กำหนดการเยือนประเทศอังกฤษคือกลางเดือนมีนาคม
มาร์โกและอันโตนิโอยังคงอยู่ในเกาหลี ยกขบวนเดินทางไปภัตตาคารอาหารบุฟเฟ่ต์บนโรงแรมชื่อดัง ณ กรุงโซล
“ที่นี่หรูไม่เบานะ”
“ที่นี่หรูนะครับ” ชายงเทคอยทำหน้าที่ล่ามถ่ายทอดข้อความอย่างลื่นไหล แม้จะถูกพามาเป็น ‘ตัวแถม’ ก็ตาม
“ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์กลางโซลของที่นี่ติดอันดับหนึ่งในสามนี่ครับ”
คงเพราะเหตุนี้จึงได้เห็นอาหารนานาชนิดเรียงรายอวดโฉมกันใหญ่ ทั้งสดใหม่ สะอาดสะอ้าน และพิถีพิถัน
“ตั้งใจจัดจานซะด้วย ดูออกเลย”
แม้ประโยคพึมพำกับตัวเอง ชายงเทก็แปลให้กยองฮาฟังหมด ด้วยกยองฮาขอไว้แต่แรกว่าต้องถ่ายทอดทุกอย่างให้เขาฟัง ห้ามตกหล่นแม้แต่คำช่วยหรือคำเสริมในประโยค
“ทางนั้นไม่มีความเห็นอะไรเลยเหรอ” มาร์โกแหย่
อันโตนิโอทำหน้าทะเล้น
“ผมมาเกาหลีทีไร ชอบแวะมาที่แบบนี้บ่อยๆ น่ะครับ ก็เลยชินมั้งครับ”
ขณะที่ทุกคนหยุดการสนทนากันครู่หนึ่ง กยองฮาก็กวาดตามองโดยรอบ จมลงสู่ความคิดตัวเอง
ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ดังๆ จำเป็นต้องลงทุนลงแรง พัฒนาปรับปรุงต่อเนื่อง อาหารซึ่งเป็นที่นิยมมากอยู่แล้วจะถูกเปลี่ยนออก เมนูสลับหมุนเวียนแทบจะตลอด ทำให้แขกได้มีโอกาสได้ชิมอาหารชนิดใหม่ๆ ไม่ซ้ำทุกครั้ง เหตุผลที่เขาพามาร์โกกับอันโตนิโอมาที่นี่เพราะอยากร่วมวิเคราะห์จับเข่าคุยกันจริงจังเรื่องอาหารนั่นเอง
“เยี่ยมเลยครับที่ได้มาพร้อมคุณสองคน ภาษิตว่าไว้ เดินพร้อมกันสามคนย่อมได้เรียนรู้ ไม่จากคนใดก็คนหนึ่งครับ” กยองฮากล่าว
อันโตนิโอพยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่
“ใครที่ไม่คิดแบบนี้ คงพัฒนาตัวเองไม่ได้หรอกครับ”
ผู้อาวุโสอย่างมาร์โกเองก็ไม่มีข้อยกเว้น แค่การแลกเปลี่ยนความเห็นกันด้านรสชาติอาหารที่จะลองชิมต่อไปนี้ ก็ถือเป็นการศึกษาเรียนรู้ชั้นดีได้แล้ว
‘กำลังสงสัยเลยว่า ความรอบรู้ด้านอาหารของมิสเตอร์โกกับนายอันโตนิโอจะขนาดไหน เห็นอายุยังน้อยๆ นี่ ดูถูกไม่ได้เชียว’
หากตั้งใจอุปมาก็คงต้องเรียกเขาว่า เชฟปีศาจ
ไหนจะความหนุ่มแน่นเยาว์วัย ไหนจะความสามารถ ฝ่าฟันกระแสพายุโหมกระหน่ำที่ชื่อมิชลินมายืนตระหง่านอยู่ตรงจุดนี้ได้ ไหนจะเรสเตอรองของเขาที่ถูกจัดอยู่ในอันดับสองของโลกอีก
ไม่ได้มีแต่มาร์โกที่คิดเช่นนี้ กยองฮาก็เช่นกัน เขาถึงได้พาทั้งคู่มาที่นี่อย่างไรล่ะ
ขณะหยิบจานไปยืนเข้าแถวนั้นเอง
“ขอโทษนะครับ เชฟมาร์โกใช่ไหมครับ” เชฟที่ประจำอยู่ที่มุมทำสเต็กทักด้วยภาษาอังกฤษ
