นิวส์แพทช์ ข่าวอัปเดต โพสท์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2018 10:20 AM
[มานซูร์เยือนเกาหลี มีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่?]
มานซูร์มาเยือนประเทศเกาหลีอย่างลับๆ เป็นการส่วนตัว จากแหล่งข่าว ‘ไร้สำนัก’ เชื่อว่าคงเคยนำเสนอข่าวเช่นนี้มาก่อนแล้ว แต่ความจริงเพิ่งได้รับการเปิดเผยยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันนี้ มานซูร์ผ่านเกต ออกมาจากท่าอากาศยานท่ามกลางการอารักขาของผู้ติดตาม…
ซองช่อลอ่านข่าวอินเทอร์เน็ตจากมือถือ ส่งเสียงดังอย่างตื่นเต้น
“พี่ซุนกุก เห็นนี่หรือยังครับ มานซูร์มาเกาหลีอีกแล้ว”
“เหรอ?”
“ครับ อ้าว ไม่สงสัยเลยเหรอครับว่ามาทำไม”
ซุนกุกหัวเราะกว้าง
“ก็ไม่ถึงขนาดอยากรู้ คงมาเพราะมีธุระนั่นแหละ”
ตรงกันข้าม มินซูแสดงออกว่าอยากรู้อยากเห็นเต็มประดา
“แต่ผมสงสัยนะครับ ปกติมานซูร์ไม่ใช่คนที่จะมาเกาหลีบ่อยๆ นี่นา”
มินซูหันมองไปรอบๆ ร้าน จากนั้นก็รู้สึกแปลกๆ กยองฮาไม่อยู่ที่ร้านเสียด้วย ประจวบเหมาะอะไรขนาดนี้!
“เถ้าแก่ไงครับ เขาต้องมาพบเถ้าแก่เราแน่เลย มีความเป็นไปได้สูงว่าตอนนี้อาจจะกำลังคุยกันอยู่”
เจ้าสองคนนี้แข่งกันส่งเสียงดังตามลำกับ ซุนกุกยื่นมือบังจอมือถือของซองช่อล ก่อนจี้ถาม
“ในนั้นลงข่าววันที่เท่าไหร่”
“วันที่สองครับ”
“ข่าวเก่า วันนี้วันที่เจ็ด”
นั่นแหละ มินซูจึงสำเหนียกได้ว่าพลาดไปแล้ว
“อ่า จริงด้วยครับ”
“เขาจะมาหาเถ้าแก่หรือมาด้วยเรื่องอื่น มันสำคัญอะไรตรงไหน หา?”
“ก็มันสนุกจรรโลงใจดีนี่ครับ”
ทั้งที่รู้ความจริงเบื้องหลัง ซุนกุกกลับเลือกจะปิดปากเงียบ แดเนียลกับเดอชอว์นนั้นตื่นตูมกันไปเรียบร้อยแล้ว คุยโวกันเสียงดังทีเดียวว่า เห็นมานซูร์ตอนช่วงเลิกงานของวันที่สอง
‘ป่าวประกาศไปก็ใช่ที่ พี่กยองฮาเจอคนดังแค่ครั้งสองครั้งซะเมื่อไหร่เล่า…’
ซุนกุกคิดๆ แล้วก็หยุด เลิกคิดต่อ
***
ณ โรงภาพยนตร์ วันเปิดตัวรอบสื่อมวลชน
เหล่านักแสดงออกมาปรากฏตัว เริ่มต้นด้วยการทักทายผู้ร่วมงานเป็นอันดับแรก
“ขอบพระคุณทุกท่านมากนะครับที่กรุณามาเพื่อเรา ทั้งที่แต่ละคนก็ใช่ว่าจะว่าง ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ผมในฐานะนักแสดงรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเลยครับ”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงกรี๊ดกร๊าดก็ดังมาจากฝั่งที่นั่งผู้ชม
“อร๊ายยย!”
