มานซูร์จบมื้ออาหารอย่างสุขใจ
ลุกขึ้นยืนอย่างอารมณ์ดี กล่าวเบาๆ กับผู้ติดตาม
“เอาบัตรให้มิสเตอร์โก บอกเขาว่า อยากรูดเท่าไหร่ รูดไปเลย”
นี่คือวิธีจ่ายเงินแบบหรูหราสไตล์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์ มานซูร์ไม่พกเงินสดและไม่พกกระเป๋าสตางค์ เมื่อไหร่ที่จำเป็นต้องใช้เงิน เขาเพียงแบมือยื่นไปทางผู้ติดตาม ถือเป็นอันรู้กัน
ใจจริงมานซูร์อยากโปรยเงินก้อนโตให้สมกับคุณค่าคุ้มราคาความอร่อยที่เขาได้ลิ้มรส แต่คงเป็นการดูถูกมิสเตอร์โกเกินไป แล้วการให้เชฟต้องมาก้มๆ เงยๆ เก็บธนบัตรบนพื้นก็เท่ากับหมิ่นเกียรติกันชัดๆ
มานซูร์ใช้สีหน้าของพ่อพระเอื้ออารีย์ไล่สายตาจากผู้ติดตามที่ยื่นบัตรให้ ไปจนถึงกยองฮาที่รับบัตรไปรูด หากอ่านสีหน้าเขาตอนนี้คงได้ออกมาเป็นประโยคว่า ‘รูดหลักร้อยล้านก็ได้ ตามสบายนะ’
“ท่านสั่งว่าต้องการรูดเท่าไหร่ เชิญรูดได้เลยครับ”
ได้ยินดังนั้นกยองฮาเลยมองป้ายเมนูอาหาร จมลงสู่ความคิด ต่อด้วยขยับนิ้วกดเลข 8,000 บนแป้นเสียบบัตร
ครั้นผู้ติดตามเห็นใบเสร็จก็ถึงกับกลั้นสีหน้าตกใจไว้ไม่อยู่
“อ้าว ทำไมเก็บแปดพันวอนล่ะครับ”
“ก็เมื่อครู่ผมเรียนให้ทราบไปแล้วว่า เดิมทีเราไม่มีเมนูนี้ในร้าน เลยคิดราคาตามเซ็ทอาหารพิเศษน่ะครับ”
เซ็ทอาหารพิเศษประกอบด้วยข้าวห่อสาหร่าย ทงคัตสึ ปลาคัตสึ และบะหมี่เย็นคลุกซอส
ทั้งนี้ทั้งนั้น ถือเป็นเมนูที่แพงที่สุดในร้านฮันอุลสาขารองแล้ว
กยองฮาเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน ส่วนผู้ติดตามช็อคจนนิ่งอึ้ง มานซูร์ได้แต่มองสองคนสลับไปมา
“เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นเหรอ” มานซูร์ถาม
“มิสเตอร์โกรูดบัตรไปแค่แปดพันวอนครับท่าน”
นั่นคือ มูลค่าแปดดอลล่าร์หากแปลงเป็นสกุลเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ถึงสามสิบเดอร์แฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
มานซูร์สมองพองโต หันไปต่อว่าผู้ติดตามทันที
“ได้บอกรึเปล่าว่ารูดเท่าไหร่ก็ได้ตามใจ”
“ครับ บอกชัดเจนขอรับ”
“แล้วทำไมรูดไปแค่นั้น”
“อ่า… เขาบอกว่า คิดราคาตามเซ็ทอาหารพิเศษครับ”
มานซูร์ไม่คิดจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ โดยเด็ดขาด
“ยังไงฉันก็ยังอยากตอบแทน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เธอชอบฟุตบอลไหม”
กยองฮาเงียบกริบไปครู่ใหญ่
