คลินิกหู คอ จมูก
“ปกติดีทุกอย่างครับ” คุณหมอยืนยัน
แต่กยองฮากลับยังสงสัยไม่คลายเพราะเขารู้สึกคันมากขึ้นเรื่อยๆ จนอดรนทนไม่ไหวต้องมาหาหมอ
“แล้วทำไมมันถึงได้คันขนาดนี้ล่ะครับ”
“นั่นหมอเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงนะ เท่าที่เช็คละเอียดทีละส่วนตอนนี้ ยังไม่เจอตรงไหนมีปัญหาเลยครับ”
แน่นอนว่า รวมผลตรวจจากการส่องกล้องแล้วด้วย
“จริงๆ หมอไม่แนะนำเท่าไหร่ แต่ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ จะให้ทำความสะอาดช่องหูให้สักรอบไหมล่ะครับ”
เป็นเช่นที่คุณหมอพูด ส่วนมากคลินิก หู คอ จมูกมักไม่แนะนำให้คนไข้เข้ารับการแคะแกะหรือแตะต้องภายในช่องหู เพราะขี้หูจะถูกกลไกร่างกายกำจัดอยู่แล้วตามธรรมชาติ อีกอย่าง เกิดทำไปทำมาดันขูดไปโดนส่วนที่อ่อนไหวเข้า อาจได้แผลในช่องหูแถมแบบไม่ตั้งใจ แต่ถึงอย่างนั้นกยองฮาก็ยังคงเลือกที่จะทำ หลายหนเขาคันจนเข้าขั้นเรียกว่า เป็นอุปสรรคต่อชีวิตการงาน
“รบกวนด้วยนะครับ”
คุณหมอจัดการใช้เครื่องมือดูด พวกซัคชั่นและอุปกรณ์ชิ้นจิ๋วทำความสะอาดช่องหูให้กยองฮา
“เป็นยังไงบ้างครับ”
“ค่อยโอเคขึ้นหน่อยครับ โล่งเลย”
“ดีครับ อ้อ ว่าแต่ หมอนึกไม่ถึงเลยว่าคนเด่นคนดังจะอุตส่าห์ให้เกียรติมาที่คลินิกเราด้วย”
กยองฮาไม่ได้กล่าวตอบอะไรนอกจากส่งรอยยิ้มเขินๆ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย กยองฮากำลังจะเดินออกจากคลินิก ก็มีพยาบาลตรงเข้ามาหา น่าจะเป็นช่วงว่าง
“รบกวนขอลายเซ็นได้ไหมคะ”
“ส่วนฉันขอเป็นถ่ายรูปคู่นะคะ”
กยองฮาตอบรับง่ายๆ ตามที่แต่ละคนเรียกร้อง จากนั้นจึงออกเดินทางไปยังสถานที่ฝึกฝีมือหรือสถานอบรมแห่งที่สอง
ก่อนนี้ แดเนียลไม่รู้เรื่องกลเม็ดเคล็ดลับใดๆ มีเพียงความกระตือรือร้นอันคุกรุ่นเท่านั้น
“ดูจากสภาพมาเดอลีนที่อบเสร็จ รู้เลยว่าฝีมือพัฒนาขึ้นผิดหูผิดตา”
สีสันสวยกำลังดี กลิ่นก็หอมใช้ได้… แดเนียลน้อมรับคำชมเงียบๆ ตั้งใจหันไปโค้งคำนับอาจารย์
“อาจารย์มาแล้วเหรอครับ” เอวเขาแทบเป็นมุมฉาก
“ไม่ต้องทักทายซะทางการขนาดนั้นก็ได้ นี่ อะไร…”
“อ้อ แป้งที่หมักทิ้งไว้รอบแรกครับ”
กยองฮาเอานิ้วแตะผงแป้งนิดๆ ก่อนจะจิ้มไปที่แป้งหมักซึ่งห่ออยู่ในพลาสติกแรป
“ได้แล้วนี่”
“ครับ? นี่ยังไม่ครบชั่วโมงเลยนะครับ”
“เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก ต่อให้แรปแป้งแล้วก็ต้องเช็คด้วยว่ามันขึ้นฟูรึเปล่า ดูสิ นี่จิ้มเป็นรูให้ลมออกได้แบบนี้ แต่แป้งยังเหมือนเดิม แปลว่าหมักได้ที่แล้วล่ะ”
แดเนียลวุ่นวายกับการจดลงสมุดโน้ต ทุกคำอธิบายคือบทเรียนมีค่ายิ่งยวด
