“ไม่แน่ใจว่าทราบอยู่แล้วหรือเปล่านะครับ เชฟชเวฮยองซอกท่านนี้ก็กำลังสอนให้ทางมหา’ ลัยอยู่เหมือนกัน คุณเอ็ดเวิร์ด คิมก็ด้วยครับ…”
คล้ายว่าคำอธิบายจะยังไม่มากพอ ชเวฮยองซอกจึงช่วยกล่าวเสริม
“เชฟมิชลินท่านอื่นๆ ก็ด้วยครับ”
“ใช่ครับ ส่วนเรื่องค่าสอนผมจะประสานให้ได้มากที่สุดครับ”
จุดที่เขากังวลมากที่สุดคือเรื่องค่าสอนนี่แหละ เพราะเชฟโกกยองฮาไม่ใช่เชฟชื่อดังแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ดังไปไกลระดับนานาชาติ ระดับโลก ความโด่งดังของเขาจะนำมาเปรียบเทียบกับเชฟอื่นๆ ในเกาหลีคงไม่ได้ อีซองฮักรู้สึกว่า เทียบกันไม่ติด
‘เชฟท่านอื่นก็ยังมีอีกตั้งเยอะ ดันร่ำร้องจะให้เป็นเชฟโกให้ได้…’
ด้วยความที่เหล่านักศึกษาแนะนำกันเข้ามาอย่างท่วมท้น จากที่เขาเคยถามว่าควรเชิญเชฟท่านไหนมาดี นักศึกษาก็พากันตะโกนตอบเป็นเสียงเดียวว่า เชฟกยองฮา
“ขอบพระคุณที่นึกถึงนะครับ แต่ผมไม่เคยสอนพวกคาบพิเศษมาก่อนเลยเนี่ยสิ” กยองฮาชักเขิน
“ไม่มีอะไรยุ่งยากหรอกครับ แค่อธิบายโน่นนี่ให้นักศึกษาฟังเป็นใช้ได้”
แรงยุของชเวฮยองซอกทำให้กยองฮาเริ่มลังเล
‘คาบพิเศษรึ…’
***
ณ ฮันอุล สาขาหลัก
หลังสะสางบัญชีต่างๆ เรียบร้อย อันอิลเทกับกยองฮาก็ไปนักวอนดงด้วยกัน
“เพิ่งเคยมีโอกาสได้มาที่แบบนี้กับเธอแค่สองคน ครั้งแรกเลยนะนี่”
สถานที่ที่ว่า คือ ร้านรถเข็นข้างทางใกล้ๆ ร้านขายเครื่องดนตรีนักวอน บรรยากาศเงียบๆ สงบๆ ลมแผ่วๆ เช่นนี้ช่วยชูรสให้เหล้าที่ดื่มอร่อยขึ้นเป็นกอง เหล้าโซจู แกล้มด้วยปลาไหลทะเล เมนูหลักประจำร้านรถเข็น
“ขอบใจนะ สำหรับหลายๆ อย่าง”
อันอิลเทเปิดประโยคอย่างจริงใจทันทีที่กระดกรวดเดียวหมดจอกแรก
“พูดอะไรอย่างนั้นครับ”
“ไม่ๆ ถึงจะผ่านมานานแล้วก็เถอะ แต่ฉันรู้สึกว่าฉันนี่โคตรโชคดีเลย บางครั้งก็เคยคิดนะว่า ถ้าไม่ได้เจอเธอ ชีวิตจะเป็นยังไง แล้วรู้ไหมว่าทุกครั้งคำตอบคืออะไร? ‘ทนถูๆ ไถๆ จนไม่ไหวก็คงปิดกิจการไปเอง’ ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ”
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงครับ” กยองฮาหัวเราะ
อันอิลเทกระดกจอกที่สองต่อ เอ่ยความในใจออกมาตรงๆ
“พวกทำธุรกิจส่วนตัวแล้วร่ำร้องว่าเหนื่อยนักเหนื่อยหนาน่ะ ใช่ว่าเพิ่งจะโผล่มาวันสองวันนี้ซะเมื่อไหร่ ทำๆ ไปกิจการเจ๊งไม่เป็นท่าก็มีถมเถ อะไรสามารถการันตีได้ล่ะว่าฉันจะไม่เจ๊ง”