ไม่แปลกแต่อย่างใด รู้กันมานานแล้วว่าเชฟโรงแรมจำเป็นต้องผ่านการสอบโทอิคหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ มาก่อน
“ใช่” มาร์โกยืนอยู่ที่เดิม ยิ้มใจดีตอบรับ
“ผมนับถือคุณมาตลอดเลยครับ เป็นเกียรติมากที่ได้พบกันครับ”
“ขอบใจที่ต้อนรับอย่างดีนะ ขอสเต็กฉันสักชิ้นสิ”
หลังจากนั้น เชฟที่จดจำมาร์โกได้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นทุกที
“โว้ว บ้าไปแล้ว ใครจะนึกว่ามาร์โกจะมาทานอาหารที่นี่”
“นั่นสิ อยู่มาตั้งอายุปูนนี้เพิ่งเคยเจอ”
ตรงกันข้าม ลูกค้าทั่วๆ ไปที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็มีไม่น้อย
“ใครน่ะ ทำไมตื่นเต้นกันขนาดนั้น”
“น่าจะเป็นเชฟล่ะมั้งคะ”
บางคนที่จำอันโตนิโอได้ ส่วนมากเป็นชาวตะวันตก แต่แน่นอนว่าคนที่เป็นที่จดจำมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นกยองฮา
เขาสบตากับใครเข้า เป็นต้องทักทายตอบอย่างน้อยก็ทางสายตา
กระทั่งจัดการสะสางความวุ่นวายอันเกิดจากชื่อเสียงเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ทุกคนถึงได้เริ่มรับประทานอาหารสักที
“จานนี้ผ่านการประยุกต์รสชาติให้เหมาะกับคนที่นี่รึเปล่า รสชาติต่างจากแบบดั้งเดิมนิดๆ การปรุงรสก็เหมือนกัน…” มาร์โกกล่าว
“น่าจะใช่นะครับ เพราะกลุ่มลูกค้าหลักคือคนเกาหลี สำหรับผม รสชาติประมาณนี้ก็ไม่เลวเท่าไหร่ครับ”
อันโตนิโอที่หั่นสเต็กอยู่เอ่ยตอบ
“อืม กินเค็มเกินไม่ดีหรอก ทางฝั่งบ้านเราประโคมทั้งเกลือทั้งพริกไทยประจำ… อ้อ มีสเต็กแล้ว ไม่มีไวน์ได้ยังไง ต้องให้เข้ากันสิ”
กยองฮาได้ยินดังนั้นก็เรียกบริกร
“พวกผมอยากสั่งไวน์สักหน่อย มีแบบไหนแนะนำบ้างครับ”
“ถ้าเป็นไวน์แดง ที่นิยมมากๆ ก็จะเป็นพวกปิโนต์ (Pinot Noir) ลองดูเมนูก่อนได้ครับ มีให้เลือกอีกหลายชนิดเลยครับ” เขายื่นเมนูให้ กยองฮารับมา ก่อนจะส่งต่อให้มาร์โก
“เอาปิโนต์” มาร์โกไม่คิดมาก เลือกอันที่บริกรแนะนำ
ได้ลองรสชาติแบบคนหมู่มากก็น่าจะไม่เลวเท่าไหร่
การสั่งไวน์ ราคาจะไม่รวมอยู่ในค่าบุฟเฟ่ต์ จำเป็นต้องจ่ายเพิ่ม
ดังนั้น เมื่อได้ชิมปิโนต์ที่สั่งไป มาร์โกก็แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
“อุตส่าห์มีคนเลี้ยงทั้งที พูดแบบนี้อาจจะไม่ค่อยเข้าท่า แต่รสชาติไปคนละทางเลย ไวน์กับสเต็กถ้าเข้ากันได้จะรู้ว่ามันวิเศษมาก จริงๆ ฉันไม่โทษปิโนต์หรอกนะ ปัญหาอยู่ที่สเต็กมากกว่า”
อันโตนิโอรีบเป็นลูกคู่
“ผมคิดเหมือนกันเลยครับ เวลาแบบนี้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นควรมีไวน์ราสเบอร์รี่ของคุณกยองฮา ต่อให้เป็นสเต็กนี่ก็คงเข้ากันได้แน่ครับ”
