“น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ใช่เล่น”
“ครับ เพราะอย่างนี้เลยต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ผมจะฝึกทำอาหารให้มากกว่านี้ ส่วนเถ้าแก่ ผมรบกวนช่วยดูเรื่องพวกนั้นให้หน่อยนะครับ”
อันอิลเทรู้สึกถึงภาระอันหนักหนาตกลงบนบ่า
“คงไม่ใช่ง่ายๆ นะ”
“ครับ มันถึงได้คุ้มค่าที่จะลองไม่ใช่เหรอครับ”
หลังจากทั้งคู่ปรึกษากันครู่ใหญ่ กยองฮาก็ออกจากร้านไป
‘จะเป็นไปได้เร้อออ’ อันอิลเทกังวล
ทีแรกอันอิลเทคิดว่าเรื่องนี้อาจจะเกินกำลังตนไปหน่อย ไม่ใช่แค่ต้องรู้กว้างขวางเรื่องอาหารเกาหลีเท่านั้น ยังต้องรู้ไปถึงอาหารนานาชาติด้วยไม่ใช่หรือ
‘เอาน่า เก่งขนาดนั้น คิดอะไรแบบนี้ได้ก็สมควรแล้วล่ะ ไม่ใช่กับฉันคนเดียวหรอก กับใครก็คงเหมือนกัน…’
คนมีความสามารถระดับกยองฮา จะหาคนที่เก่งกว่าอันอิลเทมาร่วมธุรกิจด้วยสักคนคงไม่ใช่เรื่องเกินมือ ทว่า กยองฮาไม่ยื่นข้อเสนอนี้ให้ใครอื่น กลับเจาะจงมาถามเขา อันอิลเทนึกย้อนไปถึงตอนที่พยายามผลักดันให้เปิดแฟรนไชส์ฮันอุล
‘เออ เอาก็เอา ลองดูสักตั้ง เจอทางตันก็ช่างปะไร ลุย!’
ว่าแล้วเขาก็เปิดโน้ตบุ๊คทันที เริ่มสอดส่องดูว่า คนที่มีแฟรนไชส์ชั้นแนวหน้าของโลกในประเทศต่างๆ เขาทำอย่างไรกันบ้าง
***
ณ ภัตตาคารเรอาเล
“ห้ามแตะหมูสามชั้นย่างนะ ของฉัน!”
นิโคมองซานโตริโอที่ละเมอเสียงดังด้วยสายตาเอือมระอา
‘ละเมอแบบเดิมอีกแล้วไอ้นี่…’
จะเรียกว่าเป็นผลข้างเคียงของหมูสามชั้นย่างฝีมือกยองฮาก็ได้ ใครก็ตามที่ลิ้มรสหมูสามชั้นนั้นเข้า เป็นต้องขยับคางพยักหน้าหงึกหงักอย่างไม่ต้องสงสัย
‘ดันได้แค่คนละชิ้น’
แต่แค่ชิ้นเดียวก็สร้างความตระหนกใหญ่หลวงไม่รู้เท่าไหร่ ทุกคนที่กินหมูสามชั้นย่างต่างอุทานไม่หยุดปาก นิโคเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอเนื้ออร่อยเท่านั้นเลย ทำได้ยังไงวะ…”
ที่เรอาเลแห่งนี้ หมูสามชั้นย่างฝีมือเขาแม้จะได้รับคำชื่นชมมากมายจนไม่มีใครท้วงติงเรื่องสัญชาติหรือเชื้อชาติเลย แต่อย่างไรก็ไม่อาจเทียบฝีมือกยองฮาได้ เพราะฉับพลันที่ชิ้นหมูสามชั้นถูกเคี้ยวในปาก ความฉ่ำจะละลายไปบนลิ้นเข้าผนวกกับเกลือได้พอดีเป็นที่สุด ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีความนุ่มของส่วนเนื้อและความวาวของส่วนมันที่ทำให้ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งกลมกล่อมจนร่างกายประท้วงอย่างวู่วามว่าอย่ากลืนนะ นี่ขนาดยังไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เคี้ยวคำแรกแล้วเห็นภาพธรรมชาติอันไพศาลมาปรากฏตรงหน้าเลย