“เถ้าแก่บริหารร้านดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่ครับ หัวหน้าชินก็มีความสามารถไม่น้อยด้วย”
“หัวหน้าเก่งน่ะ ใช่ แต่พวกมยองฮุนกับจินโอล่ะ จะลืมพูดถึงไม่ได้นะ ถ้าไม่มีเธอ เราคงโดนผลกระทบเละเทะแน่”
ฝีมือทำอาหารของมยองฮุนกับฝีมือการตลาดวางกลยุทธ์ของจินโอนับว่าสูงจนไม่อาจดูแคลนได้ มองอนาคตไปข้างหน้ายาวแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะเห็นลู่ทางสดใสได้ง่ายๆ
จู่ๆ รอยยิ้มเบาบางก็พาดผ่านปากอันอิลเท เขานึกย้อนไปถึงกยองฮาและท่าทางไร้เดียงสาสมัยก่อน แต่อันอิลเทเลือกที่จะไม่เล่า ด้วยกลัวว่าหากเจ้าตัวได้ฟังอาจรู้สึกไม่ชอบใจก็เป็นได้
‘คิดดีๆ แล้ว หลังๆ มานี้ฉันชักชินกับการสังเกตท่าทีกยองฮาก่อนจะทำอะไรอยู่เรื่อยเลย’ เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
ทุกครั้งที่เหล้าเกลี้ยงจอก โซจูจะถูกรินลงจอกของอีกฝ่ายจนเต็มปริ่ม แต่ยิ่งดื่มเท่าไหร่ อันอิลเทก็ยิ่งรู้สึกแปลกกับรสชาติ
‘ปกติโซจูเป็นแบบนี้รึ ตอนนี้อารมณ์ดี ยังดื่มได้เรื่อยๆ… อืม มีแต่กลิ่นแอลกอฮอล์ล้วนๆ เลยแฮะ’
ตัวการมาจากเหล้าผลไม้หมักนั่นเอง อาจเพราะสื่อโทรจิตถึงกันได้หรืออย่างไรไม่ทราบ กยองฮาถามเรื่องนี้ขึ้นมาพอดี
“ผมแบ่งไวน์ให้อีกเอาไหมครับเถ้าแก่”
อันอิลเทเกือบจะลืมตัว พยักหน้าตอบรับด้วยความต้องการเต็มเปี่ยม ทว่า คนเราย่อมต้องรู้จักความละอายบ้างสิ
“ให้เฉยๆ แบบคราวก่อนไม่เอานะ เก็บเงินฉันเถอะ”
“ถ้าผมจะเก็บเงิน คงไม่ถามขึ้นมาหรอกครับ” กยองฮาตอบทีจริงไม่ทีเล่น
“คนเรานี่นะ ของประมูลราคาหลายแสนจะมาให้กันเปล่าๆ เป็นใครมันก็ต้องรู้สึกเกรงใจทั้งนั้นล่ะ”
เขารู้อยู่แล้วว่าไวน์เกรดดีขายได้ราคาประมาณนั้น ฮงกยองนักคงส่งข่าวให้ได้ยินคร่าวๆ ทุกระยะ
“ระหว่างผมกับเถ้าแก่ ยังมีเรื่องไหนต้องเกรงใจกันอีกเหรอครับ” กยองฮาถามนุ่มๆ
อันอิลเทพยายามขีดเส้นให้ชัดเจน
“ต่อให้สนิทกันขนาดไหน เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวควรแยกแยะให้ถูกไม่ใช่รึ แล้วฉันก็เงินเยอะนะจะบอกให้”
ไหนจะรายรับสาขาหลัก รายรับสาขารอง รายรับแฟรนไชส์ ไหนจะรายได้จำนวนไม่น้อยจากช่องทางอื่นๆ อีก ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับมาตรฐานของกยองฮา ที่กล่าวมาจัดว่าน้อยแบบไม่สมเหตุสมผล
“จะยังไงก็รับไว้เถอะครับ ผมไม่ได้เตรียมไว้ให้แค่เถ้าแก่คนเดียวนะครับ มีของพวกพนักงานด้วย”