“เห็นด้วย …พูดก็พูด มิสเตอร์โก ไวน์ที่เธอทำได้ตั้งชื่อไว้รึยัง”
ชายงเทยังคงไม่หยุดทำหน้าที่ล่าม
“…คุณมาร์โกถามว่า ได้ตั้งชื่อไวน์แล้วหรือยังครับ”
“ยังเลยครับ” กยองฮาตอบ
มาร์โกฟังแล้วก็เร่ง
“งั้นตอนนี้ก็ตั้งซะ ขนาดชื่อก็ยังไม่ตั้งให้ ถือเป็นการกระทำหยาบคายต่อของดีแบบนั้นอย่างที่สุดนะ”
จู่ๆ มาเร่งกันแบบนี้ ใครจะไปคิดชื่ออะไรได้ทันเล่า กยองฮาเริ่มไปไม่เป็น
อันโตนิโอเห็นก็รีบช่วยเสนอความคิด
“โดยทั่วไป ไวน์ชื่อดังเขาจะตั้งตามชื่อผู้ผลิตครับ งั้น ชื่อไวน์ราสเบอร์รี่กยองฮา เป็นไงครับ”
“โห เอาชื่อผมไปตั้ง ฟังแล้วเขินๆ บอกไม่ถูกนะครับ”
“ไม่งั้นก็ กยองฮาเน (ร้านกยองฮา) หรือ กยองฮาพโย (ตรากยองฮา) เป็นไงครับ”
“ฟังดูโบราณมาก…”
บทสนทนาดูทรงเหมือนจะยืดยาวออกไปเรื่อยๆ
“แปลที่คุยกันให้ฟังด้วยสิ” มาร์โกจิ้มไหล่ชายงเท ขอให้ถ่ายทอดคำพูด
ชายงเทแปลทุกสิ่งแบบไม่ตกหล่น มาร์โกเลือกชื่อหนึ่งทันที
“สำหรับฉันนะ ชื่อ ‘กยองฮาเน’ ดูจะโอเคสุด”
ชื่อที่เชยที่สุดดันถูกเลือกเสียนี่ กยองฮาอึ้งและแอบไม่เห็นด้วย ทว่า มาร์โกคิดต่างออกไป
“สำหรับเธออาจจะฟังดูขัดๆ ไม่ชิน แต่กับพวกเราชาวต่างชาติ ชื่อภาษาเกาหลีให้ความรู้สึกคนละแบบเลยนะ ชื่อกยองฮาเน ดูแพงมีคลาสเลยล่ะ อย่างน้อยหูฉันก็บอกแบบนั้น”
อันโตนิโอพยักหน้าเข้มๆ
“ผมคิดเหมือนกันครับ ถ้าไม่ได้จะจำหน่ายแค่ในเกาหลี ผมก็อยากแนะนำให้ใช้ชื่อนี้”
กยองฮาคิดหนัก
จังหวะนั้นเอง พวกพนักงานโรงแรมก็เดินตรงเข้ามายังโต๊ะของทั้งสี่ พนักงานที่ติดป้ายตำแหน่งหัวหน้าผู้จัดการเกรี้ยวกราดใส่ผู้จัดการชายใต้บังคับบัญชา
“ทำไมไม่รู้จักจัดให้นั่งในห้องส่วนตัว หา? ให้นั่งโต๊ะแบบนี้ได้ยังไง…”
ผู้จัดการทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ทุกท่านแจ้งว่าจะนั่งทางฝั่งนี้น่ะครับ”
พนักงานอื่นๆ ถอยฉากให้ผู้ที่ตำแหน่งสูงกว่าก้าวเข้ามา เธอสวมสูทที่เพียงเห็นก็รู้ว่ามีราคา หน้าตารูปร่างงดงาม
เธอคือประธานกรรมการบริหารประจำโรงแรมนี้ นามว่าอีซอยอง
“ได้ยินว่าทั้งสามท่านให้เกียรติมาเยือนโรงแรมเรา ดิฉันเลยมาต้อนรับค่ะ ไม่ทราบว่า ที่นั่งสะดวกเรียบร้อยดีไหมคะ” เธอเอ่ยด้วยสายตาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เนื่องด้วยทั้งกยองฮา มาร์โก และอันโตนิโอมารวมกันอยู่ในที่เดียวกัน เดี๋ยวนี้ ตอนนี้
‘แค่คนเดียวก็ว่ายากแล้ว นี่มาพร้อมกันตั้งสามคน…’
