ยามเช้ามืด
ยังเช้าเกินกว่าที่นักดื่มนักเมาทั้งหลายจะเพ่นพ่านไปมา
แกร๊ก
ลำแสงคล้ายแฟลชวูบวาบอยู่ท่ามกลางความมืด ชายสองคนสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า สนทนากันด้วยเสียงเบาราวยุงบินขณะลงมือสำรวจทั่วทุกจุดในบ้านอย่างละเอียด
“บ้านนี้ไม่มีเพชรพลอยอะไรเลยว่ะ เงินก็เหมือนจะไม่มีด้วย”
“หลังก็ใหญ่ดันไม่มีของมีค่า งั้นอย่างน้อยเอาทีวีไปดีไหม”
“ทีวีนั่นคงปล่อยได้ไม่เท่าไหร่ รุ่นเก่าขนาดนั้นอาจจะขายไม่ได้ด้วยซ้ำ ดูท่าเจ้าของบ้านคงซื้อมือสอง”
ด้วยความที่ระบบรักษาความปลอดภัยสมัยนี้เริ่มเข้มงวด ขโมยขโจรจึงปฏิบัติการไม่เหมือนแต่ก่อน
ปัจจุบันอะพาร์ตเมนต์หรือบ้านหลายชั้นเปลี่ยนมาใช้ประตูแบบใส่รหัสกันมากขึ้น ที่อยู่อาศัยมียามและรปภ. ดูแลใกล้ชิด บ้านเดี่ยวที่ใช้บริการบริษัทรักษาความปลอดภัยก็ไม่น้อย แต่ต้องขอบคุณบ้านหลังนี้ซึ่งไม่มีระบบที่ว่าแม้แต่อย่างเดียว
“บ้าเอ๊ย นานๆ ทีจะเจอบ้านงัดง่ายขนาดนี้ มิน่า…”
จะยกโซฟาก็หนักเกิน อุปกรณ์ทำครัวทั้งหลายก็หน้าตาประหลาด ดูไม่ออกว่าคืออะไร
“เอาพวกเครื่องครัวนั่นไปขายไหม”
“คงขายออกบ้างแต่ไม่รู้จะได้สักเท่าไหร่น่ะสิปัญหา”
หลายหนที่นำของไม่รู้จักไปขายแหล่งรับซื้อของโจรแล้วได้ราคาเท่าขายขยะ เพราะอย่างนี้ทั้งคู่จึงลังเล คนหนึ่งบุกเข้าห้องนอนเจ้าของบ้านไปค้นตามเสื้อผ้า หยิบกระเป๋าสตางค์เยินๆ ออกมาส่งให้เพื่อนด้วยท่าทางดีใจ
“เจอแล้ว นี่ ‘เป๋าตังค์”
“โฮ่ ไปเจอที่ไหน”
“ห้องนั้น อยู่ในเสื้อผ้าบนไม้แขวน”
“เฮ้ย บ้าไปแล้วไอ้นี่ เข้าไปถึงในนั้นไม่ได้สิโว้ย เพิ่งพ้นคุกมาไม่ทันไรอยากกลับเข้าไปใหม่จนตัวสั่นเรอะ”
พวกโจรมือสมัครเล่นมักจะโลภหน้ามืดจนก่อเรื่องใหญ่ แนวโน้มที่เจ้าของบ้านตื่นขึ้นมาแล้วจะเกิดการต่อสู้เลยเถิดก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครการันตีว่าเจ้าของบ้านที่กำลังตกใจจะไม่ฟิวส์ขาด หากเหตุการณ์หนักหน่วง อาจถึงกับโดนสอบสวน รวมทั้งโดนเพิ่มโทษอีก เช่นนั้น การได้ออกจากคุกคงกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อมแน่นอน นักโทษรุ่นเดียวกันมากมายประจำห้องขังนับเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อโลภมากอดใจไม่ไหว รั้งรอจะขโมยของเพิ่ม กลายเป็นว่าเจ้าของบ้านตื่น สุดท้ายก็ต้องโทษลำบากลำบนกันไป บางคนติดคุกตลอดชีวิตด้วยซ้ำ