ที่หมักๆ ไว้น่ะมีเยอะแยะ แต่ชนิดที่ขายแล้วได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ มีเพียงเลเวล 5 เท่านั้น
ไวน์เกรดดีเลเวล 4 เรียกราคาได้หลายแสนวอนก็จริง แต่จะเอาไปเทียบชั้นกับเลเวล 5 ราคาหลักร้อยล้านได้อย่างไร ไม่สมเหตุสมผลอีกนั่นแหละ
“มองเธอแล้ว บางทีฉันก็นึกถึงพระโพธิสัตว์นะ”
อันอิลเทยังพยายามจะคิดเผื่อกยองฮาอยู่ดี
***
หนึ่งวันให้หลัง หลังจากที่ออกไปดื่มกับอันอิลเท กยองฮาจัดการสานต่อขั้นตอนที่ยังเหลือในการทำเหล้าต้มกลั่น
แอลกอฮอล์ซึ่งถูกบ่มได้ที่เข้าผสมผสานกับน้ำแร่ในภาชนะเนื้อไม้ไผ่ เหล้าชั้นดีที่ตักขึ้นมาทั้งใสทั้งหอมชื่นใจ นี่คือเหล้าท้องถิ่นดั้งเดิมของเกาหลี เรียกว่า ช่องจู หรือไวน์ข้าวใส
ด้วยความที่แอลกอฮอล์มีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ หากใช้ไฟแรงเกินไปแอลกอฮอล์จะระเหย น้ำภายในหม้อถูกกลั่นออกมาพร้อมกัน กลายเป็นโซจู (เหล้าขาว) ดีกรีต่ำปริมาณมาก แถมด้วยข้อเสียอีกอย่างคือกลิ่นไหม้ฉุน กลับกัน หากใช้ไฟอ่อนๆ กลิ่นไม่พึงประสงค์ก็จะไม่เกิด ทั้งรสชาติ ความหอม รวมถึงดีกรีแอลกอฮอล์ก็จะเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์คือโซจูเกรดดี แต่ข้อเสียของมันคือ ปริมาณที่ได้กลับน้อยมาก และคุณภาพการกลั่นก็ลดลงเรื่อยๆ แปรผกผันกับระยะเวลายาวนานที่ต้องลงแรง
จะบอกว่ารสชาติ กลิ่น และปริมาณของเหล้าต้มกลั่นขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการเก็บความเย็นระบายความร้อนก็คงไม่เกินไป การทำให้แอลกอฮอล์ที่ระเหยไปกลับมาควบแน่นอีกครั้งจำเป็นต้องใช้น้ำเย็น ซึ่งทำหน้าที่เป็นน้ำหล่อเย็นก่อนจะคลายอุณหภูมิ ขั้นตอนเปลี่ยนถ่ายน้ำจึงเกิดขึ้นตรงนี้เอง
กรรมวิธีแสนเหนื่อยยากและความพยายามต่อเนื่องยาวนานออกผลเป็นเหล้ากลั่น หยาดลงมาตามรางไม้ไผ่ ลงสู่ภาชนะทีละหยด ทีละหยด เรียกว่า โนจู หรือเหล้ากลั่นทีละหยดเหมือนเก็บน้ำค้าง ที่มีคุณภาพสูง
ภาชนะที่เก็บเหล้าย่อมต้องเป็นเครื่องปั้นดินเผา ทำจากดินเหนียวสีออกแดงขึ้นรูปเป็นทรงภาชนะ ก่อนจะนำไปอาบแดดให้แห้ง ชุบน้ำด่างจากขี้เถ้า แล้วเผาต่อในเตา
เมื่อเสร็จสิ้นกรรมวิธีหมักเหล้าต้มกลั่น กยองฮาก็หันมาสนใจเห็ดมัตสึทาเกะกับเทียนหม่า (ยาครอบจักรวาล)
มัตสึทาเกะนี้รูปร่างสมส่วน กลิ่นดีจนพาให้ปลายจมูกคันยิบๆ ตรงกันข้ามกับเทียนหม่าที่มีลักษณะทรงกระบอกคดไปคดมา รูปร่างไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่ ไม่ชวนประทับใจเอาเสียเลย
