กยองฮาเงียบกริบ
เมนูราคาหกพันวอนกำลังถูกนำไปต่อรองซื้อขายกันในราคาหนึ่งแสนวอน นึกแล้วก็อยากถอนหายใจแรงๆ
“เรื่องนี้น่าจะเข้าไปยุ่งอะไรไม่ได้ครับ”
ตอนนี้กยองฮาไม่พอใจสถานการณ์ที่เหมือนเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นจากบัตรจองร้านอาหาร จินโอมองกยองฮา เอ่ยต่อ
“…ยกเว้นเราจะให้ลูกค้ายืนยันตัวตนใช้ชื่อจริงในการทำธุรกรรม ไม่งั้นก็ไม่มีวิธีอื่นครับ”
แค่จะสำรองที่นั่งร้านอาหาร ถึงกับต้องเอาชื่อแซ่มายืนยันตัวตนกันก็คงจะเกินไปมาก
“หลับหูหลับตา ไม่ต้องไปสนใจน่าจะดีกว่าไหมนะ”
จินโอพยักหน้า แสดงความคิดเห็นเพิ่มอีกนิด
“ครับ แบบนั้นน่าจะสบายใจกว่า บางมุมมันก็แรงไปจริงๆ แต่ไม่ได้มีใครเดือดร้อนนี่ครับ”
“อืม ก็จริง”
พูดตามตรง กยองฮาไม่ได้เจ็บปวดใจอะไรตรงไหนเลย เพียงแค่ไม่ชอบและไม่พอใจคนที่คิดอะไรแบบนี้ต่างหาก ซึ่งจินโอก็ยังอุตส่าห์ดึงประเด็นนี้มาพูด
“คนที่ซื้อแล้วนำมาขายซ้ำเอากำไรนี่มีแน่นอนครับ แต่จะได้สักกี่วอน? ต่างคนต่างแข่งกันเองนั่นแหละครับ ถ้าซื้อเก็บไว้ก็คงไม่กี่ใบหรอกครับ คนที่ไม่ยอมขายก็เยอะ ส่วนไอ้ที่ซื้อขายสำเร็จก็เป็นส่วนน้อยเพราะต้องรอหลายชั่วโมงถึงจะซื้อได้ครับ แถมใครโชคร้ายอาจจะช้อนไว้ไม่ได้เลยสักใบเดียว คู่แข่งเต็มไปหมด”
“แปลว่าดีมานด์ (ความต้องการซื้อ) สูง ซัพพลาย (ความต้องการขาย) ต่ำสินะ”
“ครับ มีอีกกรณีหนึ่งคือ ยอมเข้าเนื้อตัวเองช้อนมาเก็บไว้ก่อนเพื่อเก็งกำไรเพิ่ม แต่ราคาดันลงซะนี่ ก็กระอักกันไปนะครับผม”
กยองฮาเห็นด้วย
“อ้อ ท่านประธานครับ ปีนี้ทัวร์แฟรนไชส์ทั่วประเทศไหวไหมครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยเรียนถามไปแล้ว พวกเจ้าของร้านสาขาตามภูมิภาคต่างๆ ร่ำร้องกันหนักมาก อยากให้ท่านประธานไปเยี่ยมเยือนสักหน่อยน่ะครับ”
ครั้งนี้กยองฮากลับตอบรับ ทั้งที่ตลอดมาผัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนได้เป็นเลื่อน
“อืม งั้น เริ่มอาทิตย์หน้าเลยไหมล่ะ”
ก่อนระบบจะเปลี่ยนมาเป็นแบบจองล่วงหน้า กยองฮาต้องออกไปทำอาหารนอกสถานที่บ้าง ไปถ่ายโฆษณาบ้าง ทำโน่นทำนี่อีกหลายอย่างจึงหาเวลาว่างค่อนข้างยาก จินโอมีสีหน้ายินดี