“ถ้าสิ่งที่คณะกรรมการได้ชิมไปคืออาหารระดับเดียวกันกับหมูสามชั้นย่างนี่ งั้นเราคงต้องแพ้จริงๆ”
ฉ่า
หมูสามชั้นแบบฟรีซแข็งถูกจับมานาบไปบนกระทะร้อน
“ทำแบบนี้ใช่ไหมหว่า ไม่สิ เหมือนจะจับแผ่ๆ ทีเดียวหมดเลยนี่… ประหลาดจัง ทำไมออกมาคนละแบบ”
ต่อให้เอาขึ้นมาย่างแล้วย่างอีก ก็ย่างเหมือนได้แค่ด้านนอกคร่าวๆ ส่วนความรู้สึกนั้นกลับไม่เหมือนเลยแม้แต่น้อย
เขาหมายถึงความรู้สึกยามกยองฮาจับชิ้นเนื้อขึ้นวางบนกระทะ
“หรือว่ามันจะเกี่ยวกับอุณหภูมิกระทะด้วย”
การจะปรับความร้อนกระทะให้พอดีโดยการกะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง มิหนำซ้ำตอนนั้นทันเห็นตัวอย่างการทำผ่านตาแค่ครั้งเดียวด้วย ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ แล้ว วันนี้นิโคก็ยังคงต่อสู้กับกระทะย่างหมูสามชั้นก่อนเริ่มงานอย่างไม่สนฟ้าดินอยู่นั่นเอง
***
“นี่คือ เถ้าแก่เหรอ” มินซูถาม
ยุนซึลพยักหน้าแข็งขันแทนคำตอบ
นั่นเป็นใบหน้าที่มีเพียงเส้นวงกลม ด้านในมีลูกตา จมูก และปากเท่านั้น แต่นายแบบกยองฮาเห็นแล้วโกรธไม่ลง ยังจะมีมือน้อยๆ ที่ไหนบรรจงวาดรูปมาให้เขาอย่างสุดฝีมือแบบนี้อีก กยองฮาเป็นปลื้ม ชูภาพที่ยุนซึลส่งให้ขึ้นสูง
“ขอบใจนะที่วาดให้ซะหล่อเลย พี่เป็นฝ่ายรับของขวัญจากยุนซึลอยู่คนเดียวเลยนะเนี่ย”
ประโยคนี้สร้างความยินดีให้หนูน้อยอย่างมาก สีหน้ายุนซึลราวกับผู้ยิ่งใหญ่ ได้ครอบครองทุกสิ่งทุกย่างบนโลกใบนี้ก็ไม่ปาน
เมื่อวานชเวบกซุนพาหลานชายเจมินและหลานสาวยุนซึลไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ครั้นการกินอยู่ใช้สอยดีขึ้นสบายกว่าแต่ก่อนบ้างแล้ว เธอจึงอยากให้ของขวัญเด็กๆ เพื่อชดเชยชีวิตที่ยากลำบากที่ผ่านมา ยุนซึลนั้นไม่สนใจตุ๊กตาน่ารักเหมือนอย่างที่เด็กในวัยเดียวกันชอบ กลับร้องขอสมุดวาดภาพกับดินสอสีไม้แทน
และผลงานชิ้นแรกก็คือภาพนี้
บรรยากาศกลมเกลียวอบอุ่น มีเพียงซองช่อลคนเดียวที่นั่งจุ้มปุ๊กจ้องหน้าจอมือถือ
“ดูอะไรอยู่น่ะ ซองช่อล” ซุนกุกหันมาถาม
“คอนเสิร์ตพริตตี้เกิร์ลครับ ช่วงนี้กำลังทัวร์รอบโลกพอดีไงครับ”
กยองฮานั้นรู้ดีอยู่แล้ว เนื่องด้วยก่อนพริตตี้เกิร์ลจะออกเดินทาง จีฮยอนเป็นคนส่งข้อความมาบอกเขาเอง
‘จะว่าไป เราไม่ได้เจอจีฮยอนนานแล้วเหมือนกันนะ’
เวลาว่างของดาราย่อมแปรผกผันกับชื่อเสียงอยู่แล้ว โด่งดังมากเวลาว่างก็น้อยลง ขณะที่กยองฮากำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นจากมือถือของฮเยจี
คุณปู่โทรฯ มา
เธอลอบสังเกตท่าทีคนรอบข้าง แต่กยองฮารีบเอ่ยแทรก
“รับเถอะ เรื่องแบบนี้ทำได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“ค่า!”
ฮเยจีเดินไปทางครัวพลางกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ คุณปู่”
พนักงานทุกคนมีสีหน้าแบบเดียวกันทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง
“คุณปู่? ท่านประธานใหญ่แห่ง SG กรุ๊ปเหรอ”
“นะ…น่าจะใช่นะ” เวลาแบบนี้คนมักจะรู้สึกว่าตัวลีบเล็กลงอย่างไร้สาเหตุ
ฝ่ายฮเยจีนั้นยังคงคุยโทรศัพท์ต่อ
“ค่ะ หนูสอบเทียบฯ ผ่านแล้ว …คะแนนเหรอคะ ได้เต็มค่ะ”
เธอเพิ่งสอบเสร็จเมื่อวานสดๆ ร้อนๆ พนักงานฮันอุลสาขารองไม่มีใครไม่ทราบผล เพียงแต่ฮเยจีไม่ได้เล่าว่าเธอสอบผ่านด้วยคะแนนเท่าไหร่ เรื่องละเอียดอ่อนอย่างคะแนนคงไม่ใช่อะไรที่สมควรแซะถาม
ซุนกุกถามมยองฮุน
“ฮเยจีบอกด้วยเหรอครับว่าได้คะแนนเต็ม”
“ไม่รู้สิ”
“ได้เต็ม งี้ก็สุดยอดเลยนี่นา”
“เห็นว่าข้อสอบไม่ได้ยากนะ แต่จะให้ได้เต็มก็คงไม่ง่ายหรอก แบบนี้แปลว่าทำไม่ผิดเลยสักข้อเดียว”
พนักงานฮันอุลสาขารองที่บังเอิญได้ยินรายละเอียดมองฮเยจีอย่างนับถือ ไม่มีสักคนในร้านที่เก่งกาจหรือโดดเด่นด้านการเรียนเลย กยองฮาก็ไม่เว้น
“เอาจริงๆ นะครับ ฮเยจีน่าจะเป็นคนที่เรียนได้สูงที่สุดในร้านเรา ขอแค่มีใจจะเรียนต่อ อยากเข้ามหา’ลัยก็ย่อมได้ คงเป็นเรื่องกล้วยๆ เลยแหละครับ”
สำหรับทุกคน ผู้ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คือผู้ที่มีมันสมองไม่ธรรมดา
ฮเยจีกำลังจะวางสายแล้ว
“อืม ของขวัญที่สอบผ่าน… คือการได้เจอคุณปู่ค่ะ คุณปู่แวะมาที่ร้านหน่อยได้ไหมคะ”
***
ค่ำวันนั้น
เมื่อใกล้เวลาปิดร้าน ลูกค้าก็ทยอยลุกกันทีละคนสองคน
“วันนี้อิ่มอร่อยเหมือนเดิมเลยครับเถ้าแก่!”
“ขอบคุณครับ ไว้มาอีกนะครับ”
บางครั้งก่อนออกจากร้าน ลูกค้าบางคนจะมาถึงครัวเพื่อขอลายเซ็นกยองฮาไม่ก็ขอถ่ายรูปคู่ โดยเฉพาะลูกค้าผู้หญิงนั้นมีแนวโน้มว่าจะมากเป็นพิเศษ
แชะ
กยองฮายอมถ่ายรูปและแจกลายเซ็นโดยไม่ปริปากบ่น จู่ๆ ลูกค้าสาววัยราวๆ ยี่สิบกว่าก็หัวเราะกิ๊กกั๊กขึ้นมา
“คิกๆๆ ลายเซ็นเถ้าแก่เปลี่ยนไปอีกแล้ว”
จวบจนคนสุดท้ายกลับออกไป พนักงานจึงได้เริ่มลงมือเก็บกวาดโต๊ะอย่างขยันขันแข็ง บ้างก็ทำความสะอาดจุดต่างๆ
จากนั้นไม่นาน รถยนต์ซีดานหรูหราหลายคันก็แล่นช้าๆ มาทางด้านหน้าร้านสาขารอง
“พี่ซุนกุกดูนั่นสิครับ เหมือนพาเหรดรถเลย” ซองช่อลเรียก
ซุนกุกเองก็เพิ่งเคยเห็น
‘คนใหญ่คนโตมาหรือไงนะ’
ขณะกำลังคิดเช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่ของฮเยจีก็เดินเข้ามาพอดี ซุนกุกจำทั้งคู่ได้ รีบเข้าไปต้อนรับ
“สวัสดีครับ!”
