ดูทรงแล้ว ปารีส ฮิลตันคงไม่คิดอยากออกจากครัวไปไหน
ประหนึ่งเป็นสมาชิกครัวอีกหนึ่งอัตรา
กยองฮาทำอาหารแบบคำนวณและคำนึงถึงปริมาณอยู่เป็นประจำ ของเหลือจึงไม่มีให้เห็นแบบทุกที
‘แค่มองก็มีความสุข ทาร์ตไข่นั่นต้องนุ่มละลายแน่ๆ …อุ๊ย มาแล้ว สเต็ก!’
ต่อมน้ำลายถูกกระตุ้นแทบตลอดเวลาจนน้ำลายเริ่มสอเต็มปาก ปารีสกลืนลงคอหนแล้วหนเล่า และกยองฮาไม่มีทางที่จะมองไม่เห็น สุดท้ายปารีสก็หน้าตาสดใสขึ้นทันควันเมื่อมีมัฟฟินตกมาถึงมือเธอ
“ให้ฉันเหรอคะ”
“ครับ”
ชิ้นไม่ถึงกับใหญ่โตอะไร แต่ก็เพียงพอจะเรียกรอยยิ้มงดงามจากเธอได้
‘อืม นุ่มปากมากๆ’ เธอปิดเปลือกตาพริ้ม สูดกลิ่นหอมๆ ค่อยๆ ลิ้มรสมัฟฟิน
ความอร่อยยังไม่ทันจาง ปารีสที่กำลังเนื้อเต้นก็เอ่ยปาก
“มีน้อยคนนะคะที่รู้ว่าคุณมา เพราะฉันไม่ได้ประกาศออกสื่อ ฉะนั้นทุกคนจะรู้แค่ในหนึ่งปี คุณจะมาที่นี่สองหน เรียกว่าเป็นกลยุทธ์ก็ได้มั้งคะ ปล่อยให้คิดเอาเองว่า ‘ไม่รู้จะโชคดีได้เจอมิสเตอร์โกตอนไหน แบบนี้ต้องมาบ่อยๆ ซะแล้ว’ อะไรประมาณนั้น อ้อ จริงสิ ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอก…”
“เชิญครับ”
แต่ปารีสยังอยากอยู่ในครัวต่ออีกหน่อย
“อีกเดี๋ยวค่อยคุยแล้วกันค่ะ”
ไม่แน่ใจว่าวันนี้เธอว่าง หรืออันที่จริงเธอก็กว่างตลอดเวลาอยู่แล้วกันแน่ ปารีสไม่มีทีท่าจะย้ายตัวไปไหนแม้แต่น้อย กยองฮาหันไปกี่รอบก็เข้าใจผิดมองเธอเป็นพนักงานในครัวเสียแทบทุกครั้ง
ผ่านไปนานพอดู
กยองฮาตัดสินใจเอ่ยถามปารีสที่จ้องจะคอยแต่ส้มหล่น
“เมื่อกี้เกริ่นมาว่ามีเรื่องสำคัญไม่ใช่เหรอครับ”
เขาลองสะกิดถามดูเผื่อเธอลืมไปแล้ว ส่วนเธอนั้นกำลังตั้งใจฉีกแพนเค้กที่กยองฮาทำไว้ให้ทีละแผ่น ส่งเข้าปากแก้มตุ่ย
“อ่า ใช่ค่ะใช่ เดี๋ยวจะมีแขกคนสำคัญมาที่ร้านนะคะ”
“แขกคนสำคัญเหรอครับ”
“ประธานาธิบดีทรัมป์ค่ะ แล้วก็น่าจะมีคนเด่นคนดังอีกหลายท่านเลยด้วย”
***
ด้านหน้าโรงแรมฮิลตัน มีรถยนต์สีดำจอดเรียงยาวเป็นทิวแถว
ใจกลางการอารักขาอย่างเข้มงวดทุกย่างก้าวระหว่างทางเดินและตึกสูงเสียดฟ้า ประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมด้วยภรรยาและลูกๆ กำลังก้าวลงจากรถ เพื่อตรงเข้าไปในโรงแรม
สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ที่ปกติมักเหวี่ยงวีน วันนี้ยิ้มระรื่นมาตั้งแต่เช้า
‘ในที่สุดก็มาสักที!’