“นั่นใครเหรอคะ เป็นคนดังมีชื่อเสียงหรือเปล่า”
ยอนจองน้องเล็กพริตตี้เกิร์ลเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสา สมาชิกคนอื่นๆ ก็ไม่รู้คำตอบเช่นกัน จึงพยายามเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ผู้จัดการฮันกังช่อลลดเสียงลง อธิบายให้สาวๆ ที่แสนจะอ่อนต่อโลกฟัง
“เจ้าชาย เชื้อพระวงศ์อาบูดาบีของอาหรับเอมิเรตส์น่ะ เป็นหนึ่งในคนที่มีเงินมากที่สุดในโลก… จริงๆ เรียกว่าเป็นแบบฉบับของอภิมหาเศรษฐีก็ยังได้ล่ะมั้ง”
สมาชิกวงพริตตี้เกิร์ลที่ชื่อมีจี ตาโตราวไข่ห่าน
“เถ้าแก่รู้จักกับบุคคลสำคัญระดับนั้นเชียวเหรอคะ”
“ก็คงจะใช่ ไม่งั้นไม่คุยกันยาวขนาดนี้หรอก”
***
มานซูร์กลับออกไปไม่นาน แดเนียลก็ยกของหวานที่อบเสร็จแล้วเข้ามาในร้าน
“มาสเตอร์ เอ้อ ไม่สิ อาจารย์ครับ ได้แล้วครับ”
สมาชิกพริตตี้เกิร์ลและฮันกังช่อลมองหนุ่มฝรั่งอย่างแปลกใจปนตกใจ
“พี่คะ มีลูกศิษย์ต่างชาติด้วยเหรอคะเนี่ย” จีฮยอนอาสาถามคำถามแทนทุกคน
“อื้อ ไปๆ มาๆ ลงเอยแบบนี้เฉยเลย”
น้ำเสียงจีฮยอนติดจะสูงผิดปกติ ก็น่าให้เป็นเช่นนั้นอยู่หรอก รายการท็อปเชฟภาคดูไบที่มีมานซูร์เป็นกรรมการยังไม่ถึงเวลาออกอากาศนี่นา แถมลูกศิษย์ฝรั่งแบบนี้ เธอเองก็เพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก
กยองฮาลูบท้ายทอยอย่างเขินๆ รับของหวานในมือแดเนียลมาถือ จากนั้นเดินเข้าครัวไป
[มัฟฟินของผู้มีประสบการณ์ครัว]
ระดับการปรุง: เลเวล 2
.
.
.
[มาเดอลีนของผู้มีประสบการณ์ครัว]
ระดับการปรุง: เลเวล 2
.
.
.
เป็นไปตามคาด ของหวานทั้งหมดอยู่ระดับเลเวล 2 จริงๆ รสชาติก็ไม่จัดว่าแย่
“ตัวแป้งมัฟฟินยังตีไม่เนียนนะ น่าจะเพราะใส่น้ำตาลกับน้ำตาลวนิลาทีเดียวพร้อมกัน วิปปิ้งไข่ก็ยังไม่ละเอียดเท่าไหร่ ส่วนมาเดอลีน…”
เป็นการสอนที่มีคุณประโยชน์มหาศาลราวสร้างเนื้อสร้างกระดูกให้แดเนียลได้เกิดใหม่
เขาจดทุกอย่างลงสมุดโน้ตอย่างขยันขันแข็ง ไม่หลุดหรือตกหล่นแม้แต่คำเดียว
***
ช่วงใกล้ปิดร้าน มีแขกที่ไม่ได้พบกันนานแวะมา
ถือเป็นเรื่องน่ายินดี เขาคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คิมมินซอกนั่นเอง
“สวัสดีครับ ไม่ได้พบกันเสียนานเลยครับท่าน”
“ฉันมาออกจะบ่อย แต่มาทีไรเธอก็ไม่อยู่ทุกที งานยุ่งเกินไปหรือเปล่า หืม”
“งานเยอะจริงๆ แหละครับ ว่าแต่ วันนี้มากันหลายท่านเลยนะครับ”
