กะเทาะเปลือกข้าวสาลีออก ค่อยๆ เทน้ำจนท่วม กวนพร้อมนวดให้เข้ากันสักระยะหนึ่ง ก่อนย้ายตัวแป้งที่ได้ลงไปไว้ในภาชนะสำหรับหมักส่าเหล้า[1] เหยียบย้ำๆ ให้เนื้อแน่นราบ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท หากเชื้อราและเชื้อส่าเหล้า (ยีสต์) นอนก้นดีแล้ว กลิ่นหอมก็จะกระจายออกมา การหมักหัวเชื้อหรือลูกแป้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย หากวัดขนาดจากเส้นผ่านศูนย์กลาง ตัวลูกแป้งจะเล็กเกินไปก็ไม่ได้ บางหรือหนาเกินไปก็ไม่ดี ระดับความชื้นสูงเกินจำเป็นก็จะเละไม่เป็นท่าอีก
ผงแป้งบัควีทที่แช่ตัวอยู่ในน้ำร้อนเริ่มสุกทีละน้อย
หัวเชื้อและลูกแป้งบดละเอียดซึ่งผสมเคล้ากันในน้ำสะอาดจนได้ที่ ถูกถ่ายลงในขวดสุราทีละชั้น ทีละรอบ พวกตะกอนคงนอนนิ่งพอดีเมื่อกยองฮากลับจากต่างประเทศ ขั้นต่อไปเขาต้องเติมหัวเชื้อและลูกแป้งซ้ำอีกรอบ ทว่า การหมักสุราให้เข้มข้นกว่านี้ถือเป็นการเสี่ยงเนื่องจากติดระเบียบบังคับของกฎหมายกลาง ดังนั้น ขวดไหนที่เลเวล 4 ขึ้นไป จำต้องแยกประเภทต่างหากออกไปเป็นเหล้ากลั่นหรือสุราต้มกลั่นแทน ซึ่งก็ต้องลงทุนลงแรงหนักหน่วงเอาการ แม้กรรมวิธีการเหยียบลูกแป้งส่าเหล้าและการหมักจะสำเร็จเรียบร้อยดี แต่ยังเหลือขั้นตอนการบ่ม เติมน้ำสะอาด กลั่นให้เป็นเหล้าขาว เก็บรักษาในอุณหภูมิพอเหมาะ และอื่นๆ อีกมาก
จริงๆ แล้ว หากมองกรรมวิธีการทำอาหารเมนูต่างๆ ก็จะรู้ได้โดยนัยว่า ทุกอย่างใช้เวลาไม่น้อยและหลายๆ ขั้นตอนต้องอาศัยความประณีตสูง อาหารเลเวล 4 ก็เช่นกัน แค่วัตถุดิบยังต้องเป็นของดีพิเศษประจำภูมิภาคเลยไม่ใช่หรือ
ครั้นกยองฮาจัดแจงสิ่งที่ต้องทำเสร็จสิ้น เขาก็เปลี่ยนถอดชุดทำงานแล้วเดินออกมาจากโรงผลิตสุรา
ชายงเทมารออยู่ก่อนแล้ว
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อกี้นี้เองครับ”
“แล้วทำไมไม่เข้ามาล่ะ”
“ไม่อยากรบกวนน่ะครับ ให้ผมออกรถเลยไหม”
“ออกเลยๆ ว่าแต่ เปลี่ยนรถเหรอเรา”
คันตรงหน้านี้เป็นรถตู้สีขาววาววับเงาวิ้ง ชายงเทยิ้มกว้างจนเห็นเหงือก
“บริษัทเปลี่ยนให้น่ะครับ เท่สุดๆ ไปเลยใช่ไหมครับ”
บริษัทสังกัดดารามีหรือจะไม่คิดตามตรรกะของทุนนิยม ที่รถเปลี่ยนมาเป็นคันใหม่วิ้งเช่นนี้ก็เพราะระดับความเป็นสตาร์ของกยองฮาสูงขึ้นกว่าเดิมแล้วนั่นเอง
“เท่จริงด้วย งั้นจะไปกันด้วยคันนี้ใช่ไหม”