“ได้ครับ! แต่ใช้เวลาแค่สองวันจะไปครบทุกที่ได้เหรอครับ”
“แฟรนไชส์เยอะขึ้นมาก ทำแบบนั้นอาจจะไม่ไหว แต่ถ้าไปที่ละนิดละหน่อยในระยะสองสามเดือนเนี่ยพอมีลุ้น”
***
ช่วงเวลาที่วางแผนไว้มาถึงแล้ว
“เออน่า ซองช่อล ไม่มีอะไรต้องกังวลเลย เรื่องเก็บเงินก็ไม่ต้องทำแล้วนี่ เพราะงั้นนายกับมินซูก็ช่วยกันดูแลฝั่งห้องอาหารดีๆ ล่ะ ส่วนคนที่จะมารับงานแทน พี่ก็ติดต่อไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่น่ามีปัญหาอะไร อ้อ ไหนๆ ก็พูดแล้ว จะบอกว่า เดี๋ยวมีรถเข็นมาให้ใช้ทุ่นแรงอีก ไม่ยุ่งเท่าเมื่อก่อนแน่นอน”
[อันนั้นผมเฉยๆ อะ เอาเป็นว่าเดินทางดีๆ แล้วกันครับ]
“อ่าฮะ โอเคๆ”
ซุนกุกวางสาย จากนั้นก็ทำท่าตื่นเต้น เก็บอาการไม่อยู่
“แฮปปี้ขนาดนั้นเลย?” กยองฮาถาม
“แน่นอนครับ ผมชอบออกมาแบบนี้เหมือนกันครับ” ซุนกุกไม่ปฏิเสธ
กยองฮาไม่ได้คิดจะล่ามซุนกุกไว้ที่ร้านตามสั่งอย่างเดียวอยู่แล้ว ครั้งนี้เขาอาศัยการพาไปเยือนเหล่าแฟรนไชส์ให้เปิดหูเปิดตา เหมือนครั้งก่อนที่เขาพาไปโรงผลิตสุราโครยอนั่นเอง กยองฮาทำหน้าที่คนขับ พารถวิ่งฉิวผ่านด่านเก็บเงิน ออกสู่ทางด่วนพิเศษ
“พี่จินโอรับผิดชอบหลายส่วนเลยใช่ไหมครับ”
“อื้ม โฮมเพจเราจินโอก็เป็นคนทำนี่นา”
“คงเพราะผมทำงานแต่ในฝั่งห้องอาหารอย่างเดียวมั้งครับ เลยนึกไม่ออกว่าฝั่งสำนักงานนี่งานหนักขนาดไหน”
“แหม่ มีใครเก่งตั้งแต่เริ่มต้นบ้างล่ะ” กยองฮาหัวเราะ
ซุนกุกเปรยสั้นๆ
“พี่ไงครับ”
กยองฮาพูดไม่ออก ซุนกุกมองอีกฝ่ายนิ่ง ชวนคุยต่อ
“อ้อ จริงสิครับ ผมได้ใบขับขี่แล้วนะ จากนี้ถ้าต้องไปไหนที่ใช้รถ ขอผมเป็นคนขับบ้างนะครับ”
“ต้องลองหัดขับเยอะๆ ให้ชินด้วยล่ะ”
“แปะป้ายไว้ว่ามือใหม่หัดขับก็น่าจะโอเคนะครับ ยังไงอีกไม่นานผมกะจะถอยรถมือสองสักคันมาใช้อยู่แล้วครับ”
“มีเงินรึเปล่า”
“มีครับ พี่ให้เงินเดือนมาตั้งเยอะ ค่าเช่าบ้านก็ไม่มี ช่วงนี้ก็ไม่ได้ใช้เงินเลยด้วยครับ” แถมข้าวก็ยังไม่ต้องซื้อ
กยองฮาจมลงสู่ความคิดตัวเอง ครั้นได้ข้อสรุปเขาก็เอ่ยอย่างใจป้ำ
“งั้นก็เอาคันนี้ไปหัดขับซะ”
“เฮ้ย เกิดผมเอาไปชนนู่นนี่เข้า ทำไงล่ะครับ”
“พี่จะนั่งไปด้วยตลอด ไม่ต้องกังวล”
