ฮเยจีสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด ทันทีที่เข้าไปยืนหลังประตูใหญ่
ฮึบบบ! ฮ่า~
“ฮิ้ง~ ดีจังเลย”
มาที่นี่ทีไร เป็นต้องได้กลิ่นบางอย่างที่ดีงามจนพรรณนาเป็นคำพูดไม่ได้ แต่หากยังยืนยันจะอธิบายคงต้องบอกว่า บ้านของเถ้าแก่น่ะ กระทั่งอากาศยังอร่อย!
“มาแล้วเหรอ”
ประตูโถงของบ้านใหญ่แง้มเปิด กยองฮาโผล่หน้าออกมาทักทาย
“เถ้าแก่!” ฮเยจีก้าวพรวดๆ ลัดสนามรวดเดียวก็ถึงหน้าบ้าน
“อ้าว ฮเยจีก็มาด้วยเหรอ”
“ค่า! หนูจะมาขอแบ่งกิมจิไปสักหน่อยน่ะค่ะ”
“เอาเลย ตามสบาย”
อันที่จริง บ้านหลังนี้เปิดประตูกว้างคอยต้อนรับมยองฮุนและฮเยจีมานานแล้ว บ้านใหญ่นั้นของตาย ส่วนพวกโกดัง ห้องเก็บของหมักดอง หรือจะห้องไหนๆ ทั้งคู่ก็สามารถเข้าออกได้ตามแต่ใจต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น พวกอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ตลอดจนวัตถุดิบอาหารและซอส ทั้งคู่ก็ยังได้รับอภิสิทธิ์ให้หยิบไปใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตให้มากความ
กยองฮายกเรื่องนี้ขึ้นมาย้ำอีกรอบ
“ฮเยจี พี่บอกเราตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วใช่ไหมว่าให้มาเอาไปก่อนเลย ค่อยบอกทีหลังก็ได้”
“อ๊ะ ค่ะ! ครั้งหน้าหนูจะเตือนตัวเองดีๆ”
“ตอบเก่ง ตอบแบบนี้ทุกครั้งอะเรา”
“แฮร่~”
ทั้งคู่คุยกันพักหนึ่ง ซุนกุกก็ตามมาสมทบ
“สวัสดีครับพี่” เขาค้อมศีรษะทักทาย
“อื้อ มาๆ เข้ามาเลยซุนกุก”
“แล้วเรื่องที่จะให้ผมช่วยล่ะครับ”
“อ๋อ ไม่มีอะไรมาก พอดีพี่จะตั้งเต็นท์สักหลังหนึ่งไว้ด้านหน้านี่น่ะ ทำคนเดียวไม่น่ารอดเลยเรียกมาช่วย ลงเสาไว้แล้วเรียบร้อย คงใช้เวลาไม่นานหรอก”
“ครับ งั้นเริ่มเลยไหมครับ”
“หนูช่วยด้วยอีกแรงค่ะ!”
“งานนี้ทำสองคนก็พอ ฮเยจีไปจัดการธุระตัวเองเถอะ”
“ค่า!”