“แล้วไง ไม่โดนจับได้ก็พอ แกไม่อยากได้อะไรกลับไปบ้างรึไงล่ะ”
เขาเถียงพลางเอากระเป๋าสตางค์ยัดลงกระเป๋ากางเกงช่องหลัง แต่แล้วก็มีบางอย่างวิ่งเข้าสู่สายตา
“เดี๋ยว พวกนั้นใช่เหล้ารึเปล่าน่ะ” เพื่อนโจรชี้ไปที่ภาชนะหลากสี ตั้งเรียงรายเป็นแถว
อีกคนเปิดฝาขึ้นมาดู จากนั้นพยักหน้า
“เออ ใช่ บนฝาเขียนบอกไว้หมดเลย อันนี้ไวน์ราสเบอร์รี่ อันนี้ไวน์รากดอกโซโลมอน นี่ไวน์ข้าวกล้อง นี่เหล้าโสม… หลายชนิดเลยแฮะ”
“ไวน์รากดอกโซโลมอนเพิ่งเคยได้ยิน เอาแค่ไวน์ราสเบอร์รี่มาแล้วกัน เออ ไหนๆ มือแกก็ว่าง คว้าเครื่องครัวมาอีกอันก็ดี อันไหนก็ได้ไม่เกี่ยง”
โจรทั้งสองขนคอมพิวเตอร์ เหล้า และอุปกรณ์ทำครัวที่ใกล้ตัวที่สุดหลบลี้ออกจากบ้านกยองฮา
คอมพิวเตอร์ถูกวางลงบนเบาะหลังรถเก่าๆ ที่ไม่มีทะเบียนและไร้ชื่อเจ้าของ ชายที่นั่งตำแหน่งคนขับปลดหน้ากากออก อีกคนที่ตามขึ้นมานั่งข้างๆ ก็ปลดหน้ากากออกเช่นกัน
“ไอ้หมอนี่ หน้าตาดีใช้ได้” เขาล้วงกระเป๋าสตางค์กยองฮามาเปิดดู
คำพูดค้างอยู่เพียงเท่านั้น โจรเหล่านี้เพิ่งออกจากคุกมาไม่กี่วันนี้เอง
“ดูบัตรประชาชนแล้วทำอะไรได้ ดูเงินก่อนสิวะว่ามีเท่าไหร่”
โจรบนเบาะข้างคนขับรีบแง้มดูใหม่ แล้วก็แสดงสีหน้าผิดหวัง
“มีแค่สองหมื่นวอน”
“อะไรนะ ขอทานชัดๆ ดูอีกทีซิ บางคนชอบเอาพับเงินซ่อนไว้ด้านใน”
สิ่งที่เพิ่มมาก็มีแค่บัตรเดบิต-เครดิตอย่างละใบ ตามด้วยนามบัตรต่างๆ
“ใช้ชีวิตสมถะดีจริงๆ แล้วไอ้นามบัตรพวกนี้มันอะไร”
“ไหน”
“ปลัดกระทรวงกลาโหม สมาชิกสภาฯ ประธานเอเจนซี่สังกัด หัวหน้ากลุ่มธุรกิจใหญ่ เฮอะ… มีกระทั่งนามบัตรประธานาธิบดี หมอนี่นักต้มตุ๋นตัวจริงเสียงจริงเลยนี่หว่า”
“ฮ่าๆๆๆ ต้มตุ๋นเล่นใหญ่ด้วยนะเนี่ย โคตรเบ่ง”
พวกที่ประกอบอาชีพผิดกฎหมายทั่วๆ ไปยังไม่กล้าลอกเลียนแบบเลย วิธีการแนวนี้หากถูกจับไต๋ได้ มีสิทธิ์อย่างมากที่จะถูกด่าประณามตั้งแต่เบื้องล่างยันเบื้องบน
อันกฎหมายนั้น เรียกว่าขึ้นอยู่กับการตัดสินวินิจฉัย คล้องจมูกก็กลายเป็นห่วงจมูก คล้องหูก็กลายเป็นต่างหูทำนองเดียวกับชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ โทษทัณฑ์ยืดได้หดได้ ฉะนั้น หากเป็นคนสมองปกติย่อมไม่มีทางใช้วิธีนี้ต้มตุ๋นผู้คนอย่างเด็ดขาด