“สวัสดีๆ”
ท่านประธานฯ กูบนมันแสดงท่าทีว่ารู้จัก ทักทายซุนกุกด้วยกำปั้นเบาๆ ที่แขน ส่วนมาดามจินซูยอนก็แย้มยิ้มดั่งดอกไม้ผลิกลีบบานสะพรั่ง ทักทายเขาผ่านสายตาโuเวลกูดoทคอม
ด้วยความที่ซุนกุกส่งเสียงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ พนักงานฝั่งครัวจึงชะเง้อมามองประตูร้านกันเป็นตาเดียว
“มาแล้วหรือครับท่าน” กยองฮากล่าวสวัสดี
“ไม่เจอกันนานเลยนะ” รอยยิ้มกูบนมันกว้างขึ้นอีก
แม่ของด็อกโฮเองก็โค้งทักทาย พลางทำท่าทางเร่งให้ฮเยจีออกไปต้อนรับคุณพ่อคุณแม่ ฮเยจีไปยืนตรงกลางระหว่างทั้งสอง กูบนมันยังคงคุยกับกยองฮาไม่หยุดปาก
“ระยะนี้เธองานเยอะเสียจนฉันจะนัดเจอหน้ากันสักหน่อยยังรู้สึกผิด”
“ถ้าบอกผมล่วงหน้า ยังไงผมก็หาทางไปพบท่านได้ตลอดครับ”
“ฮะฮ่า อุตส่าห์พูดขนาดนี้ เหมือนได้รับสิทธิพิเศษระดับวีไอพีเลยนะ”
ตอนนั้นเองที่เหล่าสุภาพบุรุษสวมแว่นกันแดดมายืนเรียงรายหน้าประตู ชายสูงวัยก้าวลงจากรถคันโต รับการนำทางจากพวกที่ดูเหมือนบอดี้การ์ดเพื่อเข้ามายืนในร้าน
“คุณปู่!” ฮเยจีตาโตไปกับเขาด้วย
“ว่าไง หมาน้อยของปู่” ชายชราลูบผมฮเยจีที่ย้ายตัวเองไปอยู่ในอ้อมกอด
พนักงานฮันอุลมองเหตุการณ์ต่อหน้าอย่างอึ้งงัน เหลือเชื่อที่ได้เห็นท่านประธานใหญ่กูซุนฮยองแห่ง SG กรุ๊ปตัวเป็นๆ
ก็น่าอึ้งอยู่หรอก ผู้นำครอบครัวอภิมหาเศรษฐีหาไม่ใช่ใครที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงได้ง่ายๆ การได้เห็นท่านมาปรากฏตัวในร้านอาหารตามสั่งจึงยิ่งทำให้สถานการณ์ดูน่าตระหนก
กูซุนฮยองตกเป็นเป้าสายตาของทั้งร้าน เขามองหน้าพนักงานไล่ไปทีละคนช้าๆ
“เจ้าของร้านคือ?”
