📣 ถ้ามองไม่เห็นเนื้อหาหรือลิ้งก์โหลด pdf เราแนะนำให้เปลี่ยน browser ที่ใช้งาน/เปิด javascript ด้วยจ้า
🆕 ลิงก์โหลดนิยาย 4sh กับ gdrive ไม่ใช่ของเรา รีบโหลดกันนะ ถ้าลิงก์ตายไฟล์หายก็คือหาย ไม่มีสำรองจ้า

อ่านนิยายฟรี Delicious by Touch สูตรลับ ฉบับสัมผัส – ตอนที่ 155

บทที่ 155
QR Code Facebook Twitter Telegram Pinterest

คงเป็นเพราะนานๆ ทีจะมีโอกาสได้ออกมาเดินเล่นพร้อมกยองฮา สีหน้ายุนซึลจึงเบิกบานสดใส

แน่นอนว่า หนูน้อยมาพร้อมปุ๊กกุ แถมพกด้วยมินซู ซึ่งนับเป็นคนนอกสายตา…

มินซูคอยตามดูยุนซึลมาโดยตลอด เนื่องจากต้องทำหน้าที่แทนผู้ปกครอง แต่ตัวเขาเองไม่รู้สึกสักนิดว่าเขายังมีความจำเป็นอยู่ ลำพังแค่ยุนซึลกับปุ๊กกุสองเกลอก็เข้าขากันดีเหลือเกินแล้ว ไปไหนมาไหนเองได้อย่างเรียบร้อยไร้รอยขีดข่วน หลังๆ มาหน้าที่ของมินซูจึงเปลี่ยนมาเป็นช่างภาพ โดยมีหน้าที่มือถือเก็บภาพน่ารักๆ ของทั้งคู่ไว้ประหนึ่งถ่ายคอลเล็คชั่น

เจ้าของปุ๊กกุคือเขา ทุกคนรู้กันชัดเจน ทว่า ถึงเวลาเดินเล่นเมื่อใดตำแหน่งจะกลับตาลปัตรทันที

‘เรานี่อย่างกับเนื้องอก กลายเป็นส่วนเกินเฉยเลย’

ฝ่ายปุ๊กกุนั้น ไม่แน่ว่าจะรับรู้ถึงความรู้สึกเจ้านายตัวจริง มันเห็นยุนซึลเดินช้า จึงเอาแต่ป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ เท้าหนูน้อย ปล่อยพลังความน่ารักเต็มที่ และอาจเป็นเพราะยุนซึลออกมาเดินเล่นบ่อยจนเริ่มเรียนรู้บ้างแล้ว จึงสลับสับเปลี่ยนย้ายข้างสายจูงปุ๊กกุในมือไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดการพันกันยุ่งเหยิง

“เถ้าแก่ ทันเห็นรึเปล่าครับ เมื่อกี้”

“เห็นอะไร”

“มือยุนซึลครับ เก่งไม่ใช่เล่น อย่างกับครูฝึกสุนัขแน่ะครับ” มินซูตอบจริงจัง

ทว่า กยองฮากลับหัวเราะ

“จะเอามาเป็นข้ออ้างให้ไม่ต้องตามออกมาเดินเล่นรึไง”

“เปล่านะครับ ผมพูดตามที่เห็นจริงๆ”

จู่ๆ เจ้าปุ๊กกุก็หยุดเดิน ยกขาขึ้น ปล่อยฉี่ตรงเสาไฟข้างทาง

“ปุ๊กกุ ‘ชิ้งฉ่อง’ มั่วซั่วไม่ได้นะ” ยุนซึลดุ

มันทำหูทวนลมอย่างงามหน้า ไล่ปล่อยฉี่รดโคนต้นไม้ตรงหน้าไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายยุนซึลจำต้องหงายไพ่ตายฉุกเฉิน

“ยังอีก ถ้ายังไม่หยุด จะไม่ให้ขนมแล้วนะ”

มินซูมองปุ๊กกุที่ครางหงิงๆ ไม่สามารถประกาศเขตแดนต่อได้อย่างเจ็บปวดหัวใจ

‘ใจร้ายสุดๆ คือการเอาของกินมาขู่นี่แหละ โถ่…’