“จะมีใครหลงกลมันบ้างไหม”
“ถ้าไม่โง่มากจริงๆ ก็ไม่โดนหลอกหรอก ลองโทรฯ ดูสักสายสิ ชักอยากรู้แล้วว่ามันเล่นละครอะไร”
และแล้ว สายก็ต่อตรงอย่างอาจหาญไปยังประธานาธิบดีมุนอินโฮตามที่เขียนอยู่บนนามบัตร
“คุณคือประธานาธิบดีใช่ป่ะ”
[มะ ไม่ทราบว่าใครครับ?] เสียงมุนอินโฮบ่งบอกชัดว่าตกใจ
โจรหันไปบอกเพื่อนข้างๆ
“เสียงคล้ายว่ะ สงสัยซ้อมเลียนเสียงมาหนัก”
“คิกๆๆ บ้าเอ๊ย วางสายได้แล้ว”
สายตัดไปทั้งอย่างนั้น รถคันเก่าเคลื่อนล้อไกลจากบ้านกยองฮาออกไปทีละนิด
***
ณ ทำเนียบประธานาธิบดี
เสียงหัวเราะหยาบคายและสายโทรศัพท์ที่ถูกวางอย่างไร้มารยาททำให้มุนอินโฮมีสีหน้าปั้นยาก ท่านผู้หญิงคิม-อกซุนขยี้ตาพลางยันตัวลุกขึ้น ถามสามีอย่างเป็นห่วง
“ที่รัก เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ใครโทรฯ มา”
“แค่ถามว่าเป็นประธานาธิบดีเหรอ หัวเราะใส่แล้วก็ตัดสายเลย”
ท่ามกลางความไม่มีปี่มีขลุ่ยไร้ที่มาที่ไปจากโทรศัพท์ปริศนา สองสามีภรรยาลืมกระทั่งว่าจะเอ่ยอะไรจึงได้แต่นิ่งเงียบ
***
ทิศตะวันออกสว่างแล้ว
ขณะเดินทางไปยังโรงงานเครื่องเคียง
“เฮียครับ วันนี้สีหน้าไม่ค่อยดีเลย นอนไม่หลับเหรอครับ” มยองฮุนถาม
กยองฮาถอนหายใจเสียงต่ำ
“ขโมยขึ้นบ้านน่ะ”
“อะไรนะครับ”
มยองฮุนอารมณ์ขึ้นราวกับเป็นเรื่องตัวเอง
“มีอะไรหายบ้างครับ”
“คอมฯ กระเป๋าตังค์ แล้วก็เตาอบมือสอง”
“ไอ้พวกเฮงซวยที่ไหนกัน… นี่แจ้งตำรวจหรือยังครับ”
“แจ้งแล้ว แต่เขาบอกว่าคงจับไม่ได้เร็วๆ นี้หรอก”
“คอมฯ หายก็เรื่องใหญ่แล้ว นี่กระเป๋าตังค์หายด้วย เงินสดกับบัตรคงไปหมดเลยสินะครับ”
“อือ เงินสดไม่เป็นไรหรอก ปกติไม่ชอบพกเยอะๆ อยู่แล้ว ยังพอช่างหัวมันได้…”
“อายัดบัตรแล้วใช่ไหมครับ”
“เรียบร้อย”
สองคนสานต่อกิจวัตรเหมือนทุกวัน
ทำเครื่องเคียงเสร็จก็ขนไปที่ร้านขายเครื่องเคียง แวะฮันอุลสาขาหลัก จากนั้นค่อยกลับมาที่สาขารอง
พนักงานมาเข้างานกันแล้ว อีกประมาณสามสิบนาทีก็จะเปิดร้าน ตอนนั้นเองที่มีผู้ชายสวมสูทดำสะอาดเนี้ยบเดินเข้ามา
“ขออภัยครับคุณลูกค้า ตอนนี้ร้านเรายังไม่เปิดครับ” ซุนกุกเอ่ย
ชายสวมสูทรีบเกริ่นธุระของตน
“ผมไม่ได้มาทานข้าวครับ พอดีท่านประธานใหญ่วานผมนำของขวัญมามอบให้ทุกท่านน่ะครับ”
