การมาเยือนของกยองฮา สร้างความปิติแก่อียองบกเป็นหนักหนา
“โอ้ ยินดีต้อนรับครับ ไม่ได้พบกันนานเท่าไหร่แล้วเนี่ย”
“น่าจะสักหลายเดือนอยู่ครับ กิจการเป็นยังไงบ้างครับ”
คำถามนั้นทำเอาคนฟังพออกพอใจจนยิ้มออกมา
“ยอดจองเยอะใช้ได้เลยครับ”
อืม กยองฮาไม่เห็นที่ว่างสักโต๊ะเดียว
“คงไม่ใช่ว่าเชฟจงใจเข้าร้านมาเพราะผมหรอกนะครับ?”
“เปล่าเลยครับ ปกติผมพยายามใช้เวลาอยู่ดูแลร้านให้มากที่สุด อาจจะมีตารางงานต้องไปไหนบ้างก็จริง แต่ส่วนมากจะอยู่ที่ร้านตลอดครับ”
“เหมือนผมเลย”
อียองบกป้องมือ กระซิบเบาๆ ข้างหูกยองฮา
“อีกอย่าง ความสามารถผมยังอ่อนด้อย ต้องลับฝีมือกันหน่อยครับ เห็นคุณกยองฮาเป็นตัวอย่าง ผมเลยดึงสติตัวเองได้ ทำอาหารเก่งขนาดนั้นยังฝึกฝนเป็นประจำไม่ใช่เหรอครับ”
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ช่วงที่ทั้งคู่ถ่ายทำรายการด้วยกัน ภาพของกยองฮาที่อียองบกเห็นตลอดมาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีทีเดียว
“เชฟท่านอื่นผมไม่รู้ แต่สำหรับคุณกยองฮา ผมยอมรับจากใจครับ”
“ทุกท่านก็เก่งๆ กันทั้งนั้นนี่ครับ แถมแต่ละคนยังเชี่ยวชาญคนละด้านอีก”
จุดนี้ อียองบกไม่อาจไม่เห็นด้วย
“ก็ใช่นะ แต่ถ้าเทียบกับคุณกยองฮา ถือว่าตามหลังอยู่เยอะเลย ผมนี่ล่ะคนแรก”
เดิมที อียองบกห่างไกลจากคำว่าถ่อมตนมาก ยิ่งเป็นเรื่องความสามารถ ยิ่งแล้วใหญ่
“โห ชมซะ มองผมดีเกินไปแล้วครับเชฟ” บางคนชักเขินหนัก
อียองบกเห็นดังนั้นจึงแกล้งแหย่
“อะไร นี่เพิ่งจะเริ่มอุ่นเครื่องเอง อย่าให้ต้องเอาจริงนะครับ ผมสามารถชมแบบเล่นใหญ่ได้ทั้งวันเลยขอบอก อ้อ ว่าแต่ ได้แวะไปร้านเชฟท่านอื่นบ้างไหมครับ”
“ยังไม่มีโอกาสเลยครับ”
“แปลว่ามาร้านผมเป็นที่แรกสินะครับ”
อียองบกรู้สึกเหมือนได้รับอภิสิทธิ์บางประการ ยิ้มแป้นแล้นอย่างดีใจ
“ทานอะไรมาหรือยังครับ”
เขาถามอย่างมีเจตนา หากกยองฮาตอบว่ายัง ขอเพียงเอ่ยชื่อเมนูมา เขาจัดให้ได้ทุกอย่าง ตัดสินจากความชอบส่วนตัวล้วนๆ เพราะในจำนวนเชฟทั้งหมดที่เคยร่วมงานถ่ายรายการด้วยกันมา กยองฮาคือผู้ที่ได้คะแนนจิตพิสัยสูงสุด
“เรียบร้อยแล้วครับ”
“งั้นของหวานสักหน่อยไหมครับ”
“ผมไม่อยากรบกวนเชฟครับ”
“รบกวนอะไรกันครับ อยากทานอะไร จิ้มเอาจากเมนูได้เลยครับ”
ตอนนั้นเอง แสงแฟลชมือถือก็วาบขึ้น ดูท่าลูกค้าหลายคนในร้านจะอยากเก็บภาพกยองฮาร่วมเฟรมกับอียองบก แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นกะทันหัน ทว่า อียองบกคล้ายท้าทายเรียกสายตา เขาหยักยิ้มพร้อมชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์ตัววี ความทะเล้นทำให้กยองฮาหัวเราะอย่างอดไม่อยู่
เสียงฮือฮาเรียกให้ลูกค้าบางคนที่ตั้งหน้าตั้งตารับประทานอาหารต้องเงยหน้าขึ้นมามอง
“เฮ้ย นั่น เชฟโกกยองฮาไม่ใช่เหรอ”
“โว้ว! ใช่เลย พวกเราขอถ่ายรูปเก็บไว้บ้างดีกว่า”
ไม่รู้เพราะลูกค้าหลายคนคิดแบบเดียวกันหรือไม่ เพียงพริบตาเดียวเชฟก็ถูกรุมล้อม
“ฮ่าๆ แบบนี้ไม่ต้องทำมาหากินกันแล้วมั้งครับ”
คำตอบของอียองบกยิ่งไปกันใหญ่
“ไม่เห็นเป็นไร ลองเจ๊งดูสักวัน จัดมาครับ”
***
เวลาเดียวกันนั้น
ฮันอุลสาขารองมีแขกมาเยี่ยมเยือน เป็นสาวฝรั่งผิวขาว สวยจัด เธอกำลังใช้สายตาคมปลาบสอดส่องครัวอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม
‘ที่นี่ไม่ผิดแน่ แต่ทำไมไม่เห็นเขาเลยล่ะ?’