กยองฮายอบตัวลง นั่งคุกเข่าให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกับยุนซึล อธิบายเหตุผลเบาๆ

“ยุนซึล รู้ไหมว่าพวกน้องหมาต้องทำเครื่องหมายอาณาเขตให้ตัวเอง ตามสัญชาติญาณน่ะ”

“ทำเครื่องหมายอาณาเขตคืออะไร”

“อืม พูดง่ายๆ คือมันกำลังบอกหมาตัวอื่นๆ ให้รู้ว่า ฉันอาศัยอยู่แถวนี้นะ อย่างเช่น พวกเพื่อนๆ ของปุ๊กกุไง”

“งั้น เพื่อนปุ๊กกุมาดมชิ้งฉ่อง ก็จะรู้ว่าปุ๊กกุอยู่ตรงนี้เหรอ”

“ถูกต้อง พวกหมาน่ะ จมูกดีมากๆ เลยล่ะ”

ยุนซึลพยักหน้ารับรู้อย่างว่าง่าย ส่วนมินซูนั้นหวนนึกถึงอดีต ตนก็เคยอธิบายอะไรทำนองนี้ให้หนูน้อยฟังเหมือนกัน แต่ถูกยุนซึลโต้กลับมาว่า ‘ยังไงก็แล้วแต่ ชิ้งฉ่องข้างทางน่ะ แย่มากๆ’

เขานึกในใจ

‘ตอนเราพูดล่ะไม่ยอมฟังท่าเดียว พอเป็นเถ้าแก่พูดปุ๊บนี่เข้าใจทันทีเลย หรือต้องค่อยๆ อธิบายแบบใจเย็น?’

อันที่จริง ควรนับว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนมีคำถามเรื่องการทำอาณาเขต มินซูตอบยุนซึลไปว่า ‘ก็แปลว่า ตรงนี้คืออาณาเขตของฉันไง’ จบ

เดินเล่นกลางสวนสาธารณะยังไม่ทันครบรอบดี ผู้คนละแวกใกล้เคียงก็กรูกันเข้ามารุมล้อม

“เชฟโกกยองฮา ฉันเป็นแฟนคลับเชฟค่ะ ถ่ายรูปด้วยกันหน่อยได้ไหมคะ”

“ครับ”

จากนั้น ความสนใจที่รวมกันอยู่บนตัวกยองฮาก็ค่อยๆ ย้ายมาหยุดที่ปุ๊กกุกับยุนซึล

“อุ๊ยตาย น่ารักจังเลย”

“ดูก้นอ้วนๆ ฟูๆ นั่นสิ งุ้ย”

ตอนที่ทุกคนกำลังหันไปสนใจทั้งคู่นั้นเอง ยุนซุลก็เอาคุกกี้มาถือไว้ในมือ ปุ๊กกุรีบยันร่างขึ้น ยื่นขาหน้าออกมาพร้อมกับทรงตัวด้วยขาหลัง กระโดดดึ๊บๆ ราวตกอยู่ใต้อาณัติของคุกกี้โดยสมบูรณ์… มินซูเข้าใจหัวอกปุ๊กกุ สิบเต็มสิบ

‘เออ เจอคุกกี้แบบนี้ ฉันเองก็อดใจไม่ไหวเหมือนกัน ช่วยไม่ได้’

เหล่าน้องหมาที่ร้านสัตว์เลี้ยงก็ด้วย ล้วนมีอาการไม่ต่างกัน

***

วันพุธ ณ จุดบริการแจกอาหารฟรี ย่านเทฮังโน

ฝูงชนแออัดยัดเยียดชนิดเรียกได้ว่ายั้วเยี้ย เพราะไม่ได้มีแค่คนจรจัดไร้บ้าน (โฮมเลส) เท่านั้นที่มายืนเข้าคิวต่อแถว เหล่านักศึกษา พนักงานบริษัท กระทั่งแม่บ้านก็คล้ายจะรวมอยู่ในนี้เช่นกัน

คนจรจัดกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ

“เดี๋ยวนะ พวกคนธรรมดามาเบียดที่ต่อแถวทำทำไมวะ”

“เฮ้ย อย่าเอ็ดดังสิ เขาได้ยินนะเว้ย ก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปทีหนึ่งแล้ว”

“เรื่องใหญ่อะไร”

“ก็ที่มะรุมมะตุ้มกระชากทึ้งผมกันไง”

พวกไร้บ้านบางคนเข้ามาร่วมวงก่นด่า

“เหอะ มีอันจะกินแล้วยังมาอิจฉาหม้อข้าวของพวกเราเรอะ”

“แหม่ จะบอกว่าเป็นหม้อข้าวของพวกเราก็คงไม่ได้มั้ง ที่นี่คือจุดบริการอาหารฟรี ไม่ใช่จุดบริการอาหารคนไร้บ้านซะหน่อย”

เมื่อก่อน แม้จะมีผู้ที่ไม่ใช่คนจรจัดแวะเวียนเข้ามาบ้าง แต่จำนวนก็ยังไม่มากเท่าไหร่ ต่างจากวันนี้ซึ่งกล่าวได้ว่า มีคนจรจัดครึ่งหนึ่ง และคนทั่วไปอีกครึ่งหนึ่ง หากจะถามว่าเป็นเพราะอะไร คำตอบคือ กยองฮาเป็นผู้ปรุงอาหาร

“ขนาดท่านประธานาธิบดียังชื่นชมไม่ขาดปาก คนธรรมดาจะไม่รู้สึกอยากกินบ้างเลยรึไง”

นานพอสมควรแล้วที่กยองฮาอาสาเข้ามาช่วยทำอาหารให้จุดบริการอาหารฟรีแห่งนี้ เขาแค่ยังไม่มีโอกาสได้มาบ่อยๆ เท่านั้นเอง เนื่องจากต้องไปบอกบุญที่วัดและไปร่วมงานจิตอาสาอื่นๆ อีกทุกสัปดาห์เว้นสัปดาห์ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อถึงวันพุธสัปดาห์ถัดมาทีไร ฝูงชนก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวังตามหลักจิตวิทยา จึงกลายเป็นการมายืนออ ต่อแถวดังที่เห็น

สมาชิกสาขารองไม่ได้ออกมานอกสถานที่กันครบทีมเช่นนี้นานแล้วเหมือนกัน

ฮเยจี มยองฮุน และแม่ของด็อกโฮรับหน้าที่ตักกับข้าวแจกจ่าย ชายไร้บ้านที่รับซุปเนื้อเผ็ดเต็มล้นถ้วยจากฮเยจียิ้มกว้าง พลางถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

“คุณหนูคนนี้เจอกันบ่อยนะ ไม่เหนื่อยเลยรึ”

“สบายมากค่ะ!”

จริงๆ แล้ว การออกมาร่วมงานจิตอาสาสำหรับฮเยจีนั้น มีความหมายมากมายต่างจากคนอื่น

มันทำให้เธอเห็นความหวังและความสุขบางอย่างจากเพื่อนร่วมโลกที่กำลังลำบาก ตัวเธอเองก็เคยมีช่วงชีวิตที่เรียกได้ว่าย่ำแย่ ด้วยเหตุนี้ ความปิติในใจที่ได้รับจึงยิ่งพิเศษล้ำลึก

สมาชิกฝั่งห้องอาหารเองก็ไม่ได้อยู่เฉยแม้แต่น้อย ไหนจะต้องคอยจัดแจงที่นั่ง ไหนจะต้องรีบเก็บกวาดโต๊ะให้สะอาดเพื่อรอกลุ่มต่อไป วิ่งวุ่นกันงานล้นมือ

“ทุกวันนี้มีเต็นท์ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ สมัยก่อนต้องนั่งยองๆ กินด้วยซ้ำ ว่าไหม?”

อุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่ว่า กยองฮาไม่ใช่ผู้ควักกระเป๋าจัดหามาตั้ง แต่เป็นเพราะเรื่องที่เขาเป็นจิตอาสาทำอาหารแจกจ่ายฟรีๆ ลอยไปเข้าหูทางการเมืองโซล รัฐจึงเป็นฝ่ายเนรมิตให้

“จะทานให้อร่อยเลยครับ! เถ้าแก่สุดยอด!” เสียงขอบคุณดังมาจากคนไร้บ้านซึ่งกำลังจะตักซุปเข้าปาก

กยองฮายิ้มอบอุ่นขณะหันไปเตรียมต้มซุปเนื้อเผ็ดเพิ่ม

เนื้อและผักใส่มาหนักเครื่องแบบเน้นๆ เพียงแค่มองน้ำซุปสีแดงตรงหน้า เหงื่อก็ผุดพราย น้ำลายสอแทบท่วมปาก ความประทับใจโหมกระหน่ำเข้ามาตั้งแต่ช้อนแรก ต้นเผือกและผักกูดคล้ายรวมร่างกับเนื้อวัว สร้างความเบิกบานให้ฟันยามขยับเคี้ยว น้ำซุปหอมเข้มข้นกระจายตัวปะทะต่อมรับรสราวกับจับลิ้นเป็นเชลย ไข่แดงกึ่งสุกกึ่งดิบช่วยดึงกลิ่นเผ็ดฉุนให้สมดุล เรียกความสุขให้แก่ผู้ที่ได้ลิ้มรสอย่างมาก

‘นี่มัน จะให้บรรยายเป็นคำพูดได้ยังไงเนี่ย’

ด้วยรอบก่อนที่มีการแจกซุปเนื้อเผ็ด เขาไม่มา จึงได้แค่ฟังเสียงเล่าลือจากเพื่อนพ้องชาวจรจัดเท่านั้นว่ามันอร่อยเหาะขนาดไหน รอบนี้มีโอกาสได้ชิมด้วยตัวเองถึงได้เข้าใจ พวกนั้นไม่ได้พูดเกินจริงเลย

“ได้มากินเองสักที เป็นไงล่ะ” ชาวจรจัดที่เป็นเพื่อนกันถาม

อีกฝ่ายไม่มีเวลาแม้แต่จะอ้าปากตอบ ก็เล่นก้มหน้าก้มตาจ้วงเอาช้อนแล้วช้อนเล่าขนาดนั้นนี่นะ

“พวกเราก็กินกันเหอะ ก่อนจะเย็นชืดหมด”

ทุกคนลงมือรับประทาน และราวกับนัดแนะทำสัญญาไว้ ไม่มีใครส่งเสียงพูดสักคำเดียว กระทั่งไม่เหลืออะไรในถ้วยแล้วจึงมีเสียงบางคนเอ่ยขึ้น

“ต้มยังไงให้ออกมาได้รสชาตินี้เนี่ย ตอนฉันทำธุรกิจ เคยเทียวไปเทียวมาหาของอร่อยกินก็ตั้งเยอะแยะ ไม่เคยเจอซุปเนื้อเผ็ดเจ้าไหนอร่อยขนาดนี้เลย”

จังหวะนั้น มีคนธรรมดาที่สวมชุดทำงานเข้ารับถ้วยซุปเนื้อเผ็ด จากนั้นเดินเฉียดใกล้เข้ามา

“เฮ้ย คนนั้น ใช่คนแซ่จองรึเปล่า”

“ใช่ว่ะ!”

คนจรจัดที่อยู่ในระยะ เรียกเขาทันที

“นี่ คนแซ่จอง แต่งตัวซะเนี้ยบเชียวนะ”

“ฉันกลับไปทำงานแล้ว”

“อ้าว? เกิดอะไรขึ้น ไหนบอกว่า ให้ตายก็ไม่กลับเข้าสู่วังวนสังคมอีกเด็ดขาดไง”

คนแซ่จองยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เก้อ

“ก็…พอมาคิดดีๆ แล้วรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีหวังน่ะ จะว่างั้นก็ได้”

“เมียขอให้กลับมาคืนดีเหรอ”

“เปล่า… แค่คิดว่าถ้ามีเงิน ก็จะมีโอกาสได้กินอาหารอร่อยแบบนี้อีกเรื่อยๆ น่ะ”

“อืม รสชาตินั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่เพื่อจะกินของอร่อยมากกว่านี้ ถึงกับทิ้งชีวิตจรจัดที่คุ้นเคยได้ลงคอนี่ ไม่เข้าใจว่ะ”

คนแซ่จองได้ที จึงตอกกลับ

“เพราะอะไรรู้ไหม เพราะพวกคุณยังไม่เคยได้ลองกินแกงกิมจิไง”

“แกงกิมจิ?”