เขายื่นบัตรกำนัลสำหรับเข้าพักที่พาราไดซ์รีสอร์ทมาตรงหน้า ซุนกุกหันไปมองกยองฮาเพื่อขออนุญาต เรื่องสำคัญเช่นนี้อย่างไรก็จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบก่อน
จู่ๆ เกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด ฮเยจีจึงรู้สึกเกร็งไม่กล้าสบตากยองฮา ส่วนกยองฮานั้นคิดหนักอยู่หนึ่งรอบใหญ่
การปฏิเสธเจตนาดีซ้ำๆ ทุกครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องเหมาะ ตัวฮเยจีเองก็คงไม่สบายใจอย่างมาก แล้วนี่ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ แต่ยังดึงดันส่งคนมาเช่นนี้ หมายความว่าท่านแสดงเจตจำนงแน่วแน่แล้วว่าจะมอบของให้ได้
กยองฮาเดินเข้าไปหาชายสวมสูท
“พนักงานทุกคนได้เหมือนกันใช่ไหมครับ”
“จำนวนบัตรมีพอจำนวนคนครับผม”
“งั้นผมยินดีรับไว้ครับ”
เมื่อธุระเรียบร้อยชายสวมสูทก็โค้งคำนับกยองฮาอย่างสุภาพก่อนออกจากร้านไป
กยองฮาดึงบัตรกำนัลรีสอร์ททั้งปึกออกมาจากซองแล้วก็ต้องตกใจ ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
‘เข้าพักได้ 4 คนทุกใบเลยนี่หว่า’
เหล่าพนักงานยืนรอ ตาเป็นประกายวิบวับ กยองฮาเริ่มแจกจ่ายบัตร รับกันไปคนละใบ
“ขอบพระคุณครับ! วู้ฮู้ว~ บัตรพักรีสอร์ทสำหรับ 4 คนเลยนะเนี่ย ยกไปทั้งครอบครัวยังได้”
ซองช่อลกับมินซูกระดี๊กระด๊า กระทั่งซุนกุกเองก็ดูดีอกดีใจชัดเจน
ไม่เว้นแม้กระทั่งแม่ของด็อกโฮและมยองฮุน
‘ฮเยจีอยากไปเมื่อไหร่ก็ไปได้ งั้นไม่จำเป็นต้องแจก…’
ฮเยจีมองหน้าตาเบิกบานของพนักงานทุกคนแล้วก็ตื้นตันมีกำลังใจ
กยองฮาลองนับจำนวนใบที่เหลือ
‘แจกไปแล้วยังเหลือตั้งสิบห้าใบ เอาไงดี ให้มาเยอะอะไรขนาดนี้’
***
บัตรกำนัลรีสอร์ทได้รับการแจกจ่ายต่อไปยังสาขาหลัก ต่อไปยังพนักงานสามคนที่ประจำอยู่ร้านขายเครื่องเคียง ทว่า ยังคงเหลืออีกหกใบ
‘ถ้าเอาให้แม่ใบหนึ่ง ก็ยังเหลืออีกตั้งห้าใบ’
ซองช่อลตื่นเต้น รีบกดโทรศัพท์ทันทีเมื่อถึงเวลาพักเบรก
“อื้อ พ่อกับแม่ไปกันสองคนก็ได้นี่นา ผมไปไม่ได้หรอก ต้องทำงาน”
ทุกคนต่างมีวันหยุดเพียงหนึ่งวันต่อสัปดาห์ กยองฮาคิดว่า ไหนๆ ก็ใจดีมาขนาดนี้แล้ว ใจดีต่อให้สุดเลยแล้วกัน
“ใครอยากไปวันไหนรบกวนนัดแนะกันเองนะครับ วันนั้นเดี๋ยวผมเรียกคนมาแทนได้”