“ภรรยากับลูกชายฉันเอง เป็นช่วงลาพักพอดีน่ะ”
เป็นครั้งแรกที่ท่าน ส.ส. พาครอบครัวมาด้วย กยองฮาเพิ่งเคยได้พบหน้ามาดามฮวางกยอง-อกเป็นครั้งแรก
“มานี่สิ จะแนะนำให้รู้จัก”
กยองฮาจำต้องเดินตามไป
ท่านส.ส. แนะนำภรรยาก่อน
“นี่ภรรยาฉัน คุณก็ทักทายเขาเสียหน่อยสิ ผมกินข้าวที่ร้านเขาไปเยอะทีเดียว”
มาดามฮวางกยอง-อกแจกยิ้มทางดวงตา
“ไม่ต้องแนะนำฉันก็รู้จักค่ะ เขาดังจะตายไป ยินดีที่ได้พบนะคะ”
“ยินดีที่มีโอกาสได้ต้อนรับท่านครับ ผม โกกยองฮาครับ”
ใบหน้าของมาดามเป็นที่คุ้นเคยสำหรับร้านขายเครื่องเคียง แต่สำหรับฮันอุลสาขารองนั้นไม่ใช่
ทั้งเธอและลูกชายยังไม่เคยมาที่นี่เลยสักครั้ง
กยองฮารับออเดอร์เรียบร้อยก็เข้าครัวไป ง่วนอยู่กับการเตรียมปรุงอาหาร
อาหารที่ปรุงเสร็จถูกนำมาเสิร์ฟต่อหน้าคนทั้งสาม
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสนิทสนมกลมเกลียวยิ่ง กยองฮามองภาพนั้นอย่างอิ่มอกอิ่มใจ
‘ถ้าพ่อยังอยู่ เราก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกันล่ะมั้ง’
อีกทางหนึ่งก็คิดว่า เขาไม่ควรจะมาซาบซึ้งกับฉากทำนองนี้ แหม่ โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่นะ
น่าเสียดายที่กยองฮาไม่อาจปรุงอาหารเลเวล 5 ให้ครอบครัวนี้ได้ เพราะเมื่อชั่วโมงก่อนเขาเพิ่งรีดสมาธิขั้นสุดออกมาใช้จนหมดหลอดแล้วนั่นเอง
เมนูเลเวล 4 เป็นเหตุให้มื้ออาหารจบลงอย่างรวดเร็ว ทว่า วงสนทนาของครอบครัวยังคงดำเนินต่อไป
กระทั่งคิมมินซอกคิดว่า เดี๋ยวค่อยไปคุยต่อที่บ้านก็แล้วกัน จึงได้ลุกเดินมาทางครัว
“เกือบลืมแน่ะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเธอ”
“เรื่องอะไรครับ”
“อีกไม่น่าน ท่านผู้นำประเทศจีนจะมาเยือนเกาหลีเรา ไม่รู้ทางทำเนียบฯ ติดต่อมาหาเธอแล้วหรือยัง แต่ฉันว่าบอกให้เธอรู้ล่วงหน้าก่อนน่าจะดีกว่าน่ะ”
“ทำอาหารนอกสถานที่ใช่ไหมครับ” กยองฮาถามกลับสั้นๆ
“คิดว่าใช่” пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
คุยกันต่ออีกสองสามประโยค คิมมินซอกก็รับปากว่าจะมาใหม่แล้วออกจากร้านไป ส่วนกยองฮานั้นหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชหาข้อมูล
‘ที่จีนเขาก็น่าจะกินซุปแป้งต็อกเหมือนกันนี่นา …อ่า มีจริงๆ ด้วย ลองหัดเมนูนี้ไว้ดีไหมหว่า อีกไม่กี่เดือนก็ปีใหม่แล้วด้วย’
***
แก้วเบียร์ชนกันเสียงใส ณ ร้านเหล้า
“จงเจริญ!”