ปากตอบแบบนั้น แต่ตัวกลับไม่ย้ายไปไหน สุดท้ายก็เป็นลูกมือให้สองหนุ่มจนได้ เต็นท์ตั้งสำเร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็วไม่ผิดจากที่กยองฮาคาดไว้
“ขอบใจมาก ไหนๆ ก็ไหนๆ กินข้าวแล้วค่อยกลับนะ ยังไม่ได้กินอะไรกันมาใช่รึเปล่า”
“อ๊ะ! งั้นต้องรีบแล้ว หนูขอตัวไปแบ่งกิมจิมาก่อนนะคะ” ฮเยจีอุ้มกล่องกิมจิแนบอก วิ่งปรูดไปยังลานหมัก
ซุนกุกมองตามหลังเธอด้วยสายตาเหม่อลอย จากนั้นก็ส่ายหน้า หันมาถามกยองฮา
“มีอะไรให้ผมช่วยอีกไหมครับ”
“มีขนพวกของจุกจิกออกมาจากโกดังอีกนิดหน่อย พี่ทำคนเดียวได้”
“ไม่เป็นไรครับ ผมช่วยดีกว่า”
“โอเค ขอบใจล่วงหน้าเลย”
เมื่อฮเยจีเดินกลับมาอีกรอบ พื้นที่ใต้เต็นท์ก็เรียงรายไปด้วยอุปกรณ์ที่เธอไม่คุ้นตา ชิ้นที่ดึงความสนใจได้อยู่หมัดที่สุดเห็นจะเป็นไหโลหะใบหนึ่ง
“อันนี้อะไรคะเถ้าแก่”
“ทันดูรี”
“ชื่อคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินบ่อยๆ… หรือว่า มันคืออันที่เอาไว้ทำไก่ทันดู[1]รีรึเปล่าคะ”
กยองฮาพยักหน้า
“ถูกต้อง ที่อินเดียเขามีวิธีการดั้งเดิมก็คือ ใช้ไหแบบนี้แทนเตาอบดินเหนียวน่ะ เรียกว่าทันดูรี (Tandoor)”
กยองฮาเปิดฝาให้ดู เป็นอย่างที่บอกจริงๆ ผิวด้านในไหคล้ายถูกโปะด้วยดินเหนียว
“หน้าตาเหมือนหม้ออบไอน้ำที่ใช้ถ่านเลยครับ” ซุนกุกเปรย
กยองฮายิ้มกว้าง พลางขยายความเพิ่ม
“ถ้าเอาถ่านเรียงไว้ตรงก้นไหด้านล่างนี้แล้วปิดฝา อุณหภูมิจะขึ้นสูงถึงสี่ร้อยองศาเลยล่ะ เดี๋ยวเราอุ่นมันให้ร้อนก่อน จากนั้นค่อยเอาเนื้อไก่หรือเนื้อแกะที่หมักรสได้ที่แล้วมาเสียบไม้วางลงไป อบให้สุกตามเวลา ก็จะได้ออกมาเป็นไก่ทันดูรีหรือไม่ก็เคบับ เรารู้จักกันดีอยู่แล้วนี่”
“ว้าว แบบนี้ก็แปลว่า เถ้าแก่กำลังจะทำพวกทันดูรีเคบับนั่นเหรอคะ”
“อื้ม”
แววตาฮเยจีส่องประกายวิบวับ เธอคาดหวังไม่น้อยกับอาหารชนิดใหม่ที่อาจารย์กำลังจะลงมือปรุง
“งั้นซุนกุกช่วยจุดถ่านนี่ แล้วเอาไปเรียงข้างในไหให้หน่อยนะ”
“ครับพี่”
ระหว่างนั้น กยองฮาก็เดินกลับไปกลับมาระหว่างโกดังกับเต็นท์ นำวัตถุดิบทั้งหมดออกมากองไว้ ซึ่งได้แก่ แป้งที่หมักจนขึ้นฟู เนื้อไก่ทาซอสขมิ้นจนชุ่ม ผักชนิดต่างๆ และเนื้อแกะสับ เป็นต้น
กยองฮาล้างมือจนสะอาด ก่อนจะขยุ้มดึงแป้งหมักออกมาทีละกำมือ เริ่มใช้ไม้นวดแป้งกดและคลึงแผ่ให้เป็นแผ่น ทุกครั้งที่คลึงด้วยไม้นวดแป้ง เพียงครั้งสองครั้งเท่านั้นก้อนแป้งก็แบนตัวออกเหมือนจาน รอบวงมีลักษณะกลมเป๊ะเท่ากันดั่งวัดด้วยไม้บรรทัด
“เถ้าแก่! กำลังจะทำ ‘แป้งนาน[2]’ ใช่ไหมคะ”
“ใช่เลย”
“หนูอยากลองทำบ้างค่ะ!”
