เรื่องจริงเสียด้วย
เมื่ออีเทกังวางสาย หัวหน้าอีที่เขาส่งไปร่วมงานประมูลก็โทรฯ กลับเข้ามารายงานแบบปัจจุบันทันด่วน
[ท่านประธานใหญ่ครับ เหล้ามัตสึทาเกะพรีเมียมเปิดตัวแล้ว เอายังไงดีครับ]
เขาลิ้มรสเหล้ามัตสึทาเกะเกรดกลางมาแล้ว มีหรือจะยอมปล่อยให้เกรดพรีเมียมหลุดมือ อีกทั้งยังเคยตั้งมั่นไว้แล้วตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องประมูลมาให้ได้ อีเทกังทวนความคิดอีกครั้ง ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
“เสนอไปสองร้อยล้านดู เดี๋ยวๆ ไม่สิ สองร้อยห้าสิบเลยแล้วกัน…”
***
นานแล้วที่ชายงเทไม่ได้ออกมารอรับกยองฮาเช่นนี้
“ไม่เจอกันนานนะครับเฮีย”
“นั่นสิ สบายดีใช่ไหม”
“ไม่สบายเลยครับ”
“หือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“ก็เฮียไม่เรียกหาผมเลยนี่ครับ” แววตาชายงเทดูเคืองนิดๆ สีหน้าน้อยอกน้อยใจ
กยองฮาหัวเราะ
“ให้มีธุระก่อนสิถึงค่อยเรียกกัน”
“ไม่ต้องมีงานอะไร แค่เฮียไปไหน ขอผมตามไปด้วยไม่ได้เหรอครับ ผมขับรถให้ เป็นล่ามให้อีก… ไหนเฮียบอกว่า จากนี้ต้องออกต่างประเทศบ่อยขึ้นไงครับ”
ดูท่า ชายงเทจะอัปเดตเรื่องต่างๆ กับกยองฮาทางโทรศัพท์มาบ้างแล้ว กยองฮาถอนหายใจ
“อืม ก็จริง งานดันใหญ่โตกว่าที่เคยคิดเยอะเลย”
“เดิมที เฮียวางแผนไว้ยังไงเหรอครับ”
“คิดแค่เปิดแฟรนไชส์ได้นั่นล่ะ พอแล้ว”
“อ้าว แล้วที่ทำตอนนี้ ไม่ได้เป็นไปตามแผนอยู่หรอกเหรอครับ”
“ไอ้ตามมันก็ตามแหละ แต่ฉันไม่ได้คิดเผื่อมาก่อนว่าต้องไปๆ มาๆ ระหว่างเรสเตอรองแต่ละที่จนครบขนาดนี้”
ชายงเทแปลงร่างเป็นสัตว์ร้ายจ้องตะครุบเหยื่อ สาดแววตาวิบวับ
“จังหวะนี้ เรียกใช้ผมแบบเหมารวมเลยเป็นไงครับ หมายถึงอะไรที่นอกเหนือจากงานน่ะครับ”
“ก็เหมาอยู่นี่”
“เวลาปกติเฮียไม่เรียกผมเลยเหอะครับ”
“เวลาปกติฉันก็ต้องทำงานเหมือนกัน แหม่”
“งั้นเอาแค่ตอนไปต่างประเทศก็ได้ครับ… ไหนๆ เฮียก็ต้องบินสิบกว่าครั้งเป็นภาคบังคับอยู่แล้ว”
กยองฮาจำต้องเก็บประโยคนั้นมาพิจารณา
ครั้งนี้พวกเขาเดินทางไปอเมริกาด้วยกันเพราะงานถ่ายโฆษณา แม้ทางสังกัดจะมีข้อกำหนดชัดเจนตามสัญญาว่า กยองฮาสามารถเรียกขอความช่วยเหลือได้ หากมีอันต้องไปประกอบกิจกรรม ณ ต่างแดน แต่จะให้เขาเอาข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวมาใช้กับเรื่องส่วนตัว มันก็ทะแม่งๆ ไม่สบายใจบอกไม่ถูก
“แล้วคือเราต้องไปขอความอนุเคราะห์จากท่านประธานก่อนเหรอ หรือยังไง”
ราวกับรอคำนี้มาเนิ่นนาน ชายงเทคว้ามือกยองฮาทั้งสองข้างมารวบไว้ ส่งสายตาเว้าวอน
“ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ผมจะขอบพระคุณเฮียเป็นอย่างสูง สูงที่สุด สูงกว่าอะไรทั้งหมดเลยครับ”
กยองฮาเองก็รู้สึกว่าหากมีผู้ช่วยสักคนคงสะดวกดี มิหนำซ้ำเขาในตอนนี้คุยกับชาวต่างชาติรู้เรื่องเสียที่ไหน ตั้งใจจะเรียนภาษาอังกฤษเสริมอยู่หรอก แต่การจะใช้ภาษาใดๆ ได้คล่องแคล่วไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทุ่มเทเวลาฝึกฝนอีกมาก
ฝูงชนหลั่งไหลมารุมล้อมทีละคนสองคนตั้งแต่ยังไม่เข้าไปเหยียบพื้นท่าอากาศยาน
ชายงเทเค้นกำลังทั้งหมดที่มี ยันคนมุงเอาไว้ ก่อนกระซิบข้างหูกยองฮา
“เฮียครับ ถึงขั้นนี้แล้ว หาบอดี้การ์ดเพิ่มอีกสักคนเถอะครับ ผมชักจะต้านไม่ไหวขึ้นทุกที”
ทั้งคู่ผ่านจุดตรวจออกนอกประเทศ ขึ้นเครื่องบินมาได้แบบทุลักทุเล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นจุดสนใจอยู่เช่นเดิม
“นี่ลูกสาวฉันเองค่ะ รบกวนถ่ายรูปคู่กับแกสักครั้งได้ไหมคะ”
“ยินดีครับ”
เสียงชื่นชมดังมาจากทางโน้นทางนี้
“สุดยอด ไม่ง่ายเลยนะแบบนั้น”
“เนอะ ใครๆ ก็จ้องจะเข้าหา ปกติต้องมีหน้าเหวี่ยงกันบ้างล่ะ”
ผู้โดยสารจะมัวแต่มาขอลายเซ็นกับถ่ายรูปคงไม่ได้ เวลาเครื่องบินเทคอ๊อฟและแลนดิ้ง (ขึ้น-ลง) ทุกคนต้องนั่งประจำที่ให้เรียบร้อย ลูกเรือสาวต่างคาดเข็มขัดนิรภัยไปแอบชำเลืองมองกยองฮาไป บางคนถึงกับแอบกระซิบกระซาบส่งความรู้สึกอย่างโจ่งแจ้ง
“ฉันเป็นแฟนคลับคุณค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
เครื่องบินวิ่งบนรันเวย์ เตรียมพร้อมเหินฟ้ามุ่งหน้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา
“พักตาสักหน่อยไหมครับ”
จริงๆ ไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้ เพราะกยองฮาผล็อยหลับไปก่อนแล้ว
‘สงสัยจะเหนื่อยมาก’
***
หอประชุมที่ใช้จัดงานประมูลมีขนาดใหญ่เกือบเท่าสนามกีฬา
ผู้เข้าร่วมงานจำนวนนับร้อยนับพันมองลงไปยังพิธีกรชายที่ถือไมโครโฟนบนเวทีด้านล่าง เขาเกร็งหน้าท้องเปล่งเสียงภาษาจีน อธิบายคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ซึ่งกำลังจะเปิดประมูล
[ครั้งนี้ เราจะมาแนะนำเหล้าและไวน์หมักฝีมือเชฟโกกยองฮาครับ มีด้วยกันสี่ชนิด! ไวน์ราสเบอร์รี่ ไวน์รากดอกโซโลมอน ไวน์ข้าวกล้อง แล้วก็เหล้าเทียนหม่าครับ]
ฝูงชนฮือฮา
“เชฟโกกยองฮาเหรอ”
“เชฟที่ท่านผู้นำชื่นชมหนักหนาคนนั้นน่ะนะ”
ใครที่ยิ่งรู้จักกยองฮา ก็ยิ่งแสดงชัดว่าสนใจ ฐานแฟนคลับชาวจีนใช่ว่ามีน้อยเสียเมื่อไหร่เล่า
“เสียทรัพย์เยอะแน่ๆ งานนี้…”
‘ต่อให้สู้ไม่ไหวยังไงก็ต้องเอามาให้ได้!’ บางคนแอบตั้งใจเงียบๆ
ผู้ร่วมงานมีหลากหลายฉันใด รสนิยมย่อมต่างกันฉันนั้น และมีกลุ่มอยู่ไม่สุขเพียงได้ยินชื่อกยองฮาฉันใด ย่อมมีพวกทำสีหน้าสงสัยฉันนั้น
“จะแน่ใจได้ยังไงครับว่าทั้งหมดนั่นเชฟโกกยองฮาหมักเองจริง?”
แจ็ค หม่าที่เก็บปากเก็บคำนิ่ง เดินออกมาอธิบายผ่านไมโครโฟนด้วยตัวเอง
[ผมการันตีว่าของแท้ครับ]
แจ็ค หม่าคือนักธุรกิจ แรกเริ่มเดิมที เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่เหล้าหมักอยู่แล้ว หากจะให้เปรียบเทียบ คงต้องบอกว่า อย่าโฟกัสที่ต้นไม้ จงโฟกัสป่าทั้งผืน เขาต้องการอาศัยแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศจีนในการดึงกยองฮาเข้ามาสู่แผ่นดินใหญ่นั่นเอง ปัจจุบัน ดารา นักแสดง รวมถึงนักกีฬาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ที่ข้ามมาเอาดีในแผ่นดินจีน ถ้าทำให้กยองฮาเข้าสู่ตลาดจีนได้เต็มตัว แน่นอนว่าต้องสามารถบุกเบิกพื้นที่ได้อย่างใหญ่หลวงและทรงพลัง
ทุกคนเชื่อถือแจ็ค หม่าก็จริง แต่จะเสียทรัพย์ ก็ต้องให้มันสมน้ำสมเนื้อหน่อยไม่ใช่หรือ
“รสชาติเป็นยังไง ขอจิบดูสักหน่อยเถอะครับ! เราเคยได้ยินแต่ชื่อเชฟโกกยองฮา ยังไม่เคยได้ลองของเลย”
“ใช่ๆ!”
พิธีกรหันไปปรึกษากับแจ็ค หม่า จากนั้นจึงประกาศให้รู้ทั่วกัน
[ปริมาณมีไม่มาก ขออนุญาตจำกัดผู้ชิมแค่ห้าท่านนะครับ ใครที่ต้องการอาสาทดลองชิมรสชาติ กรุณายกมือขึ้นเลยครับ ผมจะทำการสุ่มเลือกผู้โชคดี]
คนยกมือมีมากจนนับไม่ถ้วน ทำเอาคนที่ยืนเฉยๆ ไม่ยกมือกลืนหายไปกับสายตา พิธีกรเลือกห้าคนจากทั้งหมด เชิญขึ้นมาบนเวที ก่อนรินเหล้าหมักลงจอกดินเผา ส่งให้ชิมตามลำดับ
“โอ้โห รสดีอะไรขนาดนี้” สีหน้าคนชิมเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
พิธีกรเอ่ยถาม ยื่นไมโครโฟนไปทางผู้พูดเพื่อให้ผู้ชมด้านล่างได้ยินอย่างทั่วถึง
[เป็นยังไงครับ]
[รสชาติหมดจดมาก เยี่ยมครับ]
คำพูดแม้จะต่างกัน แต่จัดว่าไปในแนวเดียวกันทั้งสิ้น
[ทั้งสี่ชนิดมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเหมาหมดเลยครับ]
บางคนถึงกับงอแงออกสื่อ
[ขอชิมอีกสักทีไม่ได้เหรอครับ]
[ต้องขออภัยด้วยครับ]
[จอกเดียวพอ น่านะ!]
เสียงระเบิดหัวเราะดังกระหึ่ม ห้าคนที่ได้ชิมรู้สึกเหมือนกัน นั่นคือ จอกเดียวไม่พอ
‘เราก็อยากได้อีกสักจอกเหมือนกันนะ…’
ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเหล้าและไวน์หมักของกยองฮาวันนี้เป็นเกรดดีทุกขวด งานประมูลร้อนระอุขึ้นอีกขั้น
หลังจากผู้โชคดีลงจากเวที พิธีกรก็กล่าวต่ออย่างมีชั้นเชิงโuเวลกูดoทคอม
[เอาล่ะครับ ผมขอเริ่มการประมูล ณ บัดนี้ อย่างที่ได้กล่าวไปเมื่อครู่ ตรงนี้ มีเหล้ากับไวน์หมักเกรดดีถึงสี่ชนิดด้วยกัน เราจะเริ่มกันที่ หนึ่งหยวน ตามกฎนะครับ ใครต้องการเสนอราคาสูงกว่านั้น กรุณายกมือแล้วพูดดังๆ ครับ เริ่มจากไวน์ราสเบอร์รี่ก่อนเป็นอันดับแรก]
แต่จำนวนตั้งต้น หาใช่หนึ่งหยวนไม่
“ร้อยหยวน!”
“ร้อยห้าสิบ!”
“สองร้อย!”
“สี่ร้อย!”
…
“หนึ่งพัน!”
“พันสอง!”
“พันห้า!”
พริบตาเดียว ราคาก็โลดถึงพันห้าร้อยหยวน การเสนอราคายังคงมีต่อเนื่องไม่หยุด
จังหวะนั้น ก็มีเสียงแทรกขึ้นมาทำเอาทุกสิ่งชะงักค้าง
“ห้าพัน!”
ห้าพันหยวนหรือ? หากแปลงหน่วยจะนับเป็นเงินเกือบแปดแสนเจ็ดหมื่นหกพันวอนทีเดียว ทั่วสี่ทิศแปดทางเงียบกริบเหมือนหนูสังเวยชีพจนแน่นิ่ง
‘หงอกันไปเลยสิท่า งั้นไวน์ราสเบอร์รี่นี้ พี่ขอล่ะนะ’ เจ้าของเสียงตะโกนโห่ร้องในใจ
ทว่า วินาทีให้หลัง กลับมีคนตะโกนเสนอราคาทบขึ้นไปอีก
“หกพัน!”
“เจ็ดพันห้า!”
คนผู้นั้นตกใจกับราคาที่ยิ่งมายิ่งสูง ครั้นหันมองพวกที่เสนอราคาเมื่อครู่ก็เห็นว่า หัวคิ้วไม่มีกระตุก สีหน้าเรียบเฉยนัก จึงเกิดความรู้สึกฮึกเหิมว่าเขาจะแพ้ไม่ได้
“ปะ แปดพัน!”
“หนึ่งหมื่น!”
นี่มันสงครามเย็นชัดๆ ท่ามกลางกระแสโรมรันกันด้วยอาวุธจิตวิทยา ราคาก็ยังคงไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ
***
มหานครนิวยอร์คเต็มไปด้วยแสงสีเสียง
ใจกลางผืนป่ายามค่ำคืนที่ต้นไม้คือตึกรามระฟ้า ส่องสว่างเรืองรองด้วยแสงไฟ ปารีส ฮิลตันออกมารอรับแขกทรงเกียรติที่หน้าโรงแรมฮิลตันด้วยตัวเอง
“ยินดีต้อนรับค่ะ กำลังคอยอยู่เลย”
ชายงเทรีบทำหน้าที่ล่ามอย่างว่องไว มุมปากยกยิ้มเมื่อมองชุดอันหรูหราบนเรือนร่างอันงดงามของเธอ
“ขอบคุณมากครับที่ต้อนรับกัน”
“ขึ้นไปด้านบนกันไหมคะ”
ประโยคต่อท้ายทำเอาคนฟังอึ้งไป เนื่องจากเธอถามเป็นภาษาเกาหลี
“พูดภาษาเกาหลีได้ด้วยเหรอครับ” กยองฮาฉงน
“ก็…นิดหน่อยค่ะ” ปารีสยิ้มอวดฟันขาวสะอาด
ที่จริง เธอพูดภาษาเกาหลีได้บ้างอยู่แล้วเป็นทุนเดิม หากไม่มีเรื่องให้ข้องเกี่ยวก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ปารีสสนใจประเทศเกาหลีมาตั้งนานแล้ว ช่วงที่ได้ไปเกาหลีครั้งก่อนโน้นเธอก็เริ่มเรียนภาษาเกาหลีทันที แม้จุดมุ่งหมายจะไม่เชิงเพื่อเข้าหาสนิทสนมกับกยองฮาก็ตาม
“ชาวเกาหลีไม่น้อยมาเป็นแขกในโรงแรมเราค่ะ เลยคิดว่าเรียนไว้สักหน่อยก็ดี ไม่มีอะไรเสียหาย”
“สุดยอดเลยครับ”
ฝ่ายชายงเทที่เอาแต่ฟังอย่างเดียวได้แต่ช็อค
‘อีหรอบนี้ก็ไม่ต้องใช้ล่ามแล้วสิ?’