สมาชิกรอบโต๊ะมีกันสี่คน ได้แก่ ซุนกุก ซองช่อล มินซู และแดเนียล
แดเนียลเอ่ยถามเป็นภาษาเกาหลีอย่างคล่องแคล่ว
“ว่าแต่ อะไร ‘จงเจริญ’ เหรอ”
“อืม น่าจะเป็น ‘ฮันอุล จงเจริญ’ ไหมครับ”
ถ้าให้หาจุดที่ทุกคนมีเหมือนกัน คิดเร็วๆ ตอนนี้ก็คงมีแค่เรื่องเดียว
ซัดเบียร์เข้าไปคนละอึกเรียบร้อย ซองช่อลก็ถามแดเนียล
“พี่แดเนียลปกติเป็นเชฟเหรอครับ”
“อื้อ ตอนอยู่ ‘เมกาเคยเป็นพ่อครัวมาก่อนน่ะ”
“เหตุผลที่ลาออกจากงานแล้วมาเกาหลี คือเถ้าแก่ใช่ไหมครับ”
“ถูกต้อง มิสเตอร์โก เอ๊ย อาจารย์เป็นสุดยอดเชฟไม่ใช่เหรอ ตอนนั้นคิดอยู่นานมากเลยนะว่าจะเป็นเชฟไปเรื่อยๆ ดี หรือจะบินมาเกาหลีเดี๋ยวนี้แล้วรบเร้าอาจารย์ขอเรียนวิชาดี…”
“เถ้าแก่เราดังที่ ‘เมกาเหมือนกันเหรอครับ” มินซูอยากรู้ด้วย
“แน่นอนอยู่แล้ว โดยเฉพาะในหมู่คนเป็นเชฟนี่ ถ้าไม่รู้จักคือประหลาดเลยล่ะ”
“เพราะท็อปเชฟสินะ” ซุนกุกที่อายุเท่ากับแดเนียลเดา
“ไม่ใช่ซะทีเดียวนะ จริงอยู่ ท็อปเชฟโชว์ให้เห็นว่าใครมีความสามารถระดับไหน เถ้าแก่เลยโด่งดัง แต่สาเหตุอีกอย่างคือ ก่อนหน้านั้นพวกคลิปในยูทูบ มีหลายคนเลยที่ได้ดู”
ซองช่อลหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“อุ๊บบบ”
“มีอะไร?”
“เปล่าครับ พี่แดเนียลพูดเรียงประโยคเหมือนชาวต่างชาติเลย ทั้งที่สำเนียงชัดเป๊ะ…”
แดเนียลลูบผมตัวเองอย่างอายๆ
“พยายามอยู่ แต่มันดันแก้ไม่ได้ง่ายๆ น่ะสิเรื่องนี้”
“ทำไมถึงได้เรียนภาษาเกาหลีล่ะครับ”
“เคยมีเพื่อนเกาหลี เพื่อนก็เลยสอน”
ความอยากรู้อยากเห็นในตัวแดเนียลคลายลงบ้างแล้ว ที่จริง ซุนกุกชวนทุกคนมาก๊งเบียร์กันเพราะอย่างนี้แหละ ต่อไปคงได้เจอหน้ากันและทำงานด้วยกันบ่อยขึ้น สนิทสนมกันไว้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
“ซุนกุก ทำไมถึงชื่อซุนกุกล่ะ”
จู่ๆ แดเนียลก็โยนคำถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาซุนกุกที่อมเบียร์อยู่เต็มปากสำลักพรวด เคราะห์ดีที่พรวดไปด้านข้าง ซองช่อลกับมินซูกลั้นขำจนเหนื่อยไปหมด มีแดเนียลคนเดียวที่ยังจริงจัง
อย่างไรคนถามมาก็ต้องตอบ ซุนกุกคิดดังนั้นจึงเล่าให้ฟัง
“คุณย่าตั้งให้น่ะ”
“คุณย่าเหรอ”
“อือ”
“มีความหมายอะไรพิเศษรึเปล่า”