“หล่อสุดๆ เลยค่า”
จางอูซองยิ้มยินดี
“แหม่ เป็นคำชมที่ได้ยินเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อเลยนะครับ ผมล่ะอยากให้ใครสักคนกรุณามาคอยตามกระซิบบอกผมแบบนี้ทุกวันจัง”
กยองฮาและจีฮยอนปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่หัวเราะครื้นเครงนี้ด้วย
“หล่อใช่ไหม คนนั้น”
“พี่หล่อกว่าอีกค่ะ”
กยองฮาร่างสั่นเทิ้ม เพราะจีฮยอนดึงหน้ากากลงเล็กน้อย กล่าวตอบเขาพร้อมลมหายใจอุ่นๆ กระตุ้นโสตประสาท
“เป็นอะไรคะ ทำไมตัวสั่น”
“บะ…บางทีก็เป็นแบบนี้แหละ สั่นไปเองเฉยๆ”
อย่างไรก็ดี บทสนทนากระซิบกระซาบของทั้งคู่หาได้หลุดออกไปถึงรอบข้าง กยองฮาเองก็ไม่ต่างจากจีฮยอน เขาสวมทั้งหมวกเบสบอล แว่นกันแดด และหน้ากากปิดปาก ซึ่งไม่ได้มีแค่สองคนหรอกที่พยายามปกปิดตัวตนเต็มที่ ดาราคนอื่นๆ ที่แอบคบกันลับๆ ก็เช่นกัน ปกปิดกันเต็มยศ จางอูซองเห็นแล้วก็รู้สึกเสียดาย ทว่า เขายังเผยสีหน้าอิ่มเอม
‘ว่าแล้วว่าต้องมีแฟน ส่งเสียงทักไปคงไม่ดี ช่วยไม่ได้ล่ะนะ’
เกิดอีกฝ่ายเป็นศูนย์รวมความสนใจขึ้นมา สถานการณ์อาจกลายเป็นกระอักกระอ่วนได้ ข่าวลือยิ่งไม่เข้าใครออกใครอยู่ด้วย ขณะกำลังคิดเช่นนั้น
“คนก่อนหน้าผมขโมยบทไปพูดเองหมดแล้ว ไม่รู้จะพูดอะไรดีเลยครับ”
อีจองเจกล่าวทักทายผู้ชมบ้าง จากนั้นปรายตาขวางๆ ไปทางจางอูซอง
ฝูงชนระเบิดหัวเราะดังสนั่น บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง อีจองเจกล่าวต่อ
“จางอูซองกับผมมีโอกาสได้ไปร้านฮันอุลสาขารองมาล่ะครับทุกท่าน อาหารอร่อยมากจนผมอึ้งแล้วอึ้งอีก ไม่ทราบมีใครเคยไปลองแล้วบ้างครับ”
แค่กล่าวโปรโมทหนัง เวลายังจะไม่พอ จู่ๆ มาพูดถึงร้านตามสั่งอะไรกัน ผู้กำกับหน้าเสีย แต่อีจองเจไม่สนใจ ยังพูดไปเรื่อยๆ ผู้ชมยกมือตอบบ้างประปราย ซึ่งก็เท่านั้น
“โห ยังมีอีกหลายท่านเลยนะครับที่ไม่เคยไป ผมขอบอกตรงนี้เลยว่าควรไปให้ได้สักครั้ง เพราะของเขาอร่อยจริงครับ นั่งรับประทานกันสองคน อีกคนตายไปยังไม่รู้ตัว”
เจ้าของร้านหรือก็คือกยองฮานั้น รู้สึกขอบคุณอยู่ในใจ บนเวทีขนาดนี้ยังอุตส่าห์ยกเขาขึ้นมากล่าวชมเชย อีจองเจกล่าวปิดเวทีอย่างมีชั้นเชิง
“แล้วเป็นยังไงรู้ไหมครับ ร้านนั้นไม่มีที่นั่งว่างแม้แต่ที่เดียว ฉะนั้น ผมก็หวังว่าหนังของเราที่ออกฉายตามกำหนดนี้จะได้รับความรักเหมือนกับร้านตามสั่งบ้าง ดูรอบสื่อจบแล้วจะมาดูซ้ำอีกรอบก็ยิ่งดีครับ อาหารอร่อยๆ เรายังทานกันเกินสองครั้งเลย หนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกันหรอกครับ ได้โปรด มาเป็นขาประจำ…”