“ครับ แน่นอนอยู่แล้ว”
ชายงเทรีบปรี่เข้าไปรับกระเป๋าเดินทางที่กยองฮายกออกมาจากรถตัวเอง อุ้มย้ายไปวางในรถตู้แทน จากนั้นเข้านั่งประจำที่คนขับ พารถวิ่งฉิวไปยังสนามบิน
“ผมได้บินไปต่างประเทศบ่อยๆ แบบนี้เพราะอาศัยใบบุญเฮียทั้งนั้นเลยนะครับ เย้ เก็บบัคเก็ต ลิสต์ได้อีกหนึ่งแล้ว” บัคเก็ต ลิสต์ที่ว่า หมายถึงสิ่งที่อยากทำ หรือที่ที่อยากไปให้ได้ก่อนตาย
“เก็บได้อีกหนึ่ง? แล้วที่เหลือล่ะ ยังมีอะไรอีก” กยองฮาถามเสียงอ่อนเปลี้ย
ชายงเทตอบอย่างกระตือรือร้น ไฟลุกโชน
“การตะลอนกินอาหารอร่อยครับ พูดให้ชัดๆ ก็คือ การได้ ‘กินของอร่อยจนต้องร้องขอชีวิต’ ไงครับ จะว่าไป อันนี้ต้องให้เฮียนี่ล่ะ ช่วย…” พูดไม่ทันจบ หันหลังไปก็เห็นกยองฮาหลับผล็อยไปเสียแล้ว
ชายงเทกลั้นยิ้ม
‘เหนื่อยมากแน่เลย วันนี้เดินทางซะด้วย ยังอุตส่าห์จะหมักเหล้า…’
คนธรรมดาทั่วไปคงไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ
ชายงเทขับรถอย่างระวังมากยิ่งกว่ายามปกติ ความพยายามนั้นส่งผลให้กยองฮาหลับสนิทอย่างราบรื่นจนถึงลานจอดรถสนามบิน
‘ยังเหลือเวลา ปล่อยให้นอนอีกหน่อยแล้วกัน’
ผ่านไปราวๆ สิบนาที กยองฮาก็ลืมตา
“หือ? ถึงแล้วเหรอ ทำไมไม่ปลุกล่ะ”
“ยังพอมีเวลาครับ นอนต่ออีกนิดก็ได้”
“ไม่ล่ะ เดี๋ยวไปหลับบนเครื่อง เก็บชั่วโมงบินเอาทีหลัง” กยองฮาลงจากรถ ยกกระเป๋าเดินทางติดมาด้วย
ชายงเทพุ่งเข้าหาทันทีเพื่อแย่งมาไว้เอง
“เอามาให้ผมเถอะครับ ผมลากให้”
“ของตัวเองก็มีต้องลากไม่ใช่หรือไง”
“ลากมันทั้งสองอันเลยจะเป็นไรไปครับ ยังไงกระเป๋าก็มีล้อ ไม่ได้หนักอะไรนี่ครับ”
“มันดูไม่ค่อยเข้าท่านะ เอาเหอะ ของของฉัน ฉันลากเองดีกว่า”
กยองฮาฉวยกระเป๋าเดินทางกลับมาอยู่ในมือของตนจนได้ ชายงเทตามหลังต้อยๆ มาแบบเขินๆ
ระหว่างเดินมายังเกท ทั้งคู่ผ่านนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม เสียงกระซิบกระซาบดังรอบทิศ
“ดูนั่นสิ”
“หือ? ใคร อะไร”
“เชฟโกไง”
บางคนมือไวใจเร็ว ยกมือถือขึ้นมาเปิดกล้องจากนั้นกดปุ่มถ่ายภาพรัวๆ ยิ่งเมื่อเดินผ่านเข้ามาในเกท กยองฮายิ่งกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนมากยิ่งขึ้น ชายงเทมองนักท่องเที่ยวทางโน้นทางนี้ที่พยายามเก็บภาพกยองฮาแล้วก็อกผายไหล่ผึ่ง ประหนึ่งได้ยาชูกำลัง