ซุนกุกซาบซึ้งตรึงใจ
“…ผมกำลังคิดว่า โชคดีที่สุดในชีวิตผมคือการได้รู้จักพี่นี่แหละครับ”
กยองฮาหัวเราะแห้ง สองคนคุยกันไปคุยกันมา การขับรถทางไกลจึงไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เมื่อเลี้ยวพ้นทางด่วนพิเศษออกมาแล้ว ไม่นานนักก็ถึงซองนัมอันเป็นที่หมายแรก จินโอซึ่งแวะไปเทจอน ก่อนวนมาเช็คความเรียบร้อยที่นี่อีกครั้งกล่าวทักทายกยองฮา
“ไปกันเถอะครับ”
สองคนรวมซุนกุกอีกหนึ่ง เดินตรงไปยังประตูร้านแฟรนไชส์ฮันอุล หน้าทางเข้ามีป้ายตั้งหรา ประกาศให้ทราบว่ากยองฮาจะมาเยือน คนจำนวนไม่น้อยเข้าแถวรอต้อนรับ เจ้าของสาขาที่มองเห็นกยองฮารีบซอยเท้าไม่หยุดเข้ามาโค้งคำนับ
“ทั้งที่ไม่น่าจะว่าง ยังอุตส่าห์ให้เกียรติแวะเวียนมาร้านเรา ขอบพระคุณมากครับ”
ไม่ทันไร สาวน้อยกระโปรงสั้นก็ส่งเสียงกรี๊ดขึ้นมา กระทืบเท้าตุกตักไปด้วย
“แอร๊ย! มาแล้ววว!”
เมื่อมีคนเปิด ก็มีคนตาม ฝูงชนเริ่มเข้ามารายล้อมรอบกยองฮา
“ขอลายเซ็นหน่อยค่ะ”
“ฉันด้วยนะคะ”
กยองฮาตอบรับทุกคนอย่างร่าเริง
“ไว้ทานอาหารกันเสร็จแล้วผมค่อยเซ็นให้นะครับ”
“เชิญครับ” เจ้าของสาขานำทางกยองฮา
ทันทีที่เข้าไปยังด้านใน ก็เห็นลูกค้าแต่ละคนกรูกันกลับเข้าที่เดิม จัดแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยกันตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่แน่ใจ และแน่นอนว่า มีคนพยายามทำเนียน ขยับมาด้านหน้านิดๆ หน่อยๆ
“นี่ ลุงคะ ที่ลุงไม่ใช่ตรงนี้นะคะ”
“อ่า~! งั้นเรอะ”
คุณลุงกลับไปยังที่เดิมของตนอย่างเขินๆ จากนั้นลูกค้าก็เริ่มทยอยเดินไปนั่งตามคิว
“ปกติที่ว่างเยอะขนาดนี้เลยเหรอครับ” กยองฮาสงสัย
เจ้าของสาขาโบกมือปฏิเสธ
“ไม่ครับๆ วันนี้พิเศษเพราะมีอีเวนท์ ลูกค้าส่วนใหญ่เลยเสนอกันเองว่าอยากรอต้อนรับก่อนน่ะครับ”
กยองฮาเข้ามายืนในครัว สำรวจวัตถุดิบเป็นอย่างแรกจึงค่อยลงมือรับออเดอร์ สาขานี้น่าจะรักษากฎของฮันอุลเคร่งครัดพอสมควร เนื่องจากกยองฮาไม่พบวัตถุดิบที่เป็นของต่ำกว่ามาตรฐานเลย เจ้าของสาขายืนข้างกยองฮา ตั้งท่าสังเกตสังกาเต็มที่ ตำนานแห่งร้านตามสั่งมายืนทำอาหารอยู่ตรงหน้าตัวเป็นๆ ขนาดนี้จะไม่มองให้เต็มตาได้อย่างไร!
