“ครับท่าน”
มานซูร์ชักไม่พอใจ
“ไม่สิ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงควรต้องบอกฉันแล้วว่า อยากได้สาขาเพิ่ม จะเอากี่สาขาฉันก็ให้ได้ทั้งนั้น”
เขาเป็นอภิมหาเศรษฐีครอบครองบ่อน้ำมัน แล้วยังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ด้วย ตึกรามบ้านช่องทั่วโลกที่เป็นชื่อเขา มีแค่สองสามแห่งหรืออย่างไร
“ตามที่ได้ยินมา ดูเหมือนคุณหนูทายาทตระกูลฮิลตันจะเป็นฝ่ายยื่นขอเสนอก่อนครับ”
“ด้วยวิธีไหน?”
“คุณหนูไปรับประทานอาหารที่ฮันอุลเรสเตอรองในเกาหลีครับ”
เรื่องหลังจากนั้น ไม่จำเป็นต้องเล่ามานซูร์ก็เดาได้เกือบทั้งหมด
“เสนอเงื่อนไขอะไรบ้าง”
“ที่เป็นรูปธรรมหน่อยคือ ต้องไปเยือนสาขาฮิลตันด้วยตัวเองอย่างน้อยหนึ่งหรือสองครั้งต่อปีครับ”
“ไปเยือนรึ?” มานซูร์ตาโต
“ครับ เชื่อว่าคงบรรลุข้อตกลงส่วนตัวกันเรียบร้อยระหว่างสองฝ่ายครับ”
“เช่น?”
“อาจจะลดค่าเช่าสถานที่ให้ หรือยื่นหมูยื่นแมวกันก็เป็นได้นะครับ”
ข้อเสนอว่าด้วยการมาเยือน ช่างเป็นอะไรที่เย้ายวนใจเหลือเกิน หากเป็นเช่นนั้นได้จริง มานซูร์ก็ใจป้ำถึงขนาดสามารถให้เปิดสาขาได้ฟรีๆ ไม่เก็บค่าเช้าแม้แต่แดงเดียว
คล้ายจะยืนยันว่าตนไม่ได้โกหก เขาเปรยกับผู้ติดตามทันที
“เร็วๆ นี้คงต้องไปเกาหลีสักรอบแล้วล่ะ”
***
เมื่อมีเวลาว่าง ฮเยจีมักสอนหนังสือให้ยุนซึลเสมอ
“ยุนซึล ดูซิ เจ้านี่เรียกว่าตัวอะไรเอ่ย”
“กระต่าย”
“ไม่สิ เอาภาษาอังกฤษ”
“แรบบิท”
“ถูกต้อง แล้วตัวนี้ล่ะ”
ภาพถัดจากกระต่าย คือ ช้าง
“เอลละเฟินท์”
ซุนกุกที่แอบฟังอยู่เงียบๆ กล่าวกับกยองฮา
“ยุนซึลออกเสียงกระดกลิ้นเก่งไม่เบานะครับเนี่ย”
“จริงด้วย”
สมควรเป็นเช่นนั้นอยู่หรอก ก็ยุนซึลเรียนรู้จากฮเยจีที่สามารถออกเสียงสำเนียงได้ราวกับเป็นภาษาแม่ ตอนนี้ไม่รู้ว่าเรียนมาครู่ใหญ่จนนักเรียนเหนื่อยแล้วหรืออย่างไร ยุนซึลเริ่มงอแง
“เราจะไปหาปุ๊กกุกันตอนไหน”
“อ่านถึงนี่แล้วไปกัน เหลือไม่กี่ตัวเอง อดทนฮึดสู้ โอเค้?” ฮเยจีทั้งปลอบทั้งงอนง้อ
ยุนซึลไม่ดื้อดึง พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ครั้นชั่วโมงเรียนคำศัพท์พื้นฐานจบแล้ว มินซูก็เข้ามารับไม้ต่อ
“ไปหาปุ๊กกุกัน”
“อื้อ”
ยุนซึลเดินตามมินซูไป ก่อนจะหันขวับมามองด้านหลัง หนูน้อยหยุดสายตาไว้ที่กยองฮา กำลังจะอ้าปากชวนพี่ชายใหญ่ให้ไปด้วยกัน จู่ๆ พี่ชายใหญ่ก็เอ่ยขอตัวกับแม่ของด็อกโฮตัดหน้าเสียก่อน
“ผมไปข้างนอกแป๊บเดียว เดี๋ยวมานะครับ”