จางอูซองเห็นท่าอีจองเจคล้ายไม่ยอมจบง่ายๆ จึงแกล้งยื่นมือออกไปปิดปากเขาเสียเลย
“พอได้แล้ว นายนี่”
ภาพนั้นเรียกเสียงหัวเราะยกใหญ่อีกครั้ง
“สมควรแก่เวลาแล้วครับ พวกเราทุ่มทั้งกายทั้งใจสร้างสรรค์มันออกมา ยังไงก็ขอให้ทุกท่านชมภาพยนตร์อย่างสนุกสนานเต็มอิ่มนะครับ”
ผู้กำกับกล่าวเป็นคนสุดท้าย จากนั้นนักแสดงทั้งหมดก็เดินออกจากฉากไป
หนังเริ่มฉาย กยองฮากับจีฮยอนก็ตั้งอกตั้งใจรับชมราวกับถูกสะกดจิต
***
จีฮยอนยิ้มเริงร่า
“หนังสนุกมากเลยค่ะ”
“เนอะ… แต่มันเป็นหนังแอ็คชั่นนะ โอเคเหรอ ปกติพวกผู้หญิงน่าจะชอบแนวโรแมนติกนี่”
“แอ็คชั่นหนูก็ชอบนะคะ แต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกันนี่นา”
กยองฮาพยักหน้า
“เห็นด้วย งั้นไหนๆ ก็ไหนๆ ไปดูดวงเล่นกันไหม”
“ดูดวง? หนูยังไงก็ได้ค่ะ ว่าแต่ มันเกี่ยวกันยังไงกับเรื่องดูดวงหคะ”
“เผื่อรู้จักกันมากขึ้นไง มั้ง? ไปฟังเล่นๆ ไม่ต้องเชื่อจริงจังขนาดนั้นหรอก เอ้า ออกรถละนะ”
วันนี้กยองฮาตื่นเต้นกังวลเป็นพิเศษ จีฮยอนเองก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลไม่แพ้กัน เพราะเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของทั้งคู่ อีกทั้งเรื่องที่อยากรู้ก็เยอะมากด้วย
“บอกเราไว้นิดหนึ่งแล้วกันเผื่อไม่สบายใจ พี่โทรฯ ไปถามมาแล้วล่วงหน้า เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวตนก็ได้ ดาราหลายคนเคยไปที่นั่นแล้วด้วยแหละ ถ้าเรื่องรั่วไหลหรือเป็นข่าว เขาก็ทำงานนี้ต่อไม่ได้อีก”
กยองฮาอธิบายกันไว้ก่อน
“จริงค่ะ เพื่อนที่รู้จักก็ไปดูดวงมาเหมือนกัน ไอดอลวงอื่นน่ะค่ะ…”
“เพื่อนก็กำลังคบแฟนเหรอ”
“ค่ะ เป็นดาราทั้งคู่เลย คบกันเกินสองปีแล้ว ดูดวงไปประมาณสามหนได้ แต่เงียบกริบค่ะ ไม่เป็นข่าว”
“งั้นเราคงไม่ต้องกลัวแล้วเนอะ”
ระหว่างทางไปตำหนักแม่หมอพยากรณ์ จีฮยอนแอบวางแผนตั้งรับอยู่ในใจ
‘ถ้าผลทำนายออกมาห่วย ก็ไม่ต้องเชื่อ ห้ามเชื่อเด็ดขาด’
ปรากฏว่า จีฮยอนเครียดไปเองทั้งเพ
องค์ประทับพระโพธิสัตว์ฮเยริม (ฮุยหลิน) ทำนายตรงกันข้ามกับที่เธอกังวลโดยสิ้นเชิง
“…ความเหมาะเจาะลงตัวนี้ ต่อให้มีอันต้องแยกห่าง ก็จะกลับมาชิดติดกันใหม่เหมือนแม่เหล็ก”
สีหน้าหวาดๆ เกร็งๆ ของจีฮยอนกลายเป็นรอยยิ้มกว้าง
“จริงเหรอคะ” пᴏveʟɢᴜ.cᴏᴍ
“เรียกค่าตัวขนาดนี้ จะให้ฉันโกหกทำไมล่ะ หืม? เธอสองคน ถ้าห่างกันก็ไม่เกินสี่ปีหรอก ต้องได้กลับมาเจอกันใหม่ วนไปแบบนั้นล่ะ คนรอบข้างคอยเป็นสายใยเชื่อมโยงให้”