จะมัวใช้เวลาอยู่กับการสอนแดเนียลมากเกินไปก็คงไม่ได้ กยองฮาออกจากสถานที่ฝึกฝีมือกลับมาที่ร้าน และทันเห็นภาพชายต่างชาติผิวหมึกกำลังพัวพันเกาะแข้งขาซองช่อลเข้าพอดี
“มิสเตอร์โก ผมอยากเรียนทำอาหารครับ”
ซุนกุกมองอย่างอ่อนใจ กล่าวเสียงเนือย
“ทางนั้นก็ไม่ใช่ครับ”
หรือว่าฝรั่งผิวสีผู้นี้แยกแยะรูปร่างหน้าตาคนเอเชียไม่ออก? ดูท่าเมื่อครู่ ซุนกุกรวมถึงพนักงานคนอื่นๆ คงถูกเขาเกาะแข้งขาคนละที รบเร้าให้ช่วยสอนทำอาหารกันไปแล้วเรียบร้อย
“อ้าว งั้นมิสเตอร์โกอยู่ไหนล่ะครับ”
เขาหันมองรอบร้านอีกหน ประจวบเหมาะกับที่มินซูและซองช่อลโค้งทักทายกยองฮาพอดี
“มาแล้วเหรอครับเถ้าแก่”
“มิสเตอร์โก?” ชายผิวสีหันขวับ
ริมฝีปากอิ่มหนา ตาโตเป็นประกายวิบวับ ผิวสีดำเข้ม ไหนจะผมที่หยิกขอดนั่นอีก… คนดำของแท้แน่นอนตามสูตร
“มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
เมื่อได้ยินเสียงกยองฮา ตาที่ปกติโตจนแทบถลนยิ่งโตขึ้นกว่าเดิม
“ผมอยากเรียนทำอาหาร เลยมาหามิสเตอร์โกครับ หากไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไป กรุณาสอนผมหน่อยได้ไหมครับ” เขาพูดพลางคว้าปลายแขนเสื้อกยองฮาไว้
อย่างไรกยองฮานั้นจำเป็นต้องปั้นลูกศิษย์ต่างชาติอยู่แล้ว จึงเดินไปเปิดลิ้นชักเคาน์เตอร์หยิบกระดาษออกมายื่นส่งให้แบบขรึมๆ
ใบสมัครนั่นเอง
***
ชายผิวดำจัดการกรอกใบสมัคร ตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็ถามเอาจากซองช่อลทีละอย่าง เขียนตั้งแต่ชื่อ นามสกุล อายุ สัญชาติ เหตุผลที่ต้องการเรียนทำอาหาร และอื่นๆ จนสุดท้ายก็ครบถ้วนกระบวนความ ไม่ตกหล่นแม้แต่ช่องเดียว ซุนกุกมองเขาแล้วก็พึมพำเบาๆ
“ชื่อ เดอชอว์น ครับ เฮ้อ ไม่รู้จะรอดไหม แยกแยะหน้าตาคนยังไม่ออกเลยนี่ครับ”
มยองฮุนที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะ
“เดิมทีชาวตะวันตกก็แยกแยะหน้าตาชาวตะวันออกไม่เก่งอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ กลับกัน พวกเราชาวตะวันออกที่แยกแยะหน้าตาพวกฝรั่งไม่ได้ก็มี ดูคล้ายๆ กันไปหมด”
มินซูที่ฟังอยู่ เข้ามาร่วมวงด้วย
“จริงเหรอครับ แต่ผมว่าผมแยกได้นะ ง่ายมาก”
“มีแน่นอน คนที่แยกไม่ค่อยเก่งน่ะ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น”
“เชฟผิวดำ อืม จะไม่เป็นไรแน่เหรอครับ ผมคิดว่าผมยังไม่เคยเห็นเชฟผิวดำเลยสักคน”
“เชฟผิวดำที่ได้รับการยอมรับมีถมเถ เห็นว่าต่อมรับรสบนลิ้นของคนผิวเหลืองกับผิวดำพัฒนามาตามวิวัฒนาการจนดีกว่าคนผิวขาวซะอีก จึงจับรสได้มากกว่า”
“งะ…งั้นเหรอครับ แบบนี้คนดำก็ขี้โกงสุดๆ เลยน่ะสิ อะไรจะเก่งซะทุกด้าน ทั้งกีฬาทั้งทำอาหาร”
เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ความสามารถด้านกีฬาของคนดำเหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ
“แต่ละเชื้อชาติก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไปนั่นแหละน่า”
กยองฮานั่งหันหลังให้พวกที่จับกลุ่มคุยกัน จิบกาแฟฝีมือฮเยจีอยู่ที่โต๊ะแถวๆ ครัว
แม่ของด็อกโฮซึ่งกลับจากทำธุระที่ธนาคาร เข้าร้านมาก็รีบถาม
“เถ้าแก่คะ คุณหมอว่ายังไงบ้าง”
“ไม่มีอะไรผิดปกติครับ”
ฮเยจีขยับปากทำท่าเหมือนจะเอ่ยบางอย่าง
“หืม ฮเยจีมีเรื่องอยากพูดล่ะสิ” กยองฮาแหย่เสียงนุ่ม
นั่นแหละ ฮเยจีถึงได้ยอมเปิดปาก เหมือนกำลังเล่นยี่สิบคำถามอยู่อย่างไรก็ไม่รู้
“หนูว่าเพราะมีคนกำลังชมเถ้าแก่…”
“ฮเยจีจ๊ะ ป้าบอกตั้งหลายหนแล้วนะว่านั่นเขาเล่าต่อกันมาลอยๆ ไม่จริงซะหน่อย”
ช่วงพักเบรกหมดลงพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้ากยองฮาและแม่ของด็อกโฮ กยองฮาใช้โอกาสช่วงพักแวบไปหาหมอนั่นเอง
ทันทีที่เริ่มเปิดร้านอีกรอบ ลูกค้าก็หลั่งไหลมาราวน้ำหลาก มองภาพแต่ละคนที่เข้ามาจับจองโต๊ะหน้าตาตื่น เผินๆ อาจหลอนจนนึกไปถึงหมู่ทหารที่แห่กันเข้ามายึดจุดยุทธศาสตร์ แลดูสำคัญเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอย่างไรอย่างนั้น
‘โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ โว้ย’
ระยะหลัง ลูกค้าเริ่มเรียนรู้และบอกต่อๆ กันถึงวิธีฉวยความได้เปรียบช่วงพักเบรก ผู้มีประสบการณ์เล่ากันว่า ทริกที่ว่านั้นคือเวลา ต้องเป็นเวลาหมดพักเบรกเป๊ะๆ ไม่ขาดไม่เกินเท่านั้น แล้วคุณจะไม่ต้องเข้าแถวรอนานให้เมื่อยตุ้ม แถมยังได้กินอาหารฝีมือเถ้าแก่อีกด้วย จึงเป็นที่มาให้สงครามจองโต๊ะปะทุอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง
ชายผิวดำนามเดอชอว์นจดจ่อกับการกรอกใบสมัคร จู่ๆ เห็นเหตุการณ์ชุลมุนไม่คาดฝันเข้าก็อึ้งทำอะไรไม่ถูก รู้สึกหวั่นๆ เหมือนหากลูกค้ายังเข้ามาเพิ่มไม่หยุด น่าจะเริ่มเป็นภัยต่อการคงอยู่ของเขาแล้ว
‘จะโดนเหยียบตายตรงนี้ไหมเนี่ย’ เดอชอว์นยังคงตั้งสติไม่ได้
แต่เหล่าพนักงานต่างรับมือได้สบายมาก ทุกคนทำหน้าที่ตัวเอง สะสางงานตรงหน้าอย่างชำนาญ
ออเดอร์ไหลเข้าครัวไปตามลำดับ เครื่องเคียงทยอยออกมาเสิร์ฟ เมนูหลากหลายเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการปรุง
ครั้นเดอชอว์นรู้สึกสงบใจลงได้บ้างแล้ว เขาก็ชะเง้อมองผ่านเคาน์เตอร์ครัวเพื่อส่องมิสเตอร์โกปรุงอาหาร
‘น่าจะเดินเข้าไปทางนั้นชัดๆ นี่นา… หรือว่าอยู่หลังฉากกั้น?’ การมองเห็นของเดอชอว์นดียิ่ง
เป็นตามที่เขาคิด กยองฮากำลังค่อยๆ จัดการออเดอร์ ทำอาหารอยู่หลังฉากกั้นจริงๆ ส่วนอาหารที่ปรุงเสร็จ ก็ได้ฮเยจีกับมยองฮุนสลับกันนำไปเสิร์ฟ
