📣 ถ้ามองไม่เห็นเนื้อหาหรือลิ้งก์โหลด pdf เราแนะนำให้เปลี่ยน browser ที่ใช้งาน/เปิด javascript ด้วยจ้า
🆕 ลิงก์โหลดนิยาย 4sh กับ gdrive ไม่ใช่ของเรา รีบโหลดกันนะ ถ้าลิงก์ตายไฟล์หายก็คือหาย ไม่มีสำรองจ้า

อ่านนิยายฟรี Delicious by Touch สูตรลับ ฉบับสัมผัส – ตอนที่ 168

บทที่ 168
QR Code Facebook Twitter Telegram Pinterest

บุคคลเช่นนั้นจะมีสักกี่คนในโลก นายองชิกกับอีซอจุนขบคิดไม่เข้าใจว่าเหตุใดทัศนคติที่หนุ่มพนักงานมีต่อบุรุษผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์ความร่ำรวยจึงออกมาในทำนองนั้น

‘เรียกชื่อกันง่ายๆ แบบนี้เลยรึ’

แค่บอกว่า ณ เวลานี้ คนผู้นั้นอยู่ในร้านฮันอุลสาขารองก็แทบจะไม่เชื่อหูแล้ว

“ละ…ล้อเล่นใช่ไหมครับ”

“เรื่องแบบนี้ ผมไม่ล้อเล่นหรอกครับ”

นายองชิกอึ้งแต่ไม่มาก ยังคงถามต่อ

“ท่านมานซูร์ทานอาหารเกาหลีด้วยเหรอครับ”

“ทานครับ ยกเว้นเมนูที่มีเนื้อหมู”

“ขอโทษที่สงสัยนะครับ มันดูเหลือเชื่อเกินไปที่บุคคลระดับนั้นมาร้านตามสั่งในเกาหลี…”

ฝ่ายอีซอจุนซึ่งดูรายการท็อปเชฟมากกว่าสองรอบ เริ่มจะเดาความเป็นมาได้แล้ว

“เคยเห็นท่านมานซูร์ในรายการท็อปเชฟ น่าจะรู้จักกันตอนนั้นล่ะมั้ง”

“ใช่ครับ อ้อ ว่าแต่ทั้งสองท่าน มาหาเถ้าแก่เหมือนกันใช่หรือเปล่าครับ”

“ครับ” นายองชิกตอบ

ซองช่อลเปิดประตูร้านอย่างยินดี

“งั้นเข้ามานั่งรอสักครู่นะครับ”

“เข้าไปได้ใช่ไหมครับ”

“แน่นอนสิครับ โปรดิวเซอร์เองก็รู้จักคุ้นเคยกับเถ้าแก่แล้วไม่ใช่เหรอครับ”

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย แขกทั้งสองคนกำลังอยากรู้พอดีว่าสองฝ่ายสนทนาอะไรกันอยู่ นายองชิกกับอีซอจุนพกสีหน้าแข็งๆ เกร็งๆ เข้ามายืนด้านใน เนื่องจากยังเป็นช่วงพักเบรก โต๊ะว่างจึงค่อนข้างเยอะ

จนกระทั่งทั้งคู่หย่อนตัวลงนั่งถึงได้มองเห็นมานซูร์เต็มตา แปลว่าพนักงานไม่ได้โกหก

“โห คนระดับเขา เราดันได้มาเจอที่นี่ พี่เคยเจอรึยังครับ”

“ฉันก็เพิ่งเคยเห็นตัวจริงครั้งแรกนี่แหละ”

กยองฮากับมานซูร์ยังคงคุยโต้ตอบกันไปมา

“อ่าฮะ แล้วเมื่อไหร่จะมา?”

ผู้ติดตามที่มีผ้าโพกศีรษะ แสดงความสามารถด้านภาษาเกาหลีเป็นที่ประจักษ์เช่นเคย

“ท่านถามว่า แล้วเมื่อไหร่จะมา น่ะครับ”

“ก็…สักช่วงนี้ของปีหน้า น่าจะโอเคครับ”

ล่าสุด ฮันอุลเรสเตอรองเพิ่งจะได้เข้าไปใช้พื้นที่ตึกส่วนตัวของมานซูร์ในการเปิดกิจการ คำตอบเจือความมั่นใจของกยองฮาทำเอามานซูร์หน้ามุ่ยอย่างผิดหวัง

