กยองฮาเดินออกมาด้านนอก ต่อสายเพื่อถามเรื่องราวทั้งหมดทันที
“เรื่องเป็นยังไงนะครับ”
[แม่ไปเดินเล่นที่ห้างฯ กับเพื่อน จู่ๆ ขาเกิดอ่อนแรงเกือบจะล้ม หนูคนนั้นเข้ามาดึงแม่ไว้แล้วยังช่วยพยุงอีก เห็นว่าเป็นดาราดัง เมื่อก่อนก็เคยถ่ายโฆษณากับลูกด้วยนี่ ใช่ไหม]
“ครับ ว่าแต่ ใครเป็นคนถ่ายเหรอครับ รูปพวกนั้น”
[เห็นจากข่าวในเน็ตน่ะ แม่เลยแคปหน้าจอส่งให้ลูกดู]
กยองฮาพยักหน้าเบาๆ
อืม เป็นไปได้ ทั่วสี่ทิศแปดทาง ใครก็ตามที่เห็นจีฮยอน มีหรือจะไม่รีบหันกล้อง ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปกันให้วุ่น
[ตัวจริงสวยกว่าในจอแยะเลย มือนี่เนี้ยนเนียน…]
ฟังแม่กระหน่ำชมคำแล้วคำเล่า มุมปากกยองฮาชักจะโค้งๆ ขยับมุบมิบอยู่ไม่สุข
“ใช่ไหมล่ะครับ เสียงก็เพราะ หวานๆ ใสๆ”
[เนอะ! อ้อ ลูกต้องรู้อยู่แล้วสินะ ถ่ายโฆษณามาด้วยกัน คนส่วนใหญ่น่ะยิ่งดังค้างฟ้าก็ยิ่งหยิ่ง แต่หนูคนนี้ไม่หยิ่งเลย วันหลังถ้าลูกแม่จะมีแฟนสักคน ต้องเลือกสาวที่น่ารักอ่อนน้อมแบบนี้นะถึงจะดี]
กยองฮาสู้อาการคันยุกยิกของริมฝีปากไม่ไหว สุดท้ายก็เล่าโพล่งอย่างไม่ปิดบัง
“แม่ครับ ที่จริง…ผมกับจีฮยอนกำลังคบกันแหละ”
[เอ๊ะ? ลูกว่าอะไรนะ]
“ผมกำลังคบหากับจีฮยอน คนที่แม่พูดถึงเนี่ยครับ”
อียองซุกช็อคหนัก อึ้งงันไปชั่วขณะด้วยความคาดไม่ถึง กว่าจะเค้นคำพูดได้ ก็ผ่านไปห้าวินาทีแล้ว เธอสูดหายใจลึก
[เป็นไงมาไง ถึงมาคบกันได้?]
“เดิมทีก่อนจะเดบิวต์ จีฮยอนเคยทำงานที่ร้านตามสั่งเราครับ หลังจากเดบิวต์ก็ยังได้เจอกันในคิงออฟแมสก์เชฟ เพราะจีฮยอนเป็นกรรมการ”
[อ้อ ใช่ๆ มีรายการนั้นด้วย นึกแล้วเชียวว่าทำไมคุ้นหน้าเหลือเกิน… แล้วยังไงต่อ]
“ก็…น้องมาหาผมที่ร้านอยู่บ้างนะ อาจจะไม่ได้บ่อยมาก ไปๆ มาๆ ก็ลงเอยแบบนี้แหละครับ”
จะให้อธิบายละเอียดยิบว่า ดื่มไวน์ราสเบอร์รี่แล้วหลุดปากสารภาพรักจนได้รู้ใจกันก็คงไม่ใช่ที่ เรื่องอะไรจะทำให้ความน่าเชื่อถือของตัวเองลดลงแบบนั้น
[หนูเขาว่ายังไงบ้าง บอกไหมว่าถูกใจลูกแม่ หรือว่าลูกเป็นฝ่ายบอกชอบเขา?] อียองซุกสนใจไม่คลาย
