จังหวะที่อันอิลเทกำลังจะเปิดประตูร้าน ก็มีคนเข้ามาทัก
“เถ้าแก่ มาแล้วเหรอครับ”
กยองฮามารออยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ประตูยังไม่เปิด เพราะผู้ที่รู้รหัสเปิดประตูร้านมีเพียงเถ้าแก่และชินยองฮี
“โอ้ กยองฮา มารอเลยเหรอ”
“ครับผม”
“ทำไมมาแต่เช้าขนาดนี้ล่ะ อีกตั้ง 30 นาทีกว่าจะถึงเวลาเปิดร้านนะ”
“ผมอยากเตรียมงานช่วงเช้าไว้สักหน่อย พวกวัตถุดิบบางอย่างกะจะหั่นเตรียมไว้เลยครับ”
อันอิลเทฟังที่กยองฮาตอบแล้วก็แทบปิดความชื่นใจเอาไว้ไม่มิด
“มีเธออยู่ ฉันอุ่นใจขึ้นเยอะเลย”
คำชมปุบปับทำให้กยองฮาตกใจเล็กน้อย
“มะ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมทำตามหน้าที่เท่านั้นเอง”
ฟังอีกก็ยิ่งปลาบปลื้ม อันอิลเทเลยแง้มสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ออกมา
“เดี๋ยวฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย รู้ไว้เท่านี้ก่อนแล้วกันนะ”
กยองฮาทำตัวไม่ถูกอยู่นิดๆ แต่ก็ตอบรับ
“ครับผม”
แม้จะอยากรู้ทันทีว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ก็ทำได้เพียงอดทนรอคอย เนื่องจากยังมีงานให้ทำอีกมาก ที่เขามาร้านตั้งแต่เช้าไม่ได้มีเหตุผลเพียงแค่ต้องการเตรียมวัตถุดิบเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ตอนนี้เขารับหน้าที่เตรียมทั้งอาหารเช้า กลางวัน และเย็นสำหรับสมาชิกร้านด้วย และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ เขาอยากฝึกฝนเพื่อเพิ่มเลเวล กระทั่งบางครั้งงานของชินยองฮี กยองฮายังรับมาทำเองเสียด้วยซ้ำ
ทำงานมากก็ต้องเหนื่อยมากเป็นธรรมดา แต่กยองฮาไม่แสดงออกถึงความเหนื่อยยากแม้แต่น้อย ใจที่ความปรารถนาลุกโชติช่วงของเขามุ่งมั่นอยู่แต่กับการเพิ่มเลเวลเท่านั้น
***
พนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์
ชื่อ: อีซุนกุก (ชาย)
อายุ: 23 ปี
ไม่กี่วันก่อนตอนเจด็อกลาออกไป ซุนกุก[1]ก็เข้ามารับตำแหน่งแทน
ซุนกุกมีบางอย่างที่มองแล้วให้ความรู้สึกอ่อนโยนอบอุ่น แม้จะยังทำงานไม่คล่อง แต่เมื่อเทียบกับเจด็อกแล้วสู้ได้สบายๆ
กยองฮาอยู่ในครัว มองซุนกุกที่ทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ในห้องอาหาร เขาเปรยขึ้นมาเบาๆ
“โชคดีจัง จากนี้ไป เถ้าแก่มีคนช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว”
ซุนกุกนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ถือว่าทำได้ดีกว่าเจด็อกไปเสียหมด ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจด็อกเป็นตัวการทำให้เถ้าแก่ต้องเหนื่อยเก็บกวาดความเสียหายอยู่ร่ำไป
บรรยากาศการทำงานยามเช้าเริ่มต้นอย่างอบอุ่น ช่วงเที่ยงที่ยุ่งวุ่นวายก็ผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย ไม่ทันไร ก็ถึงเวลา 1 ทุ่มอันเป็นเวลาที่ลูกค้าเริ่มออกันแน่นร้าน
“ซุนกุก! เสิร์ฟน้ำให้โต๊ะ 5 ด้วย”
“รับทราบครับ”
“จีฮยอน! โต๊ะ 3 ขอเพิ่มกิมจิ โต๊ะ 5 ขอไชเท้าดองกับสลัดนะ ฝากด้วย”
“ค่า กำลังยกไปค่ะ”
“เตรียมแล้วเหรอ เอ้อ โอเค”
จีฮยอนนั้นเช็คหมายเลขโต๊ะก่อน แล้วจึงเตรียมของเสิร์ฟไว้เองโดยที่เถ้าแก่ยังไม่ทันได้สั่ง แม้ร้านจะยุ่งเสียจนปั่นป่วนขนาดไหน เถ้าแก่ก็สามารถออกคำสั่งได้อย่างต่อเนื่อง ทำงานง่ายดายไม่มีชะงัก
ที่เถ้าแก่ทำงานได้สบายขึ้นกว่าแต่ก่อนไม่ใช่เพราะมีซุนกุกเข้ามาเพิ่มเท่านั้น ยังเป็นเพราะจีฮยอนเองก็มีสกิลการเสิร์ฟอาหารที่รุดหน้าไปมากจนตัวเขาถึงกับพูดไม่ออก ดูไปดูมาทำให้นึกถึงกยองฮาสมัยยังรับหน้าที่เสิร์ฟอยู่ทางฝั่งห้องอาหาร สองคนนี้เหมือนกันเลยทีเดียว
ระหว่างนั้นทางฝั่งครัวเองก็ทั้ง ต้ม ผัด ทอด พร้อมกับรับออเดอร์ที่เข้ามาเรื่อยๆ ไม่มีหยุด เหงื่อบนหน้าผากกยองฮาไหลโชกราวฝนตก ชั่วขณะที่ทำซุปเนื้อเผ็ดเสร็จพอดีนั้นเอง
[ระดับฝีมือการทำซุปเนื้อเผ็ดเพิ่มขึ้น]
[ซุปเนื้อเผ็ดเลเวล 2 เลื่อนระดับเป็นเลเวล 3]
[ซุปเนื้อเผ็ดเลเวล 3 สำเร็จแล้ว]
[ซุปเนื้อเผ็ดของผู้มีประสบการณ์ครัว]
ระดับการปรุง: เลเวล 3
.