“ลองไหมล่ะ”
ฮเยจีรับไม้นวดแป้งมา แสดงฝีไม้ลายมือการคลึงแป้งเป็นแผ่นอย่างชำนาญ
แม้จะยังทำไม่ได้เท่ากยองฮา แต่การเคลื่อนไหวกับทักษะระดับนี้ ไปที่ไหนย่อมไม่ขายหน้าใครเขา กยองฮามองภาพนั้นอย่างปลื้มปริ่ม
“อ้อ ฮเยจี ลืมบอกว่านั่นน่ะ หนึ่งแผ่นสำหรับกินสองคนนะ”
“เฮือก”
แผ่นแป้งกลมเปล่าๆ อย่างเดียว เรียงกันเป็นตับเกินสิบแผ่นเห็นจะได้
“กินไม่หมด ไม่ให้กลับบ้านนะ รู้ไว้เลย”
“อ๊า ถ้าหนูท้องแตกขึ้นมาจริงๆ ทำไงล่ะคะ”
ขณะที่อาจารย์กำลังหยอกเล่นโต้ตอบกับลูกศิษย์ที่แกล้งทำงอแงนั้นเอง
“เดี๋ยวพี่กินแทนเอง” ซุนกุกที่ยืนมองห่างๆ เผลอหลุดปากออกมา
“…?”
“อันที่กินไม่หมด เดี๋ยวจะกินแทนให้… อยากทำกี่แผ่นก็ทำไปเลย แป้งน่ะ”
“…”
จู่ๆ อัศวินดำ[3] ก็ปรากฏกายขึ้นมาแบบสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่เสียงตอบรับกลับมีเพียงเสียงเปรี๊ยะๆ ของถ่านที่กำลังไหม้ไฟเท่านั้น
***
บนโต๊ะมีเคบับเนื้อแกะ ไก่ทันดูรี และแป้งนานที่เพิ่งย่างสดๆ ร้อนๆ ตัดแบ่งไว้เป็นขนาดพอดีคำ
“เอาล่ะ มาลองชิมกัน”
“จะทานให้อร่อยเลยค่า!”
ฮเยจีหยิบนันขึ้นมา ตักเคบับเล็กน้อยวางลงไป ก่อนจะกัดกร้วมทีเดียวทั้งคำ
“เป็นไง พอใช้ได้ไหม”
“อื้อหือออ~ อร่อยสุดๆ ไปเลยค่ะ!” เธอตัวสั่นเทิ้มด้วยความสุขี
ส่วนซุนกุกนั้นลิ้มรสไก่ทันดูรีก่อน เขาฉีกออกมาหนึ่งชิ้นส่งเข้าปาก รับรู้กลิ่นเผ็ดร้อนปนหวานนิดๆ ที่พุ่งขึ้นโพรงจมูก เยี่ยมมาก ชิ้นหนังที่ซึมซับเครื่องเทศถูกไฟย่างจนเกรียมกรอบ แต่ชิ้นเนื้อด้านในกลับตรงกันข้าม ไม่น่าเชื่อว่าเพียงรังสีความร้อนธรรมดาๆ จะทำให้ส่วนเนื้อนุ่มลิ้นได้ขนาดนี้ รสสัมผัสหลากหลายปนเปราวกับเคี้ยวไก่ทอดต่อด้วยไก่นึ่งอย่างไรอย่างนั้น พริบตาเดียวไก่ทั้งน่องก็หายวับ
“พี่ แบบนี้ร้านอาหารอินเดียมีสิทธิ์ได้เจ๊งกันเป็นแถบๆ แน่ครับ” ซุนกุกประเมินง่ายๆ จากรสชาติ
“ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แหม่”
ทันดูรีที่ทั้งสองคนกำลังชิมอยู่นี้เป็นเพียงอาหารเลเวล 4 หากคาดหวังจะได้เลเวลสูงๆ เขาคงต้องทุ่มเวลาฝึกมือให้มากอีกสักหน่อย แต่ดูทรง อย่างน้อยกว่าจะถึงช่วงที่มีแขกจากแดนไกลมาเยือนวันเปิดบ้านครั้งแรก เขาคงได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจแล้วเรียบร้อย มีแค่สิ่งเดียวที่ยังฟันธงไม่ได้ คือ ใครหนอ ที่จะได้เป็นผู้มาตัดริบบิ้นเปิดงานเป็นรายแรก
‘เจรจาหารือกันด้วยดีอยู่รึเปล่าหว่า’
สุดท้าย กยองฮาเลือกแก้ไขปัญหาการจัดลำดับผู้มาเยือนโดยการโยนทั้งหมดให้เป็นภาระแขกเองเสียเลย ทีแรกก็ว่าจะให้สิทธิ์ผู้ที่โอนบริจาคคนแรกได้รับเชิญก่อน ทว่า ดูจากเวลาที่เงินเข้าแล้วนั้น ทุกคนดันโอนมาพร้อมกันในระดับวินาทีก็ว่าได้ ความคิดนี้จึงตกไป กยองฮาใคร่ครวญซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดก็ใช้วิธีเขียนเมลกลับไปขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายเจรจากันเองก่อน แล้วเขาจึงจะแจ้งผลอีกรอบ
‘แต่ละท่านก็ใช่ว่าจะไม่เป็นงาน ประสบการณ์รอบตัวขนาดนั้น คงคุยกันราบรื่นดีแหละน่า’
***
“ท่านผู้นำสนใจเรื่องเทียบเชิญครั้งนี้อย่างจริงจัง ยังจะต้องให้อธิบายอะไรมากความครับ เราต้องเป็นแขกรายแรกให้ได้ รายแรกเท่านั้น เข้าใจไหมครับ”
***
“รอบนี้ถึงคิวใครเก็บกระเป๋ากลับบ้านล่ะ หืม? พวกแกจะใช้วิธีไหนฉันไม่สน ต้องเอาเทียบเชิญของแขกรายแรกมาวางต่อหน้าฉันให้ได้ ไม่งั้น ไล่ออกสถานเดียว!”