‘เป็นปลื้มทุกทีสิน่าเวลาเจออะไรแบบนี้ ความมั่นใจมาเต็มโว้ย…’
แท้จริงยังมีบัคเก็ต ลิสต์อีกหนึ่งอย่างที่ชายงเทเก็บไว้ไม่กล้าบอกกยองฮา ก็คือ…
…การได้เป็นผู้จัดการส่วนตัวของซูเปอร์สตาร์ที่โด่งดังมากๆ นั่นเอง
***
หลังผ่านพ้นการเดินทางด้วยเครื่องบินอันยาวนาน และแล้วก็มาถึงประเทศอังกฤษ
ผู้คนที่นี่ดูจะมีปฏิกิริยาไม่ต่างกันเลย คนที่จำกยองฮาได้พากันยกมือถือขึ้นมากดถ่ายภาพกันให้ควั่ก
‘ที่อังกฤษก็เป็นไปกับเขาด้วย…’ ชายงเทอึ้งปากค้าง
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาเคยคิดๆ ไว้ตอนอยู่เกาหลี คงต้องเอามาวิเคราะห์ประเมินใหม่หมดเสียแล้ว ไม่ใช่แค่ซูเปอร์สตาร์ดาราดังธรรมดา No No แบบนี้ใช้คำว่า เวิร์ลด์สตาร์ยังได้
แน่นอนว่าที่เกาหลีและที่อังกฤษยังมีจุดต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย ที่เกาหลีผู้คนจะแห่แหนกันเข้ามารุมล้อมเหมือนเมฆก้อนยักษ์ ตรงข้ามกับในอังกฤษ ซึ่งมีการมะรุมมะตุ้มมากพอจะสร้างคลื่นมนุษย์
รอบๆ ข้างของกลุ่มคนที่จำกยองฮาได้มีทีท่าสงสัย
“ใครน่ะครับ ดาราเหรอ”
“ค่ะ มิสเตอร์โก เป็นเชฟดังระดับโลกเลยนะ”
“เอ้อ งี้นี่เอง คนญี่ปุ่น หรือคนจีน?”
ด้วยความที่เชฟชื่อดังชาวตะวันออกมักจะเป็นชาวญี่ปุ่นไม่ก็จีนเสียเป็นส่วนใหญ่
“คนเกาหลีค่ะ”
ความปลื้มปริ่มอิ่มเอมแทบจะล้นทะลักออกมาจากหน้าชายงเทอยู่รอมร่อ เขาฟังภาษาอังกฤษออกจึงเข้าใจได้สบายๆ แต่เพราะกังวลว่าอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน ชายงเทเลยรีบวางท่าอารักขาบอสใหญ่ นำทางกยองฮาออกมานอกเกทโดยพลัน
“เราขึ้นแท็กซี่กันตรงนี้ น่าจะ…” ชายงเทยังพูดไม่ทันจบประโยค
ก็มีลีมูซีนสีขาวมาจอดเทียบกะทันหันแทบเฉียดปลายจมูก
‘ยาวสักห้าตอนได้มั้งเนี่ย’
ชื่นชมได้ไม่ทันไร ประตูฝั่งคนขับก็เปิดออก ฝรั่งผิวขาวสวมแว่นกันแดดก้าวลงจากรถ เดินตรงมาที่กยองฮา
“ท่านกำลังรออยู่เลยครับ เชิญขึ้นรถครับ”
ชายงเทหน้าเหวอ ส่วนกยองฮาเหมือนวิญญาณหลุดหายไปครึ่งหนึ่ง
จริงอยู่ กยองฮาได้ติดต่อมาตามเบอร์ที่แนบไว้ให้ในซอง รวมกับตั๋วซีซั่นพาสและตั๋วโดยสารเครื่องบินตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีลีมูซีนหรูหราไฮคลาสขนาดนี้รอต้อนรับพวกเขา
“ไปคันนี้เหรอครับ”
“ครับ มีตรงไหนไม่สะดวกหรือเปล่าครับ”