เดิมที ชื่อนี้ไว้สำหรับตั้งให้ลูกหมาตัวน้อยในท้องแม่ซึ่งใกล้จะลืมตาดูโลก แต่คิดแล้วคิดอีก หากเขาเล่าความลับนี้ออกไป อย่างไร ร้อยทั้งร้อยก็ไม่พ้นโดนหัวเราะเยาะ
“ไม่มีนะ ท่านว่าฟังแล้วเพราะดี…”
อาจเพราะวัยไล่เลี่ยกันกระมัง สี่คนจึงพูดคุยเข้าขากันได้สบายๆ
ตอนนี้สิ่งที่แดเนียลอยากรู้ที่สุดคือ เรื่องเกี่ยวกับงานจิตอาสาของเถ้าแก่
“…เพราะงี้เลยโดนพี่ซุนกุกหลอกล่อเข้าให้ กลายเป็นต้องออกงานจิตอาสาด้วยกันเฉยเลยครับ”
“อาจารย์ไปทำจิตอาสาอาทิตย์เว้นอาทิตย์เลยหรอ จริงดิ”
“ครับ ทำมานานแล้วครับ เท่าที่รู้ก็ไปสม่ำเสมอไม่เคยขาดนะ”
มินซูช่วยเสริมเรื่องที่ซองช่อลเล่า
“ถ้าไม่ออกงานจิตอาสา เถ้าแก่จะหาเวลาว่างทำอาหารไปแจกตามบ้านพักคนชรา ไม่ก็พวกสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าครับ”
แดเนียลอ้าปากค้าง ถ้าเป็นตามที่บอกจริงๆ ล่ะก็ นี่มันคนหรือพ่อพระเทพบุตรกันแน่
ความนับถือเลื่อมใสที่มีต่อกยองฮาพุ่งสูงขึ้นอีกหนึ่งระดับ เช่นเดียวกับปริมาณเบียร์ที่ไหลลงท้อง และไม่รู้ว่าเพราะทุกคนเข้ากันได้ดีมากหรืออย่างไร ซองช่อลตัดสินใจเอ่ยชวนกลางวง
“หมดโต๊ะแล้วไปต่อก๊อกสองกันไหมครับ ข้างๆ นี้มีคาราโอเกะหยอดเหรียญ ผมเลี้ยงเอง”
สี่คนร่วมแรงร่วมใจกันจับไมค์ร้องเพลงชนิดไม่พักคอไม่พักหลอดเสียงกันทีเดียว
หมดเวลาสนุกสนานแล้วสิ
สี่หน่อเดินออกมาจากคาราโอเกะ ซองช่อลกับมินซูเป็นฝ่ายกล่าวลาก่อน
“พวกผมขอตัวนะครับ”
“สองคนบ้านอยู่ทางเดียวกันเหรอ”
“เปล่าครับ ก่อนหน้าไม่นานเราเพิ่งหาอะพาร์ตเมนต์ได้ เลยย้ายมาแชร์ห้องกันอยู่ครับ”
ครั้นทั้งคู่เดินห่างออกไป แดเนียลก็หันมาถามซุนกุก
“เถ้าแก่ให้เงินเดือนเยอะสิท่า”
“ทำไมคิดงั้นล่ะ” ซุนกุกขำ
“พวกเด็กพาร์ทไทม์ทั่วไปจะเอาปัญญาที่ไหนไปจ่ายมัดจำอะพาร์ตเมนต์ล่ะ เก็บเงินเยอะขนาดนั้นไม่ได้ง่ายๆ หรอก”
“อื้อ จริง ก็ได้เยอะอยู่ คงไม่มีที่ไหนได้เยอะเท่าเราแล้วล่ะ หมายถึงในสายอาชีพเดียวกันน่ะนะ”
ซุนกุกตอบคำถามด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ
***
ผ่านการเฉลิมฉลองปีใหม่อันชื่นมื่นมาได้หลายวัน
ท่านผู้นำสูงสุดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังสนทนาพาทีกับมุนอินโฮ ณ ทำเนียบประธานาธิบดี