***
“ฮัสซัน”
“พะยะค่ะ ราชกุมาร”
“ครั้งนี้ก็ฝากด้วยนะ ฉันเชื่อมั่นว่าฮัสซันจะไม่ทำให้ต้องผิดหวังแน่นอน”
“จะ…จะพยายามสุดความสามารถพะย่ะค่ะ”
ฮัสซันออกเดินทางไปยังฝรั่งเศสทันที
เนื่องด้วยการประชุมเจรจาถูกจัดขึ้นที่นั่น เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งได้รับมอบหมายภารกิจแสนสำคัญไม่ต่างจากฮัสซัน ล้วนกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวกัน
***
ติ๊ง-
[รากเบอร์ด็อก[4]คั่วของมาสเตอร์สำเร็จแล้ว]
<รากเบอร์ด็อกคั่วของมาสเตอร์>
– นำรากเบอร์ด็อกคุณภาพเยี่ยมไปตากแห้งเป็นเวลาเจ็ดวัน เลือกสถานที่ที่มีแดดจัด จากนั้นใช้สกิลมือของมาสเตอร์ ทำการคั่วอีกสิบสองครั้ง
– ประสิทธิภาพและสรรพคุณเพิ่มขึ้นจากปกติ 30%
– ผลข้างเคียงลดลงจากปกติ 50%
– หากต้มกับน้ำร้อนก่อนนำมาดื่ม จะได้สรรพคุณดังต่อไปนี้ เรียงลำดับจากมากไปน้อย
– ช่วยอาการท้องผูก…
“ทำอะไรอยู่ครับพี่”
กยองฮาที่จ้องมองบางอย่างในอากาศหันกลับมา ส่งผลให้ภาพเมื่อครู่แตกกระจาย
“อ่า คั่วรากเบอร์ด็อกนิดหน่อยน่ะ อยากแบ่งไปไหม”
“ไม่เป็นไรครับ ไว้คราวหน้าดีกว่า”
มาที่นี่ครั้งใด เป็นต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านทุกที จวบจนตอนนี้ ชั้นสำหรับเก็บของแห้งที่บ้านซุนกุกยังคงเต็มเอี้ยด ไม่เคยเหลือที่ว่าง ด้วยมีกระป๋องบรรจุชาต่างๆ ตั้งเรียงกันหลายสิบชนิด แยกเป็นประเภทชัดเจนโนเวลกูดอทคอม
“แล้วทำไมยังไม่กลับอีก หรือว่ามีเรื่องอยากคุย”
“อ่า คือว่า…”
ซุนกุกลังเล แต่แล้วก็ยอมเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น
“พี่กับพี่สะใภ้คบกันได้ยังไงครับ”
“หา?”