ระหว่างที่ครัวยุ่งวุ่นวายก็มีสายเรียกเข้า
“สวัสดีครับ” กยองฮาหลบมารับโทรศัพท์ ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
[คุณโกกยองฮาใช่ไหมครับ จากทำเนียบฯ ครับ] เสียงคุ้นหูแล่นมาตามสาย
***
ณ เกรทเทอร์แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ มานซูร์กำลังชมการแข่งขันฟุตบอลอยู่ที่โรงแรม
ฟุตบอลคือสิ่งที่เขาชื่นชอบเป็นอย่างมาก มากขนาดที่กว้านซื้อมาทั้งสโมสร…
ศาสนาอิสลามที่เขานับถือนั้นมีการแบ่งเป็นนิกาย คำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานก็มีการตีความที่แตกต่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อันเป็นถิ่นกำเนิดของเขาจัดอยู่ในข่ายที่ประชาชนได้รับอนุญาตให้ดื่มสุรา ในระดับที่ไม่ทำให้เมาขาดสติ ตรงข้ามกับซาอุดิอาระเบียหรืออิหร่านที่ห้ามแตะต้องสุราโดยเด็ดขาด ซึ่งเขาเองนั่นแหละที่ดูแลการส่งออกสุราจากประเทศต่างๆ สู่อาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งเหล้าท้องถิ่นของเกาหลีอย่างไวน์ข้าวมักกอลลีหรือโซจูด้วย
แน่นอนว่าชาวมุสลิมย่อมต้องมีช่วงรอมฎอน (เราะมะฎอน) หรือช่วงถือศีลอด เป็นช่วงเวลาแห่งการชำระจิตวิญญาณเพื่อเข้าถึงอัลลอฮ์ ฉะนั้น จะมีการละเว้นอาหาร ละเว้นกิเลส และละเว้นสุรา ทว่า ทุกวันนี้เยาวชนรุ่นใหม่ที่ไม่ถือการอด ไม่งดข้าว ไม่งดเหล้ากำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งตอนนี้ไม่ใช่ช่วงรอมฎอนแต่อย่างใด อยากดื่มเหล้าก็ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ
มานซูร์มีไวน์ราสเบอร์รี่อยู่ในมือแทนน้ำเปล่า เขาตั้งใจยิ่งยวดที่จะใช้เวลาร่วมกับไวน์ราสเบอร์รี่ขวดนี้ ถึงขนาดไม่ยอมเข้าไปใช้ห้อง VIP ประจำเอทิฮัด สเตเดี้ยม (สนามกีฬาซิตี้ออฟแมนเชสเตอร์) ทีเดียว ชาวมุสลิมเช่นเขาจะให้มานั่งดกเหล้าท่ามกลางสายตาประชาชีคงไม่ใช่ภาพที่ดีเสียเท่าไหร่
ผู้ติดตามจำนวนหนึ่งยืนประสานมือนิ่ง หนึ่งในนั้นมีเหงื่อเย็นๆ หยดลงมาตามหน้าผาก
‘จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าไวน์ขวดนั้นราคาเกินเจ็ดหมื่นปอนด์’
เพื่อค่าตัวรายปีจำนวนเท่ากันนี้ นักฟุตบอลบางคนต้องพยายามอย่างหนักชนิดที่ว่าแทบขายวิญญาณ ไวน์ราคาแพงปานนี้กลับนำมาเปิดดื่มต่างน้ำเปล่า ใครมาเห็นเข้าคงทำอะไรไม่ได้นอกจากตะลึงพรึงเพริด
“เพราะไวน์นี่รึเปล่า ช่วงนี้เลยแทบไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อย ปกติถ้าเป็นเมื่อก่อนตารางงานถี่แบบนี้ต้องเหนื่อยแทบล้ม แล้วดูไปดูมาริ้วรอยตีนกาก็เหมือนจะตื้นขึ้นด้วย…”