“หมายความว่า ให้รออีกตั้งปีหนึ่งสินะ”

ใจเขาอยากจะพาสมาชิกครอบครัวทั้งหมดมารับประทานอาหารร่วมกันที่ฮันอุลเรสเตอรอง ทว่า มานซูร์ไม่ได้พูดอธิบายอะไร ฉะนั้น กยองฮาย่อมไม่รับรู้เจตนาที่แท้จริง

อีกทั้ง ไม่ว่าจะหว่านล้อมอย่างไร กยองฮาก็ยังคงความเป็นกยองฮาที่ดื้อเงียบเช่นเดิม นายองชิกผู้ไม่ได้เข้าใจตื้นลึกหนาบาง ได้แต่คาดเดาไปเรื่อย

‘ขนาดท่านยังจูงใจไม่สำเร็จ แล้วพวกเราจะเหลือเหรอ’

นายองชิกถึงขนาดรู้สึกไปเองทีเดียวว่าการถ่ายทำครั้งนั้นช่างมหัศจรรย์เหลือเชื่อ อีซอจุนเองก็คิดไม่ต่างกัน

“ยองชิก คราวก่อนแกประสานกับเชฟโกยังไงน่ะ”

“…สงสัยผมดวงดีมีแต้มบุญมากพอ”

ตอนนี้ มานซูร์หงายไพ่ตายออกมาแล้ว

“ตามที่ตกลงกันไว้ขั้นต้น ในหนึ่งปี ถ้าเธอมาเร็วขึ้นหนึ่งวัน ฉันเพิ่มให้อีกวันละพันดอลล่าร์ เป็นไง?”

คนแรกที่ตาโตเป็นไข่ห่านคือ อีซอจุน ความสามารถภาษาอังกฤษของเขาไม่ด้อยเลย ไม่จำเป็นต้องอาศัยล่ามแต่อย่างใด

“ตกใจอะไรขนาดนั้นครับ”

“เขาว่า หนึ่งปีที่ตกลงไว้ หากมาเร็วขึ้นหนึ่งวัน จะให้เงินเพิ่มวันละพันดอลล่าร์”

แปลว่า มาเร็วขึ้นร้อยวันรับหนึ่งแสนดอลล่าร์ มาเร็วขึ้นสามร้อยวันก็รับเหนาะๆ สามแสนดอลล่าร์อย่างนั้นหรือ คนธรรมดาทั่วไป หากได้รับข้อเสนอเช่นนี้ คงตาเหลือกตาปลิ้นน้ำลายหก ทว่า ไม่ใช่คนอย่างกยองฮา

“ถึงท่านจะพูดแบบนั้นก็เถอะครับ…” กยองฮาใจแข็ง

ท่าทีปฏิเสธนั้นทำให้มานซูร์ตัดสินใจเพิ่มจำนวนเงิน

“ดีมาก งั้นหมื่นดอลล่าร์!”

กยองฮากุมหน้าผากอย่างทรมานใจ อีกฝ่ายเอาเงินมาเป็นข้อต่อรองอีกแล้ว

“สามล้านดอลล่าร์นี่มัน…”

นายองชิกไม่มีทางรู้ว่ากยองฮาคิดอะไร จึงได้แต่ตะลึง ส่วนอีซอจุนกลับหัวเราะพรืด เงินมากองต่อหน้าขนาดนี้ คนยังไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย

“ยอดมนุษย์จริงๆ ว่าไหม”

“พี่ไม่กังวลเลยเหรอครับ ขนาดข้อเสนอแบบนั้น เชฟยังไม่ตกลงเลย…”

มานซูร์เริ่มเสียงดัง

“บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะส่งเครื่องบินส่วนตัวมาให้ด้วยน่ะ!”

กระทั่งประโยคนี้ก็ยังใช้ไม่ได้ผล มานซูร์นับว่าไม่อาจบรรลุเป้าหมาย เขาฟังเพียงคำตอบสุภาพแบบคลุมเครือของกยองฮาแล้วก็หุนหันออกจากร้านไป เหตุการณ์ดำเนินมาถึงตอนนี้ เล่นเอาอีซอจุนอดประหม่าขึ้นมาไม่ได้

‘อย่าเปิดประเด็นเลยไหมเรา?’