กยองฮาอึ้งไปชั่วครู่เพราะไม่คิดว่าจะเจอคำถามเช่นนี้
“ถามเพราะฮเยจีใช่ไหม” กยองฮายิ้มกว้าง
“เปล่านะครับ”
ซุนกุกสะดุ้งโหยง รีบออกตัวปฏิเสธอย่างแรง หารู้ไม่ว่าปัจจุบันภายในฮันอุล แทบทุกคนจับสังเกตรักข้างเดียวของเขาได้หมด ยกเว้นเจ้าตัวซึ่งก็คือ ฮเยจี
“น่าจะเคยได้ยินนะ คำว่าความลับไม่มีในโลกน่ะ”
“…ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“อัศวินดำเมื่อกี้นี้คืออะไร”
“อา…”
“เห็นตั้งนานแล้วพฤติกรรมเราน่ะ ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งนะที่น่าสงสัย”
“…”
“ยังไงก็เถอะ อยากลองดูสักตั้งเผื่อจะไปกันได้ดีใช่ไหม หมายถึงกับฮเยจีน่ะ”
ซุนกุกยอมรับโดยปริยาย แต่ทางหนึ่งก็ส่ายหน้า
“ก็ไม่ได้หวังอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าให้พูดตรงๆ ผมว่าตัดใจซะตั้งแต่ตอนนี้น่าจะดีสุด… แต่มันดันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิครับ”
กยองฮาตบไหล่ซุนกุกเบาๆ แต่เก็บปากสงวนคำ เขาไม่อยากผลักดันมากเกินไป เพราะหากเข้าไปก้าวก่ายผิดจังหวะจนฮเยจีเกิดรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา จะโทษใครเล่า ความเงียบดำเนินต่อไปครู่หนึ่ง ซุนกุกก็ถามอีกครั้ง
“พี่ทำยังไงถึงชนะใจพี่สะใภ้ได้ครับ”
“อืม จะบอกว่ามีวิธีพิเศษก็คงไม่ใช่…”
กยองฮาเกาท้ายทอย ย้อนนึกถึงเรื่องในอดีต จากนั้นส่ายหน้าเบาๆ
“ตอบไม่ได้แฮะ แค่รู้สึกว่าอยู่ข้างๆ กันมาตลอด เห็นหน้ากันบ่อยๆ เผลอๆ บางทีก็ได้ทำบะหมี่เย็นคลุกซอสให้กิน เผลออีกแป๊บหนึ่งก็อยู่ในพิธีด้วยกันแล้ว”
“อ่า ครับ”
“คำตอบช่วยอะไรไม่ได้เลยสิ ‘โทษที”
“ไม่เลยครับ เป็นผมเองที่ถามอะไรประหลาดๆ ‘โทษทีครับพี่”
พี่ซุนกูกกกกกกกกก~
เสียงฮเยจีดังมาได้จังหวะพอดี ซุนกุกให้เธอเข้าไปนั่งในรถก่อน จากนั้นเดินกลับมาหากยองฮา
“พี่ งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“อืม ขับรถดีๆ ล่ะ”
ขณะที่ซุนกุกกระวีกระวาดสวมรองเท้า จู่ๆ ก็ได้ยินกยองฮาพูดอะไรบางอย่าง ต่อเนื่องมาจากประโยคที่พักค้างไว้
“อาศัยความซื่อตรงน่ะ”
“…อะไรนะครับ?”
“ค่อยเป็นค่อยไป แต่ซื่อตรงไม่ปรุงแต่ง อาศัยค่อยๆ เรียนรู้ใจกันและกันไปทีละนิด ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องเร่งรัด …ซุนกุก พี่คงตอบได้ตรงประเด็นที่สุดเท่านี้แหละ”
“อา… ครับ ขอบคุณครับพี่”
“ก็เลยคิดไม่ถึงจริงๆ ว่า จะมีอัศวินดำ ‘แป้งนาน’ ออกมากอบกู้สถานการณ์แบบนั้น”
“…พี่ เดี๋ยว”
“สนใจเอารากเบอร์ด็อกกลับไปสักหน่อยไหม”
***
“โอ๊ย ทำไมถึงได้ตันขนาดนี้นะ!”