ความประทับใจครั้งไปเยือนเกาหลีนั้นยังตราตรึง เธอจำได้ชัดเจนว่า มิสเตอร์โกเป็นผู้ปรุงอาหารอร่อยล้ำต้อนรับเธอที่ทำเนียบฯ ตัวทรัมป์เองก็หน้าตาเป็นมิตรมาตั้งแต่เช้าเหมือนกัน
ลูกสาวเขาอีวานกา สีหน้าดูคาดหวังไม่น้อย ต่างจากแบร์รอน ลูกชายคนสุดท้องที่หน้าตึงไร้ความรู้สึก
“กินลงท้องไปก็เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ ทำไมต้องมาไกลถึงนี่ด้วย”
ก็น่าหงุดหงิดอยู่หรอก เพื่ออาหารมื้อเดียว เขาต้องติดสอยห้อยตามมาจากวอชิงตันดีซีจนถึงนิวยอร์ค เมลาเนียเอ่ยเสียงดุ
“แม่บอกแล้วไงว่า มาไกลก็ยังคุ้ม”
ครอบครัวทรัมป์เข้ามาด้านในโรงแรม ลิฟท์ทำหน้าที่พาทุกคนขึ้นไปยังเรสเตอรอง
ทรัมป์ได้พบกับปารีสตรงทางเข้า
“ขอบพระคุณที่ให้เกียรติมาเยือนนะคะท่าน” เธอต้อนรับอย่างสุภาพ รักษามารยาท
“โรงแรมเป็นยังไงบ้างครับ”
“ตัวเลขดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ”
ทรัมป์ก็มีโรงแรมในเครือของเขา และเนื่องจากทำธุรกิจ ประกอบกิจการสายเดียวกันจึงสนิทสนมกับตระกูลฮิลตันมานาน ทั้งคู่ทักทายกันง่ายๆ ก่อนที่ทรัมป์จะกระซิบแหย่ตรงๆ
“ฝีมือไม่เบาเลยนะครับ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะพาตัวมิสเตอร์โกมาได้…”
“โฮะๆ ทั้งหมดก็เพราะความอยากส่วนตัวล้วนๆ ค่ะ อยากทานอาหารของเขาให้บ่อยกว่านี้”
“ถ้างั้นทำไมไม่ให้เขาเปิดที่อื่นด้วยล่ะครับ นอกจากที่นิวยอร์ค”
“ฉันเสนอไปแล้ว แต่มิสเตอร์โกตอบแค่ว่าจะลองคิดดู แล้วก็เงียบไปเลยค่ะ”
“น่าเสียดายจริง”
แม้จะเป็นการพบกันแบบนานทีปีหน ทรัมป์กลับไม่มีใจจะสนทนาพาทีนัก เขาตั้งใจมารับประทานอาหารของมิสเตอร์โกอย่างเดียวนี่นา
“เข้าไปกันเถอะ”
“ค่ะ”
คนจากทำเนียบขาวจัดการเคลียร์พื้นที่เตรียมไว้อย่างเรียบร้อย
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของท่านประธานาธิบดี โต๊ะและที่นั่งข้างหน้าต่างถือว่าต้องห้าม ซึ่งนี่คือหนึ่งในเรื่องที่ทรัมป์ต้องทำใจยอมรับให้ได้หลังจากรับตำแหน่ง เขาบ่นอุบขณะนั่งลงตรงโต๊ะด้านใน ห่างไกลจากกระจก
“ถ้าได้เห็นวิวสวยๆ ด้วยก็คงดี”
“ฉันก็เสียดายเหมือนกันค่ะ” เมลาเนียช่วยย้ำ
ทรัมป์หันไปถามปารีส
“ผมอยากพบมิสเตอร์โกก่อนจะทานอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ช่วยนำทางให้หน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ”