หลังพักเบรก กยองฮาเดินมาทักทายแขกชุดที่สอง

“มาแล้วเหรอครับ”

“ครับ เชฟนี่พบปะแต่บุคคลสุดยอดทั้งนั้นเลยนะครับ” นายองชิกเปรย

กยองฮาทำหน้ากระดากอาย

“ไปๆ มาๆ บังเอิญได้รู้จักกันน่ะครับ”

อีซอจุนเห็นนายองชิกยังไม่แนะนำตนเสียที จึงเอาศอกถอง ในตอนนั้นเอง นายองชิกถึงได้เปิดปาก

“อ่า ทักทายกันหน่อยครับ รู้จักคุณอีซอจุนแล้วใช่ไหมครับ พอดีคุณเขาอยากพบเชฟมากๆ เราเลยมาด้วยกัน ไม่รู้จะเป็นการเสียมารยาทรึเปล่า”

“เสียมารยาทอะไรกันครับ ไม่เลย สวัสดีครับ ผมเห็นในทีวีบ่อยๆ เพิ่งมีโอกาสพบตัวจริงนะครับนี่”

เห็นกยองฮาพูดคุยต้อนรับตนอย่างอบอุ่น อีซอจุนจึงวางความอึดอัดขัดเขินลง

“ยินดีที่ได้พบกันครับ” เขาอวดลักยิ้มเสริมความเท่ห์ข้างแก้ม

เอาเข้าจริง เมื่อนั่งลงพร้อมกันแล้ว ความกังวลที่มีก็หายไป บรรยากาศกลับเป็นกันเองมาขึ้น

“โปรดิวเซอร์นาคุยให้ฟังแล้วใช่ไหมครับว่า ผมอยากพบเชฟให้ได้…”

“ไม่นะครับ” กยองฮาตอบสั้นๆ

“ไม่เคยพูดถึงเลยเหรอครับ”

“ครับ”

เฉพาะวันนี้ อีซอจุนชักจะเกลียดนายองชิกเป็นพิเศษ นายองชิกเลี่ยงสายตาพิฆาต หันมองไปทางอื่นเสียดื้อๆ

“แอบร้อนนะครับ ขออนุญาตเปิดพัดลมสักหน่อยได้ไหมครับ”

“เอาเลยครับ เดี๋ยวผมเปิดให้”

ซุนกุกเป็นคนมาเปิดพัดลม นายองชิกทำท่าเหมือนคนเพิ่งได้รับลมหายใจคืนมา

“อา ค่อยยังชั่ว พี่เองก็ร้อนใช่ไหมล่ะ”

อีซอจุนกล้ำกลืนไฟโกรธลงคอ บังคับตัวเองให้พยักหน้า ถ้าเขาฟิวส์ขาดโมโหออกมาล่ะก็ มีแต่จะทำให้ภาพลักษณ์เสียหายกันไปใหญ่

“เอ้า คุยเลยพี่” นายองชิกยังจะโยนปัญหาทั้งหมดมาให้อีซอจุนรับไว้คนเดียวอีก

อีซอจุนแทบปรี๊ดแตก

หากการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นย่อมเป็นเรื่องดี ไม่ได้ดีแค่กับเขาแค่คนเดียว ดีกับน้องๆ นักแสดงคนอื่นๆ ด้วย และดีกับตัวนายองชิกด้วยเหมือนกันไม่ใช่หรือ อีซอจุนพยายามข่มตน สลักอักษรคำว่า ‘อดทน’ ในใจสามหน ก่อนเอ่ยปาก

“คืออย่างนี้ครับ เดิมทีเป็นผมเองครับที่เป็นคนเสนอแกมขอร้องให้โปรดิวเซอร์นาเชิญคุณกยองฮามาออกรายการด้วยกัน คิดว่าต้องสนุกมากแน่ๆ แต่เจ้านี่ดันเพิ่งมาประสานงานเอาในซีซั่นนี้”

พูดผิดชีวิตเปลี่ยน ตนอาจโดนปฏิเสธเอาได้ง่ายๆ! อีซอจุนจึงร่ายยาวอ้างที่มาที่ไปก่อน ส่วนนายองชิกนั้นนั่งเท้าคางมองอีซอจุน

“รู้สึกไม่ยุติธรรมสินะ” เขากล่าวตรงๆ

อีซอจุนกำลังเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของตัวเอง ไฟพิโรธโหมกระหน่ำ มันน่าประเคนหมัดกลางแสกหน้าจริงๆ ให้ตายเถอะ จังหวะนั้น

“ทั้งสองท่าน ผมเห็นในทีวียังไง ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้นเลยนะครับ” กยองฮาหัวเราะ

“เหมือนคู่อริไม่ก็คู่อาฆาตใช่ไหมครับ” นายองชิกหัวเราะตอบ

“ครับ” กยองฮายอมรับ

“พี่ซอจุนนิสัยดีครับ เนื้อแท้พี่เขาจริงใจกับทุกคน ยิ่งสนิทสนมจะยิ่งรู้ว่าหาข้อเสียไม่เจอเลยครับ”

อีซอจุนกลืนความโมโหลงคออีกหน เดี๋ยวก็ตบหัว เดี๋ยวก็ลูบหลัง ไอ้นี่มันอย่างไรกันแน่

สนทนากันจนสมควรแก่เวลา อีซอจุนจึงเกริ่นจุดประสงค์หลักเสียที

“คุณกยองฮาครับ ซีซั่นถัดไป จะให้เกียรติมาร่วมถ่ายทำกับเราอีกได้ไหมครับ”

“ไปได้เหรอครับ” กยองฮาถามแทนคำตอบ ซึ่งผิดคาด

อีซอจุนกับนายองชิกหันมองหน้ากัน จากนั้นพยักหน้าพร้อมกันเป๊ะๆ

“ได้สิครับ!” пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ

“อุตส่าห์เครียดแทบตาย กลัวจะโดนปฏิเสธ ไม่น่าเชื่อเลยครับ”

กยองฮาหัวเราะ

“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะครับ”

“ก็…เราเห็นแขกท่านก่อนหน้าเจรจาไม่สำเร็จ ผิดหวังกลับไปน่ะครับ”

“อ่า นั่นมันคนละเรื่องกันนะครับ ครั้งก่อนที่ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์นา ผมรู้สึกเลยว่า นานๆ ทีได้ไปสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแบบนั้นบ้างก็ดี เป็นประสบการณ์…”

ยังไม่ทันจบประโยค เสียงท้องนายองชิกก็ร้องประท้วง

โครกคราก

***

อีซอจุนกับนายองชิกต่างได้ลาภปาก รับประทานอาหารฝีมือกยองฮา

ถ้วยหนึ่งเป็นแกงกิมจิเลเวล 5 อีกถ้วยหนึ่งเป็นแค่แกงเต้าเจี้ยวเลเวล 4 เนื่องด้วยกยองฮาใช้สมาธิไปหมดแล้วช่วงก่อนหน้า

“ผมควรทานมื้อเที่ยงมาให้เรียบร้อย เวลาพักของเชฟแท้ๆ ยังมารบกวนจนได้ ไม่รู้ทำเชฟลำบากหรือเปล่า” นายองชิกส่งสายตาขอโทษขอโพย

“งั้นทีหลังก็อย่าพูดว่าหิวสิ”

“ท้องมันร้องเองนี่ ให้ทำไง ผมบอกมันแล้วว่าอย่าส่งเสียง แต่มันไม่ฟัง”

นายองชิกกับอีซอจุนเหมือนน้ำเจอกับไฟ เหมือนหมาเจอกับแมว สองคนทะเลาะเถียงกันไม่เลิก กยองฮากับพนักงานในร้านรู้สึกเหมือนกำลังดูละครเวทีอยู่ก็ไม่ปาน

“สบายมากครับ ไม่ต้องคิดมากเรื่องนั้นเลย รีบทานเถอะครับก่อนจะเย็นหมด”

นายองชิกเลือกแกงเต้าเจี้ยว เพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ในรายการหนึ่งวันสามมื้อ เหล่านักแสดงรับประทานแกงเต้าเจี้ยวกันชนิดที่เรียกว่าอร่อยเหาะ ส่วนอีซอจุนนั้นเลือกแกงกิมจิ เนื่องจากค้นข้อมูลอินเทอร์เน็ตมาแล้ว รู้ดีว่าแกงกิมจิคือเมนูสุดยอดของที่นี่ ทว่า ก่อนจะลงมือจัดการอาหารตรงหน้า

“ขอชิมแกงกิมจิพี่สักคำสิครับ” นายองชิกถือช้อนขึ้นมาแล้ว ใจหนึ่งเขาอยากรู้ว่ารสชาติแกงกิมจิเป็นอย่างไร

อีซอจุนอนุญาตง่ายๆ อย่างหาได้ยากยิ่ง

“เอาที่สบายใจ”

นายองชิกกวาดกิมจิ ชิ้นเนื้อ เต้าหู้ ต้นหอม และเครื่องอื่นๆ ในแกงขึ้นมาครบจบในช้อนเดียว ส่งเข้าปาก

เคี้ยวไปเคี้ยวมา สีหน้าก็แปรเปลี่ยนหลากหลาย ทั้งผัก ทั้งเนื้อ ทุกสิ่งทุกอย่างหลอมรวมกับน้ำซุปเผ็ดร้อนได้อย่างกลมกล่อมพอเหมาะพอดี รสชาติติดปลายลิ้นที่ตามมาทีหลังก็เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา อีซอจุนลอบพิจารณาอีกฝ่ายที่จู่ๆ ก็เป็นไอ้บื้อ นั่งนิ่งไป

‘เอาแล้วเว้ยไอ้นี่ เจอเข้าไปช้อนเดียวเอง’

เขาอ่านผ่านตามาว่า แกงกิมจินั้น ขอเพียงลิ้มลองแค่ครั้งเดียวจะตั้งสติไม่อยู่ และหากใครที่ยังไม่เคยชิมแกงกิมจิ ลองได้ชิมเมื่อใด ไม่เคยมีแม้แต่คนเดียวที่จบแค่ครั้งแรก… ไม่ว่าอย่างไร ต้องมีครั้งที่สองที่สามตามมาแน่นอน!

“พี่ แลกกันเถอะ แกงเต้าเจี้ยวผมยังไม่ได้จุ่มช้อนลงไป กินได้”

“ล้อเล่นรึไง ใครสั่งอะไรก็กินอันนั้นสิ” อีซอจุนขีดเส้นแบ่งชัดเจน

นายองชิกต่อรอง

“งั้นขออีกช้อน”

อีซอจุนยิ้มหยัน ปฏิเสธเด็ดขาด

“กินไปช้อนหนึ่งแล้ว พอแล้ว”

ถูกปฏิเสธซ้ำๆ ติดๆ กัน นายองชิกเลยจำใจหันมากินแกงเต้าเจี้ยวของตัวเอง ยิ่งมาก็ยิ่งสำนึกเสียดาย นี่รสชาติมันต่างกันขนาดนี้เลยหรือ

‘ไม่น่าขอชิมเลยเรา’

แกงกิมจิให้ความหวังเขา เหมือนมาหลอกให้อยากแล้วก็จากไป

***

ผักในแปลงเติบโตแตกยอดแข่งกัน

เสียงแจ้งเตือนดังเป็นระยะๆ

[ระดับความเข้าใจเรื่องผักกาดขาวเพิ่มขึ้น]

จะเป็นเช่นนี้เฉพาะเวลากยองฮาเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสถานที่ใดที่หนึ่งในระยะจำกัดเท่านั้น ที่เขาตอบรับร่วมถ่ายทำรายการหนึ่งวันสามมื้ออีกครั้งก็ด้วยสาเหตุนี้ จะว่าไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ไม่ได้ รายการนี้ไม่ใช่หรือที่ช่วยให้เขาได้ยินเสียงแจ้งเตือนพิเศษ

กยองฮาพิจารณาสังเกตผักกาดขาวในแปลง สมองก็คิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย

“อาจารย์ วันนี้ไม่นวดเหรอครับ” เดอชอว์นเดินมาถาม

“นวดให้ทุกวันไม่เหนื่อยหรือไง” กยองฮาถามกลับ

เดอชอว์นส่ายหน้าจริงจัง

“ไม่เลยครับ”

นอกจากไม่เหนื่อยแล้ว ยังรู้สึกภูมิใจกับคุณค่าในตัวเองด้วย ทุกครั้งที่ได้นวดให้อาจารย์ เขาก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอด กยองฮาไม่โต้แย้ง ทำเพียงย้ายตัวเองจากสวนเข้าไปยังโถงทางเข้าบ้าน

“เออ แล้วเป็นไงบ้าง ไปเที่ยวรอบโซลมา สนุกไหม”

“สนุกครับ”

ช่วงที่เขาไปถ่ายทำรายการหนึ่งวันสามมื้อ ซุนกุกมาแจ้งไว้ก่อนแล้วว่าจะพาสองหน่อ แดเนียลกับเดอชอว์นไปเที่ยวรอบเมืองโซล

“ชอบที่ไหนที่สุด?”

“มินซกช่น (หมู่บ้านโบราณ) ครับ”

“มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า”

“อืม คงเพราะสัมผัสความรู้สึกแบบนั้นได้แค่ในเกาหลีที่เดียวล่ะมั้งครับ ที่อื่นไม่มี ผมว่านี่แหละเหตุผล”

ครั้นเท้าก้าวเข้ามาในบ้าน เสียงมือถือก็ดัง

“ครับแม่” แม่เขาเอง

[เพื่อนๆ แม่เมื่อวานนี้ทำลูกลำบากแย่เลยใช่ไหม]

“ไม่นะครับ ทำไมคิดงั้นล่ะครับ”

[ก็ลูกย่างหมูสามชั้นอยู่เป็นชั่วโมง]

สมาชิกมีตั้งสี่คนเข้าไปแล้ว ขนาดยังไม่นับรวมกยองฮานะ

“ไม่เลยครับ ไม่เหนื่อยด้วยซ้ำ” ในหัวเขาไม่มีความคิดลบแม้แต่น้อย

[แม่กลัวว่าพวกป้าๆ จะไปโพนทะนาที่บ้านตัวเอง เลยตั้งใจถ่วงเวลาไว้น่ะ]

เพื่อนๆ อียองซุก ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ยางอายขนาดไม่รู้กาลเทศะ

แต่ที่จริงกว่านั้นคือ ทุกคนหลงใหลในอาหารฝีมือกยองฮาแบบสุดโต่งถอนตัวไม่ขึ้น และอียองซุกก็พยายามอธิบายเรื่องนี้คร่าวๆ ให้ลูกชายรับรู้

[ป้าพวกนั้นน่ะ ถ้าเป็นอาหารฝีมือลูก ให้ทำอะไรก็ยอมหมด ฉะนั้นแม่เลยรั้งไว้ เตือนซ้ำไปอีกสองรอบสามรอบ ลูกไม่ต้องกังวลหรอก]

“ครับ” ดูท่า แม่ของเขาจะเป็นห่วงเรื่องนี้เหลือเกิน

หลังวางสายจากแม่แล้วเขาก็เดินตรงเข้าห้องนอน เดอชอว์นตามมานวดผ่อนคลายให้ น่าจะเพราะเหนื่อยสะสมมาหลายวัน ทันทีที่เริ่มรู้สึกถึงน้ำหนักมือ เปลือกตากยองฮาก็ปิดเองโดยอัตโนมัติ

***

วันต่อมา

[ระดับฝีมือการปรุงแกงกิมจิเลเวล 6 เพิ่มขึ้น]

แกงกิมจิที่เขากำลังรวบรวมสมาธิขั้นสูงต้มอยู่ตอนนี้ คือเลเวล 6

จนถึงปัจจุบัน กยองฮายังไม่เคยได้รับเสียงแจ้งเตือนเรื่องระดับฝีมือของการทำอาหารที่เป็นเลเวล 6 มาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว กยองฮาหน้าขรึม

‘เป็นเพราะระดับความเข้าใจวัตถุดิบในแปลงเพิ่มขึ้นรึเปล่านะ แบบนี้อาจจะไม่ได้สุดที่เลเวล 6 ก็ได้นะ’

Facebook Twitter Telegram Pinterest
Delicious by Touch สูตรลับ ฉบับสัมผัส (จบ)
Score 9.5
สถานะนิยาย: Completed ประเภท: , ผู้แต่ง:
‘โกกยองฮา’ หนุ่มพนักงานพาร์ทไทม์ร้านอาหารตามสั่งผู้มีชีวิตแสนธรรมดา จู่ๆ วันหนึ่งก็พบกับเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมือไปสัมผัสกับถ้วยแกง… เขามองเห็นข้อความที่ลอยอยู่กลางอากาศ และข้อความที่ว่า คือคำอธิบายสูตรอาหาร! ทันทีที่ก้าวเท้าสู่เส้นทางการทำอาหาร ชีวิตเขาก็ไม่ธรรมดาอีกต่อไป!.. (อ่านเพิ่มเติม »)

Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Options (ตั้งค่าการอ่านนิยาย)

not work with dark mode
Reset