เพราะยืนอยู่หน้าครัวพอดี ไม่มีทางที่พนักงานในครัวจะไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของเธอ
“ฮเยจีพูดอังกฤษได้ใช่ไหม ลองถามหน่อยสิว่าหาอะไรอยู่”
“ได้ค่ะ!”
ฮเยจีถามเป็นภาษาอังกฤษทันที
“มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”
ทว่า สาวฝรั่งฟังภาษาอังกฤษไม่ออก ตอบกลับมาเป็นภาษาอิตาเลียน
“ฉันพูดอังกฤษไม่ได้”
ฮเยจีจัดการเปลี่ยนภาษาเป็นอิตาเลียนปุบปับฉับพลัน
“มาจากอิตาลีสินะคะ ขอทราบได้ไหมคะว่ากำลังหาอะไรอยู่”
ไม่ต้องถามถึงพนักงานครัว ขนาดสาวฝรั่งยังตกใจ ด้วยไม่คาดคิดแม้แต่นิดว่าพนักงานครัวจะพูดภาษาเดียวกับเธอได้ แถมพูดคล่องเสียอีก
“ฉันได้ยินมาว่า เชฟโกกยองฮาทำงานที่นี่ กะจะมาหาเขาสักหน่อยน่ะค่ะ”
“อา มาพบเถ้าแก่เหรอคะ พอดี ตอนนี้เถ้าแก่ออกไปธุระข้างนอกค่ะ”
เธอย่นหัวคิ้วเข้าหากัน
“แล้วเขาจะกลับมาเมื่อไหร่คะ”
“ไม่แน่ใจเลยค่ะ วันนี้ไปด้วยเรื่องส่วนตัว… หนูแจ้งเถ้าแก่ให้ดีไหมคะว่ามีแขกมาหา”
แต่ต่อให้แจ้งชื่อผู้มาเยือนว่า โอลิเวีย เจ้าตัวก็คงไม่รู้จักอยู่ดี เพราะเธอเผยโฉมในฐานะกรรมการตัดสินการแข่งขันรายการท็อปเชฟรอบอิตาลีเพียงหนเดียว และนั่นคือทั้งหมด เธอยังไม่อาจลืมรสชาติของพุดดิ้งช็อกโกแลตตั้งแต่คราวโน้น สุดท้าย เจ้าพุดดิ้งช็อกโกแลตนี่เองที่เป็นตัวการพาเธอมาถึงนี่
เธอหันหลังกลับ พลางเอ่ยเนิบๆ
“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ ไว้ฉันแวะมาใหม่”
***
โอลิเวียช่างไร้โชคเหลือเกิน
ไม่ถึงสิบนาทีให้หลัง กยองฮาก็กลับมาที่ร้าน
“มีผู้หญิงอิตาเลียนถามหาฉัน?”