“เอ่อ…ก็…ต่างฝ่ายต่างบอก ทั้งคู่เลยครับ”
[จริงๆ แล้ว แม่น่ะนะ ลูกจะมีแฟนแบบไหนแม่ก็รับได้หมดนั่นล่ะ แต่เฮ้อ หนูคนนั้นทั้งสวย ทั้งน่ารักอ่อนโยน มาคบกับลูกแม่แบบนี้ แม่คงไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว]
กยองฮายิ้มกว้าง
“ดีใจจังครับที่แม่ชอบ”
กยองฮาคุยกับแม่ต่ออีกสองสามคำ ก่อนกดวางสายแล้วส่งข้อความหาจีฮยอนทันที
[ยุ่งอยู่รึเปล่า]
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยุ่งอยู่ เพราะไม่มีข้อความตอบกลับมาแต่อย่างใด
***
วันรุ่งขึ้น ณ หอพักเกิร์ลกรุ๊ป
จีฮยอนฝืนบังคับร่างกายที่แทบแหลกเพราะความเหนื่อยให้ลุกขึ้นนั่ง ขนาดนอนแล้วนอนอีก นอนเท่าไหร่ก็ยังเหนื่อย หรือนี่คือข้อเสียของชีวิตไอดอล
“พี่ ทุบไหล่ให้เอาไหมคะ” ยอนจองน้องเล็กค่อยๆ คืบเข้ามาใกล้ ยกมือแตะไหล่จีฮยอน
ซอนมีเองก็ไม่ยอมแพ้ รีบมาบีบๆ นวดๆ ทั้งน่องทั้งขาอ่อน
“ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้”
“แหม รู้หรอกน่าว่าเหนื่อย”
จะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ คนที่ตารางงานแน่นที่สุดยังคงเป็นจีฮยอนอยู่เช่นเดิม นอกจากต้องขึ้นเวทีคอนเสิร์ตพร้อมกับเหล่าเมมเบอร์แล้ว เธอยังต้องถ่ายโฆษณา รวมถึงออกรายการวาไรตี้ทั้งหลายแหล่อีก งานมาเท่าไหร่ จีฮยอนก็รับไปเท่านั้น ซึ่งรายได้ของวงจะมาเฉลี่ยให้กับทุกคน ผลจากพลังความเป็นจีฮยอน ทำให้แม้จะตัดส่วนที่ต้นสังกัดทุ่มลงทุนออกไปแล้ว เมมเบอร์ที่เหลือก็ยังนับว่ามีรายได้!
โซยอง เมมเบอร์ที่อายุเท่ากันซาบซึ้งขอบคุณในจุดนี้ไม่น้อย
“จีฮยอนของพวกเรา เดี๋ยวมาสก์หน้ากันหน่อยเนอะ”
“จะมาสก์อะไรกันแต่เช้า หน้าก็ยังไม่ได้ล้างเลยนะ”
“งั้นฉันต้องไปคั้นน้ำผักเตรียมไว้ก่อน”
จีฮยอนควานหามือถืออย่างที่มักทำประจำจนติดเป็นนิสัย
“พี่นี่นา” เธอใจเต้นตูมตาม ข้อความในมือถือกำลังรอให้เปิดอ่าน
“ไหนๆ”
“ของเมื่อวานนี่คะ”
ทุกคนล้วนสนใจในสิ่งเดียวกัน สนใจมากเสียด้วย
“จะตอบเลยเหรอ” โซยองมองจีฮยอน
“อื้อ”
“ไม่เล่นตัวสักหน่อยล่ะ?”