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ใครหน้าไหนก็ต้องรู้สึกลำบากใจ แต่ ณ ตอนนี้ คงจำเป็นต้องเอาใจมานซูร์มาใส่ใจเราเสียหน่อย
“ไม่มีครับ ไปกันเถอะครับ”
ภายในตัวรถโอ่อ่าฟู่ฟ่ายิ่งกว่าด้านนอก
ครั้นชายงเทหย่อนก้นลงบนเบาะสะอาดเอี่ยมนุ่มนิ่ม เขาก็เก็บอาการตกตะลึงไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ความกว้างขนาดนี้ ต่อให้จับสักสิบคนมานั่งรวมกันยังเหลือที่ ซ้ำยังมีเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวและของว่างแปลกใหม่ไม่คุ้นตาเรียงรายพร้อมให้หยิบ
“จัดปาร์ตี้ในนี้น่าจะได้นะครับ”
กยองฮาไม่ถามอะไรสักคำเพียงเลือกเครื่องดื่มกระป๋องมาเปิด ก่อนยื่นส่งให้ชายงเท
ตัวเองนั้นหยิบอีกหนึ่งกระป๋อง เปิดจิบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยโนiวลกูดอทคอม
***
“เชิญทางนี้ครับ”
ที่พักของกยองฮาและชายงเทไม่ใช่รีสอร์ท ไม่ใช่โรงแรม แต่เป็นบ้านหลังโตที่มีสวนขนาดใหญ่พอให้เล่นฟุตบอลได้
“ผมน่าจะแจ้งไปแล้วนะครับว่า มาขอพักแค่ไม่กี่วันเท่านั้น” กยองฮาเปรย
ผู้ติดตามที่ใช้ภาษาเกาหลีได้คล่องแคล่วยิ้มตอบ
“ทราบดีครับ ผมเรียนท่านไปตามตรงแล้ว แต่ท่านก็ยังตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้อยู่ดีครับ”
ชายงเทกับกยองฮาเหมือนจะฟังไม่ได้ศัพท์โดยสมบูรณ์
“เอาไว้ใช้ต้อนรับแขกล่ะมั้งครับ”
“คงใช่ เพราะแขกที่จะมาพักไม่ได้มีแค่เรานี่เนอะ”
ผู้ติดตามได้ยินเสียงพึมพำของสองคน จึงอธิบายตามจริง
“ไม่ครับ บ้านหลังนี้นอกจากมิสเตอร์โกแล้ว จะไม่มีแขกอื่นอีกครับ”
“เฮ้ เตรียมการจะลักพาตัวเฮียผมรึเปล่าครับเนี่ย” ชายงเทโวยวาย
“จะมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไงครับ ท่านซื้อรอไว้เพราะตั้งใจอยากให้มาพักผ่อนเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการครับ”
ผู้ติดตามตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
ชายงเทอ้าปากค้างเหมือนขากรรไกรหลุด จ้องหน้ากยองฮานิ่ง ส่วนกยองฮาเองก็ตั้งสติไม่ทันพอกัน
ตั้งแต่ลืมตามาดูโลกบนแผ่นดินเกาหลีกระทั่งเติบใหญ่มาจนถึงตอนนี้ เจาไม่เคยเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อนจึงไม่สามารถทำความเข้าใจได้จริงๆ ต่อให้เป็นคนสุรุ่ยสุร่ายใช้เงินเหมือนเททิ้งละลายน้ำก็เถอะ คงไม่เอาเงินมาใช้จ่ายกับอะไรแบบนี้แน่ หนุ่มเกาหลีสองคนลืมวิธีพูดจาไปสิ้น
