[ไชโย! ฮันอุลสาขารองขึ้นครองมิชลินสามดาว!]
[จริงเหรอคะ ฮันอุลสาขารองได้มิชลินสามดาวจริงๆ เหรอออ ดาวสามดวงนี่ระดับสูงสุดเลยนี่คะ]
ไม่ต้องกล่าวถึงข้อความในโลกโซเชียล ขนาดพาดหัวข่าวในอินเทอร์เน็ตยังหลั่งไหลออกมาราวกับน้ำรั่ว
[ร้านอุลสาขารอง ร้านตามสั่งแห่งแรกที่ได้มิชลินสตาร์สามดาว]
– (หนังสือพิมพ์) จุงวอนอิลโบ
[เปิดศักราชใหม่แห่งร้านตามสั่ง ฮันอุลสาขารองติดอันดับมิชลิน]
– (หนังสือพิมพ์) โชกุกชินมุน
[ประวัติศาสตร์อาหารเกาหลีต้องจารึก ร้านตามสั่งฮันอุลสาขารองกับดาวมิชลิน]
– (หนังสือพิมพ์) กยองฮุนอิลโบ
[ฮันอุลสาขารองกับมิชลินสตาร์สามดาว เหมาะสมแล้วหรือ?]
– (หนังสือพิมพ์) มันซอลอิลโบ
ในจำนวนทั้งหมด ผู้ชนะซึ่งได้จำนวนคนเข้าอ่านและจำนวนครั้งการคลิกสูงสุด คือ มันซอลอิลโบ ชนะด้วยการพาดหัวข่าวแรงๆ ดึงดูดความสนใจ เพียงคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นก็เหยียบหลักหมื่นแล้ว
tt10****: มองแค่พาดหัว เลยกะเข้ามาด่าซะหน่อย พออ่านดู มีแต่ชมอย่างเดียวนี่นา
– rabi****: โดนหลอกเหมือนกันครับ จึ๊กๆ
คนที่มาเขียนแสดงความคิดเห็นจริงๆ จังๆ ก็มีไม่น้อย
pig7****: ร้านตามสั่งมีสิทธิ์ได้ดาวมิชลินสามดวงเหรอคะ เขาไม่ได้พิจารณาด้านบรรยากาศร้าน กับปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไงคะ
– heur****: ผมเข้าใจว่า ต้องดูบรรยากาศร่วมกับการบริการด้วยครับ แต่เห็นว่าตัดสินจากรสชาติเป็นหลักนะ
– em11****: ตัดสินจากรสชาติถูกต้องแล้วครับ
nuri****: ใครได้ลองกินอาหารของเชฟพี่โกแล้ว คงรู้แหละว่ายังไงมิชลินสามดวงต้องมาแน่นอน
เชฟพี่โก เป็นสรรพนามที่ชาวเน็ตร่วมกันตั้งเอาไว้ใช้เรียกกยองฮา
ddr1****: เรานี่เครียดเลยค่ะ เคยได้ข่าวว่ามิชลินทำให้บางคนถึงกับฆ่าตัวตายมาแล้ว เห็นว่าเรื่องรักษาระดับดาวไว้ให้ได้ท่าจะยากไม่ใช่เล่น
– ruri****: แต่เราคิดอีกอย่างนะคะ เชฟพี่โกน่ะอินดี้จะตายไป
– et79****: ผมก็คิดเหมือนกันครับ ถ้าจะริบดาวคืนก็คงยืนหล่อๆ เชิญให้เอาคืนไปได้เลยแหงๆ
จะให้มาไล่อ่านความคิดเห็นจนหมดก็คงไม่ใช่เวลา แค่ตอนนี้ คอมเมนต์ก็เด้งขึ้นมาทีละหลายสิบอันแล้ว ที่จริงกยองฮามีแนวโน้มไปในทิศทางที่ชาวเน็ตคอมเมนต์สุดท้ายเขียนไว้ นั่นคือเขาไม่เอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้กับมิชลินแน่นอน ได้คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ อย่างไรเขาก็ทำร้านต่อไปอยู่ดี และกยองฮาที่เป็นเช่นนี้ ทำให้แดเนียลกับเดอชอว์นมองด้วยสายตาเลื่อมใสไปจนถึงขั้นไร้ที่สิ้นสุด ทั้งยังนับถือจากหัวใจ
‘นี่แหละ อาจารย์ตัวจริง!’