แต่ละคนได้รับขนานนามโดยมวลมหาประชาชนอย่างเต็มใจว่าเป็นสุดยอด เพียงแค่คิดว่าโรงแรมให้การบริการดูแลแขกอย่างส่งเดช ลึกๆ ในใจก็อึดอัดว้าวุ่นไปหมด
“ก็เรียบร้อยดีนะครับ” กยองฮาตอบสั้นๆ
เธออึ้งไป
“ตะ แต่ว่า สายตาแขกอื่นๆ อาจจะทำให้ได้รับความไม่สะดวก…”
“ปกติก็เป็นจุดสนใจตลอดอยู่แล้วล่ะครับ อีกอย่าง สองท่านนี้เห็นด้วยกับผมว่านั่งตรงนี้ดีแล้วครับ”
เป็นอย่างที่กยองฮาอธิบาย ไม่มีใครรู้สึกอยากเลี่ยงพื้นที่สาธารณะขนาดนั้น หากเรื่องเยอะทนความอึดอัดไม่ได้ เขาคงม้วนเสื่อ ปิดร้านตามสั่งไปนานแล้ว
อีซอยองพยายามยอมรับเรื่องตรงหน้า ทั้งที่ยากแก่การทำความเข้าใจ
“ได้ยินอย่างนั้นดิฉันก็สบายใจขึ้นค่ะ แล้วไม่ทราบว่า อาหารถูกปากหรือเปล่าคะ”
“ให้ตอบตอนนี้คงจะยากครับ เพิ่งได้ชิมสเต็กไปอย่างเดียวเอง”
“ต้องขออภัยที่ดิฉันถามเร็วไปหน่อยนะคะ” แต่แรกยิ้มอย่างไร เธอก็ยังคงยิ้มอย่างนั้นอยู่
เอาจริงๆ เธอไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไร แม้จะเป็นการพบกันครั้งแรก แต่ทั้งสามไม่ได้ทำตัวเข้าหายากเลยแม้แต่น้อย
‘ใจจริงอยากจะขอร่วมโต๊ะซะเลย แต่คงไม่ได้หรอกเนอะ’
ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้รับเกียรติเช่นนี้อีก เธอกล้ำกลืนความเสียดายลงท้อง ก่อนยื่นนามบัตรของตัวเองให้กยองฮา มาร์โก และอันโตนิโอตามลำดับโuเวลกูดoทคอม
“ครั้งหน้าหากได้มาเยือนโรงแรมของเราอีก วันไหนเวลาไหนก็ได้ ทางเราขออนุญาตไม่เก็บค่าใช้จ่ายนะคะ แน่นอนว่าของวันนี้ก็นับรวมด้วยค่ะ”
***
และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันตัดสินรอบชิงชนะเลิศ
ถือเป็นวันที่กยองฮาถ่ายทำรายการท็อปเชฟเป็นวันสุดท้ายด้วยเหมือนกัน
ทีมฝรั่งเศสที่ไต่อันดับขึ้นมาพร้อมทีมเกาหลีอย่างเหนียวแน่นไม่อาจละสายตาไปจากที่นั่งฝั่งผู้ชมได้
“อันโตนิโอมาทำอะไรที่นี่”
“ว่ากันว่าเขาสนิทกับมิสเตอร์โกนะ”
ส่วนสายตาอันโตนิโอนั้นสอดสายไปทั่วห้องส่ง
‘ท่าทางจะลงทุนไปไม่น้อย ก็สมควรอยู่หรอก เรทติ้งรายการดีขนาดนี้ มันต้องจัดชุดใหญ่แบบนี้แหละถึงจะเหมาะสม’
หากแปลงสกุลเงินเป็นหน่วยวอน การตกแต่งสตูดิโอนี้ใช้งบประมาณถึงหลายร้อยล้านวอนทีเดียว อย่างน้อย คำนวณคร่าวๆ ก็น่าจะประมาณนั้นแหละ ไม่แน่ว่าถ้าไล่ทีละส่วนจริงๆ อาจจะใช้งบฯ มากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ
ทว่า รายรับที่ได้ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ เพราะท็อปเชฟโด่งดังจนทรงอิทธิพลไปไกลทั่วทั้งเอเชียและยุโรป ไม่ใช่แค่ในเกาหลีอย่างเดียว ความนิยมทั้งหมดเป็นดั่งพลังคอยผลักดันให้ซีซันนี้ต้องถ่ายทำกันอย่างยาวนาน ครองตารางเวลาของทั้งทีมงาน เชฟหน้ากล้อง รวมถึงพิธีกรกันถ้วนหน้า