“ค่ะ!” ฮเยจีตอบ
มยองฮุนสานต่อ
“เป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ ด้วยครับ”
“บรรยายลักษณะอย่างนั้นฉันก็ยังนึกถึงใครไม่ออกอยู่ดีนั่นล่ะ บอกไว้ว่าจะมาใหม่ใช่ไหม”
“ครับ”
“งั้นเจอหน้าก็รู้เอง”
กยองฮาก็เช่นเดียวกับเชฟอียองบก ที่ใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ในร้านอาหาร
“พรุ่งนี้หัวหน้าต้องไปสอนใช่ไหมครับ”
“ค่ะ”
“ติดปัญหาอะไรตรงไหนหรือเปล่าครับ”
“โฮะๆ ไม่มีหรอกค่ะ เหมือนที่เถ้าแก่เคยพูดไว้เลย ฉันว่าฉันเหมาะกับงานนี้นะคะ”
กยองฮามองแม่ของด็อกโฮ จากนั้นมองเลยไปถึงมยองฮุนกับฮเยจีด้วย
“อ่ะ สองคนล่ะ ตัดสินใจแล้วรึยังว่าจะใช้เมนูอะไรลงแข่ง”
“ฮเยจีน่าจะทำกิมจิ…”
“กิมจิ คงต้องพี่มยองฮุน…”
ท่าทางต่างคนก็ต่างต้องการเสียสละให้อีกฝ่าย อันที่จริงก็คงไม่เกินไปหากจะบอกว่า เมนูใดก็ตามที่มีส่วนประกอบของกิมจิฝีมือกยองฮา เมนูนั้นถือเป็นหนทางลัดมุ่งตรงสู่รางวัลได้เลย เนื่องจากสามารถปรุงได้อาหารเลเวล 4 ทันทีนั่นเอง
กยองฮาถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
“ไม่อยากใช้ของเหมือนกันล่ะสิ?”
อาหารที่ใช้กิมจิเป็นวัตถุดิบ หาใช่มีแค่อย่างสองอย่าง จำกัดอยู่แค่ข้าวผัดกิมจิ แกงกิมจิ พิซซ่ากิมจิเสียที่ไหน ยังมีอีกมากมายหลายหลากให้เลือกสรร มยองฮุนตอบตรงไปตรงมา
“ใจจริงผมครึ่งๆ ครับ เพราะถ้าใช้กิมจิของเฮีย ยังไงต้องได้คะแนนดีแน่…”
กยองฮาพยักหน้า
“อืม คิดยังงั้นก็ได้เหมือนกันนี่เนอะ ฮเยจีก็ด้วยรึ”
“ค่ะ…” ครั้งนี้ฮเยจีตอบเสียแผ่ว
ทว่า กยองฮากลับรู้สึกภูมิใจในตัวทั้งคู่
‘แสดงว่า ต่างคนต่างอยากใช้ฝีมือแท้ๆ ของตัวเองลงแข่งสินะเนี่ย’
***
วันนี้ ทั้งแดเนียลทั้งเดอชอว์นดูเศร้าสลดตลอดวัน
“กรุณาทบทวนใหม่อีกครั้งเถอะนะครับ ได้โปรด”
“มันก็เหมือนเรสเตอรองแบบนี้นั่นแหละ ไม่โอเคหรือไง?” กยองฮาถาม
แดเนียลอธิบาย
“ผมยังอยากเรียนรู้มากกว่านี้ครับ”
เดอชอว์นเห็นด้วย novelgu.com
“ผมก็เหมือนกันครับ”
กยองฮาวางแผนไว้ว่า ภายในครึ่งปีแรกจะต้องเปิดเรสเตอรองที่ต่างประเทศสาขาแรกให้ได้ แต่สองหน่อที่มีชื่อติดโผและถูกเลือกแล้วว่าความสามารถถึงแน่นอน ดันแข่งกันปฏิเสธไม่อยากไปเสียอย่างนั้น
“เหตุผลเดียวเลยเนี่ยนะ”
“ก็มีส่วนครับ ที่จริงผมชอบอยู่เกาหลีมากกว่าครับ”
“ผมชอบผู้คนที่นี่ครับ”
ว่าด้วยประเด็นนี้ แดเนียลกับเดอชอว์นต้องปรึกษากันหลายต่อหลายหน บางครั้งซุนกุกก็เข้าร่วมวงด้วย จากมุมมองของซุนกุกผู้รู้จักกยองฮาดี เขาแนะนำว่าควรบอกกล่าวออกไปตรงๆ ตามที่กังวลนั่นแหละดีที่สุด ทั้งคู่คือลูกศิษย์ต่างชาติหมายเลขหนึ่งและสองของกยองฮา แถมยังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกันอีก ย่อมผูกพันกันไม่น้อย
กยองฮาเองก็รู้สึกดีที่มีทั้งคู่อยู่ ชีวิตสบายขึ้นเยอะ เพียงแค่เขาไม่ได้แสดงออกให้ใครรู้
‘เอาน่ะ เรสเตอรองที่นี่ก็สำคัญเหมือนกัน เป็นสาขาหลักนี่นา’
กยองฮาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“งั้นฉันส่งคนอื่นไปแทนนะ?”
