้นนำระดับประเทศยังสะสมซูเปอร์คาร์เป็นงานอดิเรกเลย อีเทกังก็เช่นกัน เขาหันเข้าสู่เส้นทางการสะสมเหล้าและไวน์หมักฝีมือกยองฮา จนตอนนี้กลายเป็นงานอดิเรกเสียแล้ว
ขณะที่ท่านประธานใหญ่กำลังดึ่มด่ำกับคอลเล็คชั่นไวน์หมักเพลินๆ จู่ๆ ก็มีเสียงเรียก
“ท่านประธานใหญ่ครับ”
“มีธุระอะไร เลขาคิม”
“ท่านประธานใหญ่ยังขอเรียนสายท่านครับ”
อีเทกังย่นหน้าผากทันที สายเข้าจากประธานใหญ่แซ่ยังที่ขึ้นชื่อว่าขี้เหนียวน่ะรึ ไม่ค่อยชวนให้รู้สึกอยากรับสายเท่าไหร่เลย เอาแค่ล่าสุดนี้ก็โทรฯ มาด้วยเรื่องไวน์ เพราะตัวเองประมูลไม่ได้จึงทำทีมาชวนดื่มด้วยกัน ทว่า ประธานใหญ่ยังจัดเป็นบุคคลสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ต้อนรับสั่วๆ ก็ไม่ได้ อีเทกังทำได้เพียงรับสาย
“สวัสดีครับ ท่านประธานใหญ่ยัง อีเทกังพูดครับ”
[ท่านประธานใหญ่อี ได้ยินข่าวรึยัง เหล้ามัตสึทาเกะเปิดให้ประมูลแล้วนะครับ]
ประโยคที่วิ่งมาตามสาย ทำให้อีเทกังย่นคิ้วอีกจนแทบจะผูกเป็นโบ
“อันนั้นมีตั้งนานแล้วนี่ครับ”
[ฟังผมให้จบก่อนครับ ที่มาใหม่นี้ไม่ใช่เกรดกลางนะครับ เป็นเกรดดีกับเกรดพรีเมียม]
ม่านตาอีเทกังขยายใหญ่จนห้ามไม่ทัน
“เกรดพรีเมียมหรือครับ”
………………………………
[1] DMZ หรือเขตปลอดทหารเกาหลี คือเขตกันชนระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) กับสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เป็นแนวกั้นชายแดนซึ่งแบ่งคาบสมุทรเกาหลีออกจากกัน มีความยาว 250 กิโลเมตร และกว้าง 4 กิโลเมตร