ซอนมีที่อายุน้อยกว่าได้ยินดังนั้นก็แย้งตรงๆ
“สมัยนี้ถ้าเล่นตัวผิดจังหวะ ถึงกับเลิกกันได้เลยนะคะพี่”
“ฮะ? จริงเหรอ”
“จริงค่ะ แล้วนั่นก็ข้อความตั้งแต่เมื่อวานด้วยไม่ใช่เหรอคะ”
ใครจะว่าอย่างไรจีฮยอนไม่นำพา ตั้งมั่นตอบข้อความกลับอย่างไม่หวั่นไหว
[หนูเพิ่งตื่นเดี๋ยวนี้เอง เมื่อวานหลับเหมือนซ้อมตาย ไม่รู้เลยค่ะว่าพี่ส่งเมสเสจมา ตื่นรึยังคะ]
ข้อความเด้งกลับมาแทบจะทันที
[ตื่นแล้ว ตอนนี้โทรฯ หาได้ไหม]
[ได้ค่ะๆ]
เมมเบอร์ที่เหลือมองจีฮยอนยิ้มแฉ่งสดใส อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
[ฮัลโหล จีฮยอน]
“ค่ะพี่”
[พี่ได้ตั๋วหนังรอบสื่อมาสองใบ เลยจะถามว่าวันที่ 7 ว่างรึเปล่าน่ะ ช่วงบ่ายสอง]
“อืม ถ้าวันที่ 7 นี่ อาทิตย์หน้าใช่ไหมคะ หนูมีซ้อมซิงเกิลใหม่แหละ แต่จะลองดูค่ะว่าย้ายเวลาได้ไหม”
ใจเธออยากจะเทตารางงานทั้งหมดทิ้งให้เรียบเพื่อไปเจอกยองฮา ทว่า กิจวัตรและการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมให้ได้อย่างราบรื่นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเรื่องที่กระทบกับการซ้อมด้วยแล้ว เธอยิ่งจำเป็นต้องขออนุญาตจากสังกัดก่อน จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงตารางงานได้
[โอเค อ้อ แล้วก็…]
“คะ?”
[อ่า ไม่มีอะไร]
“อย่ามาหลอกให้อยากแล้วจากไปนะ” อยากรู้ต้องได้รู้ คือนิสัยของจีฮยอน
จะว่าเป็นข้อเสียก็ใช่ หรือเป็นข้อดีก็ใช่อีกเหมือนกัน
[ก็…ก็คือ…เมื่อวานไปห้างฯ มาใช่ไหม]
“อ๊ะ รู้ได้ไงคะ”
[พี่เห็นจากรูปในข่าว ที่ออกมาจากลิฟต์แล้วเข้าไปพยุงคุณป้า…]
“อ๋อ ค่ะ เมื่อวานมีเรื่องแบบนั้นจริงๆ”
[นั่นน่ะ คุณแม่พี่เอง]
สิ้นประโยคของกยองฮา จีฮยอนก็เบิ่งตาโตเท่าไข่ห่าน อ้าปากกว้างอย่างเหวอๆ
“อะไรนะคะ!?”
พวกเมมเบอร์ที่อยู่ใกล้ๆ กระซิบกระซาบกัน
“เรื่องใหญ่อะไรน่ะ โห ตกใจหนักมาก”
“โอ๊ย พี่ คุยโทรศัพท์กันแต่ละทีอกจะแตกตาย คุยอะไรน้า…”
โวยวายกันอย่างไรก็เท่านั้น จีฮยอนยังคงจดจ่ออยู่กับคู่สาย
“จริง…จริงเหรอคะ”
[ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณแม่ชมเราไม่หยุดปากเลยล่ะ]
พวงแก้มของจีฮยอนแดงปลั่งสดใสราวมะเขือเทศ
***
กิจการสาขารองวันนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นเหมือนทุกวัน แต่ทางเรสเตอรองกลับไม่ใช่
“ท่านบอกว่า ถ้ามิสเตอร์โกไม่ลงมือปรุงด้วยตัวเองก็จะไม่รับประทานครับ”
ผู้จัดการจางกีฮุนหนักใจ
“เรียนให้ทราบหรือยังว่าอาจต้องรออีกพักใหญ่”
“แจ้งแล้วครับ แต่ท่านยังยืนยันคำเดิม” พนักงานกล่าว
จางกีฮุนพยักหน้ารับรู้
‘เอาเถอะ เป็นถึงอภิมหาเศรษฐีนี่นา เรื่องแค่นี้จะเอาแต่ใจเสียหน่อยก็สมควรอยู่’
คนผู้นี้หาใช่ใครอื่น มานซูร์นั่นเอง อภิมหาเศรษฐีที่มีเพียงไม่กี่คนในโลก!