กยองฮาเองก็ไม่คิดจะห้าม
‘ดูท่าจะเป็นคนเอาจริงเอาจังนะเนี่ย’
ออเดอร์ถูกส่งจากเครื่อง POS เข้ามาที่ครัว กยองฮาไล่ทำทีละอย่างตามลำดับ แต่นั่นคือสี่เมนูพร้อมกันในครั้งเดียว เจ้าของสาขาตาค้าง ตกใจแทบล้มตึง
‘เคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าจะระดับนี้…’
หากเป็นตัวเขาคงงงตั้งแต่จำลำดับออเดอร์ และด้วยความกลัวว่าจะเกิดการผิดพลาด สายตาจึงคอยสอดส่องจ้องไว้ตลอด ทว่า ไม่เกิดเรื่องอะไรใดๆ ขึ้นทั้งสิ้น
‘เจอแบบนี้ ต่อให้เราเผลอเอาเต้าเจี้ยวใส่ซ้ำไปในกิมจิก็คงไม่แปลก’
ในที่สุด อาหารที่เสร็จเรียบร้อยก็ถูกลำเลียงออกไปเสิร์ฟผ่านทางเคาน์เตอร์ครัว พนักงานสาขารวมทั้งซุนกุกช่วยกันยกไปยังโต๊ะลูกค้า เจ้าของสาขาปรายตาจับสังเกตปฏิกิริยาแต่ละคน
“โอ้ว อร่อยจัง”
“นี่สินะ แกงเต้าเจี้ยวที่เชฟโกกยองฮาทำ”
คุยกันเท่านั้นก็เงียบเสียง ด้วยทั้งคู่กำลังก้มหน้าก้มตาซัดโฮกแกงชนิดแทบจะมุดเข้าไปในหม้อดินอยู่แล้ว เจ้าของสาขาได้แต่ยืนมองทั้งลิ้นไก่สั่นระรัว
‘ต้องอร่อยขนาดไหนกัน คุยก็ไม่คุย เอาแต่กินลูกเดียว อา อยากกินบ้างจัง’
ส่วนพนักงานฝั่งห้องอาหารก็กำลังตื่นตระหนกเพราะซุนกุก
“คนนั้นโคตรเก่ง คงเพราะมาจากสาขารองแน่ๆ เลย เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกแท้ๆ แต่กลับไม่ต้องถามเลขโต๊ะ เสิร์ฟโชะๆๆ เป๊ะมาก”
“นั่นสิ อย่างน้อยก็ควรงงบ้างนะ…”
ซุนกุกนั้นเหลือบตามองตัวเลขเล็กๆ บนโต๊ะก่อนแล้วตั้งแต่เข้ามาในร้าน ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาด คือ จัดระเบียบได้ดี โต๊ะที่นี่เรียงเลขแบบสลับฟันปลา แม้ขนาดร้านออกจะเล็กกว่าแฟรนไชส์อื่นอยู่บ้าง
‘มีแค่ไม่กี่โต๊ะเองแฮะ ให้เราเสิร์ฟคนเดียวทั้งร้านยังได้เลย…’
ความวุ่นวายหรือ ไม่จำเป็นต้องเทียบกับสาขารอง เพราะเทียบกันไม่ได้แม้แต่น้อย
“น้องคะ สั่งอาหารด้วยค่า”
“ครับ!”