“ถ้าได้แบบนั้น จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยครับ”
ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน อย่างไรลูกศิษย์ที่พัฒนาฝีมือ ตามแดเนียลกับเดอชอว์นมาติดๆ ก็มีอยู่อีกหลายคน
‘โอเค น่าจะได้ ก็แค่เลื่อนกำหนดเปิดออกไปสักเดือนสองเดือน’
กยองฮาสรุปปิดวาระการประชุมเสร็จสรรพ
***
เวลาเดียวกันนั้น สองพี่น้องมยองฮุนและจินโออยู่ที่ร้านเหล้า ต่างคนต่างมองใบหน้าละม้ายคล้ายตัวเอง
“ยินดีด้วยนะ ที่ได้เลื่อนเป็นผู้จัดการ”
“แต๊งกิ้ว ช็อคเหมือนกันที่ได้ปรับตำแหน่งเร็วเกิน”
มยองฮุนซดเบียร์ก่อนจะอมยิ้ม
“ตอนแกเข้ามาใหม่ๆ เพิ่งจะมีพนักงานกี่คนเองล่ะ ตอนนี้คนละเรื่องแล้ว”
แฟรนไชส์ฮันอุลเฟื่องฟูขึ้นทุกวัน แต่ละแห่งมียอดขายและกำไรสูงกว่าร้านตามสั่งทั่วไปพอควร เสียงลือปากต่อปากกระจายตั้งแต่ย่านเทเบ็ก คังวอนโด เลยไปถึงอุลลึงโด เรื่อยไปยังเชจูโด ยิ่งมาคนก็ยิ่งสนใจ แห่แหนอยากสมัครเข้าเรียนที่สถานฝึกอบรม ไล่สายตามองทั่วแคว้นแดนเกาหลี ร้านสาขาที่ได้รับตราสัญลักษณ์รับรองมีถึงร้อยห้าสิบแห่งด้วยกัน ฉะนั้น จำนวนพนักงานจะไม่เพิ่มตามได้อย่างไร แค่พนักงานโรงงานเครื่องเคียงซึ่งนับรวมมยองฮุนเข้าไปด้วย ก็มีตั้งเก้าคนแล้ว
“พูดก็พูดนะ เราสองคนเข้ามาได้โคตรจังหวะทองเลย พี่ว่าไหม”
“อะไรของแก…” มยองฮุนกัดดึงปลาหมึกแห้ง
ก่อนจะพูดต่อ
“หัวหน้าครัวสาขารองเป็นไง หมายถึงเรื่องสอนอ่ะ”
“อ่า พอดีอยู่ใกล้สำนักงานเลยเจอกันบ่อย เก่งใช่ย่อยนะ แต่บางทีก็พูดเยอะเกินไปนิด ควรจบคาบได้แล้วก็ไม่ยอมจบ ลากยาวไปอีก คงใช่แล้วล่ะ หัวหน้าฯ ต้องเกิดมาเพื่อสิ่งนี้แน่ๆ”
“ฮ่าๆๆๆๆ” มยองฮุนหัวเราะดังสนั่น
จินโอยกแก้วเบียร์กระดกส่วนที่เหลือจนหมด ก่อนพึมพำเบาๆ
“พี่ ไอ้เบียร์นี่รสชาติไม่ได้เรื่องเลยอ่ะ ถ้าให้ประธานทำเอง คงอร่อยกว่านี้ไม่รู้เท่าไหร่ ว่าปะ”
***
กา กา กา
อีกาตัวหนึ่งส่งเสียงร้อง พลางมองกยองฮาและพวกเตรียมตัวออกจากบ้าน
“เจ้ากานั่น ชอบมาเกาะตรงนั้นประจำเลยแฮะ” ซุนกุกพูดคนเดียว แต่แดเนียลชวนคุยต่อ
“สงสัยได้กลิ่นของอร่อยโชยมาจากในบ้านอาจารย์แหงๆ”
ขนาดตัวมันใหญ่ไม่เบา ถึงจะเห็นหน้าค่าตาบ่อยจนเรียกได้ว่าคุ้นกันแล้ว ทว่า กยองฮายังไม่เคยลองหยิบยื่นอาหารให้มันแม้แต่ครั้งเดียว
‘ก็น่ารักดีอยู่หรอก แต่ถ้าเล่นด้วยจนเชื่อง มันอาจจะลืมสัญชาตญานเดิมที่ควรมีนะ’
ซุนกุกชวนกยองฮาคุยบ้าง