“ท่านนี้ครับ” กูบนมันชี้ที่กยองฮา
กูซุนฮยองมองกยองฮาอย่างอารีย์ ก่อนจะเอ่ยถาม
“ฉันว่าฮเยจีของเราทำอาหารอร่อยแล้ว แต่ได้ยินว่ายังเทียบฝีมือเธอไม่ได้ ถ้าไม่ขัดข้องอะไร ขอชิมอาหารที่เธอทำหน่อยจะได้ไหม”
ในคำพูดแทรกไว้ทั้งความนับถือและเข้าอกเข้าใจ กยองฮายินดีเต็มที่ ท่านเป็นถึงคุณปู่ของฮเยจีไม่ใช่หรือ
“ได้แน่นอนครับ เชิญนั่งก่อนครับ”
ลูกชายและภรรยาอาสาช่วยเลือกเมนูให้กูซุนฮยอง ทั้งคู่รับประทานมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนกูซุนฮยองนั้นจงใจอดข้าวเย็นเพราะนัดกับหลานสาวไว้
“… อันนี้อร่อยค่ะคุณพ่อ”
“หมูสามชั้นผัดซอสก็อร่อยครับ”
กยองฮาที่มองทั้งสามอยู่เกือบหลุดยิ้ม ความที่ภาพตรงหน้าเหมือนครอบครัวชาวบ้านทั่วไปมากกว่าชนชั้นสูง
“งั้นเอาแกงกิมจิก็ได้”
“รสจัดไม่ดีกับสุขภาพเท่าไหร่นะครับ” ลูกชายท้วง
“ได้กินอร่อยนั่นแหละคือสุขภาพที่ดี” กูซุนฮยองโต้กลับ
“ถึงอย่างนั้น…”
“เอ้าๆ ยอมก็ได้ งั้นขอแกงเต้าเจี้ยว” กูซุนฮยองทำเป็นเถียงไม่ชนะ
กูบนมันก็ยังเห็นว่า แกงเต้าเจี้ยวเองก็เค็มเกินกว่าที่ผู้สูงอายุอย่างบิดาควรรับประทานอยู่ดี
“ถ้าไม่ใช่แกงแต่เป็นก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นล่ะครับ”
“อันนั้นต้องคนทำเป็นนะถึงจะทำออกมาแล้วกินได้”
“โกกยองฮาทำก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นอร่อยแน่ๆ ครับ เขาทำอร่อยทุกเมนู”
ใจลึกๆ กูซุนฮยองก็เริ่มคิดถึงรสชาติของก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นอยู่เหมือนกัน
ภาพในอดีตที่เคยลำบากยังหลงเหลืออยู่ในเสี้ยวความทรงจำ เคราะห์ดีที่เขาไม่ได้อดอยากปากแห้งถึงขนาดนั้น ฝืดเคืองหน่อยแต่ก็มีปัญญาหาก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นมากินได้อยู่
ครั้นภาพจำจางลงแล้ว กูซุนฮยองก็แสร้งเถียงไม่ชนะอีกรอบ
“ก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นก็ทำให้อร่อยได้ใช่ไหม” เขาหันไปถามกยองฮา
“แน่นอนครับ จะปรุงให้อร่อยๆ เลยครับ”
“งั้นฝากด้วยนะ”
“ครับผม”
ช่วงนี้ยังเป็นฤดูร้อน เมนูก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นจึงเป็นที่นิยมขึ้นมา พลอยทำให้กยองฮาปรุงได้ที่เลเวล 4 ไปด้วย
ฮเยจีแจ้งเขาล่วงหน้าก่อนแล้วว่าคุณปู่จะมาเยี่ยมเยือนร้านตอนค่ำๆ เขาจึงถนอมสมาธิขั้นสูงเอาไว้ ไม่นาน ก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นที่เตรียมเสร็จก็เผยโฉม มองภายนอกไม่ได้ต่างจากก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นทั่วไปเท่าใดนัก กูซุนฮยองเปิดมื้ออาหารด้วยการยกทั้งถ้วยขึ้นซดน้ำซุบ จากนั้นก็ตัวแข็งค้างในท่าเดิม
กูบนมันอดสงสัยไม่ได้
‘คุณพ่อเป็นอะไรไปล่ะนี่’
มาดามจินซูยอนเองก็คิดเช่นเดียวกัน
“คุณพ่อคะ”
เนิ่นนานให้หลัง กูซุนฮยองถึงได้วางถ้วยลง เก็บงำประกายตา