.
.
รสชาติของน้ำซุปมีความลึกล้ำและเข้มข้นกว่าซุปเนื้อเผ็ดธรรมดาทั่วไป
‘โอ้ว ในที่สุดก็ได้เลื่อนขั้น’
สวัสดีกระบวนการเลเวลอัพที่ไม่ได้พบกันมานาน!
กยองฮาฉีกยิ้ม ปาดเหงื่อบนหน้าผากทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ก่อนจะลงมือทำอาหารต่อไป และตอนที่กำลังจะส่งจานใหม่ออกจากครัวนั้นเอง
[ระดับฝีมือการทำข้าวราดหมูผัดซอสเพิ่มขึ้น]
[ข้าวราดหมูผัดซอสเลเวล 2 เลื่อนระดับเป็นเลเวล 3]
.
.
.
‘ข้าวราดหมูผัดซอสก็มา!’
เป็นเพราะช่วงนี้ลูกค้าเยอะหรือเปล่านะ пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
เลเวลอัพครั้งที่ 3 ตามมาติดๆ ด้วยเมนูข้าวผัดกิมจิ จากนั้น ทุกเมนูที่ส่งออกไปเสิร์ฟก็เลเวลอัพต่อเนื่องกันไปทีละอย่างๆ จนเสียงเตือนดังอยู่ในหูไม่เว้นช่วง
‘วันเดียว… ไม่สิ แค่ชั่วโมงเดียวจะอัพมันกี่อย่างกันล่ะเนี่ย!’
กยองฮาดีใจจนเนื้อเต้นไปทั่วทั้งร่าง ทำงานอย่างสนุกสุขสันต์ราวรอบตัวมีแต่เรื่องมงคลก็ไม่ปาน ชินยองฮีเห็นเข้าก็ปรับลมหายใจของตัวเองให้หยุดหอบ เอียงคอไปมา พลางชวนคุย
“ฟู่ว… สุดยอดเลย คุณกยองฮานี่ดูท่าจะไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยเลยนะเนี่ย”
คำพูดของชินยองฮีทำให้กยองฮาแอบเขิน
“ก็ ก็แค่… มันสนุกดีน่ะครับ”
ท่าทางของเขาทำให้เธออดเลื่อมใสอีกครั้งไม่ได้ ส่วนกยองฮานั้นความหวังจะไปให้ถึงเลเวล 4 ยิ่งมาก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ครู่หนึ่งหลังจากดูแลลูกค้าเรียบร้อย จีฮยอนก็แอบแวบมาที่ครัว
“พี่ ดื่มน้ำแข็งเย็นชื่นใจเสียหน่อยค่อยทำงานต่อนะคะ”
ในครัวก็มีน้ำดื่มเหมือนกัน ทว่า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จีฮยอนดูจะใส่ใจกยองฮายิ่งกว่าเก่า เธอรู้อยู่แล้วว่าทุกคนทำงานยุ่งเสียจนเวลาเข้าห้องน้ำยังไม่มี อย่าว่าแต่จะมาหาน้ำดื่มดับกระหายสักแก้วเลย
“กำลังอยากได้อยู่พอดี… ขอบใจนะ!”