อีอึนซุกกำลังอยู่ในสภาวะอ่อนไหว ไวต่อความรู้สึกถึงขีดสุด
งานเขียนนิ่งสนิทอยู่ ณ ฉากที่พระเอกต้องระเบิดเสน่ห์ออกมาด้วยประโยคหล่อๆ แต่สมองดันว่างเปล่าไร้สิ่งขับเคลื่อน เธอเหลือบตามองนาฬิกาแวบหนึ่งถึงได้รู้ว่า ตนติดแหง็กอยู่ที่ฉากนี้ฉากเดียวมานานมาก เข้าชั่วโมงที่สองแล้ว
อันที่จริง ตัวการที่ทำให้เธอหงุดหงิดแทบคลั่งขนาดนี้ยังมีอีกอย่างหนึ่ง
โครก- โครกกก
‘เป็นบ้าขึ้นมาอีกละ’
อีอึนซุกเอามือลูบวนๆ อย่างโมโหตรงท้องน้อยซึ่งเริ่มออกอาการปวดหน่อยๆ ดีแต่ส่งสัญญาณหลอกให้เธอตายใจ พอไปถึงห้องน้ำทีไร สิ่งนั้นไม่เคยแม้แต่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวออกมาสักนิด! หากให้นับวันแห่งความล้มเหลวในห้องน้ำ จนเธอต้องซมซานกลับมาจดบันทึกความพ่ายแพ้ บอกได้เลยว่า ตอนนี้ปาเข้าไปร่วมสัปดาห์แล้ว พบปะใครต่อใครก็มีแต่ถูกถามว่า ทำไมหน้าเขียวหน้าเหลืองอย่างนั้นล่ะ เจ็บป่วยอะไรตรงไหนหรือเปล่า
‘โฮ้ย- อืดเข้าไป ไม่สบายท้องเลยให้ตาย หงุดหงิดจริงๆ’
อารมณ์เสียคงเส้นคงวาเช่นนี้ งานเขียนจะเหลืออะไรเล่า ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน
“อึนซอ ขอน้ำแก้วหนึ่งสิ”
“ค่ะ อาจารย์”
ผู้ช่วยนักเขียนลุกพรวด วิ่งตื๋อไปกดน้ำกลับมา มือหนึ่งยื่นแก้วให้อีอึนซุก อีกมือหนึ่งถือกล่องพัสดุ
“ฮ้า ชื่นใจ แล้วนั่นอะไร”
“ของที่อึนฮีรับไว้เมื่อเช้าค่ะ สงสัยจะลืม พอดีเห็นวางอยู่ข้างตู้กดน้ำ เลยหยิบมาด้วยค่ะ”
อีอึนซุกรับกล่องมาดูก็เห็นตรงช่องผู้ส่งมีชื่อ ‘โกกยองฮา’
‘โกกยองฮาเหรอ สามีคุณจีฮยอน? โกกยองฮานั้นใช่ไหมนะ’
เธอจัดการแกะพัสดุโดยไว สิ่งที่ถูกบรรจุมาในกล่องคือ โหลทรงกระบอกที่ทำจากกระดาษแข็งอย่างดี
กลิ่นหอมฟุ้งกระจายทันทีที่เปิดฝา
“นั่นรากเบอร์ด็อกคั่วรึเปล่าคะ” ผู้ช่วยนักเขียนซึ่งยืนชะเง้ออยู่ข้างๆ เอ่ยถาม
“ใช่จริงด้วย”
อีอึนซุกเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างออก
‘ตอนนั้นฉันไปบ่นให้คุณจีฮยอนฟังเรื่องท้องผูก สงสัยคุณสามีได้ยินเลยส่งมาให้แหงๆ’
ใจหนึ่งก็ขอบคุณ แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกอาย
“ต้มน้ำเลยไหมคะอาจารย์”
“อื้ม ดี ขอชิมสักหน่อย”
ผู้ช่วยนักเขียนหายตัวเข้าครัวไป ส่วนอีอึนซุกนั้นหยิบรากเบอร์ด็อกหนึ่งชิ้นขึ้นมาแตะปลายจมูกเพื่อสูดกลิ่น ก่อนจะพลิกดูตรงนั้นตรงนี้อย่างละเอียด
‘โอ้โห~ สีสวยเป็นบ้า คั่วยังไงให้ได้สีเหลือบๆ แบบนี้เนี่ย’