ทรัมป์และเมลาเนียพบกยองฮาอีกครั้งหน้าห้องครัวของเรสเตอรอง ทั้งคู่ยิ้มแย้มเบิกบานเป็นที่สุด
“ไม่นึกว่าจะมาถึงอเมริกาเลยทีเดียว ดีใจที่ได้พบกันอีกนะ”
กยองฮาตอบรับอย่างรู้กาลเทศะ
“ผมก็ดีใจครับ”
เมลาเนียทักทายผ่านสายตา ซึ่งยังไม่พอ รีบเอ่ยต่อ
“อาหารของคุณทำเอาฉันนอนไม่หลับไปหลายวันเลยค่ะ นึกถึงเมนูที่ได้ทานที่เกาหลีไม่รู้กี่หน วนไปวนมา…”
กยองฮาฟังคำแปลจากล่ามแล้วทำหน้าละมุน
“ชมผมขนาดนั้น ไม่รู้ทำตัวยังไงเลยครับ”
แบร์รอนยังคงทำหน้าเฉยเมย ต่างจากอีวานกาที่แสดงความสนใจอย่างมาก
‘คนนี้น่ะเหรอ มิสเตอร์โก…’
เสียงลือเสียงเล่าอ้างดูเหมือนจะเป็นไปในทางเดียวกันหมด ใครๆ ต่างก็อยากสัมผัสอาหารของเขาทั้งนั้น
‘ยิ่งคาดหวังมากเท่าไหร่ ก็มีสิทธิ์ผิดหวังมากเท่านั้น… แต่ท่าทางดีใจกันออกปานนี้ จะไม่ให้หวังได้ยังไง’
จังหวะนั้น ทรัมป์ก็ถามแทรกขึ้นมา สิ่งที่เขาต้องการไม่ได้มีอะไรพิเศษ
“เราขอสั่งหลายๆ เมนูได้ไหม มาทั้งที ใจจริงก็อยากชิมมันให้หมดทุกเมนูเลยนั่นล่ะ”
ต้องโทษที่กยองฮาไม่ใช่คนที่บอกอยากเจอ ก็สามารถเจอตัวได้บ่อยๆ ตามต้องการ
***
แบร์รอนเพิ่งเคยได้ชิมอาหารอร่อยขนาดนี้เป็นครั้งแรก จึงเลิกคิดเสียดายที่สู้อุตส่าห์มาถึงนี่
ด้วยเหตุนี้สายตาที่เขามองบิดาจึงเปี่ยมไปด้วยความเชื่อถือและเชื่อใจ เมลาเนียคาดไว้แต่แรกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เธอหัวเราะทั้งที่ใจกำลังพยายามเก็บกักความรู้สึกซึ่งยังวนเวียนในปากให้ได้นานที่สุด จากนี้คงอีกนานทีเดียวกว่าจะได้ลิ้มรสอาหารของมิสเตอร์โกอีกครั้งโนเวลกูดอทคoม
ส่วนอีวานกานั้นเอาแต่ส่งข้อความหาเพื่อนฝูง ไม่สนใจอะไรอื่น
[นี่พวกเธอ มีใครเคยกินอาหารแล้วอร่อยจนอยากกรี๊ดผมแทบตั้งบ้างไหม นี่มันเกินจินตนาการไปอีก พวกเธอต้องมากินให้ได้ก่อนตายนะ บังคับ]
อาหารที่เธอเคี้ยวในปากทั้งหอมหวานและเข้มข้น โดยเฉพาะทาร์ตไข่กับมาเดอลีน[1]นั้น เรียกว่าให้ความสุขล้ำทั่วปากจนหัวไหล่ขยับยึกยักโดยไม่รู้ตัว ส่วนทรัมป์ก็กำลังนิ่งอึ้ง เขาสั่งอาหารเพิ่มอีก ด้วยตั้งใจจะห่อกลับ ทว่า ไม่มีอะไรเหลือเลยสักอย่างเดียว… แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ถึงกับต้องกลับไปมือเปล่า เพราะยังมีคุกกี้และทิรามิสุนอนรอให้อุ่นใจอยู่ในกล่องแสนสวย