“ถะ เถ้าแก่”
อีเวนท์ที่มากะทันหันทำเอาพนักงานประทับใจไปตามๆ กัน ซองช่อลเองก็เสียงใสขึ้นอีกหลายระดับ
“แม่ๆ เถ้าแก่ให้ผมไปด้วยได้ล่ะ …วันที่เหรอ ยังไม่รู้เลย”
มีเพียงชเวบกซุนที่มีสีหน้าไม่ใคร่สบายใจ
“ที่พักนี่อยู่ที่ไหนหรือคะ”
“อยู่ที่กยองจูค่ะคุณยาย ข้างในมีสวนน้ำแบบสวนสนุกด้วย บัตรกำนัลนี่ใช้เข้าได้ทุกอย่างเลยนะ เด็กๆ ต้องชอบมากๆ แน่ค่ะ” แม่ของด็อกโฮช่วยตอบ
ชเวบกซุนถอนหายใจ
“ถ้าอยู่กยองจู งั้นก็ต้องไปถึงสุดแดนเกาหลีเลยน่ะสิ”
“ไม่ถึงขนาดสุดแดนหรอกค่ะ ลองได้ไปสักครั้ง ยังไงก็ไม่เสียดายแน่นอน”
สำหรับกยองฮา ที่เขาเปิดอีเวนท์ใจดีเช่นนี้ นั่นคือ เขาคิดคำนวณค่าใช้จ่ายไว้แล้ว
แต่มยองฮุนยังคงกังวล
‘เฮียไม่ใช่คนตัดเงินเดือนวันลาซะด้วยสิ… พนักงานไม่ได้มีแค่คนสองคน ตัดสินใจแบบนี้จะไหวไหม’
พนักงานมีทั้งหมดหกคน ถ้าให้หยุดคนละสี่วัน รวมกันก็เป็นยี่สิบสี่ชั่วโมง แปลว่าตลอดช่วงที่หยุดจะยังจ่ายค่าชั่วโมงเหล่านั้น และยังจะจ่ายเงินเรียกคนมาแทนด้วย
“ผมให้เวลาคิดอาทิตย์หนึ่งก็แล้วกันครับ เชิญทุกท่านปรึกษากันดูก่อน” กยองฮาพูดต่อประโยคเดิม
***
เรสท์โมเทล ห้อง 503
มีเสียงรายการช่องพยากรณ์อากาศลอดออกมาจากประตู
[ท้องฟ้ากรุงโซลในวันพรุ่งนี้จะปลอดโปร่งเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นช่วงเช้ามืดอาจมีเมฆมากเป็นกลุ่ม แต่คาดว่าจะสลายตัวประมาณ 7 นาฬิกาค่ะ ส่วนอากาศนั้นคาดว่าจะร้อนอบอ้าวกว่าวันนี้เล็กน้อย อุณหภูมิสูงสุดช่วงกลางวัน…]
โจมินดูสวมเพียงกางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวนอนดูทีวี เขาสนใจผู้ประกาศข่าวมากกว่าลมฟ้าอากาศเสียอีก
“โว้ว หุ่นเซียะโคตรๆ นาฬิกาทรายชัดๆ เลย”
ฮงชิกที่มีไฝเหนือริมฝีปากบน เปรยแกมด่า
“ของแบบนั้นก็แค่ฝันลมๆ แล้งๆ น่า ปวดใจเปล่าๆ เออ ว่าแต่คอมฯ ยังขายไม่ออก เครื่องครัวก็ได้แค่ราคารับซื้อขยะ”
“บอกแล้ว นี่ยังดีที่เขาตีราคาให้สามหมื่นวอน จัดว่าเยอะนะ แถมยังว่าเป็นของมือสองอีก”
“หุบปากไปเลย เปลี่ยนช่องดิ๊”
เถียงกันจบ สุดท้ายก็ได้เปลี่ยนไปดูช่องกีฬา
ผู้ชายโดยธรรมชาติมักไม่ปฏิเสธเรื่องกีฬาอยู่แล้ว และกีฬาที่ชาวเกาหลีชื่นชอบเต็มใจเชียร์มากที่สุดก็คือ เบสบอล
“เยส! ข้ามเลย ข้ามไปเลยโว้ย!”