“ใช่ จำไม่ได้เหรอ ก่อนหน้านี้ที่ฉันกลับเข้าบ้านน่ะ พอดีลูกสาวดันจองที่นั่งร้านฮันอุลสาขารองไว้ให้ แกลากฉันไปกินด้วยกัน เป็นตอนนั้นนั่นแหละที่รสชาติแกงกิมจิดึงสติฉันไว้ รู้ตัวเลยว่าจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้… พวกคุณก็เหมือนกัน ถ้าได้กิน ต้องเปลี่ยนความคิดแน่”

ทุกคนก้มลงมองอดีตซุปเนื้อเผ็ดในถ้วยที่ว่างเปล่าอย่างพร้อมเพรียงโนเวลกูดอทคอม

“จะบอกว่ามันอร่อยกว่านี้อีกเหรอ”

ทุกคนจมลงสู่ความคิดตัวเอง

“ลองเข้าไปดูในเน็ตก็ได้ว่าคนเขาให้คะแนนแกงกิมจิกันไว้ขนาดไหน ถ้าถามว่าอะไรอร่อยที่สุดในร้านฮันอุล ยังไงต้องมีแกงกิมจิติดโผแน่ๆ เอาเป็นว่า ไม่ลองด้วยตัวเองไม่มีทางรู้ ฉันนี่ประทับใจมากจนถึงกับน้ำตาไหล”

ประสบการณ์แบบนั้น ใช่ว่าจะได้พบกันบ่อยๆ ชาวจรจัดแบ่งฝ่ายโต้เถียงกันจริงจัง บางคนยังคงสงสัย

“ฮันอุลสาขารองเปลี่ยนเป็นระบบจองแล้วไม่ใช่เหรอ”

“เห็นลูกสาวว่า เขาเปิดจองทุกไตรมาสนะ แค่อาจจะต้องแก่งแย่งกันหน่อย”

คนจรจัดแซ่อีที่ตลอดมาคอยฟังอยู่เงียบๆ ตาเป็นประกายวิบวับ

หลังรับประทานกันอิ่มหนำ ทุกคนก็ลุกจากที่นั่ง คนแซ่อีทำทีเป็นขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเดินไปยังจุดบอดของกล้องวงจรปิด ล้วงมือถือขึ้นมากดต่อสาย

“สหาย นี่ฉันเอง มีเรื่องขอร้องให้ช่วยหน่อย”

สำเนียงที่ไหลลื่นออกมาจากปากเขา ไม่เคยมีเหล่าเพื่อนจรจัดคนไหนได้ยินมาก่อน

มันคือภาษาเกาหลีเหนือ

***

“ขอบคุณทุกคนมาก แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้”

เมื่อนาทีก่อน แม่ของด็อกโฮขอตัวกลับบ้าน ตามด้วยกยองฮาที่โบกไม้โบกมือลา พนักงานที่รั้งอยู่ จัดการเก็บกวาดทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยก็หันมาถามซุนกุก

“เถ้าแก่ไปไหนต่ออีกเหรอครับน่ะ”

“อืม น่าจะไปหมักเหล้าล่ะมั้ง”

ซุนกุกเดาแม่นจริงๆ กยองฮาเลิกจากงานจิตอาสาก็ตรงไปยังโรงผลิตสุราทันที

เมื่อถึงที่หมาย กยองฮาจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดทะมัดทะแมงสำหรับทำงาน แต่จู่ๆ ก็ดันนึกถึงประโยคของร่างประทับพระโพธิสัตว์ฮเยริมขึ้นมา