“ไม่คิดจะมาทำงานให้ทำเนียบขาวหน่อยรึ”
กยองฮาตอบจริงจัง
“ขอบพระคุณที่ชวนนะครับ ผมอยู่เกาหลีดีแล้วครับท่าน”
ทรัมป์หรี่ตา
“เกาหลีเป็นประเทศที่ไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าไหร่นา ถึงจะอยู่ในช่วงสงบศึกชั่วคราวก็จริง ฉันว่าย้ายมาอเมริกาเถอะ ถ้าเป็นเธอ ยินดีให้การคุ้มครองสูงสุดเป็นกรณีพิเศษ”
ทรัมป์แสดงความพอใจในตัวกยองฮาอย่างไม่ปิดบัง แต่กยองฮายังคงอยู่บนจุดยืนเดิมไม่โอนอ่อน
“ความปรารถนาดีของท่าน ผมขอรับไว้ด้วยใจครับ”
ในความเป็นจริง การสงบศึกชั่วคร่าวใช่ว่าจะไร้ข้อดีไปเสียหมด ไม่ว่าจะเรื่องระเบียบบังคับจำกัดการใช้อาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้น หรือเรื่องการพัฒนากำกับความเรียบร้อยของบ้านเมือง ออกจะก้าวไกลว่าประเทศอื่นด้วยซ้ำ ดังนั้นจะกล่าวว่าทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกันเลยคงไม่ได้
ครอบครัวทรัมป์จากไปพร้อมความเสียดายใหญ่หลวง จากนั้นไม่นานให้หลัง แขกผู้มีเกียรติอีกคนก็เข้ามาในเรสเตอรอง
แนนซี กิบส์ บรรณาธิการนิตยสารไทม์นั่นเอง
***
วันถัดมา หลังจากเสร็จสิ้นธุระในอเมริกาแล้ว ปารีส ฮิลตันก็ส่งกยองฮากลับมายังเกาหลี
กยองฮาแวะบริษัทสังกัดเป็นอันดับแรก
ตึก YM เอ็นเตอร์เทนเมนท์วิบวับจับตา แต่กลับไม่รู้สึกว่าใหญ่โตโออ่าเท่าที่เคยรู้สึกเมื่อก่อน อาจเพราะเขาเพิ่งกลับมาจากการเที่ยวชมตึกระฟ้าจำนวนมากในมหานครนิวยอร์คก็เป็นได้ กยองฮากับชายงเทเดินผ่านฟรอนท์ ขึ้นลิฟท์มายังสำนักงานเลขาชั้นเจ็ด ก่อนจะแจ้งความประสงค์ขอเข้าพบท่านประธาน ยังไม่ทันถึงห้านาที ทั้งคู่ก็ได้รับเชิญให้เข้าไปด้านใน
“เอาตามที่เห็นสมควรได้เลย”
ประธานยูยุนเท ตอบรับคำขอของกยองฮาอย่างสบายๆ
‘นึกไม่ถึงเลยว่า จะตกลงง่ายๆ แบบนี้’
ง่ายดายเสียจนเกือบจะผิดหวังอย่างไรบอกไม่ถูก ประธานยูยุนเทมองชายงเท
“เดิมทีเขาก็เป็นผู้จัดการส่วนตัว คอยรับผิดชอบทุกเรื่องอยู่แล้วนี่ อาจจะดูส่วนตัวเกินไปนิด แต่ถ้าเจ้าตัวต้องการก็ตามสบาย ให้ติดสอยห้อยตามไปได้ทุกที่นั่นแหละ”
ชายงเทปลุกความกล้า เอ่ยปากขอเพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง
“อ้อ ท่านประธานครับ สังเกตจากทริปที่เพิ่งกลับมา ผมคิดว่าบอดี้การ์ดส่วนตัวก็น่าจะจำเป็นครับ”