กยองฮาเลิกสนใจมือถือแล้ววางลง แต่ซุนกุกยังคงไล่ตามดูปฏิกิริยาของชาวเน็ตเหมือนหยุดไม่อยู่
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีร้านอาหารเกาหลีเฉพาะทางที่ไหนได้รางวัลมิชลินสตาร์สามดวงมาก่อนแม้แต่ร้านเดียว ล่าสุด ร้านในเกาหลีที่ได้มิชลินสามดวงทั้งสองแห่งจัดอยู่ในหมวดอาหารเกาหลีฟิวชั่น ดังนั้นจึงพอมีความเป็นไปได้ ซึ่งก็ทำให้ชาวเน็ตแห่กันวิพากษ์วิจารณ์จุดนี้กันอย่างแปลกใจระคนตกใจ
“เขาว่าจนถึงเดี๋ยวนี้ยังไม่เคยมีร้านอาหารเกาหลีที่ไหนได้มิชลินสามดวงมาก่อนเลยนะครับพี่”
“งั้นเหรอ”
“ครับ มีพี่คนเดียว” ซุนกุกเล่าเองก็ภูมิใจเสียเอง ภูมิใจมากๆ ด้วย
มิชลินสามดวงหาใช่อะไรโหลๆ อย่างชื่อน้องหมาบ้านไหน ทั่วทั้งโลกมีอยู่เพียงไม่เกินห้าสิบแห่งเท่านั้น แดเนียลอธิบาย
“มิชลินไกด์มีสองประเภท คือ เรดซีรีส์ (ปกแดง) กับกรีนซีรีส์ (ปกเขียว) จริงๆ แล้ว ในเกาหลีมีแค่กรีนไกด์ที่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังเป็นหลัก อาจมีพูดถึงร้านอาหารใกล้ๆ บ้างเล็กน้อย แต่ไม่ค่อยเกี่ยวกับการวิจารณ์อาหารเท่าไหร่ ต่อมาถึงได้เริ่มมีเรดไกด์ที่แนะนำเรสเตอรองกับร้านอาหาร เป็นไกด์บุ๊กสำหรับพกพาน่ะ”
“วุ่นวายเนอะ งั้นกรีนไกด์ก็คือหนังสือที่ทำขึ้นมาเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวใช่รึเปล่า”
แดเนียลพยักหน้า
“ใช่ เดิมทีมิชลินเป็นบริษัทยางรถยนต์ ด้วยความคิดที่จะให้คนใช้รถใช้ยางกันเยอะๆ เลยเริ่มต้นด้วยการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ควรค่าแก่การหมุนล้อไปเยี่ยมชม พร้อมแนะนำร้านอาหารอร่อยละแวกใกล้เคียงให้ด้วย ปรากฏว่าผลตอบรับออกมาดีมาก เลยดำเนินการต่อมาจนถึงเดี๋ยวนี้”
เป็นการอธิบายที่คนนอกวงการแบบซุนกุกยังเข้าใจได้ง่ายๆ
กยองฮาจมลงสู่ความคิดตัวเอง วันนั้นเขาตอบรับไปแบบมึนๆ ทว่าเอาเข้าจริง เขาไม่ได้ต้องการคำว่ามิชลินแปะหราหน้าร้านขนาดนั้น แทนที่จะเป็นข้อดีกลับเป็นข้อเสียมากกว่า ไม่ต้องได้มิชลินสตาร์ ลูกค้าก็ยืนรอกันจนรากแทบงอกแล้ว ต่อจากนี้คงยิ่งต้องรอนานเข้าไปใหญ่
‘จะให้เปลี่ยนมาเป็นระบบจองล่วงหน้าก็ไม่ได้ซะด้วย…’
คนประเภทจองล่วงหน้าทิ้งไว้แล้วไม่มาแสดงตัวหรือ ‘โนโชว์’ ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องระวัง เพราะมันทำให้ลูกค้าคนอื่นเสียโอกาส และร้านเองก็เสียหายเช่นกัน กยองฮาพยายามวางเรื่องน่าสับสนคิดไม่ตกทั้งหลายลง ก่อนตรงไปยังเตียงนอน
***
ณ สถานีอันกุก ทางออกที่สาม
เสียงจ้อกแจ้กจอแจตั้งแต่เช้าตรู่
“อะไรวะเนี่ย อยู่ๆ ทำไมมีแถว?”