“ท่านว่าเรายุ่งเกินไป งั้นส่งข้อความหาสักหน่อยแล้วกัน ก่อนเริ่มงาน”

ถ้าเทียบกับคู่รักทั่วไป พวกเขาจัดว่ามีเวลาร่วมกันน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ หากแค่นาทีสองนาทีสั้นๆ ยังแบ่งเวลาให้กันไม่ได้ ตลอดทั้งวันอาจจะไม่ได้ติดต่อ ไม่ได้คุยกันเลยแม้แต่คำเดียว ซึ่งก็มีคู่รักไม่น้อยที่เข้าข่ายดังกล่าว

[เราสองคนไม่ได้เห็นหน้ากันมาสามวันแล้วนะ]

ไม่มีข้อความตอบกลับทันทีในตอนนี้ กยองฮาตัดสินใจรออย่างค่อยเป็นค่อยไป ในเมื่องานยุ่งทั้งคู่ จะให้ทำอย่างไรได้

เมื่อหันมาจดจ่อกับการทำงาน เหล้าที่รับมาจากโรงผลิตสุราโครยอดูจะลดปริมาณลงฮวบฮาบทีเดียว

“อ่า พอไม่ต้องเสียเวลาทำเหล้าต้มกลั่นเองนี่ หมักเพิ่มได้อีกเพียบเลยแฮะ”

ทว่า ต่อให้เป็นเช่นนี้ ความต้องการในตลาดก็ยังมีมากว่าชนิดเทียบกันไม่ติดอยู่ดี! นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาส่งสินค้าสู่ตลาดประเทศจีนในปริมาณมากไม่ได้ เวลาผ่านไป ย่างเข้าช่วงโพล้เพล้ จนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำ กยองฮาจึงออกจากโรงผลิตสุรา

“สักกลางอาทิตย์หน้า คงต้องเอาเหล้าต้มกลั่นมาไว้ที่นี่มากกว่านี้ซะแล้ว”

ขณะที่กำลังจะมุ่งตรงกลับบ้าน มือถือก็ส่งสัญญาณว่ามีข้อความเข้า

“จีฮยอนรึเปล่าน้า” กยองฮาหยิบมือถือขึ้นมา มุมปากกระตุกโค้งบางๆ

ปรากฏว่า เจ้าของข้อความไม่ใช่จีฮยอน แต่เป็นซุนกุก

[พี่ โฮมเพจมีปัญหาอีกแล้วครับ]

กยองฮากดโทรศัพท์ต่อสายหาซุนกุกโดยแทบไม่ต้องคิด

“มีปัญหาตรงไหน เรื่องเป็นยังไง”

[หน้าเพจเข้าไม่ได้ครับ พี่ลองใช้มือถือเข้าดูสิครับ]

กยองฮารีบกดเข้าโฮมเพจทั้งๆ ที่ยังไม่วางสาย และเป็นอย่างที่ซุนกุกว่าจริงๆ เปิดไม่ติด ไม่มีอะไรขึ้นมาเลย

“อ้าว ทำไมเป็นแบบนี้”

[ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน กำลังให้แดเนียลเสิร์ชหาคำตอบอยู่ครับ เรื่องเซิร์ฟเวอร์ล่มคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ที่เข้าข่ายคือ อาจจะโดนแฮ็กครับ]

ปัญหาเซิร์ฟเวอร์และปัญหาแฮ็กกิ้งนั้นเป็นคนละเรื่องกัน กยองฮาเองก็พอรู้เรื่องพื้นฐานเหล่านี้

“เข้าใจล่ะ เดี๋ยวพี่โทรฯ กลับ”

[ครับ]

วางสายจากซุนกุกแล้ว กยองฮาก็โทรศัพท์หาจินโอ เนื่องด้วยจินโอเป็นคนสร้างโฮมเพจร้าน น่าจะรู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากกว่าเขา

“ฮัลโหล จินโอ”

[ครับท่านประธาน]

“โฮมเพจ…”

[อ่า ครับ เรื่องนั้นผมกำลังหาทางแก้อยู่ ดูทรงแล้ว เหมือนเป็นการแทรกแซงจากภายนอกครับ]

“แทรกแซงจากภายนอก?”