***
เวลาเดียวกันนั้น กยองฮากำลังเดินสำรวจตึกซึ่งโอนกิจการมาเป็นของเขาพร้อมอันอิลเท
“ห้องเรียนกับห้องปฏิบัติแยกกันสินะครับ”
“ใช่”
พื้นที่กว้างขวางเพียงพอให้ทำเช่นนั้น ห้องเรียนและห้องปฏิบัติฝึกมือยังแยกต่างหากออกเป็นฝั่งอาหารเกาหลี และฝั่งอาหารฝรั่งอีก ทั้งยังมีส่วนกลางสำหรับพักผ่อนหย่อนใจด้วย มีกระทั่งสำนักงานสาขา รวมอยู่ในตึกเดียวกันหมด
“สำนักงานแฟรนไชส์ของร้านตามสั่งก็แยกกับของเรสเตอรองแฮะ”
สำนักงานทุกส่วนสะอาดสะอ้าน ลึกเข้าไปด้านในมีห้องประชุมพร้อมห้องอเนกประสงค์ให้ใช้สอยอีก
“เหมือนบริษัทจริงๆ เลยนะครับ”
“ก็บริษัทจริงๆ น่ะสิ ของปลอมรึไง”
แต่ละวัน อันอิลเทไปๆ กลับๆ ระหว่างร้านและตึกนี้หลายต่อหลายรอบ เขาทุ่มความตั้งใจอย่างมากในโครงการนี้
“งานตกแต่งภายในใช้ได้ไหม”
จุดที่อันอิลเทใส่ใจที่สุดคือการตกแต่งภายในนี่แหละ เพื่อไม่ให้คนเดินผ่านไปผ่านมารู้สึกถึงความแข็งกระด้างน่าเบื่อ จึงให้จัดวางม้านั่งแบบไร้พนักสีสันสดใสไว้ ตรงโน้นตรงนี้แต่งแซมด้วยกระถางดอกไม้งดงาม พรมปูพื้นก็ถูกออกแบบเป็นแนวสลับฟันปลาซิกแซกคล้ายสายรุ้งพาดผ่าน พวกโคมไฟก็ดูดีมีสไตล์น่าประทับใจไม่น้อย กระทั่งโต๊ะยังมีโลโก้ฮันอุล สีสวยสลักไว้ด้วย ทว่า กยองฮาดันมองผ่านเลยไป ไม่ทันได้ตั้งใจ
“สวยหรูดูดีมากครับ เห็นแล้วแอบคิดว่า ย้ายมาอยู่ที่นี่ยังได้เลยครับ”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ” มุมปากอันอิลเทโค้งขึ้นสูงแทบแขวนกับใบหู
“ครับ”
เวลาแบบนี้ คนเราต้องรู้จักแสดงความคิดเห็นให้ถูกทาง อันอิลเทใจฟู ปั้นท่าองอาจ
“ค่อยยังชั่วที่ถูกใจ ฉันช่วยกันออกไอเดียกับพวกอินทีเรียตกแต่งภายในน่ะนะ”
“ส่วนผมไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเลยครับ” กยองฮาว่าตัวเอง
อันอิลเทโวยวายทันที
“มีทั้งหมดนี้ได้ก็เพราะเธอไม่ใช่หรือไง”
กยองฮาหัวเราะแทนคำตอบ อันอิลเทกล่าวต่อ
“นั่นก็เรื่องหนึ่ง ว่าแต่ วางแผนจะไป ‘เมกาเมื่อไหร่”
“คิดว่าคงเร็วๆ นี้แหละครับ”
***
สตรีสี่นางกำลังเดินเฉิดฉายกลางห้างสรรพสินค้า ด้วยโดนตกเพราะอีเวนท์ลดกระหน่ำเซลล์กระจาย
“มาทีไร รู้สึกแปลกใหม่ทุกที”
“มาทีไร หรูหราน่าชมตลอดเลยด้วย”
แม่ของอึนช่อลและแม่ของกยองจินแข่งกันอุทาน แม่ของจูยองก็เป็นไปกับเขาด้วย
“ถึงได้พูดกันไงคะว่าห้างสรรพสินค้าเปรียบเสมือนห้วงแห่งความฝันของผู้หญิง”
มีเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับคนอื่น อียองซุกนั่นเอง
“ชวนให้สุรุ่ยสุร่าย อยากใช้เงินซะมากกว่า…”
สามคนที่เหลือสะดุ้ง แต่กลับไม่มีใครเอ่ยแย้ง
‘นี่ถ้าไม่ได้อาหารฝีมือกยองฮาปิดปากไว้ล่ะก็…’
ทุกคนทิ้งความขุ่นเคืองไว้เบื้องหลัง เหล่าแม่บ้านหันไปให้ความสนใจเคาน์เตอร์เครื่องสำอางในชั้นหนึ่งทันที ทางหนึ่งก็พยายามหักห้ามสายตาไม่ให้มองไปทางร้านแบรนด์เนม
“ฝั่งนั้นอย่าได้เผลอมองเชียวนะ”
อันความปรารถนาของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุดอยู่แล้ว สินค้าใหม่ๆ ออกมาเปิดตัว จะไม่ให้รู้สึกสนใจได้อย่างไร
“เอาน่า พวกเราก็มีกันคนละชิ้นอยู่แล้วนี่ ถึงจะเก่าไปหน่อยก็เถอะ…”
ตรงกันข้าม อียองซุกกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
‘ดีแต่แพง มีแล้วไง ใครมารู้มาเห็นด้วยเหรอ’
แม่ของอึนช่อลกับแม่ของกยองจินรู้นิสัยอียองซุกดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จึงไม่กล้าปริปากเอ่ยถึง ทว่า แม่ของจูยองกลับไม่รู้
“พี่ยองซุกไม่ชอบของแบรนด์เนมเหรอคะ”
“ไม่ต้องไปถามหรอก คุณเธอมองเป็นก้อนหินหมดนั่นล่ะ” แม่ของอึนช่อลตอบ
คุยกระหนุงกระหนิงกันไปเรื่อยเปื่อย แม่บ้านทั้งสี่ก็พาตัวเองไปขึ้นบันไดเลื่อน
“อุ๊ยตาย ดูชุดนั้นสิคะ พลิ้วอะไรขนาดนั้น”
“จริงด้วย ร้านนั้นน่ะสวรรค์ของชุดสวยๆ งามๆ เลยนะ”
“อ๊าย ตาลายไปหมดแล้ว”
สิบนาทีแรกคือน้ำจิ้ม สามสิบนาทีก็แล้ว สี่สิบนาทีก็แล้ว ยังไม่มีใครคิดจะไปชั้นอื่น อียองซุกมองพวกคุณนายที่เอาแต่ใช้เวลาชมโน่นชมนี่อย่างไร้สติอยู่ชั้นล่าง ก่อนจะพูดจิกขึ้นมาตรงๆ
“ร้านที่ลดราคามันอยู่ชั้นสิบเอ็ดไม่ใช่เหรอ ทำอะไรกันอยู่ชั้นล่างนี่ตั้งนาน”
“ก็ดูของไปเรื่อยๆ ไง ดูของสวยๆ งามๆ เราไม่ได้มาบ่อยๆ ซะหน่อย”
แม่บ้านสามนางเดินร่อนโฉบไปทางนั้นทีทางนี้ที วุ่นวายไปหมด อียองซุกเริ่มเหนื่อย
‘เฮ้อ ไม่น่าตามมาเลย’
ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ หรือของกระจุกกระจิก ไม่เห็นมีอะไรเข้าตาสักอย่าง สามชั่วโมงผ่านไป อียองซุกชักหิวขึ้นมาเสียแล้ว
จู่ๆ ประตูลิฟท์ด้านหลังก็เปิดออก คนมากมายกรูกันออกมาด้านนอก
“ขอทางหน่อยครับ” เหล่าบุรุษในชุดสูทเข้าจัดการพื้นที่
เหตุการณ์กะทันหันเกินไป อียองซุกพยายามหลบให้ แต่ขาเธอดันอ่อนแรง นึกจะยวบก็ยวบเสียดื้อๆ จังหวะที่กำลังจะล้มก้นจ้ำเบ้าอย่างไม่น่าดูนั้นเอง กลับมีมือขาวสะอาดยื่นมาฉุดเอาไว้
“เป็นอะไรไหมคะ” น้ำเสียงอ่อนโยน หากแต่มีความสงบนิ่งแฝงอยู่
“อ้อ ไม่เป็นไร ขอบคุณนะคะ” อียองซุกตอบพลางเงยหน้ามองเจ้าของมือ
จากนั้นก็ตาโตด้วยความอึ้ง
‘เอ๊ะ เด็กสาวคนนี้?’