“พี่ เขาว่ากันว่า อีกาฉลาดมากล่ะครับ”
“เคยได้ยินเหมือนกัน”
“บางทีเจ้านั่นมันอาจจะรู้อะไรบางอย่างก็ได้ ว่าไหมครับ เลยเกาะหนึบตรงนั้นตลอด”
เดอชอว์นประกบฝ่ามือเข้าหากัน
“อะฮ่า รู้แล้ว มันน่าจะพยายามมาเสนอหน้าให้อาจารย์เห็นบ่อยๆ จะได้มีของอร่อยกินไง รู้มากนะไอ้นี่”
“ทั้งที่ฉันไม่เคยให้อะไรมันเลยเนี่ยนะ?” กยองฮาถามกลับ
เดอชอว์นพยายามจะตอบ อ้อมๆ แอ้มๆ
“ก็แบบว่า มาด้วยลางสังหรณ์ไงครับ หรือไม่มันก็เห็นอะไรเข้า”
ที่ตลกก็คือ สิ่งที่เดอชอว์นพูดเป็นเรื่องจริง จะเรียกว่าเป็นการทักทายรูปแบบหนึ่งก็คงได้กระมัง อีกาตัวนี้เคยเป็นพยานในหลายเหตุการณ์ ทั้งตอนที่กยองฮาแจกจ่ายอาหารให้คนละแวกหมู่บ้าน และตอนที่กยองฮารับหน้าที่เดลิเวอรี่อาหาร กล่าวให้ชัดกว่านั้นก็คือ มันได้คอยจิกชิ้นส่วนแผ่นนันที่ยุนซึลกัดแล้วร่วงบ้าง งับเศษคุกกี้แตกๆ บ้าง ชิมอาหารที่บ้านพักคนชราทำหกบ้าง จากนั้น มันก็ตัดสินใจจะมาเช็คอินที่บ้านกยองฮาให้เห็นกับตาตัวเอง
แน่นอนว่ากยองฮาไม่มีทางรู้ และยิ่งไม่มีทางตรวจสอบจนเจอเหตุผลแท้จริง
กยองฮาหยุดสนใจอีกา พาสมาชิกทุกคนมุ่งหน้าสู่ฮันอุลสาขารอง
“ตั้งใจทำงานกันนะทุกคน”
“ครับ อีกเดี๋ยวพบกันครับอาจารย์”
หากไม่มีเรื่องด่วนอะไร ในหนึ่งวันกยองฮาจะขึ้นๆ ลงๆ ไปมาหลายหนระหว่างร้านและเรสเตอรอง
สองคนกล่าวประโยคเดียวกันพร้อมกันเหมือนประสานเสียง ก่อนจะปลีกตัวขึ้นไปประจำที่เรสเตอรอง ซุนกุกมองแดเนียลกับเดอชอว์นแล้วหัวเราะ
“เห็นทีแรกก็ไม่ได้สังเกต ระยะหลังนี้มองๆ แล้ว สองคนชักจะเหมือนกันเข้าไปทุกทีนะครับ”
“นั่นสินะ”
มยองฮุนมาถึงสาขารองก่อนแล้วเป็นคนแรก
“เฮีย มาแล้วเหรอครับ”
“อืม ทำไมมาเช้าขนาดนี้ล่ะ” กยองฮาสงสัย
มยองฮุนทำหน้าคล้ายกระดากอาย
“ก็…เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนี่ครับครับ ผมต้องลงแข่งทำอาหารนี่นา อ้อ จะว่าไปวันนี้ไม่เข้าไปหมักเหล้าเหรอครับ”
“ทำเผื่อไว้เยอะแล้ว พักบ้างก็ดี”
ตอนนี้สมาธิเขาคงอยู่ได้นานขึ้น ต่อเนื่องขึ้นมากต่างจากเมื่อก่อน หนึ่งวัน เพียงลงมือจัดการสักสองรอบก็ได้เหล้าหมักถึงสามขวดที่เฉียดๆ เลเวล 5
พนักงานที่เหลือทยอยกันมาถึงร้าน กิจวัตรประจำวันเริ่มต้นอย่างราบรื่นไม่มีอะไรต่างไปจากเดิมนัก ซองช่อลเป็นคนยกมอร์นิ่งคอฟฟี่ กาแฟเสริมพลังใจก่อนเปิดร้านออกมาเสิร์ฟ
“ร้อนนะครับ ระวังด้วย”
กยองฮาชอบวันธรรมดาๆ เช่นนี้เหลือเกิน