ภาพสะท้อนจากกระจกส่องหน้าในมือแสดงให้เห็นชัดเจนว่าริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลงจริงๆ
มานซูร์ยื่นหน้าออกมาพ้นกระจก มองลีรอย ซาเน่บุกออกข้าง ทะลวงเตะครอสให้เซร์ฆิโอ อาเกวโรใช้เท้าขวาอันทรงพลังยิงวอลเล่โด่งกลางอากาศ บอลพุ่งฉิวเป็นเส้นตรงพ้นเงื้อมมือโลริส คารีอุส ผู้รักษาประตูทีมลิเวอร์พูลวิ่งเข้าโกลจนตาข่ายสะเทือน
“ต้องอย่างนั้นสิ!” มานซูร์หน้าตาสดใส
อาจเพราะเขาอารมณ์ดีขึ้น ไวน์ราสเบอร์รี่จึงไหลเอื๊อกๆ ลงคออย่างต่อเนื่องและหมดลงอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้ติดตามส่งขวดไวน์ราสเบอร์รี่ให้อีก มานซูร์รับมาเปิดแบบไม่ต้องหยุดคิด พลางถามความคืบหน้าเรื่องที่ตนฝากฝังก่อนหน้านี้
“ที่สั่งไว้น่ะ ส่งไปแล้วใช่ไหม”
***
กยองฮากำลังอึ้ง
ทั้งอึ้งทั้งงงงัน ด้วยเขาไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะได้รับโล่เกียรติคุณเช่นนี้
ชั่วขณะที่มุนอินโฮส่งมอบโล่ฯ อยู่นั้น ลึกๆ ในใจเขากลับรู้สึกผิด
‘ถ้าเป็นไปได้อยากให้เหรียญตราอิสริยาภรณ์ด้วยซ้ำ แต่คุณภรรยาดันงอแงว่ามีอะไรก็ควรรีบๆ ให้ซะเดี๋ยวนี้…’
สิ่งที่ภรรยาเร่งเร้าไม่นับว่าเสียหาย ก็ไม่ได้มีกฎไหนเขียนไว้นี่ว่า ผู้ที่ได้รับโล่ฯ แล้วจะไม่สามารถรับเหรียญฯ เพิ่มอีกได้
“ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอที่จะรับโล่นี้หรือเปล่านะครับ…”
จนถึงตอนนี้ กยองฮาออกมาทำอาหารนอกสถานที่ให้ทำเนียบประธานาธิบดีเพียงไม่กี่ครั้ง นับนิ้วเอาก็ได้
“พอแน่นอนครับไม่ต้องไปคิดเรื่องนั้นหรอก โฮ่ๆๆ ใจผมมีอะไรเท่าไหร่ ผมก็อยากให้หมดทุกอย่างเลย”
มุนอินโฮหัวเราะเสียงดังกับคำถามของเชฟหนุ่ม ไม่ใช่เพราะกยองฮาช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่เป็นประจำแต่เพียงอย่างเดียว เชฟผู้นี้ยังสร้างภาพลักษณ์ดีงาม ฝังความประทับใจให้อาคันตุกะผู้นำจากประเทศกลุ่ม G2 อันแข็งแกร่งอย่างจีนและอเมริกาในงานเลี้ยงรับรองได้ไม่น้อยด้วย ในสายตามุนอินโฮ อาหารที่กยองฮาทำเรียกว่ามีอิทธิพลพอตัว เขาจึงตัดสินใจมอบโล่เกียรติคุณแก่กยองฮาด้วยประการทั้งปวง
“พอได้ยินแบบนี้ ผมรู้สึกเขินเลยครับ” กยองฮาปั้นหน้าขรึมไม่ไหว
ขณะนั้นเอง ภรรยาของมุนอินโฮเดินมายืนขนาบข้างเขา รอถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก
“ยิ้มหน่อยสิครับ” ฟังคล้ายๆ ประโยคคำสั่งชอบกล
กยองฮาฝืนยกริมฝีปากโค้งขึ้น
แชะ
“อ่า ขออีกครั้งนะครับ” ช่างภาพกล่าว
กยองฮายิ้มเป็นรอบที่สอง
“อาศัยโอกาสนี้เข้ามาทำงานที่ทำเนียบ…” ท่านผู้หญิงคิม-อกซุนเกริ่น
ซึ่งยังไม่ทันขาดคำ มุนอินโฮก็รีบตัดบทเปลี่ยนหัวข้อคุยในทันที