ภาพทุ่งเขียวขจีกว้างใหญ่เรียกความรู้สึกเก่าๆ ให้ขึ้นมาทักทาย เขายังคงรับประทานต่อช้าๆ ลิ้มรสเส้นก๋วยเตี๋ยวที่หยุ่นยืด น้ำซุปถั่วเหลืองข้นที่ไม่ใช่แค่หอมหวาน แต่รสยังกลมกล่อม และตัวน้ำซุปนุ่มนวลไม่ระคายคอแม้แต่น้อย ความสดชื่นของมันเข้ามาช่วยฟื้นฟูหัวใจที่แห้งแล้งจากสนามต่อสู้แห่งโลกธุรกิจ คล้ายอ้อมกอดที่ปลอบประโลมให้จิตใจได้สงบเยือกเย็นลงบ้าง นอกจากนี้ ความอร่อยล้ำที่อบอวลอยู่ในปากก็อยู่ในระดับที่เกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยายได้
เขาเดาล่วงหน้าไว้ว่ามันคงจะจืดชืด รสดั้งเดิมของก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นนั้นจะออกหวานปนเค็ม เขารับรสได้ ทว่า ไม่ได้จัดจ้านจนเกินไป จึงไม่รู้สึกต่อต้านขนาดรับประทานไม่ลง
‘ถ้วยนี้ ให้จ่ายสิบล้านวอนก็ไม่เสียดาย’
หากให้ตั้งราคาจริงๆ อาจจะต้องสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ เชฟที่มีฝีมือหน่อยล้วนตั้งราคาอาหารให้แพงเข้าไว้ กระโดดเข้าวังวนการแข่งขันเพื่อยกระดับขึ้นเป็นเมนูชั้นสูง แต่ฟันธงได้เลยว่าไม่มีที่ไหนทำก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นได้อร่อยขนาดนี้แน่นอน คิดอีกทีก็ตลกนัก กระทั่งมหาเศรษฐีเช่นเขาที่ใช้ชีวิตมาเจ็ดทศวรรษแล้วยังไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารสุดยอดเช่นนี้มาก่อน ทว่า อาหารสุดยอดนี้กลับปรากฏออกมากลางร้านอาหารตามสั่งอันเป็นที่คุ้นเคยสำหรับประชาชนทั่วไปเสียอย่างนั้น
กูซุนฮยองอารมณ์ดีอย่างมาก
ในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนตัดสินคุณค่ากันที่จำนวนเงินและชื่อเสียง ยังมีร้านอาหารถ่อมตัวเช่นนี้อยู่ด้วย น่าตกใจจริงๆ
เพราะอย่างนี้ แม้เขาจะอิ่มแล้วรอยยิ้มก็ยังไม่หายไปจากใบหน้า
กูซุนฮยองหันหลังให้การซึมซับบรรยากาศเต็มอิ่มเมื่อครู่ เดินเข้าไปใกล้กยองฮา
“ขอกระเป๋าเงินฉันหน่อย”
เลขาฯ ที่ตามหลังมาด้วยโค้งคำนับเป็นมุมฉาก
“นี่ครับ” เขากล่าวพร้อมเตรียมกระเป๋าสตางค์ให้
ด้านในนั้นไม่มีเงินสดอยู่เลย มีแค่เช็คกับบัตรเท่านั้น
“รับบัตรไหม”
“รับครับ”
กูซุนฮยองยื่นแบล็คการ์ดให้กยองฮา
บัตรเครดิตที่เรียกว่าแบล็คการ์ดทำหน้าที่ป่าวประกาศแทนผู้ถือบัตรว่า เป็นระดับ VVIP รูดเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัดวงเงิน
“หกพันวอนครับ” กยองฮาตอบสั้นๆ เอาการ์ดไปเสียบที่ช่อง
จังหวะที่กำลังจะกดตัวเลขนั้น ประโยคที่ดังแทรกขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวทำเอานิ้วเขาต้องชะงัก
“อยากกดเท่าไหร่ กดไปได้เลยตามใจ”
“…?”
“ฉันอนุญาตแบบนั้นเพราะสิ่งที่ได้รับมาไม่ใช่แค่หกพันวอนแต่เป็นหกสิบล้านวอน ไม่รู้ไปกินที่อื่นจะได้ความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจแบบนี้ไหมน่ะนะ ฉะนั้นไม่ต้องคิดมาก กดจำนวนเท่าที่อยากกดได้เลย”
มุมปากกยองฮาเผยยิ้มเบาบาง
ปี๊บๆๆๆ ตี๊ดดดดด
แควก
กยองฮาฉีกใบเสร็จออกจากเครื่องปรินท์ นำมารวมกับการ์ดก่อนจะยื่นคืนให้
ประธานใหญ่กูซุนฮยองอดรู้สึกเหนือความคาดหมายไม่ได้ เนื่องเพราะบนใบเสร็จพิมพ์ราคาก๋วยเตี๋ยวซุปถั่วเหลืองเย็นตรงตามที่เขาเห็นบนป้ายเมนูเป๊ะ
“แน่ใจนะว่าแค่นี้ก็พอแล้ว”