เจ้าของผมนุ่มสลวย ผิวขาวผ่อง ดวงตาสดใสระยับ จมูกโด่งสวย และริมฝีปากจิ้มลิ้มน่ารัก คือนักร้องที่ปรากฏตัวอยู่บ่อยๆ ตามรายการบันเทิงและวาไรตี้ ขณะนี้ก็ยังโด่งดังเป็นที่นิยมไม่น้อย จีฮยอนนั่นเอง ต้องขอบคุณโฆษณาหลายชิ้นที่ทำให้ผู้ไม่สนใจดาราไอดอลใดๆ อย่างอียองซุกยังอุตส่าห์รู้จักและจำเธอได้ เหนือสิ่งอื่นใด จีฮยอนคนนี้ยังเป็นไอดอลสาวที่ถ่ายโฆษณาข้าวกล่องกับกยองฮาอยู่ช่วงหนึ่งด้วยไม่ใช่หรือ นั่นคือเหตุผลที่อียองซุกสนใจเธอมากกว่าคนอื่น ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
บอดีการ์ดทั้งหลายส่งสายตามาทางนี้แล้ว ทว่า จีฮยอนไม่ใส่ใจ ก้มศีรษะตัวเองพลางยกแขนอียองซุกพาดไหล่เธอไว้
“ถ้าไม่รังเกียจ ให้หนูช่วยพยุงนะคะ”
“มะ ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ค่ะ…”
เธอเป็นท็อปสตาร์ คงเพราะอย่างนี้ เสียงชัตเตอร์จากทั่วทิศจึงดังแชะๆ ไม่หยุด ทุกคนโดยรอบยกมือถือขึ้นมากดถ่ายรูป ในกลุ่มเกาหลีมุงอันเนืองแน่นนี้ มีนักข่าวรวมอยู่ด้วย
‘ไม่น่าจะตั้งใจสร้างภาพนะ เอาเป็นว่าถ่ายๆ เก็บไว้ก่อนละกัน’
***
ร้านฮันอุลสาขารองเปล่งรัศมีเรืองๆ
ทว่า รัศมีเรืองๆ กลับไม่อาจเรียกความสนใจจากลูกค้าที่รับประทานอาหารกันอยู่ให้หันไปมองความเรืองรองนั้นได้
“หนังเรื่องใหม่ของผมกำลังจะเข้าฉายครับ เรื่องล้างแค้น ต้องมาให้ได้นะครับ”
บัตรชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์สองใบวางอยู่บนมือกยองฮา ความเท่บวกกับดวงตาเป็นประกายพราวระยับของจางอูซองทำให้กยองฮาอดตอบรับไม่ได้
“จะ…จะพยายามไปให้ได้ครับ”
“สัญญาแล้วนะครับ”
“ครับผม”
วันนี้จางอูซองพาอีจองเจเพื่อนซี้มาด้วย ฝ่ายหลังขยิบตาข้างหนึ่งให้กยองฮาอย่างแสนซน
“ขยิบตาทำไม” จางอูซองถาม
“ก็อยากสนิทสนมกับเขาบ้างนี่ครับ”
“ไปขยิบตาแบบนั้น เดี๋ยวคนก็เข้าใจผิดกันหมดหรอกครับ”
“โถ่ กังวลอะไรไม่เข้าท่าเลยนะครับ ผู้ชายทำท่าตีสนิทกัน จะขยิบตาให้กันบ้างก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”
ในหมู่ดาราด้วยกัน เป็นที่รู้กันดีว่าทั้งคู่สนิทกันขนาดไหน เช่นเดียวกับความแปลก เพราะแม้อายุอานามจะห่างกันเพียงปีเดียว สองคนยังใช้คำพูดสุภาพครับๆ คุยกันอยู่เลย ไม่รู้จางอูซองเกรงใจที่ตนมาก่อกวนอยู่หน้าครัวหรืออย่างไร เขาคว้าข้อมืออีจองเจ ก่อนจะลากให้ตามมา