พนักงานสาขากำลังจะออกตัว ทว่า ซุนกุกกลับยืนอยู่หน้าโต๊ะนั้นเรียบร้อยแล้ว พนักงานสาขาเพิ่งหันไปเห็น แต่ละคนตาโตเท่าโคมไฟ
‘ไปโผล่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย’
การตอบสนองและปฏิกิริยาตอบรับของซุนกุกได้รับการขัดเกลาฝึกฝนอย่างหนัก ณ สาขารอง พนักงานสาขาคนอื่นๆ ย่อมไม่อาจตามทัน อีกทั้งท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวาย ซุนกุกยังคงรักษาสีหน้าไว้ได้ ไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เห็นเลย มือไม้ยามเก็บกวาดจานชามและโต๊ะก็ไม่ธรรมดา กระทั่งการซ้อนเรียงถ้วยยังทำให้คนมองอึ้งปนทึ่ง
“ยกหม้อดินสี่ใบในรอบเดียว สุดยอด”
ตอนนี้สายตาที่เหล่าพนักงานสาขามองซุนกุกวิบวับไม่ต่างจากมองเทพแห่งการเสิร์ฟ ห้อมล้อมไปด้วยรังสีแห่งความเป็นมืออาชีพ
จากนั้นไม่นาน ลูกค้าหญิงที่รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยเป็นคนแรกก็เอ่ยปาก
“โห อย่างนี้นี่เอง เชฟโกกยองฮาถึงได้เป็นเชฟโกกยองฮา”
เธอชื่นชมกยองฮาจากใจจริง สีหน้าเธอแสดงออกเช่นนั้น nᴏveʟɢu.ᴄᴏᴍ
***
การทัวร์แฟรนไชส์ใช้เวลาสองวันติดและจบลงตอนกลางดึก
นวดคลายเส้นทั่วร่างตามคอร์สของเดอชอว์นรอคอยกยองฮาอยู่ที่บ้าน เดอชอว์นเน้นคลายกล้ามเนื้อช่วงหัวไหล่ที่แข็งปั้กเป็นหลัก มือขยับนวด ปากก็ขยับถาม
“อาจารย์ครับ พวกเราก็ต้องย้ายด้วยเหรอครับ”
ด้วยความที่ตึกใหม่โอนกิจการมาเป็นของกยองฮาเรียบร้อยแล้ว ทั้งแฟรนไชส์ ทั้งสถานฝึกอบรมสำหรับเปิดสาขา ต่างย้ายไปที่ตึกกันหมด เดอชอว์นจึงอยากรู้
“อยากย้ายเหรอ” กยองฮาถามกลับในท่านอน
“ไม่ครับ สำหรับผม อยู่เหมือนเดิมแบบนั้นดีแล้วครับ” เดอชอว์นตอบตามตรง
“เหตุผลคือ?”
“ย้ายไปย้ายมา วุ่นวายจะตายครับ”
เดอชอว์นคงมีนิสัยประเภทชอบอยู่กับที่ จะว่าอยู่ติดที่ก็ได้ กยองฮาหัวเราะกว้าง
“ย้ายเฉพาะสถานฝึกมือของเรสเตอรองอย่างเดียวนั่นแหละ เห็นๆ อยู่ว่า มันเริ่มจะแออัดแล้วน่ะนะ”
“อา นี่ผมกังวลไปเองหมดเลยใช่ไหมครับ”
เรื่องการย้าย ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับแดเนียลและเดอชอว์นซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานและเรียนรู้อยู่ในเรสเตอรอง
จู่ๆ มือถือกยองฮาที่วางไว้ข้างตัวก็ดัง เขาเหยียดแขนออกไปหยิบมาดูก็เห็นว่ามีข้อความจากจีฮยอน
[พี่คะ พอมีเวลาว่างไหม]
[อื้ม ว่างสิ อยู่ไหนน่ะ]
[หนูอยู่ใกล้ๆ พระราชวังชังกยองค่ะ วันนี้เขาเปิดให้เข้าชมตอนกลางคืนล่ะ]
[รอแป๊บ เดี๋ยวพี่ไปหา]
กยองฮาลุกพรึ่บทันที
“ยังนวดไม่ครบ…”
ซุนกุกทางซ้าย แดเนียลทางขวา ทั้งคู่ยื่นมือไปอุดปากเดอชอว์นไว้พร้อมกันอย่างเร็ว
กยองฮามองสามคนแล้วก็แจกหัวเราะอารมณ์ดี พลางรีบร้อนเตรียมออกจากบ้าน แต่ถูกซุนกุกเรียกเอาไว้ก่อน
“พี่ครับ สวมไอ้นี่สักหน่อยก็ยังดีนะครับ”
“หืม?”