“ดูเผินๆ อย่างกับตัวอ่อนแมลง… ไม่เอาน่า ตัดสินจากรูปร่างภายนอกไม่ได้สิ เอาล่ะ มาจัดการให้เสร็จเลยดีกว่า เหล้ามัตสึทาเกะ เหล้าเทียนหม่า” การทดลองใหม่ๆ มักทำให้กยองฮาใจเต้นแรงเสมอ
เขาตระหนักในคุณค่าของเมนูและสุราชนิดต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะชนิดที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก จากนั้นได้กลายเป็นที่ยอมรับท่ามกลางคนหมู่มาก แค่นึกก็สุขใจเกินบรรยายแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นจะให้เอาเหล้าต้มกลั่นที่สู้อุตส่าห์ประคบประหงมจนกลั่นสำเร็จเป็นครั้งแรกมาใช้ซี้ซั้วคงไม่ได้ กยองฮาจึงใช้โซจูที่ซื้อมาจากในเมืองแทน ระหว่างที่ยังเป็นเหล้าเลเวลต่ำ วิธีนี้นับว่าประหยัดและมีประสิทธิผลพอควร
“เอาล่ะ ขอดูหน่อย เหล้ามัตสึทาเกะต้องมีวัตถุดิบคือ เห็ดมัตสึทาเกะ น้ำตาล โซจู…”
ขั้นตอนต่างๆ เป็นไปอย่างลื่นไหล จะไม่ลื่นอยู่อย่างเดียวก็คือ ต้องบ่มทิ้งไว้ถึงหกเดือน เทียบกับเหล้าเทียนหม่าแล้วใช้เวลามากกว่าถึงเท่าตัว เหล้าเทียนหม่านั้นบ่มไว้สองถึงสามเดือนก็ใช้ได้แล้ว
จำนวนเหล้ามีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนวันหยุดของกยองฮากลับลดลงเรื่อยๆ
จะปล่อยให้ทั้งวันสูญเปล่าไปกับการลองหมักเหล้าก็ใช่ที
“โห กี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย กินข้าวก่อนดีกว่า”
ระหว่างขับรถอยู่ละแวกบ้าน กยองฮาก็กดโทรศัพท์โทรออก
เขาคิดว่ากินข้าว ‘คนเดียว’ ไม่สู้กินด้วยกัน ที่จริงก็เป็นเช่นนี้บ่อยๆ ซุนกุกเองก็พยายามหาทางเลี่ยงการกินข้าว ‘คนเดียว’ ทุกวันหยุดอยู่เหมือนกัน
[ครับพี่]
“ซุนกุก กินข้าวกลางวันรึยัง”
[ยังเลยครับ]
“ออกมาข้างนอกไหม กินข้าวกัน”
[…ครับ]
ไม่นานให้หลัง ซุนกุกก็โผล่มา เขาไม่ได้ฉายเดี่ยว แต่พ่วงแดเนียลกับเดอชอว์นมาด้วย
“อ้าว ทำไมมาด้วยกัน”
“เมื่อวานเจ้าพวกนี้นอนกันที่นี่น่ะครับ”
สมาชิกเพิ่มขึ้นอีกสองหน่อ จะว่าคนเยอะก็ไม่เชิง
“อยากกินอะไร” กยองฮาถาม
ซุนกุก แดเนียล และเดอชอว์นมองหน้ากันไปมา สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนเอ่ยปากตอบตามลำดับโนlวลกูดอทคoม
“นั่นสิครับ ผมไม่ได้มีอะไรอยากกินเป็นพิเศษ”
“ผมอะไรก็ได้ครับ ถ้าไม่ใช่อาหารที่อาจารย์ทำ กินอะไรก็เหมือนๆ กัน…”