“เลิกวุ่นวายแล้วไปกันเถอะ กวนเชฟทำงานเปล่าๆ”
ขนาดอีจองเจเป็นฝ่ายถูกฉุดกระชากลากให้เดิน ก็ยังไม่วายทำตัวทะเล้น
“คุณกยองฮา ห้ามลืมผมนะครับ คราวหน้าผมมาอีกแน่ๆ”
เหตุการณ์น่าขันเสียจนพนักงานในครัวพากันหัวเราะคิกคัก ยกเว้นอยู่หนึ่งคน นั่นคือแม่ของด็อกโฮ
“วันนี้ก็อดได้ลายเซ็นอีกแล้ว”
“อ้าว ทำไมไม่ขอล่ะครับ” มยองฮุนถาม
แม่ของด็อกโฮเล่าเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง
“เวลาเห็นคุณอูซองทีไร สติฉันบินหายไปหมดทุกที… ลืมตัว เหม่อตลอดเลย เฮ้อ ป้าทำตัวไม่เหมาะสมรึเปล่านะ ไม่สิ คุณอูซองก็อายุไม่น้อย สามสิบค่อนมาทางปลายๆ แล้วด้วย เรากำลังแก่ไปพร้อมๆ กันนี่เนอะ”
อายุแม้จะห่างกันไม่เท่าไหร่ ทว่า รูปลักษณ์ภายนอกนั้นห่างกันมากอยู่ อีกฝ่ายดูหนุ่มแน่นอย่างไม่น่าให้อภัย แม่ของด็อกโฮคิดถึงตรงนั้นก็หยุด หันมา ‘คุยจ้อเบรคแตก’ ต่อ
“เถ้าแก่คะ ฉันควรไปสถาบันดูแลผิวพรรณรึเปล่า เทียบอายุแล้วฉันดูแก๊แก่ ใช่ไหมคะ หมู่นี้สาวแก่เริ่มหันมาดูแลร่างกายกันเยอะแล้วนะ ฉันจะดูแย่ในสายตาคนอื่นไหมคะแบบนี้”
“ไม่เห็นจะดูแย่ตรงไหนนี่ครับ”
“ใช่ไหมคะ ดีไม่ดีอาจจะอิจฉาก็ได้ที่รู้จักดูแลผิวพรรณตัวเอง เนอะ”
มยองฮุนที่ฟังนิ่งๆ อยู่ข้างๆ เหลือบตามองบนทุกครั้งที่เจอบทสนทนาทำนองนี้
‘นั่นไง หัวหน้าสรุปรวบตึงเอาเองอีกละ’
กยองฮาไม่มีเวลาใส่ใจความกังวัลของแม่ของด็อกโฮ ด้วยความที่ในหัวและในใจวนเวียนอยู่แต่กับคนเดียว
‘แต่จีฮยอนต้องว่างตรงกันด้วยนี่สิ…’
แวบแรกที่เห็นว่าเป็นบัตรสองใบ คนที่จะต้องไปกับเขาก็ถูกกำหนดไว้แล้วเรียบร้อย
จังหวะนั้น ออเดอร์ใหม่ก็เข้ามาที่ครัวพอดี เป็นข้าวผัดกิมจิกับแกงกิมจิทูน่า กยองฮาหยิบกุ้งออกมาจากตู้เย็น มยองฮุนเห็นเข้าก็สงสัย
“เฮียครับ เอากุ้งออกมาทำไมครับ”
แน่นอนว่ากยองฮาไม่ได้ตั้งใจ บังเอิญว่าเขาคิดถึงจีฮยอนมากไปหน่อย หยิบอะไรออกมาก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“เอ่อ…นี่เหรอ กะจะทำกุ้งทอดเป็นของเคี้ยวเล่นดูน่ะ”
กยองฮาตอบทั้งหน้าแดงๆ พยายามหาข้ออ้าง
***
อียองซุกกลับมาจากห้างสรรพสินค้าแล้ว แต่ใจยังกังวล ไม่รู้ควรเล่าให้กยองฮาฟังไหมว่าเธอเจอจีฮยอน
หรือควรหยุดมันไว้แค่ความคิดดี?