แปลว่า เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อจุดประสงค์ต้องการเติมท้องให้อิ่มแต่เพียงอย่างเดียวโน!วลกูดoทคอม
“ถึงจะนัดแนะกันเรียบร้อยแล้ว แต่ดูจากที่ป่านนี้เถ้าแก่ยังไม่มา หรือว่าเถ้าแก่ลืม… ผมลงไปตามที่สาขารองดีไหมครับ”
“ไม่ต้องๆ ไม่จำเป็นแล้วล่ะ” สายตาจางกีฮุนแวบผ่านไปทางประตู
กยองฮาเข้ามาได้จังหวะพอดี
“มาแล้วหรือครับ”
“ครับ ตอนนี้น่าจะมีแขกมารอพบผม ไม่ทราบอยู่ทางด้านไหนครับ” กยองฮาถาม
“เชิญทางนี้เลยครับ” จางกีฮุนนำทางไปยังห้องรับรองอย่างสำรวม
และแล้ว กยองฮาก็ได้พบมานซูร์อีกครั้ง ประหนึ่งงานคืนสู่เหย้า
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ” กยองฮาเกริ่น
ผู้ติดตามรีบจัดการผันตัวเป็นล่ามอย่างเร็วจี๋
“นานจริงๆ นั่งก่อนสิ”
มานซูร์เชื้อเชิญ กยองฮาเหลือบตาไปทางจางกีฮุน
“ออเดอร์ไม่เยอะใช่ไหมครับ”
“ได้ยินว่าเรื่อยๆ นะครับ ไม่มีที่ค้างให้ต้องรีบสะสาง”
กยองฮาได้คำตอบแล้วก็นั่งลง ใช้สีหน้าโอบอ้อมอารีย์ถามไถ่
“ทานอะไรมาหรือยังครับ”
มานซูร์ส่ายหน้า
“ก่อนกิน ฉันมีข้อข้องใจ ขอถามสักสองสามคำถาม”
“เดี๋ยวทางนี้ผมรับออเดอร์เองครับ” กยองฮาหันไปบอกจางกีฮุน
“รับทราบครับผม”
ครั้นจางกีฮุนถอยออกไปเงียบๆ มานซูร์ก็ไม่รอช้า ยิงตรงเข้าประเด็น
“ได้ข่าวว่าทางโรงแรมฮิลตันให้เธอไปเปิดเรสเตอรองรึ”
“ครับ” กยองฮาไม่ปฏิเสธ
“ทำไมไม่บอกฉันสักนิดเลย” มานซูร์ไม่พอใจ
ได้ยินประโยคแปลแล้ว กยองฮาเกือบหลุดหัวเราะ ดีที่สำเหนียกได้ว่าอีกฝ่ายไม่สบอารมณ์จริง ไม่ใช่การล้อเล่น กยองฮาจึงกลั้นขำไว้ โยนคำถามกลับไป กึ่งเย้าแหย่
“ผมต้องส่งรายงานด้วยเหรอครับ”
ชัดเจนว่ามานซูร์ไม่ปลื้มเอาจริงๆ
“ฉันเองก็มีอสังหาฯ ไม่น้อย เธออยากจะเปิดเรสเตอรองสักกี่แห่งก็ไม่มีปัญหา ฉันให้ได้ทุกที่ มองที่ไหนไว้บ้างล่ะ อังกฤษ? ดูไบ? อเมริกา?”