‘คิดๆ ดูแล้ว ทุกคนก็ทำงานที่นี่ได้นานเหมือนกันแฮะ ทั้งที่น่าจะเหนื่อย ท้อ ร่างพัง…’
เขาต้องพิจารณาจุดนี้ให้ดีเสียแล้วว่า จะตอบแทนทุกคนวิธีไหนดี
ครั้นเวลาพักหมดลง ลูกค้าก็เริ่มมากันทีละคนสองคน คนแรกนั้นเป็นชาวต่างชาติ คุ้นตาสำหรับกยองฮาเหลือเกิน
‘เหมือนเคยเจอที่ไหน…’ เขาเอียงคอนึก
ทว่า มยองฮุนชี้ไปทางเธอ กระซิบเสียงค่อย
“คนนั้นเลยครับ สาวฝรั่งที่มาหาเฮีย”
เธอก้าวตรงเข้าหากยองฮาอย่างมาดมั่น เอ่ยทัก
“มิสเตอร์โก จำฉันได้ไหมคะ”
ฮเยจีช่วยเป็นล่ามให้ กยองฮาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ส่ายหน้าปฏิเสธ
“ฉันเป็นกรรมการตัดสินอาหาร รอบที่แข่งกันที่อิตาลีไงคะ”
กยองฮาเพิ่งจะถึงบางอ้อ
“อ๊ะ! จำได้แล้วครับ ขออภัยครับ คงต้องถามชื่ออีกรอบ”
แค่คำว่าจำได้เธอก็อารมณ์ดีขึ้นหลายขุม สีหน้าชื่นบาน
“ฉันโอลิเวียค่ะ เป็นฟู้ดสไตลิสต์ คือว่า ฉันคิดถึงอยากกินพุดดิ้งช็อกโกแลตใจจะขาด เลยลงทุนบินมาถึงเกาหลี แต่พบว่าเมื่อวานคุณออกไปธุระพอดี”
กยองฮาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้ง
“ยังไงดีล่ะครับ พุดดิ้งช็อกโกแลตไม่มีขายที่นี่…”
ทั้งคู่โต้ตอบกันไปมา ฮเยจีคอยแปลให้ ยุ่งหัวหมุนทีเดียว
“ไม่นะ พระเจ้า พุดดิ้งแสนอร่อยขนาดนั้นไม่ทำขาย? นั่นเป็นการเก็บฝีมือของคุณไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์นะคะ รู้ไหม”
กยองฮารับฟัง ก่อนจะอธิบายใหม่
“คือเรามีขายที่ฮันอุลเรสเตอรองครับ อยู่ชั้นสอง แต่ผมยังไปตอนนี้ไม่ได้ น่าจะสักราวๆ สิบเอ็ดโมงถึงจะแวบขึ้นไป อยากจองที่นั่งไว้ก่อนไหมครับ”
สีหน้าโอลิเวียดีขึ้นมาก
“จองค่ะ”
***
โอลิเวียมาถึงเรสเตอรองก่อนเวลาสิบนาที พาเพื่อนชาวอเมริกันมาด้วย
ผู้จัดการจางกีฮุนเชื้อเชิญทั้งคู่พร้อมนำทางไปยังโต๊ะด้วยตัวเอง ก่อนจะหันไปกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว
“เป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับคุณหนูทายาทตระกูลฮิลตันครับ”
ปารีส ฮิลตันไม่รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด ออกจะชอบใจด้วยซ้ำ
“ขอบคุณมากที่ต้อนรับอย่างดีนะคะ”
การมาเกาหลีครั้งนี้ของปารีส ฮิลตันไม่ใช่ครั้งแรก
ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นแขกรับเชิญร่วมถ่ายรายการวาไรตี้ภายใต้สถานีโทรทัศน์ชื่อดังของเกาหลีมาแล้วนั่นเอง