ปกติไม่เคยเห็นคนเข้าแถวยาวเช่นนี้ ตรงจุดนี้ ซึ่งหัวแถวเริ่มต้นจากตัวสถานี เป็นใครก็ย่อมต้องเกิดความสงสัยเป็นธรรมดา สีหน้าสมาชิกในแถวก็ไม่ใช่ว่าจะยิ้มแย้มร่าเริงสักเท่าใด
“ต้องรอกี่ชั่วโมงคะแบบนี้”
“อย่างน้อยๆ ต้องมีสักสามชั่วโมงล่ะมั้งครับ”
เหตุเกิดจากผู้คนหลั่งไหลมายังฮันอุลสาขารองอย่างมืดฟ้ามัวดินยิ่งกว่าเมื่อก่อน บางคนก็แสดงออกว่าไม่พอใจ
“เป็นที่รู้จักแพร่หลายขึ้นก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะนี่ ดูท่าต้องบวกเวลารอเพิ่มไปอีกชั่วโมง…”
คนเยอะขนาดไหน สถานการณ์ต่อหน้าไม่ใช่แค่เหตุการณ์สมมติ มันกำลังเล่าเรื่องจริง
“อีหรอบนี้ไม่ใช่ว่าครั้งหน้าต้องพกเสื่อมาด้วยเหรอครับ อย่างกับแคมปิ้งรอซื้อของลิมิเต็ดอิดิชั่น”
คนพูดไม่ได้แค่สักแต่พูดเพื่อเรียกอารมณ์ขันแน่นอน ต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า ตอนนี้ร้านฮันอุลสาขารองยังไม่ได้ถูกบรรจุข้อมูลลงในหนังสือไกด์ ถ้าถูกประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตและข่าวต่างๆ จนคนหาเจอได้ง่ายขึ้น จะไม่ยิ่งเป็นการดึงคนมารวมกันมากกว่าเดิมหรือ บางคนมองจากระยะไกลแล้วก็บ่นอุบ
“เฮ้อ จะอร่อยขนาดไหน ถ้าจำเป็นต้องเข้าคิวยาวนานขนาดนั้น ยังจะมีแก่ใจอยากกินอีกรึไง”
“ยังไม่เคยไปสินะครับ?”
“ก็ยังน่ะสิ ฉันเกลียดการเข้าคิวที่สุด”
“ร้านนั้นทำอร่อยขนาดนั้นจริงๆ ครับ เอาเป็นว่าแค่ได้ชิม ไอ้ที่โกรธๆ อยู่จะลืมไปหมดเลยล่ะครับ”
ต้นแถวอันยาวแสนยาวนั้น ยืนไว้ด้วยซองช่อลตรงหน้าประตูร้าน ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศขานหมายเลข
“คิวที่สามร้อยยี่สิบแปดครับ! อยู่ไหมครับ”
ผ่านไปราวหน้าวินาทีเห็นจะได้
“ครับผม” ลูกค้าสองคนวิ่งออกมา
ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยส่งผลให้รอบข้างระดมยิงสายตาใส่ตูมตาม แถมพกด้วยการบริภาษด่าทอ
“อา เร็วหน่อยได้ไหม”
“เพราะมีคนเห็นแก่ตัวแบบนั้น เราเลยต้องรอนานกว่าเดิม น่าจะเลิกระบบบัตรคิวไปซะเลยนะ”
ทางด้านหลังก็เข้าร่วมวงด้วย
“ก็ว่าทำไมแถวมันไม่สั้นลงเลย หน่วงกว่าปกติอีก อ่อ มันมีสาเหตุที่เอง”
อันที่จริง สองคนนั้นนับว่าค่อนข้างเป็นสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อเทียบกับคนที่มาสายเกินสิบนาทีแล้วยังจะโวยวาย
“เดี๋ยวสิ ยังไม่ผ่านคิวเราไปเลย ทำไมรับลูกค้าด้านหลังแล้วล่ะครับ”
“ร้านเราตอนนี้ไม่สามารถปล่อยให้มีโต๊ะว่างนานๆ ได้ครับผม”