ลูกเบสบอลลอยโด่ง ทว่า น่าเสียดายที่ไปไม่พ้นรั้ว
“โอ๊ย หมดกันละแบบนี้ เฮ้ย มีเหล้าให้กินไหม” มินดูถาม
ฮงชิกไม่ตอบ เดินไปที่ตู้เย็นหยิบไวน์ราสเบอร์รี่ซึ่งแช่เย็นทิ้งไว้ออกมาเปิด ยกกระดกทั้งขวด
“ฮงชิก นี่แกจะหักหลังแอบกินคนเดียวเหรอวะ”
ฮงชิกไม่ใส่ใจ ยังคงกระดกขวดต่อ ตั้งใจจะหยิบขวดอื่นออกมาส่งให้แทน ทว่า มินดูโฉบเข้ามาอย่างว่องไว ฉวยเอาขวดไปก่อนมือฮงชิกจะแตะถึง
เมื่อได้เปิดฝาลิ้มรสไวน์ราสเบอร์รี่แล้ว คำอุทานก็แทบพุ่งออกจากปาก ตอนที่ยังอมไว้ไม่ได้กลืนลงไปนั้นเขารู้สึกถึงความปลาบปลื้ม ครั้นไวน์ล่วงลงคอ หลอดอาหารก็กระตุกราวเต้นระบำ
“โห~! ไวน์บ้าบออะไรอร่อยขนาดนี้ ใช่ไวน์จริงเรอะ”
ฮงชิกไม่มีจังหวะแม้แต่จะเอ่ยปากตอบ เขากำลังพยายามเลียหยดสุดท้ายให้ได้โดยการเอียงขวด ยื่นลิ้นเข้าไปกระดก
“มีอีกไหมวะ” มินดูถามซ้ำ
ฮงชิกพยักหน้า ท่าทางกระวนกระวาย
“ขวดพวกนี้ใช่ที่เอามาจากบ้านนั้นรึเปล่า”
“อือ”
ได้ยินดังนั้น แววตามินดูก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
“งั้นวันนี้เราไปโกยมาอีก มันน่าจะย่ามใจว่า ‘เพิ่งโดนขโมยขึ้นบ้านไปไม่กี่วัน คงไม่มาอีกเร็วๆ นี้หรอก’”
***
ซวบบบ
ครั้งนี้ไม่เหมือนคราวก่อน ตามจุดต่างๆ มีเศษแก้วแตกปักอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นการปีนข้ามรั้วก็เป็นไปอย่างง่ายดาย
สิบกว่าปีของชีวิตมินดูและฮงชิกซึ่งนับว่าใช้มาไม่ยาวนานเท่าไหร่ หมดไปกับการกระทำการเช่นนี้ ความเชี่ยวชาญศาสตร์ดังกล่าวมีเต็มเปี่ยม ขนาดกำแพงติดลวดหนามยังไม่คณามือคนทั้งคู่
“ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น ของที่จะเอาไปจากบ้านนี้มีแค่ไวน์อย่างเดียวเท่านั้น” มินดูกระซิบเบาที่สุด
ฮงชิกพยักหน้าเห็นด้วย ในสมองโจรทั้งสองมีแผนการสวยงามวาดไว้ ไวน์ส่วนหนึ่งพวกตนจะเก็บไว้ดื่มเอง อีกส่วนหนึ่งจะนำไปขายราคาแพง สำหรับนักดื่มอย่างทั้งคู่ รสชาติไวน์นี้จัดว่าผ่านยิ่งกว่าผ่าน มีค่าพอให้เรียกราคาได้แน่
วันนี้ไม่รู้เจ้าของบ้านกระอักเลือดเจ็บไข้ไปแล้วหรืออย่างไร เข้ามาถึงห้องรับแขกยังไม่เห็นแม้แต่เงา
ครั้นเหตุการณ์เป็นใจ มินดูกับฮงชิกจึงยกทั้งไวน์ราสเบอร์รี่ ไวน์ชนิดอื่น รวมถึงเหล้าต่างๆ หนีออกมาอย่างไม่เปลืองแรง
ถึงจะสะเพร่า ไม่ทันสังเกตอะไรบางอย่างไปก็เถอะ…
.