“ประตูหน้าอยู่ทางด้านนี้ครับ” ผู้ติดตามผายมือ
ครั้นสองหนุ่มหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดยืนด้านใน เมดหรือแม่บ้านก็ตรงเข้ามาโค้งทักทายอย่างอ่อนน้อม
“ดิฉันชื่อเอลล์ รับหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลบ้านหลังนี้ค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะ”
เธอเป็นฝรั่งผิวขาวชาวตะวันตกแน่แท้ แต่ประโยคที่กล่าวออกมานั้นกลับเป็นภาษาเกาหลี
“พูดภาษาเกาหลีได้ด้วยเหรอครับ”
“ค่ะ ตอนประกาศรับสมัครแม่บ้าน ท่านต้องการคนที่ใช้ภาษาเกาหลีได้น่ะค่ะ”
ต่อให้ชายงเทไม่ถามและเธอไม่ตอบ กยองฮาก็รู้ได้ว่ามานซูร์เตรียมการชนิดคิดเผื่อเขาไว้หมดแล้ว
กยองฮากับชายงเทก้าวเข้ามาในตัวบ้าน สิ่งแรกที่รอต้อนรับทั้งคู่อยู่คือพื้นหินอ่อน ผู้ติดตามเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือตน ก่อนเอ่ยเป็นเชิงขออภัย
“ท่านกำลังมา รบกวนรอสักครู่นะครับ ขอบคุณครับ”
เมื่อผู้ติดตามหลบออกไป ชายงเทก็หันซ้ายหันขวาไม่หยุด กลอกตาวุ่นวายมองไปทั่ว
“คิดไม่ถึงว่าจะสวยขนาดนี้… สุดยอดโคตรๆ เลยนะครับ มีเตาผิงติดผนังด้วย แล้วนั่นเพดานอะไรมันจะสูงขนาดนั้นเนี่ย โห โคมระย้าแชนเดอเลียร์นี่น่าจะแพงตาแตก”
ยังไม่หมด บ้านหลังนี้ยังมีห้องหนังสือ สระว่ายน้ำ และห้องน้ำซึ่งตกแต่งอย่างดีสะอาดสะอ้านอีกหลายห้อง มีกระทั่งกลิ่นหอมชวนให้อารมณ์ดีฟุ้งออกมาด้วย
ไฮไลท์น่าจะเป็นห้องครัวซึ่งคาดว่า ได้ผ่านการใส่ใจปรับปรุงอย่างสุดฝีมือมาแล้ว เพราะเครื่องครัวและอุปกรณ์ต่างๆ เรียกได้ว่าครบครัน
“กว้างมาก มากจนตั้งร้านอาหารในนี้ยังได้เลยครับผมว่า”
พื้นที่ใหญ่โตเสียขนาดนี้ หากเชฟทั้งหลายที่รักในการปรุงอาหารมาเห็นล่ะก็ มีอันต้องตาค้างสิบตลบอย่างไม่ต้องสงสัย เอาแค่ชนิดของมีดทำครัวก็มีไม่รู้กี่สิบแบบ ละลานตาอย่างกับก้าวเข้ามาเยือนโลกอื่น ชายงเทนั้นใจหนึ่งก็เครียด ทำขนาดนี้ใครมันจะไม่หวั่นไหวเอนเอียง คนอดใจได้จะมีสักกี่คนกัน
‘ต่อให้เป็นเฮียก็เหอะ นี่มันยั่วยวนเกินไปแล้วมั้ง เผลอๆ อยู่อังกฤษยาวขึ้นมาจะทำไง’
คิดไม่คิดเปล่า ปากก็เอ่ยอ้อมแอ้มถามกยองฮา
“เฮียไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอครับ”
“รู้สึกสิ ต้อนรับกันขนาดนี้เพิ่งเคยเจอครั้งแรก”
“แล้วถ้า…”