ลูกค้าที่อยู่ในแถวหมดความอดทน ชี้หน้าพร้อมตวาดขึ้นเสียง
“มีใครไม่เคยเป็นแบบนั้นบ้าง รับบัตรคิวแล้ว ตัวเองก็ต้องรับผิดชอบมาให้ตรงเวลาสิ คนที่ต่อแถวรอกันหัวโด่นี่เป็นหัวหลักหัวตอหรือไง หา”
“ก็ใครจะไปรู้ว่าแถวมันสั้นลงตอนไหนเล่า”
การทะเลาะเบาะแว้งชักบานปลาย กลิ่นทะแม่งๆ ว่าขืนปล่อยเอาไว้ต้องเข้าโรมรันพันตูกันแน่ ซองช่อลจึงรีบเข้าไปห้ามทัพโดยด่วน
“กรุณารักษากริยาด้วยครับ ลูกค้าทุกท่าน”
ที่จริงเหตุการณ์ทำนองนี้หาได้เกิดขึ้นเพียงครั้งสองครั้ง แต่ที่ทะเลาะกันด้วยอารมณ์รุนแรงเช่นครั้งนี้กลับเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้พบเห็นเท่าไหร่ น่าจะเป็นเพราะแถวยิ่งมายิ่งยาวกว่าเดิมนั่นแหล่ะ
เวลาผ่านไป เหตุการณ์คลี่คลายแล้ว ซอลช่อลตรงเข้าครัวเพื่อถามหากยองฮา
“เถ้าแก่ครับ”
“มีอะไรรึเปล่า”
“ผมว่า เราอาจจะต้องยกเลิกระบบเครื่องกดบัตรคิวครับ น่าจะดีกว่า เพราะเมื่อกี้มีลูกค้ามาสายกว่าคิวตัวเอง ทะเลาะกับลูกค้าอื่นซะใหญ่โต เกือบมีเรื่องชกต่อยกันแน่ะครับ”
กยองฮายังไม่อาจด่วนตัดสินใจได้ทันที
“รอกันตั้งกี่ชั่วโมง งั้นคนที่มีธุระด่วนให้ทำไงล่ะ”
“นั่นก็ปัญหาอีกแหละครับ”
ปัญหาเช่นนี้ ร้านอาหารโด่งดังมีชื่อเสียงทุกแห่งต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้งไม่ต่างกัน ไม่เพียงฮันอุลสาขารองที่เดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะมีทางออกอื่นโนiวลกูดอทคอม
กยองฮาต้องรอให้ถึงช่วงพักเบรก ตนถึงจะขึ้นไปยังเรสเตอรองได้
ที่เรสเตอรอง สายเรียกเข้าเพื่อขอจองที่นั่งดังไม่หยุดหย่อน
“…ครับ วันที่ยี่สิบหก บ่ายโมงสามสิบนาทีนะครับ ได้รับการจองเรียบร้อยแล้วครับ”
ครั้นพนักงานที่เคาน์เตอร์วางสาย กยองฮาก็ถามทันที
“มียอดจองเข้ามาเยอะเหรอครับ”
“ครับเถ้าแก่ ตอนนี้เต็มหมดแล้วครับ สมมติจองตอนนี้ ลูกค้าต้องรอไปอีกหนึ่งสัปดาห์ครับ”
“มีใครไม่พอใจตรงไหนไหม”
“ก็มีบ้างที่เหวี่ยงครับ แต่ไม่ได้ใช้คำพูดรุนแรงอะไร”
ขณะนี้ หน้าประตูเรสเตอรองมีกลุ่มลูกค้ายืนออกันอยู่ พนักงานฝั่งห้องอาหารปรี่เข้าไปต้อนรับอย่างสุภาพ
“ขออภัยด้วยครับคุณลูกค้า ตอนนี้ที่เราเต็มหมดแล้วครับ”
“ต้องรออีกนานไหมคะ”
“วันนี้คงไม่ได้ครับ ยอดสำรองที่นั่งเต็มแล้วเช่นกันครับ”
“งั้นถ้าขอจองที่วันนี้ สามารถมาวันไหนได้บ้างคะ”
“รบกวนมาอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลังนะครับคุณลูกค้า”
ลูกค้าทั้งหลายหันหลังกลับ พร้อมสีหน้าเศร้าสร้อย
“ที่นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้กินง่ายๆ เหมือนกันแฮะ”
“ก็ฉันเคยบอกแล้วไงว่า ให้โทรฯ มาถามก่อน”
เวลาว่างที่ไม่เคยได้สัมผัสขณะอยู่ในสาขารอง กลับได้มาสัมผัสในเรสเตอรองแทน ค่อยได้หายใจหายคอหน่อย โต๊ะที่ว่าง เพียงนำป้ายจองไปวางแหมะไว้ก็เป็นอันว่าเรียบร้อย เป็นวิธีที่ค่อนข้างใช้ได้ หากแต่ไม่เหมาะกับร้านอาหารตามสั่งที่อัตราการนั่ง ลุก เก็บโต๊ะต้องดำเนินอย่างรีบเร่ง ถ้าขึ้นราคาอาหารสักหน่อยอาจจะมีผลก็ได้ใครจะรู้ กยองฮาได้แต่คิดหนักยิ่งกว่าเดิม
***
พนักงานร้านเครื่องเคียงต่างก็เป็นกำลังใจให้กันและกันอย่างดี
แม่ของจองอูจกถั่วเคี่ยวแห้งส่งเข้าปาก พลางคุยเจ๊าะแจ๊ะ
“ฉันบอกแล้วไง มองปุ๊บก็รู้ปั๊บเลยว่า เถ้าแก่พวกเรานะต่อไปต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่”
“มิชลินอะไรนั่นสุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอ”
แม่ของจองอูพร่ำพรรณนาถึงความยิ่งใหญ่แห่งวงการมิชลินมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว แม่ของฮียอนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้จึงได้แต่ทำหน้าอึ้งทึ่งปนตกใจมือทาบอก แม้เธอจะเป็นแฟนรายการตัวยงของท็อปเชฟ และทางรายการก็เคยกล่าวถึงมิชลินอยู่บ้างพอเป็นพิธี ทว่า แม่ของฮียอนฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา ดูทรงแล้ว อะไรที่รายการนำเสนอแล้วเธอไม่ใคร่เข้าใจ เธอมักจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ เสียเป็นส่วนมาก
“ก็ใช่น่ะสิ เอาง่ายๆ นะ มันแปลว่าทั่วทั้งโลกให้การยอมรับ แถมยังเป็นอาหารเกาหลีอีก เธอเอ๋ย”
ชเวบกซุนที่เป็นผู้นอกวงการอีกหนึ่งคนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“แบบนี้ชื่อของเถ้าแก่ก็ยิ่งเป็นที่รู้จักน่ะสิ ใช่ไหม”
ทุกคนในที่นี้ทำงานร่วมกันมาหลายเดือนแล้ว ชเวบกซุนไม่จำเป็นต้องรักษาพิธีรีตอง พูดสุภาพคะขาทุกคำอีกต่อไป
“แน่นอนค่ะ”
ตอนนี้ ลูกค้าขาประจำที่แวะมาทีไรก็นั่งเม้ามอยยาวๆ อย่างมาดามฮวางกยอง-อกแสดงความคิดเห็นบ้าง
“ก่อนอื่นนะคะ เขาจะมีหนังสือฉบับพกพา หนังสือนั้นจะใส่ข้อมูลทั้งหมดลงไป ทั้งเบอร์โทรศัพท์ อีเมล สถานที่ตั้ง และอื่นๆ …”