สิ่งที่ซุนกุกยื่นให้เขา ไม่ใช่ของแปลกอะไร มันคือหมวกเบสบอลใบหนึ่ง ซุนกุกคงกังวลว่าจะมีคนจำกยองฮาได้นั่นเอง สถานการณ์อื่นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่กำลังจะไปเดตกันไม่ใช่หรืออย่างไร
“ขอบใจนะ”
กยองฮาพารถมาจอดในลานจอดใกล้ๆ พระราชวังชังกยอง
ดูเหมือนจีฮยอนจะสังเกตเห็นรถกยองฮาแล้ว จึงกระโดดออกมาจากรถแวน วิ่งมาทั้งชุดปลอมตัวเต็มยศ
“ฟ้ามืดแล้วนะ ต้องปิดซะขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ก็ข้างในคนเยอะนี่คะ ไปกันเถอะค่ะ”
จีฮยอนยิ้มตาเป็นพระจันทร์เสี้ยว ทั้งคู่เดินเคียงกันช้าๆ สายลมสดชื่นพัดผ่านกาย พาให้สองคนอารมณ์ดียิ่งขึ้นไปอีก
‘เมื่อกี้แอบร้อน ลมก็ช่างพัดมาได้จังหวะจริงๆ…’
เพียงพริบตาเดียวอากาศก็เปลี่ยน ฤดูร้อนใกล้เข้ามาแทบจ่อปลายจมูก เช่นนี้ก็หมายความว่า ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีแล้วสินะ กยองฮาชวนคุย
“มาเดตแบบนี้ เราสองคนดูแก่ขึ้นมานิดหนึ่งเลยนะ ว่าไหม”
“คะ? ทำไมล่ะ”
“ก็ปกติ คนที่มาเที่ยวพระราชวังเก่ามักเป็นพวกมีอายุนี่นา”
“ไม่ซะหน่อย หนุ่มๆ สาวๆ เยอะแยะจะตายไปค่ะ โดยเฉพาะรอบที่เปิดให้เข้าชมกลางคืน”
“เสิร์ชหาข้อมูลมาแล้วเหรอ” กยองฮาแหย่ถามตรงๆ
“…ก็ ก็นิดหน่อยค่ะ” แก้มจีฮยอนเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ
กยองฮาทำเนียน ค่อยๆ ยื่นมือไปจูงมือจีฮยอน
ระหว่างคู่รัก ส่วนมากฝ่ายชายควรเป็นผู้นำไม่ใช่หรือ จีฮยอนนั้นส่งสายตาเปี่ยมความเชื่อมั่นกลับไปให้กยองฮา ดวงตานั้นสุกใสเสียจนกยองฮาแทบถูกดึงตกลงไป เขาเสเงยหน้ามองฟ้ายามค่ำคืน พระจันทร์ส่องสว่างนวลน่ามองเหลือเกิน
“พระจันทร์ทั้งกลมทั้งสว่างเลยเนอะ”
“จริงด้วยค่ะ”
ตาสองคู่แหงนมองไปยังจุดเดียวกัน ทั้งคู่รับรู้ความรู้สึกเดียวกันได้
พระราชวังชังกยองเป็นอย่างที่จีฮยอนบอกเลย คนเยอะมากจนเรียกได้ว่าล้น
‘มากันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ’
ดูท่าจะมากยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก โคมไฟส่องทางตามจุดต่างๆ ช่วยมอบแสงสว่างอย่างแข็งขัน อีหรอบนี้อาจจะมีคนรู้จักโผล่ออกมาจ๊ะเอ๋ก็ไม่แน่ จีฮยอนเริ่มคิดหนัก เธอดึงแขนเสื้อกยองฮาพลางชี้ชวน
“พี่คะ เราลองไปเดินตามทางหินนั่นก็น่าสนุกนะ”
“ไปไหมล่ะ”
ทางเดินหินตกแต่งอย่างประณีตงดงาม แถมยังไม่ค่อยมีใครตามเข้ามาเดินบนนี้อีกด้วย จึงไม่แออัดยัดเยียดแต่อย่างใด
ทั้งคู่เดินไปเรื่อยๆ เลี้ยวเมื่อเจอทางเลี้ยว พอเป็นทางตรง จีฮยอนก็เอนซบศีรษะพิงไปบนแขนกยองฮา
‘ดีจังเลย จริงๆ นะ…’
สองคนคงจะเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดและไม่หยุด หากรองเท้าของจีฮยอนไม่หักเสียก่อน…
“อ๊ะ”
กยองฮาขมวดคิ้วทันที จีฮยอนเดินตามทางหินมาถึงตรงนี้ด้วยส้นสูงนี่นา เขามัวแต่มองหน้าเพราะไม่อยากละสายตา เลยไม่ทันได้สังเกตละเอียดว่าเธอแต่งตัวแบบไหน
“น่าจะสวมคู่สบายๆ มา ไหนดูซิ ข้อเท้าพลิกรึเปล่าน่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ทว่า ท่าทางแบบนั้นดูอย่างไรก็คือการฝืนเดินชัดๆ
กยองฮาสละแผ่นหลังให้
“ขึ้นมาสิ”
“หนูไม่เป็นไรจริงๆ นะ ตอนซ้อมก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ…”
จีฮยอนหาใช่ใครอื่น หากแต่เป็นผู้หญิงที่เขามีใจให้และเก็บเธอไว้ในใจอย่างดี กยองฮาดึงแขนสองข้างของจีฮยอนเข้าหาตน จากนั้นแบกขึ้นหลังเสียเลย
“เจ็บแล้วห้ามทน”
แผ่นหลังนั้นอบอุ่นมากเสียจนจีฮยอนอดไม่ได้ ต้องแนบแก้มพิงลงไปเบาๆ
“ก็ได้ค่ะ ว่าแต่ ไม่หนักเหรอคะน่ะ”
“อะไรหนัก ต่อให้น้ำหนักขึ้นอีกสองเท่าก็แบกไหว”
“อุ๊บ ขี้โม้”
“เรื่องจริงเลยล่ะ”
เรื่องที่ทั้งคู่คุยกันมีแต่เรื่องธรรมดาพื้นๆ ไม่มีอะไรพิเศษแม้แต่น้อย ทว่า ความรู้สึกของจีฮยอนและกยองฮานั้นกลับไม่ธรรมดา เพราะแผ่นหลังและหน้าอกที่แนบชิดกันเป็นเหตุ ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา สมองกยองฮาก็สับสนวุ่นวายไม่มีช่องว่างให้คิดเรื่องอื่น มันขาวโพลนไปหมดจนเขาชักจะเสียใจ (?) แล้วที่เสนอวิธีนี้
‘เราแบกโล้มาด้านหน้ามากไปรึเปล่าหว่า’
ส่วนจีฮยอนก็ง่วนถามคำถามกับตัวเอง
‘พี่จะแบกเราเดินไปถึงไหนเนี่ย’
***
แต๊กๆๆๆ
[ปล่อยบัตรจองฮันอุลสาขารองสองใบครับ ใบละห้าแสนวอน]
ข้อความที่โพสต์ขึ้นไปนั้น ถ้าจะให้นับคงเป็นรอบที่สิบกว่าแล้ว บัตรจองนี้กว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็น อย่าเพิ่งพูดถึงคนที่จะมาซื้อเลย ด้านล่างมีแต่คอมเมนต์ด่ากราดเต็มไปหมด
[เอามาขายซ้ำ อย่างน้อยก็ให้มันพอประมาณเถอะครับ คนเราควรมีมโนธรรมหน่อยนะ]
[จากหกพันวอน เอามาขายห้าแสนเหรอ เฮ้ย สิบแปดมงกุฏรึเปล่า]
[สามารถแจ้งความให้เข้าไปกินข้าวแดงคุกแทนได้ไหมอะครับ]
ชายคนหนึ่งกระหน่ำทุบคีย์บอร์ดด้วยความโกรธ
“บ้าจริง อะไรกันนักหนา”
ความโมโหพุ่งสะท้อนกลับราวกับกรดไหลย้อน
“ฉันซื้อมาในราคาสามแสนนะโว้ย แพงเหรอ บอกว่าแพงงั้นเหรอ”
เขาไม่มีทางเลือก คนที่ทำท่าจะขายเรียกว่าแทบไม่โผล่มาให้เห็นเลย อีกอย่างการแข่งขันนี้ค่อนข้างดุเดือด หากเขาไม่เรียกเรียกราคาสูงๆ ไว้ก่อน พวกรอขายย่อมมีแนวโน้มจะไม่สนใจและไม่ว้าวไปกับเขาอยู่แล้ว