[การโจมตีทางไซเบอร์อย่างแฮ็กกิ้งไงครับ ขนาดผมยังตึงมือ คิดว่าน่าจะต้องขอความช่วยเหลือแล้วล่ะครับ]

ระหว่างสนทนาเหตุด่วนเหตุร้าย มือถือกยองฮาก็มีข้อความเข้าใหม่

[เฮียครับ ผมมินช่อลนะ โฮมเพจมีปัญหาใช่ไหมครับ]

[รู้ได้ไง]

[ก็คำว่า ‘โฮมเพจร้านฮันอุลเข้าไม่ได้’ ติดอันดับคำค้นหาน่ะครับ]

***

ความสัมพันธ์อันกว้างขวางและการรู้จักคนโน้นคนนี้ไปทั่ว นับว่ามีส่วนช่วยชีวิตเอาไว้ได้ไม่น้อย

ผู้ที่มินช่อลพามาด้วย คือ นักไอทีตัวฉกาจ สวมแว่นกรอบทอง นามว่า ชิมจีโฮ

“ถูกแฮ็กจริงๆ ด้วย อันดับแรก ผมจัดการกู้ให้กลับมาเป็นปกติแล้วครับ” เขาชี้ปัญหาตรงเป้าเป๊ะ

“ขอบคุณมากเลยครับ ไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี…”

ดูท่า ชิมจีโฮจะอยากโยนความดีความชอบให้มินช่อลเป็นฝ่ายรับไป

“ถ้าจะขอบคุณ คงต้องขอบคุณมินช่อลมากกว่านะครับ”

กยองฮาหันไปมองหน้ามินช่อล อีกฝ่ายรีบยกมือขึ้นโบกไปมา

“ไม่ต้องครับเฮีย ผมไม่ได้ทำอะไรเลย เฮียต่างหากที่เป็นฝ่ายช่วยชีวิตผมออกมาจากหลุมมรณะ”

ความดีความชอบเหนืออื่นใดเห็นจะเป็นการได้รู้จักกันนี่แหละ และการได้มีพันธมิตรดีๆ ก็ทำให้กยองฮากับร้านฮันอุลอยู่รอดปลอดภัยมาได้

“ว่าแต่ จะแฮ็กไปทำไมน่ะ แฮ็กแล้วได้ประโยชน์ก็ว่าไปอย่าง นี่ดูแล้วไม่น่าจะได้อะไรเลย”

จินโอที่ยืนอยู่ด้านหลังเปรย ชิมจีโฮเอียงคอ ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“เหตุผลลึกๆ ผมเองก็ไม่ทราบครับ”

มินช่อลจ้องกยองฮาเขม็ง แอบเดากล้าๆ กลัวๆ

“อาจจะทำเพื่อให้ได้มากินข้าวที่ร้าน…ล่ะมั้งครับ?”

ชิมจีโฮถามสวนทันควัน

“เฮ้ย มันต้องทำกันถึงขนาดนั้นเลยเรอะ”

Facebook Twitter Telegram Pinterest
Delicious by Touch สูตรลับ ฉบับสัมผัส (จบ)
Score 9.5
สถานะนิยาย: Completed ประเภท: , ผู้แต่ง:
‘โกกยองฮา’ หนุ่มพนักงานพาร์ทไทม์ร้านอาหารตามสั่งผู้มีชีวิตแสนธรรมดา จู่ๆ วันหนึ่งก็พบกับเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมือไปสัมผัสกับถ้วยแกง… เขามองเห็นข้อความที่ลอยอยู่กลางอากาศ และข้อความที่ว่า คือคำอธิบายสูตรอาหาร! ทันทีที่ก้าวเท้าสู่เส้นทางการทำอาหาร ชีวิตเขาก็ไม่ธรรมดาอีกต่อไป!.. (อ่านเพิ่มเติม »)

Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Options (ตั้งค่าการอ่านนิยาย)

not work with dark mode
Reset