วินาทีนั้น กยองฮากับจีฮยอนถึงกับขนลุกขนพองไปทั่วแขน ไม่ต้องรอให้ทำนายเช่นนี้ แม่ของกยองฮาก็คล้ายเป็นสายใยเส้นหนึ่งดังว่า เชื่อมโยงจีฮยอนเข้ามาได้อย่างบังเอิญที่สุดไม่ใช่หรือ
“คู่แข่งเยอะอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย แต่เธอทั้งคู่ใจแข็ง หมายถึงหนักแน่นไม่หวั่นไหวน่ะ”
กยองฮากับจีฮยอนกลั้นใจเงี่ยหูนิ่งฟัง ทว่า แม่หมอดันกล่าวตบท้ายไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“มีปัญหาอยู่จุดหนึ่ง”
“ปัญหาเหรอครับ”
เธอจ้องตรงเข้าไปในตากยองฮา ก่อนจะเอ่ยต่อ
“เธองานยุ่งมากเกินไป”
***
ตั้งแต่วันที่กลับมาจากดูดวง กยองฮาก็วิตกไม่คลาย
‘จากนี้ ลดปริมาณงานหน่อยดีไหมหว่า’
แม้จีฮยอนจะบอกว่าไม่เป็นไรจริงๆ แต่เขาก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี ขนาดผ่านมาหลายวันแล้ว เรื่องนี้ก็ยังไม่หลุดออกไปจากความคิด ขณะที่ความกังวลยังไม่หาย แขกคนพิเศษก็มาเยือนยังสาขารองตอนใกล้จะเข้าสู่พักเบรกอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งก็มีพนักงานแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่จำเขาได้
รูปลักษณ์เป็นมิตรไร้พิษภัย ชุดที่สวมใส่ก็ธรรมดาไม่ได้หรูหราแต่อย่างใด มองเผินๆ อาจเข้าใจผิดไปว่าเป็นคุณลุงข้างบ้านแวะมาหาอะไรกิน
“ใครน่ะ ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย”
“แจ็ค หม่า (หม่าอวิ๋น) ไง รู้จักรึเปล่าครับ”
ซุนกุกได้ยินซองช่อลตอบก็รีบถาม
“แล้วแจ็ค หม่าคือใครล่ะ”
“ท่านประธานใหญ่ เจ้าของอาลีบาบา กรุ๊ปครับ”
ในตอนนั้นเอง ซุนกุกถึงกับตาเหลือก
คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะกล่าวว่า อาลีบาบากรุ๊ป คือบริษัทชั้นนำ ไม่สิ บริษัทอันดับหนึ่งของประเทศจีน
“นะ…แน่ใจเรอะ”
“มั่นใจมากครับ ผมเคยเห็นรูปเขาผ่านตามาหลายครั้ง จำแม่นเลยล่ะครับ”
อันที่จริง จะไม่รู้หรือจำไม่ได้ก็ไม่แปลก เนื่องด้วยอภิมหาเศรษฐีระดับโลกที่เขาคุ้นชื่อนั้นมีไม่กี่คน เช่น บิล เกตส์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แล้วก็มานซูร์ และซุนกุกก็ไม่ได้สนใจบุคคลเลื่องชื่อทางฝั่งประเทศจีนมากนัก
แขกพิเศษถามหากยองฮาหลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อย แสดงสีหน้าชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
ช่วงพักเบรกกำลังจะเริ่ม แต่กยองฮาไม่มีออเดอร์ค้างคาให้ต้องสะสางจึงมีเวลาอิสระส่วนตัว