“จะถามล่ะสิว่า อยากอยู่ที่นี่เลยรึเปล่า”
“อะ…เอ่อ ครับ”
หากบอกว่าไม่คิดจะสนุกกับชีวิตกินอยู่หรูสบายแม้แต่น้อยคงเป็นการโกหก
“ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก”
กยองฮาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จึงตอบหนักแน่น
***
ใบหน้ามานซูร์เต็มไปด้วยความยินดีเปี่ยมล้น
“ดีใจที่ได้พบกันอีกนะ”
เหล่าผู้ติดตามด้านในยืนตัวตรงแน่วเช่นเคย บ่งบอกถึงบารมีของมานซูร์ได้อย่างจริงแท้ ชายงเทคอยสังเกตการณ์พลางเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวมานซูร์ยามสบช่องสบโอกาส วันนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตามากทีเดียว ได้ยินว่ามานซูร์มักมอบของแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่เสมอ จึงเห็นได้ว่าพวกบอดี้การ์ดล้วนสวมนาฬิกาเรือนละหลักร้อยล้าน ทั้งยังขับรถคันละหลายร้อยล้านวอนด้วย
มานซูร์นำกยองฮาและชายงเทเข้ามายังส่วนที่เป็นครัว เชฟสามคนกำลังง่วนปรุงอาหารให้แขกสามท่าน
“อืม ทางนั้นเป็นผู้จัดการส่วนตัวใช่ไหม”
“ครับ”
มานซูร์สนทนากับชายงเท ส่วนกยองฮาย้ายสายตาไปจดจ้องที่พวกเชฟ
“ทีแรกฉันตั้งใจจะส่งเครื่องบินส่วนตัวไปรับ แต่ผู้ติดตามฉันท้วงว่าเธอคงจะไม่สะดวกใจเท่าไหร่” มานซูร์อธิบาย
ด้วยความที่เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษ ชายงเทจึงทำหน้าที่ล่ามแปลให้กยองฮาฟังทันที
กยองฮาแทบหลุดหัวเราะ สภาพการณ์ตอนนี้ บ้านทั้งหลังทำเขาไม่สะดวกใจเสียยิ่งกว่าเครื่องบินส่วนตัวเสียอีก
มานซูร์มองไปทางเชฟ เอ่ยต่อ
“อาหารที่เชฟสองสามคนนี้ทำอร่อยไม่เลว ถึงจะเทียบฝีมือเธอไม่ได้ก็เถอะ”
เขาอยากรับประทานอาหารฝีมือกยองฮามากกว่าเชฟเหล่านี้ แต่นั่นจะได้อย่างไร การให้แขกที่ตนเชิญมาต้องเข้าครัวทำอาหารถือเป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างยิ่ง
‘ก่อนอื่น ต้องสร้างความสนิทสนมให้แน่นแฟ้นไปทีละขั้น’
ที่เขาส่งตั๋วซีซั่นพาส ทั้งยังหาซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้รอ ก็เพื่อซื้อใจกยองฮาตามขั้นตอน
ชายงเทแปลสิ่งที่มานซูร์พูด
“ขอบคุณมากครับที่กรุณาประเมินผมซะสูงขนาดนั้น” กยองฮาเอ่ยตอบ
รอยยิ้มตรงมุมปากมานซูร์กดลึกยิ่งขึ้น
‘แปลว่า ไม่คิดว่าตัวเองคือสุดยอดฝีมือรึ ฉันว่าใช่นะ เขาคือเชฟมือหนึ่งแน่นอน แต่ถ่อมตัวแบบนี้แหละดี จะได้รู้จักพัฒนาความสามารถต่อไปเรื่อยๆ’