น้ำเสียงของเธอแสดงถึงความสง่างามสูงศักดิ์ตั้งแต่คำพูดแรก ดูเหมือนสมาชิกที่นี่จะรู้กันมาพักใหญ่แล้วว่า คิมมินซอกผู้ทรงอิทธิพลฝ่ายรัฐบาลและรั้งตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือสามีของมาดามฮวางกยอง-อกผู้นี้ พื้นเพและสถานะของมาดามนับว่าไม่ธรรมดา ดังนั้นจะต้อนรับแบบสั่วๆ ไม่ได้โดยเด็ดขาด
‘มาดามว่าอย่างนั้น สงสัยก็คงอย่างนั้นจริงๆ’
ตอนนั้นเอง อันอิลเทที่สวมสูททางการสะอาดเนี้ยบ หน้าตาสดใสก็เดินเข้ามาใกล้
“คุยอะไรกัน สนุกขนาดนั้นเชียวหรือครับ” เขาถามกลุ่มสาวใหญ่ที่คุยกันจุ๊กจิ๊ก
แม่ของจองอูแสดงท่าทางยินดีขึ้นมาเป็นคนแรก
“อุ๊ยตาย เถ้าแก่สาขาหลัก ไม่ได้พบกันนานเท่าไหร่แล้วคะเนี่ย”
“สักพักใหญ่เห็นจะได้นะ”
แม่ของฮียอนเองก็ถามบ้าง
“ได้ยินว่าเดินทางไปอเมริกาเพิ่งกลับมาใช่ไหมคะ…”
“ครับ ไปด้วยธุระเรื่องเรสเตอรองครับ”
“ดื่มน้ำที่นู่นมากเกินหรือเปล่าคะ มีสง่าราศีวิ้งๆ เลยทีเดียว”
คงไม่ได้เอ่ยชมเปล่าๆ แน่นอน อันอิลเทดูมีความมั่นอกมั่นใจและพลังเต็มเปี่ยม เขาหัวเราะกว้างเสียงดัง
“ฮ่าๆๆ พอดีผมได้เปิดโลกใหม่ เรียนรู้อะไรๆ เยอะขึ้นน่ะครับ ว่าแต่เมื่อครู่คุยอะไรกันครับ”
หัวข้อสนทนาย้อนกลับมาอีกหน ทำเอาแม่ของจองอูดีใจเนื้อเต้น รีบเผยอปากเล่า
“เถ้าแก่พวกเราไงคะ ได้ดาวมิชลินแล้วค่ะ”
อันอิลเทกำลังแยกแยะบางอย่างในสมอง ‘เถ้าแก่พวกเรา’ ที่เธอหมายถึง ย่อมเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากกยองฮา
“มิชลินหรือครับ”
“ค่ะ แถมยังได้ตั้งสามดวง”
แม่ของจองอูยกมือที่เปื้อนซอสถั่วเคี่ยวแห้ง ชูสามนิ้วไปทางอันอิลเทที่ยังคงอึ้งแต่ก็ถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
“เมื่อครู่บอกว่า มิชลินสตาร์สามดวงหรือครับ”
“อ้าว คุณพระ เถ้าแก่ยังไม่ทราบหรอกหรือคะ”
“มะ…ไม่ทราบครับ ผมอยู่ต่างประเทศตลอด”
ตัวตนกยองฮาในห้วงความคิดของอันอิลเทดูคล้ายจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
***
บนเครื่องบินที่กำลังบินผ่านน่านฟ้ากลับมายังประเทศเกาหลี
ผู้โดยสารคนหนึ่งกำลังคุยกับเพื่อนข้างๆ
“เฮ้ย จริงรึเปล่า”
“เรื่องอะไร”
“มิชลินสตาร์สามดวงเนี่ย ราคาโคตรถูกแบบไม่น่าเชื่อ”
เพื่อนข้างๆ เบิ่งตากลมโต
“ใช่เหรอ ราคาอะไรเนี่ย ปรินท์ออกมาผิดล่ะมั้ง?”
ก็น่าตกใจอยู่หรอก
เพราะจนถึงเดี๋ยวนี้ ทั้งคู่ยังไม่เคยเห็นร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์สามดวงที่ไหน ขายอาหารราคานี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว