[ใช่ครับ พอดีภาพคุณนักเขียนคิมมินจูออกมาโอเคมาก เลยอยากโทรฯ มาคุยรายละเอียดน่ะครับ ผลิตภัณฑ์ที่ทางเราจะเปิดตัวรอบนี้คือ…]
คิมมินจูอ้าปากค้าง ตาก็ค้าง
“เดี๋ยวค่ะ ขอโทษนะคะ คือว่า เพิ่งเคยมีใครติดต่อมาแบบนี้เป็นครั้งแรก ฉันยังงงๆ สับสนอยู่เลย ยังไงขอเบอร์ติดต่อได้ไหมคะ ขอฉันคิดดูก่อน แล้วจะโทรฯ กลับไปค่ะ”
คิมมินจูวางสาย จากนั้นเดินกลับเข้ามาในห้องทำงานเพื่อพบว่าท่านประธานซงยองเจยังคงแสดงท่าทีดึงดันอยู่เช่นเดิม
“คิดดีๆ โปรดิวเซอร์นา ขอร้องน่า อีกตอนเดียวเอง ฉันลงทุนไปด้วยกันเลยก็ได้ถ้าจำเป็น”
สถานการณ์แบบนี้ อย่าว่าแต่โปรดิวเซอร์เลย นักเขียนไหนๆ ก็รับมือไม่ถูกเหมือนกัน
***
ณ สำนักงานอสังหาริมทรัพย์ซัมอิล
คุณนายฮวังจินจูในชุดหรูดูแพง ขยับยกแว่นตากรอบพลาสติก เปรยกับคุณนายที่อยู่อะพาร์ตเมนต์ใกล้ๆ กันด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
“เฮอะ ยัยป้าที่มาครั้งก่อนเหมือนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ตัวเองอยู่อะพาร์ตเมนต์กระจอกไม่มีแม้กระทั่งชื่อบริษัท ไม่ควรเข้าไปข้องแวะด้วยเล้ยยย คนละระดับนะเอาจริงๆ…”
“ของนางกี่พย็องคะเจ้”
“น่าจะยี่สิบกว่าพย็อง (ประมาณ 70 ตารางเมตร) ได้มั้ง แคบขนาดนั้นอยู่เข้าไปได้ยังไงก็ไม่รู้”
สังคมยุคปัจจุบัน จะหาอะพาร์ตเมนต์อยู่อาศัยสักแห่งต้องใช้กำลังทรัพย์ไม่น้อย คนนี้อยู่ห้องหรู คนโน้นอยู่ห้องกว้างกลายเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่บ่งบอกศักดิ์ฐานะไปเสียแล้ว
ห้องที่เธออยู่ในตอนนี้เป็นของบริษัท ฮิลเกรซ หนึ่งในสามของโครงการอะพาร์ตเมนต์ราคาแพง พื้นที่กว้างขวาง ตั้งหกสิบห้าพย็อง (ประมาณ 215 ตารางเมตร) จึงเป็นเหตุผลให้เธอส่งเสียงแจ๊ดๆ คุยโวทุกทีที่มีโอกาสมาเยือนแถวนี้
ไม่นาน นายหน้าอสังหาฯ ก็กลับเข้ามาในสำนักงาน พร้อมกับยัยป้าที่อยู่อะพาร์ตเมนต์กระจอกไร้ชื่อ!
“เป็นยังไงครับ”
“ไม่รู้สิคะ ฉัน…” คนที่กล่าวตอบ หาใช่ใครอื่น อียองซุกนั่นเอง
ฮวังจินจูขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“มาแล้ว ยัยป้าที่ว่า”
สำหรับเธอ หากพบสักข้อที่ไม่ถูกใจ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนไม่ถูกใจ
“เดี๋ยวนะ เถ้าแก่”
“ครับ คุณนาย”
“ท่านนั้นลูกค้าสำคัญเหรอคะ ไม่เห็นทักทายสวัสดีฉันบ้างเลย…”
ฮวังจินจูเชิดหน้าชูคอ ประโยคที่ฟังเหมือนจ้องจะหักหน้าอียองซุกนั้น ทำเอานายหน้าอสังหาฯ หน้าเสีย
“อ่า ท่านนี้คือ…”
“ทำไมคะ มาขอดูอะพาร์ตเมนต์เหรอคะ”
“ครับ”
“ของที่ไหน? ฮิวแมน?”
ฮิวแมน คือ อะพาร์ตเมนต์ราคาประหยัดที่สร้างโดยบริษัทบ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง นายหน้าอสังหาฯ ส่ายหัวให้กับเสียงเย้ยหยันของคุณนาย
“ไม่ใช่ครับ”
“งั้น…นัมชน?”
นัมชนเองก็นับเป็นหนึ่งในโครงการอะพาร์ตเมนต์ราคาถูกที่สุดเช่นกัน
ก่อนที่คำถามเสียมารยาทจะตามออกมาเป็นพรวน นายหน้าอสังหาฯ รีบแจ้นไปข้างคุณนาย กระซิบบอกเบาๆ
“ของโนเบลสครับ”
“นะ…โนเบลส?”
เธออดตกใจไม่ได้จริงๆ เพราะโนเบลสคือโครงการอะพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมที่ประชาชนทั่วไปต่างให้การยอมรับเป็นเสียงเดียว แม้ฮิลเกรซจะดีเลิศแค่ไหนก็ยังเทียบโนเบลส ซึ่งห้องขนาดเล็กสุดคือสี่สิบห้าพย็อง (ประมาณ 150 ตารางเมตร) ไม่ได้… เหนือไปกว่านั้นคือ โนเบลสมีคำว่าพรีเมียมห้อยท้าย ดีงามกระทั่งเป็นที่กล่าวขานว่า อะพาร์ตเมนต์ธรรมดาทั่วไปไม่อาจยกตนไปแข่งขัน
ดูจากการแต่งตัวแล้วก็พื้นๆ ไม่เห็นโดดเด่นตรงไหน แต่มาดูห้องในโนเบลสเนี่ยนะ… ฮวังจินจูอึ้งจนลืมว่าจะพูดอะไรต่อ นายหน้าอสังหาฯ ถามปนกังวลนิดๆ
“มีเรื่องขัดแย้งอะไรกับคุณนายท่านนั้นหรือเปล่าครับ”
หน้าที่ของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลจัดการด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังต้องคอยไกล่เกลี่ยผูกมิตรให้ลูกบ้านและผู้อาศัยที่เข้าๆ ออกๆ แต่ละแห่งอีกด้วย!
“มะ…ไม่มีค่ะ”
ฮวังจินจูรู้สึกเสียความมั่นใจอย่างไร้สาเหตุ รีบหันหลัง เตรียมจะเดินออกจากสำนักงาน ทว่า อียองซุกดันเอ่ยปากทัก กล่าวกับฮว่างจินจูตรงๆ อย่างไม่พอใจ
“อ๋อ ฉันก็นึกว่าใคร คุณคนที่ช่างติเรื่องอะพาร์ตเมนต์นี่เอง กระจอกบ้างล่ะ ระดับขอทานบ้างล่ะ”
ความมั่นหน้าของฮวังจินจูแตกกระจายเป็นเศษผง
“เอ๊ะ ฉันพูดอะไรผิดรึเปล่าคะ พอดีก็พูดไปตามเนื้อผ้า เห็นยังไงก็พูดอย่างนั้น ท่าทางจะเก็บเงินได้เยอะสินะคะเอาไว้ทุ่มซื้ออะพาร์ตเมนต์”
การเหน็บแนมของอียองซุกยังไม่จบ
“ตัวฉันมาดูเฉยๆ ค่ะ เพราะเห็นลูกชายบอกว่าจะซื้อให้”
ฮวังจินจูสะดุดกับคำนั้น
‘ลูกชาย? อายุนางไม่น่าเยอะขนาดนั้น อย่างมากสุดก็ห้าสิบ…’ เธอคาดเดาไปเรื่อย
อย่างนั้นลูกชาย อย่างมากก็น่าจะราวๆ สามสิบ เสาะหาทั่วเกาหลีแล้ว คนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จขณะอายุยังน้อยเช่นนั้นมีแค่หยิบมือก็ว่าได้ นายหน้าอสังหาฯ ลอบปาดเหงื่อเย็นๆ
“ขออภัยนะครับ คุณนายท่านนั้น อะพาร์ตเมนต์เมื่อครู่ เอายังไงดีครับ”
“อารมณ์ไม่ค่อยดีซะแล้วค่ะ ไว้ฉันไปหาดูที่อื่นเอง” อียองซุกเดินออกไปอย่างหงุดหงิด
นายหน้าอสังหาฯ ถอนหายใจยาวเหยียด
“ลูกชายป้าแกถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่เหรอคะ หรือว่าทำธุรกิจอะไร” ฮวังจินจูยังสงสัยไม่เลิก
เธอนึกเปรียบเทียบเอากับสามีตัวเองที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งสถานะทางสังคมเรียกได้ว่าไม่ต่ำเลย
“นั่นคุณแม่แท้ๆ ของเชฟโกกยองฮาครับ”
คำตอบของนายหน้าอสังหาฯ เพียงพอแก่การทำให้ฮว่างจินจูกลายเป็นคนใบ้ในทันที
***
บรรยากาศในห้องเรียนกำลังระอุ เนื่องด้วยวิทยากรคาบพิเศษวันนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเชฟกยองฮาตัวเป็นๆ
นักศึกษาคนหนึ่งชูนิตยสารไทม์ขึ้นสูง
“เชฟครับ ทราบรึเปล่าว่าเชฟได้ขึ้นปก แล้วยังได้รับเลือกให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลก หนึ่งในร้อยคนด้วยนะครับ”
“ได้อ่านมาบ้างแล้วครับ” กยองฮาหัวเราะอายๆ
อันที่จริง เขาได้พบผู้เกี่ยวข้องโดยตรงของนิตยสารไทม์แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งก็คือที่โรงแรมฮิลตัน นิวยอร์ค แต่จะให้เล่าแบบนั้นจากปากตัวเอง เขาไม่เห็นประโยชน์อื่นใดนอกจากการได้โอ้อวด
“รู้สึกยังไงบ้างคะ”
“ก็…มึนๆ งงๆ ดีครับ”
“อ้าว ทำไมล่ะคะ”
“สิ่งที่ผมทำ มีแค่อาหารอย่างเดียวนี่ครับ”
เหล่านักศึกษาหัวเราะเบาๆ
“ได้เจอพวกคนเจ๋งๆ กับคนดังๆ ตั้งเยอะนี่นา ใช่ไหมครับ ตั้งแต่ประธานาธิบดีอเมริกา…”
“ผมก็ไปมันเรื่อยๆ โชดคีครับที่ได้พบ”
ความอ่อนน้อมถ่อมตนมีพลังเหนี่ยวรั้งผู้คนได้ นักศึกษาประทับใจกันยกใหญ่
“ตอนที่เชฟทำอาหาร คิดอะไร รู้สึกยังไงคะ”
“แรกๆ ก็ทำๆ ไปไม่ได้คิดอะไรครับ อย่างน้อยๆ ก็ตั้งใจจะไม่เป็นตัวถ่วงสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่ไปๆ มาๆ อาหารที่ผมทำดันออกมาอร่อย ก็เลยฮึกเหิมอยากเก่งขึ้นกว่านี้ ถ้าเราเอาแต่ปรุงตามสูตรเดิมๆ ไม่หลบออกจากอะไรเดิมๆ เราก็จะไปต่อไม่ได้ครับ ดังนั้น ผมเลยคิดอยู่ตลอดว่า ‘จะทำให้อร่อยกว่านี้ได้อีกไหม’ พอคิดบ่อยเข้าๆ มันก็กลายเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตไปเองครับ”
“นั่นก็หมายความว่า ให้ทำต่อไป อย่าหยุดอยู่กับที่ใช่ไหมคะ”
“ประมาณนั้นครับ”
นักศึกษาหลายคนจดประโยคเหล่านั้นเก็บไว้ ต่อให้เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ ทว่า เด็กที่มีเป้าหมายชัดเจนในชีวิตไม่ได้มีมากขนาดนั้น สักพักก็มีคนถามต่อ
“ไม่มีเมนูแปลกใหม่ หรือเมนูพิเศษที่อยากทำบ้างเหรอคะ”
“เคยคิด แล้วก็เคยลองทำอยู่หลายหนนะครับ แต่พอผมหัดทำอะไรสักอย่าง มักจะมีคนอื่นทำมาก่อนแล้วเสมอ พอทำแล้วถึงได้รู้ว่า ‘อ้าว ไอ้นี่มีคนทำอยู่แล้ว’ เป็นแบบนี้บ่อย และทุกครั้งผมจะโหวงไปเลย”
เสียงหัวเราะดังทั่วห้องราวกับจะบอกว่า เคยเป็นเหมือนกัน
ไม่แต่เฉพาะในเกาหลี ตอนนี้กระแสอาหารฟิวชั่นกำลังเป็นที่นิยมในหลากหลายประเทศทั่วโลก ขนาดเชฟอันดับต้นๆ ที่ได้รับขนานนามว่ามีความคิดสร้างสรรค์อย่างเชฟมาร์โก ยังทำเพียงวิเคราะห์และรังสรรค์อาหารให้แตกต่างเท่านั้น ไม่ได้ประดิษฐ์หรือสร้างนวัตกรรมทางอาหารใหม่แต่อย่างใด
“เชฟคิดว่าเหตุผลคืออะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้นคะ”
กยองฮาตอบด้วยความเชื่อมั่น
“น่าจะเพราะจุดกำเนิดของอาหาร จริงๆ มันเก่าแก่มากครับ แล้วพอมาถึงยุคปัจจุบัน การแข่งขันในวงการก็สูงตามมา ลูกค้าไม่น้อยมองหาอาหารแปลกใหม่ อะไรซ้ำๆ เดิมๆ หาง่ายๆ นี่แทบจะไม่มองเลย สำหรับผม ผมคิดว่าแทนที่จะไปใส่ใจพยายามตรงจุดนั้น หันมาเน้นทำอาหารของตัวเองให้รสชาติดีขึ้นน่าจะเข้าท่ากว่าครับ”
อาจด้วยความที่กยองฮาติดโผหนึ่งในร้อยของผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดระดับโลก นักศึกษาที่เต็มล้นห้องจึงยิ่งตั้งใจฟังคาบพิเศษของเขา ทั้งยังรู้สึกประทับใจมากขึ้นเรื่อยๆ
***
“ฮ่าๆ เชิญครับเชิญ เข้ามาเลยครับ”
ศาสตราจารย์ อีซองฮักทำหน้าทำเจ้าบ้านต้อนรับเชฟสองคน ได้แก่ ชเวฮยองซอกและกยองฮา
“บ้านสวยจังครับ”
ความจริงแล้ว ชเวฮยองซอกเองก็เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก! และอีซองฮักก็ไม่ถ่อมตนปัดปฏิเสธเสียด้วย
“เป็นหนึ่งในความภูมิใจของผมเลยครับ ที่รัก อยู่ไหนน่ะ”
ระหว่างที่อีซองฮักไปตามภรรยา ชเวฮยองซอกกับกยองฮาก็ตั้งใจเดินชมบ้าน (อะพาร์ตเมนต์) กัน
“โว้ว บ้านใหญ่มาก แบบนี้คิดว่าจะกว้างสักกี่พย็องครับ”
“ผมก็เดาไม่ถูกเหมือนกันครับ” ɴᴏᴠeʟɢu.ᴄᴏm
อะพาร์ตเมนต์ของชเวฮยองซอกจัดว่าอยู่ในประเภทดีและหรูพอตัว แต่ความกว้างและความโอ่อ่านั้นเทียบกับที่นี่ไม่ได้เลย
ครู่หนึ่งให้หลัง อีซองฮักก็พาภรรยามาแนะนำตัวต่อหน้าทั้งคู่
“ทักทายหน่อย ท่านนี้คือเชฟชเวฮยองซอก ส่วนท่านนี้เชฟโกกยองฮา”
“ยินดีต้อนรับค่ะ” ไม่รู้เพราะเหตุใด ภรรยาเขาถึงพูดเสียงหดหู่อู้อี้นัก
ฝ่ายชเวฮยองซอกและกยองฮาซึ่งไม่ได้รู้จักเธอมาก่อนย่อมไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่
“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้พบกันครับ”
ระหว่างยกพลย้ายไปยังโต๊ะอาหาร อีซองฮักเริ่มจับสังเกตได้แล้วว่าภรรยาของเขาทำตัวแปลกไป ปกติเธอมักจะขันอาสาเป็นทัพหน้า ดูแลแขกเองด้วยซ้ำ วันนี้กลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวไปเสียอย่างนั้น
“ที่รัก ทำไมวันนี้ดูไม่ค่อยสดใสเลย” เขากระซิบถามเบาๆ
“รู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ” เธอตอบเสียงเครือโดยไม่เงยหน้าขึ้น
“แล้วทำไมไม่ไปโรงพยาบาลล่ะ”
“ไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ”
“วันนี้มีแขกสำคัญ ยังไงช่วยแข็งใจทำกับข้าวให้หน่อยนะ แล้วก็ทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ได้เท่าที่ไหว…”
อีซองฮักเป็นคนให้ความสำคัญด้านภาพลักษณ์ทางสังคมมาก ภรรยาเขาเองก็ชอบบริหารภาพลักษณ์พอกัน ทว่า ตอนนี้ดูคล้ายเธอกำลังตอบรับตามที่เขาขออย่างเสียมิได้
“เข้าใจแล้วค่ะ”
การเตรียมอาหารตั้งโต๊ะไม่ได้มีอะไรยากลำบากสักนิด สิ่งที่ต้องทำมีเพียงคดข้าวใส่ถ้วย จัดเรียงเครื่องเคียง จากนั้นก็อุ่นแกง เป็นอันจบพิธี
“จะทานให้อร่อยเลยครับ”
กระทั่งแขกแสดงท่าทีว่าขอบคุณ เธอก็ยังไม่ยอมสบตา เอาแต่ก้มหน้าอยู่นั่นแล้ว กยองฮาอดไม่ได้ ถามขึ้นอย่างเป็นกังวล
“คุณนายไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ”
“ฮ่าๆ สงสัยอาการไม่ค่อยดีจริงๆ แหละครับ คุณ เข้าไปพักก่อนเถอะ” หางเสียงบ่งบอกถึงความผิดหวัง