“ในที่สุดก็มาถึงปลายทาง แค่ผ่านวันนี้ไปก็จบแล้วนะครับ” อันจองฮุนเปรย
“ดีใจงั้นสิ?” โจซองจูถาม
“จะว่าดีใจก็ไม่ใช่ เหมือนโล่งใจปนเสียดายมากกว่าครับ รายการจะหยุดพักช่วงหนึ่ง… แถมซีซั่นหน้าคุณกยองฮาก็ไม่เข้าร่วมแล้วด้วยไม่ใช่เหรอครับ”
“อืม”
ทีมงานทั้งรั้งทั้งขอร้องไม่รู้กี่หน ทว่า กยองฮาปฏิเสธอย่างชัดเจนไม่มีลังเล
“กับคุณกยองฮานี่เรื่องความเก่งก็เรื่องหนึ่ง ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกผูกพันมากเลยครับ แปลกจริงๆ”
“ใช่ไหม เพราะเขาเป็นผู้ฟังที่ดี เคารพการตัดสินใจของคนอื่น แถมนิ่งๆ ไม่เอะอะด้วยล่ะมั้ง”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน คิมโฮดงก็เข้ามาแทรกกลาง
“จะมองว่าจิตใจดีก็ได้ เป็นคนอบอุ่นอีกต่างหาก”
พิธีกรทั้งหมดชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน เหล่าเชฟก็ไม่ต่างกัน
“หลังจากวันนี้ คงไม่ได้เจอคุณกยองฮาแล้วสินะครับ”
“มาเที่ยวร้านผมสิครับ ไม่ก็ให้ผมไปหาก็ได้”
ท็อปเชฟให้ประสบการณ์อันมีค่าแก่กยองฮา ต้องขอบคุณรายการนี้ที่ช่วยขยายขอบเขตความรู้ความชำนาญให้เขา เทียบกับเมื่อก่อน เขาปรุงอาหารได้หลากหลายขึ้นมาก สมาชิกแต่ละคนก็แสนดี พูดคุยสนิทสนมกันได้อย่างไม่ต้องวางท่า แต่กยองฮาจำเป็นต้องหยุดการถ่ายทำไว้ก่อน งานเขาเยอะมากเกินไปแล้ว
“อ้าวๆๆ ต้องมาจริงๆ นะครับ เมื่อกี้บอกแล้วนะว่าจะมา” เชฟชเวฮยองซอกเหมือนตื่นเต้น
“ไม่มีเหตุผลให้ผมไม่ไปนี่ครับ”
สงครามปะทุท่ามกลางกลุ่มเชฟ
“แล้วร้านพวกเราล่ะครับ”
“มาร้านพวกเราด้วยสิครับ”
จะบอกว่าทุกคนจริงใจไร้ความคิดแอบแฝงก็พูดไม่เต็มปาก เพียงแค่กยองฮามาเยี่ยมเยือนที่ร้านเท่านั้น จะกลายเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านอย่างเยี่ยมยอด ช่วงที่ต่างคนต่างโวยวายกันเสียงดังนั้นเอง ทีมงานก็ตะโกนเป็นเชิงให้สัญญาณ
“จะเริ่มแล้วนะครับ”
หมดเวลาสนุก เอ้ย เวลาส่วนตัวแล้วสิ
***
เวลาเดียวกัน ทางด้านมาร์โกก็กำลังดูงานพลางสังเกตการณ์วิธีทำอาหารของแดเนียลกับเดอชอว์นอยู่
“พวกเธอยังอีกไกลถ้าจะตามอาจารย์ให้ทัน” เขาทนไม่ไหว หลุดปากออกมาจนได้
แม้คนฟังจะสะอึกจนเกือบน้อยใจ แต่ถ้าไม่แทงใจดำกันเสียหน่อยการฝึกฝนคงไม่ก้าวหน้า มีคนอีกมากมายไม่รู้เท่าไหร่ที่ย่ำอยู่กับที่
“อาจารย์ไกลเกินเอื้อมครับ ไม่มีทางตามทันอยู่แล้ว” แดเนียลแย้ง
มาร์โกหัวเราะเย้ย พ่นลมพรืดทางจมูก