หลังจากนั้นจีฮยอนก็เอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองวางไว้บนเคาน์เตอร์ครัว พร้อมกระซิบเสียงเบา
“นี่นะคะ”
กยองฮามัวแต่ทำอาหารจนมือไม้เป็นระวิง เหงื่อเกาะเต็มหน้าก็ยังไม่มีโอกาสเช็ด
“ทะ ที่จริงไม่ต้องก็ได้นะ ไม่เป็นไร”
ปากบอกแบบนั้น แต่มือกลับยื่นไปหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เธอเสนอให้ด้วยน้ำใจ เอามาซับเหงื่อบนหน้าผาก
“หืม… กลิ่นอะไรเนี่ย หอมมากเลย”
เขาเพิ่งเคยได้กลิ่นหอมหวานลักษณะนี้เป็นครั้งแรก กลิ่นอ่อนๆ หอมลึกเข้าไปถึงโพรงจมูก วิ่งขึ้นไปทักทายสมองอย่างนุ่มนวล
คำถามของกยองฮาทำเอาจีฮยอนซ่อนความเขินอายไว้ไม่ไหว หน้าขาวผ่องค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ทั้งแก้มทั้งหว่างคิ้วแดงเหมือนถูกแต้มแป้งเจ้าสาวในพิธีแต่งงานเกาหลีโบราณ
การกระทำแสนอบอุ่นหัวใจของเธอส่งผลให้มุมปากยองฮายกยิ้มไม่รู้ตัว มองท่าทางที่หันหลังเดินออกไปอย่างเขินอายของจีฮยอนแล้ว กยองฮาได้แต่คิดในใจ
‘น่ารักจริงๆ นะเรานี่’
***
กยองฮากำลังเดินไปเข้างานที่ร้านอาหาร เขารู้สึกว่าแต่ละก้าวย่างช่างเบาสบายเหลือจะกล่าว
“นี่เพิ่งผ่านไปแค่สองเดือนเอง… ขอบคุณฟ้าดินที่ไม่ทอดทิ้งข้าน้อย!”
กยองฮาได้ขึ้นเงินเดือน เดือนที่ผ่านมาเขาได้เงินรวมๆ แล้วก็สองล้านสามแสนวอน จากสองล้านหนึ่งแสนวอนได้เพิ่มมาอีกสองแสนวอน ไม่เพียงเท่านั้น เขายังได้โบนัสประจำเดือนอีก 5,000 วอนด้วย
ในความเป็นจริง การขึ้นเงินเดือนให้คนที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานเช่นนี้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ต่อให้บอกว่า เป็นเพราะกยองฮาทำให้ยอดขายของร้านพุ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้… หรือกยองฮาทำประโยชน์ให้ร้านมหาศาลก็ตามแต่ การจะให้เงินผู้ช่วยครัวที่เข้ามารับหน้าที่ได้เพียงสองเดือนเพิ่มอีกตั้งสองแสนวอนก็ไม่ใช่เรื่องปกติ
ทว่า ในมุมของเถ้าแก่ แมวมองที่โผล่มาในตอนนั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอย่างใหญ่หลวง แมวมองชายวัยกลางคนที่แอบมายื่นข้อเสนอให้กยองฮาคราวก่อน ทำให้เขายิ่งเล็งเห็นว่า ด้วยความสามารถของกยองฮาตอนนี้ ไปเสนอตัวที่ร้านไหนก็มีแต่คนจะอ้าแขนรับพร้อมจุดพลุไฟฉลอง
กยองฮายังคงอารมณ์ดีไม่หายเพราะเงินเดือนขึ้น ขณะเดินมาจนใกล้จะถึงร้าน เขาก็ต้องหยุดเดินเพื่อกดรับสาย
[หางานทำให้มันเป็นที่เป็นทางหน่อยสิ ไม่ใช่เอาแต่รับงานพาร์ทไทม์]
“ผมตัดสินใจเองได้น่าแม่”
[แม่เป็นห่วงหรอกนะถึงได้พูด จะอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ มันไม่ได้ อีกไม่นานก็จะถึงช่วงเทศกาลแล้วด้วย อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ]
“คร้าบ เข้าใจแล้วครับ ตอนนี้ต้องเข้ากะแล้วแม่ ผมไปก่อนนะ”
ตั้งแต่โตจนบรรลุนิติภาวะ กยองฮาก็ขยันขันแข็งวิ่งรอกเพื่อหางานทำมาโดยตลอด แต่ผลคือเสียเวลาไปเปล่าๆ เห็นลูกชายเป็นแบบนี้หัวอกพ่อแม่ที่ไหนจะไม่เป็นห่วงเล่า! ยิ่งเป็นลูกชายคนเดียวที่เพิ่งมาตอนอายุมากแล้ว จะไม่ให้ห่วงเลยก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้
กยองฮารู้ว่าแม่เป็นกังวล เขาอยากเล่าให้ฟังตามความเป็นจริงแต่ก็หยุดปากไว้ ขืนเล่าทีละคำๆ ก็มีแต่จะทำให้เรื่องยืดยาวกว่าเดิม เพราะหากบอกว่าตอนนี้ได้งานเป็นผู้ช่วยครัวอยู่ แม่คงยิ่งเป็นห่วงหนักเข้าไปอีก แม้เงินเดือนจะเยอะพอให้ใช้ได้เหลือเฟือ แต่สำหรับผู้ใหญ่ทั้งหลายนั้นคำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว
ต้องเป็นพนักงานบริษัทที่เข้าทำงานในบริษัทเท่านั้นถึงจะมั่นคงพอให้วางใจ
‘ผมจะประสบความสำเร็จให้ได้ด้วยอาชีพนี้ครับ’
แล้วเขาก็ก้าวเข้าร้านอาหารไปด้วยหัวใจแข็งแกร่งอย่างคนที่ตัดสินใจดีแล้ว
………………………
[1] ชื่อ ซุนกุก มีความหมายว่า ผู้อุทิศหรือสละตนเพื่อชาติ