ขนาดตอนอีซองฮักพาแขกสำคัญเข้ามาที่บ้าน เธอยังทำท่าจะเป็นจะตายเลยไม่ใช่หรือ
“งะ…งั้นขอตัวไปพักสักครู่นะคะ คุยกันให้สนุกค่ะ” เสียงเปลี้ยราวจะขาดใจ
เธอพาตัวเองเข้าไปหมกอยู่ในห้องนอน นั่งตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จ้องเข้าไปในกระจก ย้อนนึกถึงเรื่องเมื่อกลางวัน
“คุณแม่แท้ๆ ของเชฟโกกยองฮาครับ”
วันนี้วันซวยของเธอสินะ? ฮวังจินจูยกสองมือขึ้นปิดใบหน้าที่กำลังเห่อร้อน
“บ้าไปแล้วฉัน จะทำยังไงดี…”
สามีเธอเล่าอย่างภาคภูมิใจ ราวกับกุมอำนาจทั้งโลกหล้าไว้ในอ้อมแขนว่า มีโอกาสได้รู้จักเชฟโกกยองฮาผ่านการแนะนำของเชฟชเวฮยองซอก หากว่าเธอต้องได้พบเชฟโกกยองฮาพร้อมกับแม่เขาล่ะจะเกิดอะไรขึ้น? น่ากลัวเหลือเกิน เพียงจินตนาการก็แทบทนไม่ได้แล้ว ฮวังจินจูเหมือนถูกต้อนให้จนมุม
“ชวนย้ายบ้านเสียเลยดีไหมนะ”
***
หลังจากหนึ่งวันสามมื้อออกอากาศเป็นที่เรียบร้อย งานโฆษณาก็วิ่งเข้าหาจีฮยอนไม่มีหยุด
“แม่หนูคนนี้ ออกทีวีเมื่อไหร่เป็นต้องกินตลอดเลย” แม่ของอึนช่อลกล่าว
จีฮยอนกลับมาครองบัลลังก์ ‘นางฟ้าม็อกปัง’ อีกครั้ง สังเกตได้จากการกินรวบทั้งโฆษณาบะหมี่สำเร็จรูป ไก่ทอด ไปจนถึงพิซซ่า! แม่ของกยองจินเห็นด้วย
“กินขนาดนั้นเดี๋ยวก็อ้วนหรอก”
อียองซุกที่อยู่ข้างๆ สะดุ้ง อีกหน่อยจีฮยอนอาจจะเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันก็ได้ นับว่าดำรงตำแหน่งว่าที่ลูกสะใภ้ไม่ใช่หรือ แม้จะยังไม่ได้มาสวัสดีแนะนำตัวถึงบ้าน แต่เธอสังเกตได้จากแววตากยองฮา ซึ่งบอกชัดเจนว่าลูกชายชอบอีกฝ่ายมากเพียงไร
‘อ้วนอวบมากสักหน่อยจะเป็นไร ลูกชายชอบก็พอแล้ว’ อียองซุกคิดเข้าข้างตัวเอง
จู่ๆ ก็มีสายเรียกเข้าจากกยองฮา
“จ้า กยองฮา”
คำเดียวเท่านั้น เรียกเอาสายตาที่จับจ้องอยู่แต่จอทีวีย้ายมารวมกันที่อียองซุก
[แม่อยู่บ้านใช่ไหมครับ]
“อยู่สิ เลิกงานแล้วเหรอ”
[ครับ กำลังคิดว่าจะแวะไปหาแม่ดีไหม สะดวกรึเปล่าครับ]
“แม่น่ะสะดวกอยู่แล้ว จะมาตอนไหนล่ะ”
[อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้วครับ]
“โอเค! ได้ๆ”
วางสายยังไม่ทันไร แม่ของอึนช่อลกับแม่ของกยองจินที่เหมือนรอจังหวะเหมาะก็รีบถาม
“ลูกชายจะมา?”
“ที่บ้าน?”