“คิดแบบนั้นก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะ อยากจมปลักอยู่ตรงนี้ แตะไม่ถึงแม้แต่ปลายเท้าหรือไง”
แดเนียลระมัดระวังคำพูดและการกระทำทันที ต่างจากเดอชอว์นที่กล้าถามอย่างอุกอาจ
“ไม่ทราบว่า มีตรงไหนที่เห็นว่ายังพยายามไม่พอหรือทำผิดบ้างเหรอครับ รบกวนชี้แนะแบบเจาะจงสักหน่อยได้ไหมครับ”
“ก่อนอื่น เคลื่อนไหวโดยสูญเปล่ามากเกินไป”
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ มาร์โก ปิแอร์ ไวท์ ตำนานเดินได้ตัวเป็นๆ ฉะนั้น คำสอนเหล่านี้จึงควรรับฟังและจดจำเข้าไปให้ถึงเนื้อถึงกระดูก
“ลองนึกภาพอาจารย์ดูสิ เวลาเขาทำเมอแร็งก์หรือนวดแป้งเคยใช้ท่าทางที่ไม่จำเป็นบ้างรึเปล่า ขนาดย่างสเต็กยังไม่เหมือนใครเลย การจิ้มพลิกบ่อยๆ ไม่ได้ช่วยให้เนื้อสุกดีขึ้นหรอกนะ”
คิดดีๆ แล้วก็จริงดังว่า อาจารย์มักจะใช้การเคลื่อนไหวที่สั้นและน้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพสูงสุดเสมอ
“เรื่องเซนซ์กับการตระหนักรู้ของพวกเธอยังไม่มากพอ ถ้ายังไม่รู้ถึงข้อบกพร่องของอาหารที่ตัวเองทำล่ะก็ มีแต่เดินอยู่ที่เดิมนั่นล่ะ ไปข้างหน้าไม่ได้หรอก”
แดเนียลกับเดอชอว์นตั้งอกตั้งใจฟังเต็มที่ ทว่า มาร์โกไม่อาจชี้แนะอะไรได้มากนัก เพราะใกล้เวลาที่เขาจะต้องไปขึ้นเครื่องบินแล้ว นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่สามารถตามกยองฮาไปที่สตูดิโอได้
“เวลาเลยมาขนาดนี้แล้วเหรอ งั้นคงต้องพอแค่นี้ก่อน”
ใจจริงหากเป็นลูกศิษย์เขาเอง คงลงหวายหนักหน่วงไปแล้ว นี่เขาได้แต่ปรับให้ละมุนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
‘ดูๆ ไป วิธีสอนของมิสเตอร์โกกับเราต่างกันมากเลยแฮะ โอ๋ลูกศิษย์เกินไปรึเปล่า…’ มาร์โกคิดเงียบๆ
แดเนียลกับเดอชอว์นทำหน้าที่ส่งแขก
“เดินทางปลอดภัยครับ”
“แล้วพบกันใหม่นะครับ”
ประโยคของเดอชอว์นเรียกรอยยิ้มให้มาร์โก
‘ยังจะพบกันใหม่อีกรึ’
***
ณ สตูดิโอถ่ายทำ
สงครามกำลังระอุได้ที่ราวกับลูกไฟแข่งกันระเบิดตัวตูมตาม
หลังจากรอบสิบหกทีม ตั้งแต่รอบแปดทีมเป็นต้นมา รูปแบบการแข่งขันก็ถูกปรับเปลี่ยน ไม่ว่าจะทำอาหารกี่ชนิดก็ตาม ผู้เข้าแข่งขันต้องทำให้เสร็จทั้งหมดในรอบเดียว
รอบนี้ตัวแทนทีมเกาหลีคือ อียองบกกับกยองฮา
“เราอย่าทำหลายอย่างจุกจิกให้วุ่นวายโดยใช่เหตุเลยดีกว่า เอาแค่สองเมนูให้เจ๋งๆ ก็พอ ฉันทำเมนูที่ตัวเองถนัดที่สุด ส่วนคุณกยองฮาก็ทำเมนูที่ตัวเองถนัดที่สุด โอเคไหม”
สองตาของอียองบกเปี่ยมไปด้วยวิญญาณนักสู้ร้อนแรง อาจเป็นเพราะรสชาติขมขื่นจากความพ่ายแพ้ครั้งก่อนก็เป็นได้