“เอาสิ จัดให้ ต้องมีอยู่แล้ว! จะเอาวันไหนก็รีบบอกล่ะ เดี๋ยวคุยกับบริษัทบอดี้การ์ดไว้ให้”
กยองฮาช็อค แต่สำหรับยูยุนเท ด้วยฐานะของเขากลับมองว่า คำขอนี้ไม่ได้เกินเลยไปแต่อย่างใด ต่อให้ปรนเปรอกยองฮามากกว่านี้ก็ยังดูจะไม่สมน้ำสมเนื้อด้วยซ้ำ ลำพังโฆษณาที่กยองฮาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ก็แทบจะใช้นิ้วมือนับไม่หวาดไม่ไหว มิหนำซ้ำค่าโฆษณาของกยองฮาล่าสุดเริ่มปรับตามสามดาวมิชลินที่ฮันอุลสาขารองได้มาครองแล้วด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ค่าตัวสูงขึ้นใช่ว่าจะเป็นข้อดีเสมอไป เพราะเทียบกับเมื่อก่อนแล้วจำนวนโฆษณาที่ตอบรับน้อยลงกว่าเดิม
แต่ถึงอย่างไรรายรับและผลกำไรก็ยังคงพุ่งสูงต่อไป ต้นสังกัดจึงพลอยได้รับอานิสงส์ก้อนโตไปด้วย
ยูยุนเทลอบสังเกตท่าทีของกยองฮา
‘ยิ่งตอนนี้นะ มีแต่พวกไฮยีน่าหมอบซุ่มจ้องจะตะครุบตัวเขา…’
มีบริษัทสังกัดอีกไม่รู้เท่าไหร่ที่ยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อดึงตัวกยองฮาไป ซึ่งก็สมควรอยู่หรอก กยองฮายอมเป็นดาราหน้ากล้องหลักๆ ก็แค่งานโฆษณาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีค่าแรงงานหรือรายจ่ายด้านอื่นเพิ่มให้บริษัทต้องปวดหัว
“ยังอยากได้อะไรอีกไหม” คำถามเปิดโอกาสให้เรียกร้องได้ตามสบาย
“ไม่มีครับ” กยองฮาไม่เอาความอยากส่วนตัวมาปะปน
“อยากได้หน่อยก็ดีนะ” ท่านประธานย้ำ
“ไม่มีจริงๆ ครับ” กยองฮาตอบด้วยจุดยืนเดิม
ยูยุนเทนึกถึงดาราบางส่วนที่ค่อนข้างไร้ยางอาย
‘พวกนั้นทำเงินได้เท่าไหร่กัน ยังจะขอโน่นขอนี่เยอะไปหมด ต่างกันเหลือเกิน เทียบแล้วยิ่งเห็นชัด’
ยูยุนเทไม่หยุดไว้แค่ความคิด เขาลุกขึ้นยืน
“ขอเวลาเดี๋ยวสิ ไปที่หนึ่งกับฉันหน่อย”
***
ค่ำวันเดียวกัน
กยองฮาไปหาอันอิลเทที่ฮันอุลสาขาหลัก
“เหนื่อยแย่เลยนะ”
“สบายมากครับ เถ้าแก่ยังเดินสายบ่อยกว่าผมอีก”
“งานฉันก็แค่ดูแลความเรียบร้อย ไม่มีอะไรให้เหนื่อยเสียหน่อย”
ชินยองฮีมองทั้งคู่ยิ้มๆ ชงกาแฟสองแก้วเผื่อสองคน
“ขอบคุณครับหัวหน้า”
“เรื่องเล็กน้อยค่ะ”
“อ้อ ผมจะบอกว่ารถที่เถ้าแก่ให้ผมมาตอนนั้น ขออนุญาตคืนให้นะครับ ผมได้คันใหม่มาแล้วครับ”
“ถึงเธอไม่พูด ฉันก็กำลังสงสัยอยู่ว่าทำไมไม่ซื้อรถใหม่สักที ตอนนี้ถึงเวลาเปลี่ยนแล้วจริงๆ ล่ะ คันเก่านั่นก็ไม่ใช่ว่าจะขับดีอะไรมาก”