ผู้ใดมองไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ผู้นั้นย่อมไม่รู้จักความก้าวหน้า หากมองว่าตัวเองคือที่หนึ่ง เป็นสุดยอดฝีมือไม่มีใครเทียบ เช่นนั้นจะมีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกเล่า หมั่นค้นหาจุดด้อยแล้วค่อยๆ แก้ไข เพียรเติมเต็มช่องโหว่ให้ได้เสมอ นี่สิ จึงจะเรียกว่าเป็นการปูทางสู่ความสำเร็จ
สิ้นสุดมื้ออาหาร มานซูร์เหลือผู้ติดตามไว้หนึ่งคน ที่เหลือให้แยกย้ายไปจนหมด
เขาจัดการหยิบไวน์ออกมา มันคือ ไวน์ราสเบอร์รี่กับไวน์รากดอกโซโลมอนนั่นเอง
“เพื่อตามหาสองขวดนี้ของเธอ ฉันส่งคนเข้าไปถึงในงานประมูลเชียวนะ”
ก็ว่าอยู่ กยองฮาก็สงสัยมานานแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ มานซูร์เคยหิ้วขวดไวน์ราสเบอร์รี่มาที่ร้านตามสั่ง
“มุสลิมไม่ได้มีกฎงดเหล้าหรอกเหรอครับ” ชายงเทถาม
กยองฮาตาโตจ้องมานซูร์อย่างประหลาดใจ ชาวมุสลิมดื่มเหล้าไม่ได้หรือ? นี่คือเรื่องที่เขาไม่รู้มาก่อน
มานซูร์ไขข้อสงสัยด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้าน
“ขอแค่ไม่มีกล้องแถวนั้นเป็นพอ ถ้าดื่มในที่ที่ไม่มีคนเห็น ใครจะมามัวใส่ใจล่ะ”
‘ไม่มีคนเห็น’ หมายถึงคนอื่นๆ นอกเหนือจากเหล่าผู้ติดตามส่วนตัว อันที่จริง เขาไม่ใช่ประเภทที่หลงใหลการดื่มเหล้าหรือไวน์ถึงขนาดนั้น แต่นั่นเป็นเรื่องก่อนที่มานซูร์จะได้ลิ้มลองเหล้าผลไม้หมักมือ
“เมื่อครู่ผมไม่เห็นเชฟมาร์โกเลยครับ” กยองฮาพาลสงสัยไปเรื่องอื่น
กยองฮาสนทนาทางโทรศัพท์กับผู้ติดตามของมานซูร์คร่าวๆ ก่อนจะบินมาที่นี่ แน่นอนว่าได้เกริ่นถามถึงเชฟมาร์โกด้วย
“เชฟมาร์โกอยู่ที่แมนซิตี้น่ะ” มานซูร์ตอบสั้นๆ
ไวน์ถูกรินลงในแก้วของกยองฮาและชายงเท
ชายงเทดื่มไปสองแก้วเต็ม รสชาติอันล้ำลึกหาใดเปรียบพาให้ลุ่มหลง เขาหลับตาแน่น สะบัดหน้าแรงๆ
‘วู้ว คิดไปเองรึเปล่าเนี่ย เกือบวาร์ปแน่ะ สุดยอดกว่าขวดที่เฮียให้ตอนนั้นอีก…’
จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อไวน์ตรงหน้านี้มีราคาในตลาดเหยียบเจ็ดสิบล้านวอน
และแน่นอนว่าชายงเทไม่ได้รู้เบื้องหลังแม้แต่น้อย
………………………
[1] ภาชนะสำหรับหมักส่าเหล้าในภาษาเกาหลีเรียกว่า ‘นูรุกทึล’ เป็นภาชนะไม้ ลักษณะมีทั้งกรอบเหลี่ยมและกลม