ปารีสหัวเราะสดใส
“อย่าเพิ่งรีบชมฉันเลยค่ะ คงอีกนานกว่าจะพูดเก่ง”
ปารีส ฮิลตันจัดเป็นคนหัวดี ไม่แต่เพียงความสามารถทางธุรกิจ ด้านภาษาก็ไม่เป็นรองใคร เรียกว่า สมองทั้งสองซีกทำงานได้อย่างโดดเด่นเหนือคนส่วนใหญ่ เธอนำทางกยองฮาและชายงเทไปยังสวีทรูม
“วันนี้ค่อนข้างค่ำแล้ว ยังไงรบกวนพักที่นี่ก่อนนะคะ ถ้ามีตรงไหนไม่สะดวก บอกฉันได้ทุกเมื่อ”
กยองฮาตอบรับความใจกว้างของเธอ
“ขอบคุณครับ”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ สบายมาก…”
เมื่อปารีสเดินออกไปแล้ว พนักงานเบลบอยก็ยกกระเป๋าเข้ามาวางข้างในห้อง คุ้นๆ เหมือนแดเนียลเคยเล่าว่า วัฒนธรรมการให้ทิปของชาวอเมริกันนั้นสำคัญประหนึ่งกิจวัตรประจำวัน กยองฮาจึงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ดึงธนบัตรสิบดอลล่าร์ยื่นส่งให้
“ขอบพระคุณครับ” เบลบอยค้อมตัวลงก่อนถอยหลังกลับ
ชายงเทกล่าวเบาราวกระซิบ
“ห้องไม่กว้างเท่าไหร่ ค่าที่น่าจะแพงเอาเรื่องอยู่นะครับ”
“อืม มีเหตุผล”
ชายงเทจมลงสู่ความคิดตัวเอง
‘นึกถึงบ้านอังกฤษที่มานซูร์ให้เฮียแล้วเห็นข้อเปรียบเทียบชัดเลยแฮะ…’
แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็จัดว่ามีข้อดีไม่น้อย ทิวทัศน์เมืองใหญ่น่าตื่นตาตื่นใจ อินเทอร์เน็ตลื่นปรูดปราด ห้องพักก็สะอาดสะอ้าน แถมพวกเครื่องนอนก็หรูหราไม่เบา กยองฮาเปิดกระเป๋า นำสัมภาระออกมาจัดพลางมองนาฬิกา
“เรสเตอรองน่าจะยังไม่ปิด ลงไปดูกันไหม”
ชายงเทดีใจ กำลังยุกยิกๆ คิดอยากจะออกไปข้างนอกพอดี เพราะไม่อยากหมกตัวอยู่แต่ในห้อง
“ไปครับ”
กยองฮาพร้อมด้วยชายงเทมุ่งตรงไปยังเรสเตอรองเพื่อเปิดหูเปิดตาพร้อมกับตรวจสอบความเรียบร้อย ลูกศิษย์จากฮันอุลที่ถูกส่งมาประจำการที่นี่ ได้แก่ ซามูเอล และแมท ผู้แสดงให้เห็นถึงทักษะด้านการทำอาหารอันเยี่ยมยอด
ครั้นกยองฮาเดินเข้ามาด้านในครัวของเรสเตอรอง แมทก็สังเกตเห็นเขาก่อนใคร
“อาจารย์มา” แมทตาโต
“ไหน?”