.
.
หลังจากนั้น…
กยองฮาไม่ใช่ไอ้โง่ที่ไหน
ทันทีที่จับความรู้สึกได้ว่าคอมพิวเตอร์ กระเป๋าสตางค์หายไปพร้อมพวกไวน์และเหล้าผลไม้ที่ลดจำนวนลงเรื่อยๆ เขาก็จัดการติดกล้องวงจรปิดเพื่อเก็บข้อมูลลักษณะทางกายภาพของโจรไว้เป็นหลักฐาน
การสืบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพยิ่ง สุดท้ายฮงชิกกับมินดูก็ถูกตำรวจคว้าต้นคอไว้ได้
“ไอ้พวกเวรนี่! เคยโดนกันไปเจ็ดแปดข้อหาแล้วไม่ใช่เรอะ ว่างมากรึไง หา? ไม่มีของอะไรให้ยกเค้า เลยยกเหล้าผลไม้แก้ขัด?”
นักข่าวคิมฮันซังได้ยินประโยคหมายหัวเช่นนั้นก็จ้องสถานการณ์ตรงหน้านิ่ง
“สารวัตร เรื่องยกเค้าเหล้าผลไม้นี่มันอะไรกันครับ”
หัวขโมยทั้งสองนั่งก้มหน้างุดอยู่ต่อหน้าสารวัตร
“อ่า นั่นสินะ คือ…พวกบ้านี่มันไปขโมยเหล้าผลไม้มาจากบ้านหลังเดิม ไปแล้วก็ไปอีกซ้ำๆ น่ะสิครับ”
ขโมยเหล้าผลไม้อย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นโจรที่เข้าใจยากอะไรเช่นนี้ บ้านที่หมักเหล้าผลไม้ไว้ดื่มเองมีอีกไม่รู้เท่าไหร่ เรียกว่านับไม่ถ้วน
“ถ้าไปซ้ำๆ อยู่แค่หลังนั้นหลังเดียวก็น่าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่างนะครับ”
หัวหน้ากองบังคับการสืบสวนสอบสวน ชเวจินกยู ซึ่งคบหาสนิทสนมกันดีแอบกระซิบข้างหู
“เหล้ามันอร่อยมากจนพูดไม่ออกน่ะสิครับ”
“ลองชิมแล้วหรือครับ” คิมฮันซังถามกลับเสียงต่ำ
ชเวจินกยูพยักหน้าเบาๆ
“ผมเองก็ชื่นชอบดื่มเหล้าดื่มไวน์นะครับ แต่นี่เหลือเชื่อจริงๆ ไม่รู้หมักยังไงให้รสชาติออกมาแบบนั้นได้ ผมถึงขนาดอยากไปถามให้ได้คำตอบ”
“ไม่ทราบว่ายังพอมีเหลืออีกไหม ขอผมชิมสักหน่อยได้รึเปล่าครับ”