“ผมก็คิดแบบเดียวกันครับ”
ดังนั้น คนเลือกเมนูจึงวกกลับมาเป็นกยองฮา
“ให้ฉันคิดสินะ โอเค ขึ้นรถ”
กยองฮาขับพาทั้งสามคนมายังจุดหมายปลายทาง ซึ่งก็คือ ร้านแฟรนไชส์ที่เถ้าแก่ชินเป็นเจ้าของ
“เอ๊ะ ได้ตราสัญลักษณ์ฯ เพิ่มอีกดวงแล้วแฮะ”
ก่อนหน้าตอนที่ซุนกุกเห็นยังมีเพียงสองดวง ตอนนี้กลายเป็นสาม
“แกสอบผ่าน เพิ่งได้อันใหม่มาไม่นานน่ะ เข้าไปกันเถอะ”
กยองฮาเดินเข้าร้าน เถ้าแก่ชินออกมาจากครัว ต้อนรับอย่างยินดีเกินขนาด
“โอ๊ยตาย ประธานโก ไม่ได้เจอกันนานแค่ไหนแล้วนี่”
“สักสองเดือนเห็นจะได้ครับ ทุกอย่างโอเคดีไหมครับ”
“โอเคม้าก~ ดูสิ ลูกค้าแน่นกว่าเดิมเยอะ ส่วนหนึ่งคงเพราะสาขารองหยุดวันนี้ แต่ปกติลูกค้าก็เยอะอยู่แล้วนะ”
โต๊ะที่ยังว่าง คือ แบบสี่ที่นั่งกับแบบสองที่นั่ง สองโต๊ะเท่านั้น
“พวกผมทานข้าวได้ใช่ไหมครับ” กยองฮาถาม อมยิ้มแบบคนหล่อ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ นั่งเลย นั่งๆ”
ออเดอร์ได้แก่ ราบกกี แกงกิมจิ อูด้งโอเด้ง และรามยอน
ไหนๆ ก็สั่งรามยอนแล้ว กยองฮาจึงสั่งข้าวห่อสาหร่ายไส้ชีสมากินแกล้มเป็นไซด์เมนูด้วย เถ้าแก่ชินมองออเดอร์แล้วก็เรียกพลังกับความตั้งใจใช้ทุกอย่างที่มีไปกับการปรุงอาหาร ไม่นานทุกอย่างก็เสร็จ ออกมาเสิร์ฟยังโต๊ะสี่คน
ไม่ต้องเอ่ยถึงแดเนียล เดอชอว์นเองแม้จะเป็นชาวต่างชาติก็สามารถรับประทานอาหารเกาหลีได้ไม่แพ้คนเกาหลีเลย แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่อาหารจะมีข้อเปรียบเทียบ
“ไม่อร่อยเท่าฝีมืออาจารย์ครับ” เดอชอว์นพูดตรงๆ
แดเนียลรีบกระซิบเสียงค่อย
“เปรียบกับอะไรที่เปรียบกันได้สิวะ ยังมีใครทำอาหารอร่อยกว่าอาจารย์อีกเหรอ…”
***
เดอชอว์นผู้ซึ่งมาเยือนบ้านกยองฮาเป็นครั้งแรกส่งเสียงอุทาน
“ว้าว บ้านอาจารย์ใหญ่เบ้อเริ่ม”
เขาก็เหมือนแดเนียล เทียวไปเทียวมาเป็นชาวหอพักทั้งคู่… เพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาในบ้านคนเกาหลีซึ่งมีกระทั่งสวนหย่อมเช่นนี้ เดอชอว์นเข้าไปตกอกตกใจต่อในตัวบ้าน เขามองห้องรับแขกกว้างขวาง ยังมีห้องหับต่างๆ อีกหลายห้องด้วย เหตุผลที่ทำให้ห้องรับแขกดูใหญ่ เป็นเพราะเหล้าผลไม้ทั้งหลายถูกย้ายออกไปเก็บรวมกันหมดแล้วที่โรงผลิตสุรา
ระหว่างสามคนเดินชมบ้าน กยองฮาก็เตรียมของหวาน
“กินขนมสิ”
ของหวานคือ เครปบานาน่าช็อกโกชิพ
“ขอบคุณครับ”
“จะทานให้อร่อยเลยครับ!”