“อร่อยมากจริงๆ ครับ ไม่นึกมาก่อนแม้แต่นิดเดียวว่า อาหารเกาหลีจะอร่อยขนาดนี้”
ล่ามที่นั่งตรงข้ามแจ็ค หม่าทำหน้าที่แปลความให้ทันที
“ขอบพระคุณสำหรับคำชมครับ” กยองฮาตอบสั้นๆ
มุมปากแจ็ค หม่า ประทับด้วยรอยยิ้มพึงใจ เขายื่นนามบัตรส่งให้กยองฮา
“นี่นามบัตรผม คิดว่าคงไม่สะดวกอ่านภาษาจีน ผมเลยสั่งให้ทำออกมาเป็นภาษาเกาหลีครับ”
ความช่างใส่ใจรายละเอียดเรียกได้ว่า เกินคนธรรมดา
“ผมเป็นนักดื่มขาประจำของไวน์ราสเบอร์รี่กับไวน์รากดอกโซโลมอนครับ อ้อ เหล้าเทียนหม่าที่เพิ่งออกมาล่าสุดก็ด้วย ยิ่งดื่มยิ่งรู้สึกร่างกายมีกำลังวังชาดีเหลือเกิน ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอเรียนถามสักนิดว่า คิดอยากจะส่งเหล้าเข้าตลาดจีนบ้างไหมครับ ทราบใช่รึเปล่าว่าอาลีบาบาของเราครอบคลุมตลาดจีนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และทุกๆ วัน มีราวๆ ร้อยล้านคนเข้ามาจับจ่ายซื้อของ ในความคิดผม ถ้าเป็นเหล้าหมักฝีมือเชฟล่ะก็ ผลตอบรับต้องดียิ่งกว่าตอนนี้แน่ คิดเห็นยังไงบ้างครับ”
คำปัดปฏิเสธเด้งขึ้นมาในหัวกยองฮาก่อนเป็นสิ่งแรก เอาแค่เกาหลีที่มีประชากรห้าสิบล้านคนยังยื้อแย่งแข่งกันซื้อเหล้าหมักกันขนาดนี้ แล้วประเทศจีนที่มีประชากรพันสามร้อยล้านคนยังจะมีอะไรต้องถามอีก
“เรื่องนี้ค่อนข้างใหญ่สำหรับผมนะครับ พวกเกรดพรีเมียมก็มีไม่เยอะเท่าไหร่ คงทำปริมาณตามยอดไม่ไหวครับ”
แจ็ค หม่าคาดการณ์ไว้แล้วว่า คำตอบของกยองฮาคงมาแนวนี้
“น่าเสียดาย ถ้างั้น เกรดที่ต่ำกว่าพรีเมียมล่ะครับ มีเสน่ห์ไปอีกแบบ น่าจะเป็นที่ต้องการเหมือนกัน”
กยองฮายังคงไม่เห็นด้วย
“ก็ยังน้อยเกินกว่าจะปล่อยเข้าตลาดจีนอยู่ดีครับ เพราะผมไม่ได้หมักเหล้าตลอดทั้งวันเป็นงานหลัก”
หากเป้าประสงค์ของกยองฮาคือเงิน เขาคงปิดฮันอุลสาขารอง ปิดเรสเตอรองทิ้ง หันมาเอาดีทางเหล้าหมักล้วนๆ ไปแล้ว แต่ที่ยังคงไว้เช่นนี้ เนื่องด้วยเขาไม่อยากมีชีวิตแบบเครื่องจักรกลปั่นเงิน ส่วนแจ็ค หม่าซึ่งไม่ได้รู้อุปนิสัยกยองฮากลับคิดไปคนละเรื่อง
“กำลังห่วงว่า ถ้าปล่อยออกมาปริมาณมากเกินไป ราคาจะตกสินะครับ”
กยองฮาฟังที่ล่ามแปลแล้วก็ส่ายหน้า
“ไม่ใช่ครับ จนถึงเดี๋ยวนี้ การหมักเหล้าเป็นแค่งานอดิเรกเล็กๆ ของผมเท่านั้นเอง…”
หากแจ็ค หม่ายังไม่ได้ลิ้มรสอาหารที่นี่ก็แล้วไป ทว่า นี่เขาประทับใจกับความอร่อยล้ำไปแล้ว จึงเข้าใจได้ระดับหนึ่ง แต่ในเรื่องความสมเหตุสมผลด้านการตลาดและการเงิน กลับไม่อาจเข้าใจได้