“อือ”
อียองซุกพยักหน้าเนือยๆ พยายามส่งสัญญาณทางสายตาให้พวกแม่ๆ รีบกลับไปเสียที แต่ไม่มีใครยอมถอย
“ขอเจอหน้ากยองฮาแป๊บหนึ่งแล้วค่อยกลับ ได้ใช่ไหม”
“ต้องได้อยู่แล้ว ไม่น่าเป็นไรนี่ ไม่ได้เจอตั้งนาน…”
อียองซุกจะออกปากไล่ก็ไม่ได้
“งั้นก็อย่าทำตัวเกะกะรบกวนล่ะ”
“แหม เราเคยรบกวนกยองฮาที่ไหนกัน” แม่ของอึนช่อลเถียง
แม่ของกยองจินคล้อยตาม พยักหน้าแรงๆ จนแทบจะมีเสียงดังออกมา
หลังจากไม่ได้เจอกันหลายปี ล่าสุด พวกเธอได้พบกยองฮาแค่สองหนเท่านั้น ส่วนอียองซุกที่คบค้าสมาคมกับพวกป้าๆ เป็นประจำก็ไม่ได้ขยายความอะไรมาก เพียงแต่เล่าว่า ป้าๆ เพื่อนแม่มาเที่ยวที่บ้านบ่อย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลูกชายก็มาถึง
อียองซุกปรี่เข้าไปใกล้ประตู โดยมีแม่ของอึนช่อลและแม่ของกยองจินรอต้อนรับอย่างยินดีเป็นล้นพ้น แต่กยองฮากลับหน้าแข็งค้าง ทำท่าจะปิดประตูที่อ้ากว้าง…
“อ้าว? ลืมอะไรไว้ที่รถเหรอ”
“นะ…น่าจะลืมจริงด้วยครับ”
ลูกชายเธอถึงกับถอยหลังทีเดียว อียองซุกที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางคว้าจับบานประตู ก่อนจะทำผิดพลาดใหญ่หลวง
“เอ๊ะ นั่นใคร”
กยองฮาไม่ได้มาคนเดียว!
“สวัสดีค่ะ คุณแม่”
สาวน้อยที่ดึงมาสก์ปิดปากลง กล่าวทักทายอียองซุกอย่างเขินๆ ผู้นี้หาใช่ใครอื่น จีฮยอนนั่นเอง ด้วยความที่เธอหลบอยู่หลังกยองฮาตลอด ก่อนจะยื่นหน้าออกมาก็ไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ภายในบ้านแต่อย่างใด
ความโกลาหลมาเยือน
ความสัมพันธ์ระหว่างกยองฮากับจีฮยอนถูกเปิดเผย แม่ของอึนช่อลและแม่ของกยองจิน รวมทั้งอียองซุกที่ช่วยปิดปากเงียบเรื่องการคบหาแฟนสาวต่างก็ช็อค ตื่นตระหนกกันไปหมด
ก่อนที่อะไรๆ จะบานปลายไปมากกว่านี้ อียองซุกรีบคว้าข้อมือกยองฮากับจีฮยอน
“เดี๋ยวใครเห็นเข้า อย่าอยู่ข้างนอกเลย เข้ามาเถอะ”
กยองฮากับจีฮยอนที่เข้ามายืนในบ้านอย่างประหม่า ถูกแม่ของอึนช่อลกับแม่ของกยองจินจ้องแล้วจ้องอีก และดูเหมือนสายตาจะจับอยู่ที่จีฮยอนนานเป็นพิเศษ
“คุณพระ ทำไมถึงสวยขนาดนี้”
“กำลังจะพูดเลย…”
ได้ยินป้าๆ กระซิบกระซาบกัน อียองซุกจึงรีบขู่
“ถ้าไปทำตัวปากสว่างที่ไหนนะ รู้ไว้เลยว่าบ้านนี้ไม่ต้อนรับแล้ว ห้ามมาอีกเด็ดขาด”
สำหรับป้าๆ ทั้งคู่ ไม่มีเรื่องใดจะน่ากลัวไปมากกว่านี้อีก
เพราะความหมายลึกๆ ในคำขู่นั้นก็คือ พวกเธอหมดโอกาสลิ้มรสอาหารฝีมือกยองฮาอีกตลอดไป