สามคนอ้าปากกว้างสุดชีวิต กยองฮาหันหลังมาทำขนมต่อ
ด้านในแป้งเครปมีวิปครีมเย็นๆ ห่อหุ้มกล้วยกับช็อกโกแลตชิพเอาไว้ ช่างล่อตาดึงดูดใจเหลือเกิน ลองกัดเข้าคำหนึ่งก็รับรู้ได้ถึงความเพลิดเพลินกระจายทั่วทั้งปาก ไส้ด้านในเย็นจัดคล้ายไอศกรีม เครปก็นุ่มเนียน ทุกอย่างผสานเข้ากันเป็นรอยยิ้มส่งออกมาที่ริมฝีปาก แดเนียลกับเดอชอว์นอดไม่ได้ที่จะแอบเหลือบมองกยองฮาผู้ทำเครปอร่อยเหาะระดับพระกาฬ ตั้งแต่ขั้นตอนปาดตัวแป้งสีเหลืองอร่ามบนเตาก็ไม่ธรรมดาแล้ว ส่วนที่ร้อนจนไหม้ไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย แป้งเครปสวยงามถูกพักไว้ให้คลายความร้อนครู่สั้นๆ จากนั้นวิปครีม กล้วย ช็อกโกแลตชิป ตามด้วยอัลมอนด์ฝานบางก็ถูกห่ออยู่ภายในเครปเพียงชั่วพริบตา เครปที่ห่อสำเร็จแล้วเพิ่มจำนวนทีละอันสองอัน เผลอแป๊บเดียวก็เรียงกันเกินสิบอัน
“กะให้กินจนกว่าจะท้องแตกเหรอเนี่ย” เดอชอว์นแอบสงสัย
ซุนกุกส่ายหน้า
“คิดว่าน่าจะทำไปให้ที่บ้านพักคนชรานะ”
กยองฮาทำเครปเสร็จเรียบร้อย เตรียมออกจากบ้านอย่างรีบๆ
“ไปแป๊บเดียว เดี๋ยวมา”
“ครับ”
เป็นอย่างที่ซุนกุกคาดไว้ เครปทั้งหลายเดินทางมาที่บ้านพักคนชรา
เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่เพิ่งรับประทานอาหารมื้อหลักเสร็จไปไม่นาน ครั้นได้เห็นเครปเดลิเวอรี่ แต่ละคนก็ยิ่งกว่ายินดีปรีดากับความสุขเล็กๆ ยามไม้ใกล้ฝั่ง
“ของอร่อยแบบนี้มาจากไหนรึ”
“ผู้มีจิตอาสาที่หนูบอกครั้งก่อนไงคะ เขาตั้งใจเอาของหวานมาให้แบ่งกันทานค่ะ”
***
กยองฮากลับมาที่บ้าน ก็เจอกับคำขออนุญาตอันอุกอาจ
“เถ้าแก่ครับ ผมขอจ่ายรายเดือนแล้วอยู่ที่นี่เลยได้ไหมครับ”
แดเนียลไม่ยอมน้อยหน้า รีบเสริม
“ผมด้วย เรื่องทำความสะอาด ซักผ้า งานบ้านทั้งหมดผมทำเองครับ”
กยองฮาหูผึ่ง เข้าทีดีเหมือนกัน
ไม่ต้องให้ใครถามเขาก็รู้สึกอยู่เป็นประจำว่า บ้านหลังนี้ใหญ่เกินไปสำหรับการอยู่คนเดียว ถ้าแดเนียลกับเดอชอว์นสองคนย้ายมาอยู่กับเขา ฝีมือและทักษะการทำอาหารคงยิ่งรุดหน้าได้เร็วขึ้นไปอีก
‘พี่จะยอมไหมหว่า’ ซุนกุกลอบสังเกตปฏิกิริยากยองฮา
จากมุมมองของซุนกุก หากเป็นไปได้คงดีมากจริงๆ เขาสามคนนับวันยิ่งสนิทสนมกัน แดเนียลกับเดอชอว์นมักแวะเวียนมาหาเขาที่บ้านเช่าแคบๆ เสมอ คงเพราะกยองฮาไม่ตอบเสียที ฝรั่งทั้งสองจึงประโคมให้คำมั่นสัญญาต่อไม่ยั้ง
“สั่งให้ผมทำอะไร ผมจะทำทุกอย่างครับ”
“ส่วนผมจะขัดรองเท้า แล้วก็รีดผ้าให้ด้วยครับ”
“นวดสปอร์ต (นวดสำหรับนักกีฬา) ก็ได้นะครับ”
ถึงกับต้องโฆษณาตัวเอง พยายามขายทอดตลาดกันขนาดนั้นเลยหรือ
“เชิญตามสบาย” กยองฮาตอบแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อน
แววตาแดเนียลกับเดอชอว์นระยิบวิบวับ เถ้าแก่ตกลงแล้ว!
หรือเป็นเพราะบรรยากาศพาไป? ซุนกุกเองก็เกิดความปรารถนาขึ้นในใจโดยไม่คาดคิดมาก่อนเหมือนกัน
“พี่… งั้นผมอยู่ด้วยอีกคนได้ไหมครับ”