ไม่ว่าใครก็ต้องคิดคำนวณเรื่องเงินๆ ทองๆ ก่อนเป็นอย่างแรกไม่ใช่หรือ
ร้านตามสั่งแห่งนี้ก็เช่นกัน เขาจำได้ว่า ราคาตอนกดสำรองที่นั่งนั้นถูกแสนถูกเหลือเกิน
‘ถ้าพูดกันตามตรง ด้านผลกำไร เชฟไม่จำเป็นต้องทำงานงกๆ อยู่ที่นี่ก็ได้ ว่ากันว่าโลกนี้มีคนหลากหลายประเภท เห็นจะจริงนะนี่…’
แจ็ค หม่าอมยิ้ม ยังคงดึงดันหัวชนฝา
“ถึงจะมีปริมาณไม่เท่าไหร่ผมก็โอเคนะครับ เรื่องคุณค่า เดี๋ยวคนก็รับรู้ได้เองแหละ ฉะนั้น กรุณาแบ่งมาให้ผมสักส่วนหนึ่งเถอะครับ พอได้ไหมครับแบบนี้”
***
หลังการปรึกษาหารือเรียบร้อย ฮงกยองนักตอบรับอย่างเห็นพ้อง
“ดูๆ แล้วก็ไม่เลวนะครับ อันที่จริงต่อให้คุณกยองฮาจัดการไปเลยก็ไม่น่ามีปัญหานะ ไม่จำเป็นต้องถามผมหรอก…”
“มันยุ่งยากนิดหน่อยน่ะครับ อีกอย่าง เถ้าแก่ฮงทำงานกับผม เชื่อถือไว้ใจกันมาตลอดด้วยนี่ครับ”
คำตอบของกยองฮาทำให้ฮงกยองนักนึกขอบคุณในใจ
“น่าจะเรียกว่าโชคดีมากกว่าครับ ผมมีงานทำเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ว่าแต่จะไม่ปล่อยเกรดพรีเมียมจริงเหรอครับ”
“ถ้าส่งให้ทางจีนแล้ว เกาหลีเราจะเหลือเกรดพรีเมียมน้อยกว่าเดิมนะครับ”
“นั่นก็จริง… ผมว่าปล่อยน่ะปล่อย แต่ส่งไปแค่น้อยๆ ก็พอ เอาแค่ขวดสองขวดต่อเดือนก็น่าจะเรียกความนิยมกับได้ภาพลักษณ์ระดับหนึ่งแล้วครับ”
คำว่า เออ กับคำว่า อืม ย่อมทำให้ผู้ฟังรู้สึกต่างกันชัดเจน สิ่งที่ฮงกยองนักพูด กยองฮารู้สึกเปิดรับและเห็นด้วยอย่างง่ายดาย ความสนิทสนมและไว้ใจก็มีส่วนไม่น้อย
“ผมบอกปัดไปแล้วว่าจะไม่ส่งเกรดพรีเมียมเข้าตลาดจีน มากลับคำเอาตอนนี้ จะไม่ตลกไปหน่อยเหรอครับ”
ฮงกยองนักหัวเราะเสียงดัง
“เรื่องนั้นเดี๋ยวผมจัดการเองครับ อ๊ะ วันนี้ปริมาณเยอะใช้ได้เลยนะครับนี่”
กยองฮายกมือเกาท้ายทอย
“จากนี้ผมคงทำได้ค่อนข้างเยอะหน่อยแล้วล่ะครับ พอไม่ต้องถ่ายรายการ เวลาก็เหลือ… อ้อ จริงสิ ผมมีของใหม่มาให้ลองครับ”
“ของใหม่เหรอครับ”
กยองฮารินเหล้ามัตสึทาเกะยื่นส่งให้ฮงกยองนักที่ตาเป็นประกาย
“โอ้โห รสชาติเยี่ยมจนน่าทึ่ง กลิ่นก็ดีมาก หอมมากครับ” ฮงกยองนักระเบิดคำอุทาน
“ผมก็ว่าอร่อยดีครับ”
“เกรดพรีเมียมใช่ไหมครับ”
“เปล่าครับ อันนี้เกรดกลางๆ”
ถ้าระดับกลาง แปลว่ายังเป็นรองกว่าแบบเกรดดีอยู่อีกขั้นหนึ่งไม่ใช่หรือ เช่นนี้จะไม่ให้ตระหนกได้อย่างไร
จอกที่ฮงกยองนักชิมไปคือ เหล้ามัตสึทาเกะเลเวล 3
‘ถ้าเป็นเกรดพรีเมียม มีหวังมาแรงแซงไวน์ราสเบอร์รี่แหงๆ….’