“ไม่ได้ซื้อเองหรอกครับ ครั้งนี้ก็รับจากคนอื่นมาอีกแล้ว จากท่านประธานสังกัดน่ะครับ… จริงๆ ผมไม่ค่อยอินกับเรื่องรถเท่าไหร่ ถ้าเถ้าแก่คิดว่ามันเกะกะ เดี๋ยวผมจัดการส่งเข้าตลาดรถมือสองเองครับ”
อันอิลเทนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“ขายมือสองก็คงได้กลับมาไม่กี่สตางค์หรอก เอาอย่างนี้สิ ส่งต่อให้ซุนกุกแทนเป็นไง”
ซุนกุกเหมือนข้าราชการดีเด่นที่สร้างความชอบแก่ประเทศชาติ เป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่มาตั้งแต่ฮันอุลยังมีเพียงสาขาหลัก ขยันทำงาน ดูแลร้านสม่ำเสมอมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นพนักงานคนสำคัญของสาขารองอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่มีอะไรเสียหาย อันอิลเทไม่คิดเสียดายแม้แต่น้อยหากจะมอบรถให้เป็นมรดกตกทอด
“ครับ? ซุนกุกเหรอครับ” กยองฮาถามซ้ำ
อันอิลเทพยักหน้า
“อืม ไหนว่าเดี๋ยวนี้เจ้านั่นขับรถเก่งขึ้นแล้วนี่ ให้เขามีรถไว้ขับเองสักคันก็ดี จะได้คอยตามช่วยเหลือเธอได้ ไม่คิดอย่างนั้นหรือ”
“ซุนกุกคงดีใจมากแน่ครับ แต่…” กยองฮาพูดแล้วก็เงียบไป
อันอิลเทจึงจัดการมัดมือชกเสียเลย
“เอาแบบนี้แหละ”
***
แต่กว่าจะได้รถคันใหม่ ยังต้องรออีกสองสามวัน
วันต่อมา กยองฮามาเข้างานที่ร้านพอดีกับเสียงฮเยจีโห่ร้องอย่างดีอกดีใจ
“ได้อีกแล้ววว”
สีหน้ามยองฮุนเริ่มจะดูไม่ได้อยู่บ้าง นี่เท่ากับยืนยันว่า ครั้งก่อนเธอไม่ได้ทำสำเร็จเพราะโชคช่วย เขารู้สึกราวกับฮเยจีปีนขึ้นมาบนตัวเขา ไต่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นอย่างไรอย่างนั้น
“ฮเยจีจ๊ะ ขอป้าชิมคำหนึ่ง”
“นี่ค่ะ”
ฮเยจีใช้ช้อนคันใหม่ ตักแกงส่งให้แม่ของด็อกโฮ เธอกำลังติดอกติดใจในรสชาติอย่างไม่คิดจะถอนตัว เคราะห์ดีที่ฮเยจีรีบตัดบทก่อนช้อนที่สองจะตามมา
“ต้องเอาออกไปเสิร์ฟลูกค้าแล้วค่ะ”
นั่นแหละ แม่ของด็อกโฮจึงได้เรียกสติคืนมา
“ต๊ายตาย ดูฉันทำเข้า สติสตังไปหมดแล้ว” เธอสะบัดหน้าแรงๆ
ส่วนกยองฮานั้นลงมือเช็คได้สบายๆ
เขารู้แล้วว่าแกงเต้าเจี้ยวที่ฮเยจีต้มถ้วยนี้เป็นเลเวล 4
………………………..
[1] มาเดอลีน เป็นขนมรูปเปลือกหอยที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส เนื้อสัมผัสนุ่มชุ่มเนย มีกลิ่นหอมและรสชาติจากผิวเลมอน