จากที่กล่าวมา คาดว่าเพียงกยองฮาเอ่ยปาก ก็สามารถเข้าจับจองทำเลได้ทั้งหมด
ทว่า กยองฮาคิดหนัก เขาได้ฟังข่าวสารผ่านอันอิลเทมาแล้วหลายครั้งว่า การสำรวจตลาดหาใช่เรื่องง่ายแค่พลิกฝ่ามือ และนี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่พวกเขายินดีตอบรับข้อเสนอของทางโรงแรมฮิลตัน นิวยอร์ค
‘ไม่เห็นมีอะไรเสียหายนี่หว่า จะปฏิเสธก็เกินไปมั้งเรา’
กยองฮาคงจะนิ่งคิดนานเกินไป มานซูร์ชิงกล่าวต่อ
“ห้าแห่ง ไม่สิ สิบแห่งก็ได้ ฉันให้ใช้ตึกส่วนตัวด้วยเลย ข้อแม้คือ เธอต้องเข้ามาที่เรสเตอรองปีละสี่ครั้ง แลกกับการไม่เก็บค่าสถานที่”
ข้อเสนอชวนช็อคนี้ กยองฮาปล่อยข้ามไปดื้อๆ ไม่ได้
“สี่ครั้งเชียวเหรอครับ… งั้นผมจะถือว่าไม่ได้ยินนะครับ”
ท่าทีกึ่งปฏิเสธเช่นนั้น ทำเอาคิ้วมานซูร์กระตุก
หากตกลงกัน ณ ที่นี้ไม่ได้ ข้อเสนอเขามีสิทธิ์รระเหยหายกลายเป็นอากาศธาตุ
“สามครั้ง”
ลดให้แล้ว กยองฮาก็ยังไม่สนใจ
“ถี่เกินไปครับ ผมขอจ่ายค่าเช่าที่ก็แล้วกัน แต่อย่าเก็บผมแพงมากก็พอ”
เดิมที เรื่องเก็บค่าเช่าที่อะไรนั่นมานซูร์ไม่ได้เอามาคิดเลยแม้แต่น้อย เขาหมายมั่นอยู่อย่างเดียวคือ อาหารฝีมือกยองฮา
“จะเอาอย่างนั้นใช่ไหม กับบางคนยอม แต่บางคนไม่ยอม แบบนี้สองมาตรฐานนี่ ปารีส ฮิลตันสำคัญกว่าฉันอีกรึ อย่าบอกนะว่าเธอเลือกช่วยแต่ผู้หญิง?”
มาอีหรอบนี้แปลว่า เตรียมงอนเต็มอัตรา
กยองฮาก็มีเหตุผลจำเป็นเช่นกัน เขาจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่า ถ้าตอบรับข้อเสนอเมื่อไหร่ ตนต้องบินไปบินมาระหว่างประเทศปีละไม่รู้กี่หน จำนวนครั้งยิ่งเพิ่มก็ยิ่งไม่เป็นการดี
“สมมติว่า ผมต้องไปปีละห้าครั้ง ใช้เวลาอยู่ต่างประเทศอย่างสั้นๆ ต้องมีสิบวัน อยู่โยงต่อไปอีกก็อาจจะถึงยี่สิบวัน แค่นั่งเครื่องบินอย่างเดียวก็หนักเหมือนทำงานแล้วนะครับ”
กยองฮากำลังยกหัวข้อความเหนื่อยล้าจากการนั่งเครื่องบินไฟลท์ยาวๆ นานๆ เข้าสู้ ทว่า มานซูร์กลับโยนข้อเสนอน่าตระหนกยิ่งกว่าเก่าเข้าใส่
“เรามีบริการเครื่องบินส่วนบุคคล”
มานซูร์หลงเข้าไปในโลกแห่งอาหารของกยองฮาจนหาทางออกไม่เจอเสียแล้ว
“กดดันผมจริงเชียว” กยองฮาเอามือกุมหน้าผาก
สองคนเหมือนเถียงกันอยู่บนทางคู่ขนาน
‘ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้ ยอมตั้งแต่ตอนบอกว่าจะให้เครื่องบินส่วนตัวแล้ว… หรือเราต้องลดจำนวนครั้งลงอีก?’