“ฮ่าๆ จากนี้ไปก็ฝากด้วยนะครับ ทำเหมือนที่เคยทำมาก็พอ แล้วไม่ใช่ว่าผมดูแลคุณไม่ดี แอบไปเสียใจขนข้าวของย้ายไปประเทศอื่นล่ะ ห้ามเลยนะครับ”
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้นแน่นอนครับท่าน”
สถานการณ์นี้ บริบทนี้ กยองฮาตกลงใจให้คำตอบออกไปอย่างจริงจัง ตรงข้ามกับรอยยิ้มที่ยังค้างอยู่บนใบหน้า
***
ขณะที่กยองฮายังอยู่ที่ทำเนียบประธานาธิบดี ผู้ติดตามส่วนตัวของมานซูร์ก็มาเยือนที่ฮันอุลสาขารอง
“ให้ส่งอันนี้ถึงมือเถ้าแก่เหรอครับ”
“ครับ” สีหน้าผู้ติดตามเหมือนพยายามปิดบังอะไรไว้
ก็เขาได้รับคำขาดมาว่า ‘ใช้วิธีไหนไม่เกี่ยง แต่ต้องเอาไปส่งให้ได้’ นี่นา
‘ดูๆ ไป วิธีนี้แหละน่าจะเหมาะสมที่สุด ไม่มีทางที่พนักงานซื่อๆ ตรงๆ แบบนี้จะไม่ส่งจนถึงเจ้าตัว…’
เขารู้ดีว่ากยองฮาเป็นคนดื้อและเคร่งครัดแค่ไหน ขนาดยื่นแบล็คการ์ดให้รูดเท่าไหร่ก็ได้ตามต้องการ มิสเตอร์โกผู้นั้นยังอุตส่าห์รูดแค่แปดพันวอนเท่านั้น อีหรอบนี้ขืนส่งให้ตรงๆ จะไม่โดนปฏิเสธเอาหรือ ทว่า ขณะที่กำลังเครียดอยู่นั้น โอกาสทองก็มาถึงพอดี
“ผมทำหน้าที่ตามที่รับมอบหมายมาเรียบร้อยแล้ว ขอตัวนะครับ…”
ผู้ติดตามรีบแจ้นออกจากร้านโดยพลัน ซุนกุกมองซองจดหมายอย่างสนใจ
“คืออะไรหว่า”
ซองช่อลกับมินซูเองก็สงสัย
“พวกผมก็อยากรู้เหมือนกันครับ” คงเพราะผู้ให้คือมานซูร์
แต่ต่อให้อยากรู้แค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะมาแงะแตะต้องจดหมายซองนี้ เห็นซุนกุกกำลังจะหย่อนซองลงในลิ้นชักเคาน์เตอร์ ซองช่อลรีบทักท้วง
“ใส่ไว้ในนั้นจะไม่เสี่ยงเกินเหรอครับพี่” น้ำเสียงกังวล
“หือ”
“มันอาจจะเป็นของที่สำคัญมากๆ มีค่ามากๆ ก็ได้นะครับ”
“จริงด้วย ข้างในอาจจะเป็นเช็คเปล่า” มินซูพยักหน้าเห็นพ้อง
“ไม่น่าใช่เช็คเปล่านะ พี่กยองฮาไม่ใช่คนที่จะรับของอะไรพวกนี้ซะหน่อย”
“งั้นจะเป็นแค่จดหมายธรรมดาเหรอครับ ไม่ประหลาดไปหน่อยเหรอ”
คิดดีๆ ที่ว่ามาก็มีเหตุผล มานซูร์ที่พวกเขาเคยพบดูไม่เหมือนคนอ่อนไหวช่างเขียนช่างพรรณนาแม้แต่น้อย
ซุนกุกลองคิดหาวิธีใหม่
‘อืม เอาใส่ในไว้ตู้เซฟเลยมั้ย เนอะ แบบนั้นน่าจะปลอดภัยที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าจะหาย…’
และแล้วก็จบเรื่องด้วยการให้ซองจดหมายเข้าไปนอนในตู้เซฟ แต่ความอยากรู้อยากเห็นของพนักงานกลับยังไม่จบง่ายๆ
“อยากรู้จริงจังนะครับเนี่ย ใส่อะไรไว้น้า”
“เดี๋ยวถึงเวลาก็รู้เองแหละน่า”
ตามที่ซุนกุกบอก ต้องให้เจ้าของซองมาก่อนถึงจะได้รู้กันว่าข้างในมีอะไร วันนี้จึงเป็นวันที่เหล่าพนักงานคอยแล้วคอยเล่าให้กยองฮารีบๆ กลับมาที่ร้านเสียที