“เรื่องให้ใส่ใจก็เยอะจะตายอยู่แล้ว ไม่ต้องโทรฯ ไปด้วยเรื่องแค่นี้หรอก แต่ก็นะ แหม เรียบร้อยอ่อนหวานอะไรขนาดนั้น…”
เมื่อนึกภาพเด็กสาวที่ชื่อจีฮยอน เธอก็ยิ้มจนหุบไม่ลง ปกติใครก็ตามที่เป็นดาราโด่งดังระดับนั้น มักกลายเป็นคนหยิ่ง บางทียิ่งทำตัวสูงส่งเข้าไปใหญ่ แต่หนูจีฮยอนนั่นเหมือนจะตรงกันข้าม ไหนจะใจดี ไหนจะสวยน่ารัก คุณแม่กยองฮาจึงเกิดอาการวู่วามอยากได้ลูกสะใภ้ และคงไม่ใช่เธอคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ เหล่าแม่บ้านที่วิ่งตามมาทีหลังยังถึงกับนิ่งอึ้ง ชมไม่หยุดปากเลยไม่ใช่หรือไร
ใบหน้าว่าสวยแล้ว หัวใจก็ยังอ่อนโยนด้วย
การเดินห้างสรรพสินค้าวันนี้สร้างความเหนื่อยล้าแก่อียองซุกเป็นอย่างยิ่ง เธอฝืนไม่ไหว จึงหลับไปบนโซฟาทั้งอย่างนั้น
ท่องเที่ยวอยู่ในแดนแห่งความฝันเพลินๆ
อยู่ดีๆ ก็มีเสียงออดหน้าบ้านดังแทรกขึ้นมา เธองัวเงียไปที่อินเตอร์โฟน หน้าแม่ของกยองจินโชว์อยู่บนจอ
“มีอะไร”
[เปิดประตูก่อนสิ]
ครั้นอียองซุกเปิดประตูให้ แม่ของกยองจินก็เข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยท่าทางระริกระรี้ นั่งลงตรงหน้าคอมพิวเตอร์
“นี่ จะมาเล่นไพ่อีกแล้วเหรอยะ คอมฯ ลูกชายยังไม่ได้เอาไปซ่อมหรือไง”
“ซ่อมแล้ว”
“อ้าว งั้นจะทำอะไร”
แม่ของกยองจินค้นบางอย่างในอินเทอร์เน็ตจนเจอ ก่อนหันมาตอบ
“จะให้ดูนี่ มีเธออยู่ในนั้นด้วยนะ”
ตามที่แม่ของกยองจินพูดเลย ภาพจีฮยอนกำลังพยุงอียองซุกอยู่ โชว์หราบนหน้าเว็บสำนักข่าว
“เรื่องวันนี้นี่”
“เพราะงี้ถึงได้น่าตกใจ อินเทอร์เน็ตนี่เร็วจริงๆ”
อียองซุกเดินวุ่นหากระเป๋าถือของตัวเอง
***
กร้วม
“ไอ้นี่…ไม่ ยังไม่ใช่” มยองฮุนส่ายหน้า
ขณะนี้คือช่วงใกล้ปิดร้าน
‘ถ้าทำกุ้งชุบแป้งทอดได้อย่างของเฮียเมื่อกี้ ชนะฮเยจีได้แบบขาดลอยแน่ๆ แต่แป้งด้านนอกทำยังไงให้มันเป็นเนื้อเดียวกัน แถมไอ้ความกรอบนั่น เสกขึ้นมาด้วยวิธีไหนหว่า’
อาศัยเพียงความกรอบแบบที่เขาได้ตอนนี้ บอกเลยว่าไม่มีทาง มยองฮุนกำลังเตรียมการเผชิญหน้ากับฮเยจีในการแข่งครั้งต่อไปอยู่นั่นเอง
“ทำอะไรอยู่” เสียงกยองฮาถามขึ้น
มยองฮุนตกใจตัวกระตุก รีบหันหลังกลับ
“มะ มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” เขาย้อนถาม
“เพิ่งมาเมื่อกี้ หืม?”
ก่อนจะขึ้นมาที่เรสเตอรอง กยองฮาคว้ามือถือหย่อนใส่กระเป๋ามาด้วย และตอนนี้มันกำลังสั่น กยองฮาเดินออกไปที่ห้องอาหาร เปิดหน้าจอขึ้นมาดู ก็เห็นว่าแม่เขาส่งรูปมาให้
‘เอ๊ะ จีฮยอนนี่นา’
ความสงสัยกำลังก่อตัวอยู่ในสมองกยองฮา แต่แล้วอียองซุกก็ส่งข้อความมาสมทบ
[คนในรูปที่ถูกเซ็นเซอร์หน้าไว้คือแม่เอง]