มานซูร์คิดในใจ แต่แล้วกยองฮาก็เอ่ยขึ้น
“อังกฤษ สักสองครั้ง ผมพอรับได้ครับ”
“เซิร์ฟเวอร์ที่ให้ใช้ก็ของฉันนะ” มานซูร์บ่นอุบ
การเป็นหนี้บุญคุณ คือสิ่งที่กยองฮายอมไม่ได้ที่สุด
‘ก็เพราะแบบนี้ไง ถึงไม่ควรขอร้องไหว้วานหรือไปรับอะไรใครมา’
คนที่ขออุทิศตัวเสนอความช่วยเหลือเรื่องเซิร์ฟเวอร์ก็แสนจะมากมายก่ายกอง จริงๆ กยองฮาซื้อเองก็ยังได้
“ผมคืนให้เอาไหมครับ”
กล้ามเนื้อใบหน้าของมานซูร์กระตุกยิกๆ
ไหนว่า การ ‘เล่นตัว’ เป็นกลยุทธ์ที่มักใช้ได้ผลไม่ใช่หรือ หากเงินใช้ไม่ได้ผล อย่างนั้นก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว สุดท้ายมานซูร์จึงเลือกเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อในเรื่องข้อเสนอ
“โอเค ได้ เอาตามที่เธอว่าก็ได้ สองครั้งก็สองครั้ง ฉันจะอำนวยสถานที่ให้ห้าแห่ง”
หนนี้กลายเป็นกยองฮาที่หน้าผากกระตุก
“แปลว่า จะให้ผมเทียวไปเทียวมา รวมทั้งหมดสิบครั้งเหรอครับ”
“ก็ต้องแบบนั้นสิ เรสเตอรองของเธอนี่” มานซูร์ขยายความ
กยองฮาพยายามหาช่องโหว่แต่หาไม่เจอ เพราะที่อีกฝ่ายพูดมาก็ถูก
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ให้ผมไปที่ละสองครั้งในหนึ่งปีมันออกจะมากเกินแล้วครับ ถ้าเป็นไปในแนวนั้น เกิดเรสเตอรองขยายเป็นยี่สิบแห่ง ผมก็ต้องบินถึงสี่สิบครั้งเลยนะ”
เขาแค่สมมติเฉยๆ ว่ามียี่สิบแห่ง ในความเป็นจริงอาจจะมากกว่านั้นก็ได้ ใครจะรู้ หากวัดจากผลตอบรับลูกค้าที่มาเรสเตอรองสาขาโรงแรมฮิลตัน ความเป็นไปได้เรียกว่าเกินคำว่ามากเสียอีก มานซูร์สะดุ้ง
‘ชิ โดนอ่านออกซะนี่ กะจะปรับตารางงานตามไปทีละแห่งจะได้กินเรื่อยๆ ซะหน่อย…’
พวกนักธุรกิจที่หัวช้า ตามใครไม่ค่อยทันนั้นมีเยอะ มิสเตอร์โกเป็นเอกเฉพาะในเรื่องอาหารไม่ใช่หรือไง? และคงเพราะปลาไม่งับเหยื่อ สีหน้าของมานซูร์จึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทันใด เสียงท้องก็ร้องประท้วงความหิวแทรกขึ้นมา
จ๊อกกก
กยองฮาดันเมนูอาหารไปตรงหน้ามานซูร์
“เลือกเมนูก่อนแล้วกันครับ ผมรั้งอยู่ที่เรสเตอรองนานๆ ไม่ได้เหมือนกัน”
มานซูร์เปลี่ยนสีหน้าเป็นร้อนรน
“งั้นก็ดี เรื่องบินไปร้านสองครั้งต่อปีกำหนดใช้กับเรสเตอรองที่อังกฤษกับดูไบเท่านั้น ส่วนที่เหลือ แค่หนึ่งครั้งต่อปี โอเคไหม”
หากกยองฮาดื้อดึงต่ออีกคงเป็นการไม่เหมาะสม เขาควรประนีประนอม ยืนบนเส้นที่ไม่ตึงหรือหย่อนเกิน
“ถ้าเป็นตามนั้นก็ตกลงครับ”