“ครั้งก่อนเคยมาเยือนทำเนียบฯ แล้วก็จริงนะครับ แต่เพิ่งเห็นว่าพอหิมะตกที่นี่ยิ่งโอ่อ่าสง่างาม”
ครั้งก่อนที่ว่า คือปี 2014
แปลว่า ผ่านมา 4 ปีแล้วตั้งแต่ท่านผู้นำมาเป็นอาคันตุกะของเกาหลี
ยามนั้น ท่านผู้นำเลือกมาเยือนเกาหลีใต้ก่อนเกาหลีเหนือ กลายเป็นจุดสนใจของมวลมหาประชาชนเกาหลีไม่น้อย
“อาจเพราะผู้มองมีจิตใจงามอยู่แล้วแต่เดิม เลยยิ่งรู้สึกถึงความสง่าก็เป็นได้นะครับ”
สีจิ้นผิงยิ้มแย้มทั้งใบหน้า
‘ประธานาธิบดีรุ่นนี้ พูดแค่หนึ่งประโยค กลับแฝงไปด้วยปรัชญาชีวิต’
เขาไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นประธานาธิบดีรุ่นก่อน เพียงชมเชยข้อดีของประธานาธิบดีคนปัจจุบันตามที่รู้สึกเท่านั้นเอง
สีจิ้นผิงหยุดความคิดไว้เท่านั้น ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียน
“อืม ได้ยินมาว่าที่เกาหลีมีเชฟชื่อดังไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าพูดเกินจริงไปหน่อยหรือเปล่านะครับ แต่เขาลือกันว่า เก่งขนาดที่อาหารฝีมือเขาสามารถเป็นหนึ่งในกลวิธีทางการทูตได้…”
มุนอินโฮตอบรับคำชมนั้นอย่างเปิดเผย
“เรื่องนั้นผมรับประกันอย่างมั่นใจด้วยเกียรติตัวเองเลยครับ ท่านผู้นำวางใจได้ เชิญคาดหวังได้เต็มที่ครับ”
มุมปากสีจิ้นผิงขยับขึ้นเป็นเส้นโค้ง
สิ่งที่เรียกว่าอาหารนั้นนอกจากจะให้ความสุขแล้วยังสามารถทำให้ผู้คนอารมณ์ดีขึ้นได้อีกด้วย ทว่า สีจิ้นผิงจำเป็นต้องบอกกล่าวบางอย่างล่วงหน้าเป็นเชิงเตือน
“ที่จริง ผมค่อนข้างเป็นคนทานยากนะครับ” น้ำเสียงเขาทีเล่นทีจริง
เรื่องบางเรื่องท่านผู้นำก็ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน เช่น เขาเคยไม่ถูกปากอาหารที่ได้มิชลินสามดวงมาแล้ว หรือในอดีต ครั้งไปเยือนทำเนียบขาว เขาก็ไม่ถูกปากอาหารเลี้ยงต้อนรับจนต้องเหลือทิ้ง เป็นต้น ดูอย่างอาหารอย่างเนื้อแกะ ขนมไหว้พระจันทร์ และเหล้าเส้าซิง (เสี่ยวเฮงจิ่ว) นั่นปะไร
แต่มุนอินโฮกลับไม่นำพา ไม่เดือดเนื้อร้อนใจด้วยซ้ำ
“อาคันตุกะคณะก่อนหน้าก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ยามกลับไป ประทับใจกันถ้วนหน้าทีเดียวครับ”
“อย่างนั้นก็นับว่าโชคดีจริงๆ”
กล่าวเช่นนั้น แต่ใจลึกๆ ท่านผู้นำไม่ได้คาดหวังเลยจนนิดเดียว
เรื่องที่ตนยังไม่เคยสัมผัส อย่างไรก็ย่อมไม่อาจรู้ล่วงหน้า