กลิ่นหรือก็สุดแสนจะหวานหอม อีอึนซุกน้ำลายสอโดยไม่รู้ตัว
‘ไอ้นี่ จะทำให้เห็นนิมิตแบบตอนที่ดื่มชาเก๊กฮวยไหมน้า’
ต้องดื่มดู ถึงจะรู้ได้
กาน้ำร้อนที่มีรากเบอร์ด็อกนอนอยู่ในตะแกรงสแตนเลสเริ่มส่งเสียงเดือดปุด
อีอึนซุกหรี่ไฟอ่อน ต้มต่อไปอีกครึ่งชั่วโมงค่อยปิดวาล์วแก๊ส จากนั้นรินชาเบอร์ด็อกลงในถ้วยชาของตัวเองและของผู้ช่วย คนละหนึ่งแก้ว แล้วก็เริ่มพิธีการจิบชา
ตอนนั้นเอง
‘รสชาติดีสุดๆ ดีงามอะไรขนาดนี้’
แม้จะไม่มีภาพฝันหรือนิมิตวาบขึ้นมาให้เห็นดังที่แอบคาดไว้ แต่ความหอมกลมกล่อมก็สามารถเอาชนะทุกสิ่ง เอาชนะชาเบอร์ด็อกธรรมดาทั่วไปได้อย่างขาดลอยทุกมิติ หนำซ้ำ รสชาติปลายยังทิ้งความรู้สึกสะอาดสดชื่นไว้อีกด้วย
‘ต่อไปนี้ลาขาดจากชาเบอร์ด็อกเจ้าอื่นถาวร คงดื่มไม่ลงแล้วล่ะ’
ชาร้อนมากถึงมากที่สุด ทว่า อีอึนซุกยังขยันเป่า ฟู่ๆ จิบเรื่อยๆ กระทั่งหมดแก้วในเวลาอันรวดเร็ว
“อร่อยอ่ะ อีกแก้วเถอะนะ”
เธอรินชาวนไป กระทั่งหมดแก้วที่สาม
“…!”
อีอึนซุกที่กำลังเพลิดเพลินกับกลิ่นหอมและรสชาติของชา จู่ๆ ก็สะดุ้งตะครุบท้องน้อยกะทันหัน ความรู้สึกแบบนี้ห่างหายจากเธอไปนานเหลือเกิน นานแรมเดือนทีเดียว
‘ของจริง!’ อีอึนซุกวางถ้วยชาลงทันที รีบวิ่งปรูดเข้าห้องน้ำ
ไม่นานให้หลัง
“อุ๊ยตาย อุ๊ย อุ๊ย! อุ๊ยๆ อุ๊ยๆ !”
เธออุทานรัวต่อกันเป็นชุด คล้ายตั้งใจกลบเสียงของ สิ่งนั้น ที่ร่วงต๋อมกระทบน้ำไปด้วยในตัว
………………………
[1] ไก่ตันดูรี หรือนิยมเรียกว่า ไก่ทันดูรี (Tandoori chicken) เป็นอาหารอินเดีย ซึ่งได้รับความนิยมมากในกลุ่มอาหารปัญจาบ โดยนำไก่มาหมักกับเครื่องเทศ มาซาล่า และนมเปรี้ยว ก่อนทำการย่าง เนื้อไก่ที่สุกแล้วออกเป็นสีแดง มีรสชาติเปรี้ยวเผ็ดร้อน
[2] Naan (นาน) หรือขนมปังอินเดีย เป็นหนึ่งในอาหารหลักที่รับประทานกันทุกภูมิภาคในอินเดีย มีส่วนผสมหลักๆ คือ แป้งขาว เกลือ ยีสต์ และโยเกิร์ต หรืออาจผสมส่วนประกอบอื่นๆ ที่ถูกเพิ่มเข้าไปตามความนิยมหรือวัตถุดิบท่องถิ่น ทำให้สุกด้วยการอบในเตาดินโค้ง
[3] อัศวินดำ ในความหมายของคนเกาหลีคือ ผู้ที่เสนอตัวเข้าแก้ไขสถานการณ์แทนผู้อื่น เปรียบดั่งอัศวินดำขี่ม้าเข้ามาช่วยเจ้าหญิงให้พ้นจากอันตราย
[4] รากเบอร์ด็อก (Burdock Root) หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า โกโบ (Gobo, 牛蒡) เป็นส่วนของรากไม้ตระกูลหญ้าเจ้าชูชนิดดี ซึ่งสามารถรับประทานได้ มีชื่อเป็นภาษาลาตินว่า “Arctium lappa”