สุดทางที่หันไป มีกยองฮาตัวเป็นๆ ยืนอยู่จริงๆ
“มาแล้วเหรอครับ อาจารย์!”
สิ่งใดก็ตามหากมีความเกินพอดีย่อมไม่ค่อยน่าพิสมัย เสียงต้อนรับดังกระหึ่ม ทำเอาคนเป็นอาจารย์ย่นหน้าผาก
“ไม่ต้องตะเบ็งเสียงกันขนาดนั้นก็ได้ครับ”
มีสมาชิกที่เป็นผู้ช่วยครัวอยู่ด้วยหลายคน ทั้งหมดหน้าตาเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นกยองฮาชัดๆ กับตา
‘ในที่สุดก็ได้เจอมิสเตอร์โก!’
พวกที่ยืดคอรอคอยกยองฮาจนแทบจะกลายเป็นยีราฟก็มี
“เป็นเกียรติที่ได้พบมิสเตอร์โกครับ” คำกล่าวเป็นภาษาอังกฤษต่างจากเหล่าลูกศิษย์
“เขาว่า เป็นเกียรติที่ได้พบกันครับ” ชายงเทได้ที รีบแปลให้ฟัง
กยองฮาหัวเราะเก้อๆ เปลี่ยนเรื่องพูดแนบเนียน
“ทำงานที่นี่เป็นไงบ้างครับ”
ผู้ช่วยครัวคนหนึ่งกล่าวตอบแบบตรงไปตรงมา
“มีหลายอย่างให้ต้องเรียนรู้ เหนื่อยเหมือนกันครับ แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ”
“ผมก็เหมือนกันครับ”
แม้สีหน้าจะดูยินดี แต่ท่าทางชี้ว่ากำลังเกร็ง ไม่ใช่เพราะถูกแมทกับซามูเอลบังคับขู่เข็ญ เพราะตัวตนของกยองฮานั้นสุดยอดหาใดเปรียบในสายตาพวกเขาต่างหาก!
กยองฮาเดินเข้าไปใกล้ลูกศิษย์
“ขาดเหลืออะไรไหมครับ” ที่ยังพูดลงท้ายประโยคว่า ครับ อย่างสุภาพ เนื่องจากลูกศิษย์ทั้งคู่อายุแก่กว่าเขา
“ไม่มีครับ ท่านประธานมาดูให้หลายครั้ง คอยจัดการให้ตลอดครับ”
ฟังอย่างเดียวไม่พอ ต้องขอสำรวจด้วย กยองฮาเดินไล่สายตาไปตามเครื่องครัวแต่ละชิ้น ทุกอย่างเป็นระเบียบ ภาชนะจานชามก็สะอาดเรียบร้อยตามหลักสุขอนามัยดีมาก ไม่มีจุดบกพร่องให้ต้องติเลย
‘อืม สะอาดเนี้ยบดีจริง’
***
ณ เมืองพย็องยาง (เปียงยาง)
เมืองที่ขึ้นตรงกับส่วนกลางการปกครองภายในประเทศเกาหลีเหนือ มีประชากรกว่าสองล้านห้าแสนคน
ท่านผู้นำสูงสุดนามว่า คิมจองอึน เพ่งมองคลิปวีดีโออาหารอย่างจดต่อ ปากก็ขยับรับประทานไปด้วย เขาเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ ริมฝีปากโค้งคล้ายคันธนูขึ้นสายที่ถูกน้าว
‘ดูเผินๆ ก็ไม่ได้ต่างจากอาหารในคลิปอื่นๆ นะ… มันอร่อยขนาดนั้นเลยรึ’
ส่วนที่สนุกรื่นเริงบันเทิงใจที่สุด คือ ปฏิกิริยาทางสีหน้าของผู้ชิมอาหาร
มันดูจริงยิ่งกว่าจริง หากฝืนใจปั้นแต่งขึ้น เขาต้องสังเกตเห็นได้แน่นอนอยู่แล้ว