ขั้นตอนการทำอาหารของทั้งคู่ลื่นไหลไร้รอยต่อ เป๊ะดั่งใช้ไม้บรรทัดทาบ ตั้งแต่การนำน้ำขึ้นตั้งไฟ เรื่อยไปจนถึงการใส่วัตถุดิบ เรียกได้ว่าเคร่งครัดมาก จึงเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างผู้เข้าแข่งขันอื่น ท่วงท่าการจับและหย่อนวัตถุดิบก็ดูเหนือชั้นไม่แพ้กัน หรือว่าสิ่งเหล่านี้มีกฎตายตัวอยู่จริง?
‘ไม่ได้มาเล่นๆ แบบคนธรรมดาแน่นอน คุ้นจัง เหมือนเคยเห็นที่ไหนเลยแฮะ…’
ไม่แปลกที่จะรู้สึกแบบนั้น ทุกคนย่อมต้องเคยเห็นกยองฮา ราชาอาหารตามสั่งชื่อดังผ่านตามาก่อนอยู่แล้ว ซึ่งท่าทางก็ดันคล้ายกันพอดี
***
นานทีปีหน กยองฮาจะได้นอนเอกเขนกดูทีวีเช่นนี้
เดอชอว์นอยู่ด้านข้างคอยบีบๆ นวดๆ ขา ส่วนแดเนียลรับหน้าที่แคะหู ซุนกุกเองก็ขันอาสาถูพื้นทำความสะอาดห้องนั่งเล่น
“พี่ จะไม่ไปกวังฮวามุนเหรอครับ ไม่เป็นไรเหรอ”
“ทำได้อยู่แล้วล่ะน่า”
วันนี้ค่อนข้างพิเศษ เพราะเป็นวันแข่งขันทำอาหารของมยองฮุนและฮเยจี ซุนกุกไม่เข้าใจกยองฮาที่ตอบกลับมาเสียงเนือยๆ ไม่กระตือรือร้น
‘พอเวลาแบบนี้ทีไรล่ะเนือยอย่างนี้ทุกที ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันหยุดก็ว่าไปอย่าง…’
กระทั่งวันหยุด กยองฮายังเคลื่อนไหวทำกิจวัตรตามตารางเป๊ะ
“ไม่กังวลเลยเหรอครับ”
“อื้ม”
คำตอบสั้นตัดฉับ เล่นเอาซุนกุกไปต่อไม่เป็น
‘ถ้าเห็นความสำคัญของสองคนนั้น ปกติคนเราก็ต้องไปเกาะขอบสนามให้กำลังใจสิถึงจะถูก?’
กยองฮากล่าวต่อท้ายความคิดซุนกุก
“ถ้าไป คนลงแข่งก็จะอึดอัดเปล่าๆ สองคนนั้นทำได้ดีอยู่แล้วน่า”
“งั้นพี่คิดว่าน่าจะได้รางวัลกันทั้งสองคนเลยรึเปล่าครับ” ซุนกุกแอบหวังลึกๆ
กยองฮาตอบคำตอบสัจธรรม
“อันนั้นต้องรอดูไปก่อน”
เรื่องราวในโลกหล้า ใครเลยจะล่วงรู้ได้หมด จริงอยู่ที่มยองฮุนกับฮเยจีความสามารถโดดเด่น แต่ก็เป็นไปได้ว่าจะเจอคู่แข่งที่ทั้งโหดและโดดเด่นไม่แพ้กัน ซึ่งกยองฮาไม่ได้อธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจด้วยประโยคยาวๆ ซุนกุกจึงทำปากยื่นเหมือนงอน
‘ให้กำลังใจเยอะๆ หน่อยก็ไม่ได้นะพี่นี่…’
พนักงานแต่ละคนล้วนเชียร์กันสุดฤทธิ์ชนิดไม่ยั้ง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตั้งแต่เมื่อคืน ข้อความอวยพรเด้งรัวๆ ในกรุ๊ปแช็ต ขอให้ทั้งคู่ผ่านฉลุยคว้ารางวัลมาได้สมใจ ทว่า คนที่ควรทำตัวเป็นศูนย์รวมกำลังใจที่สุดดันทำท่าเหมือนไม่ค่อยใส่ใจเสียนี่ จะไม่น้อยใจได้อย่างไรเล่า
กยองฮาปรายตามองซุนกุกที่เดินหันหลังไปนั่ง ตัวเขาจะไม่สนใจมยองฮุนกับฮเยจีที่กำลังลงแข่งอยู่ได้อย่างไร เพียงแต่เขารู้ว่าการให้ความสนใจมากเกินไปอาจทำให้กดดันกว่าเดิม ถ้าเขาโผล่หน้าไป ต้องมีสักหนที่สองคนจะเงยหน้ามองหา จุดนี้กยองฮาจึงเห็นว่า ปล่อยให้ได้แสดงฝีมือกันอย่างสบายใจ เปล่งประกายความสามารถให้เต็มที่ไปเลยน่าจะดีกว่า
หากความสามารถทั้งคู่ไม่เอาอ่าวก็ว่าไปอย่าง นี่เอาตัวรอดกันได้เหลือแหล่ แถมสถานการณ์อำนวยแบบนั้นยิ่งไม่ควรกระทำการแทรกแซงใดๆ มิฉะนั้นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดอาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน
‘อยู่ดีไม่ว่าดี จู่ๆ ก็ถามเรื่องนี้ ทำเอาอยากรู้เลยวุ้ย’
กยองฮาหยิบมือถือขึ้นมาปาดเลื่อนๆ ดูทั้งในท่านอน
<การแข่งขันทำอาหาร กรุงโซล>
ครั้นพิมพ์คำที่ต้องการค้นหาลงไป ข่าวและบล็อกต่างๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องก็โผล่เรียงกันขึ้นมา อาจเพราะยังไม่ถึงช่วงประกาศผล ลิงก์ล่าสุดจึงมีเพียงข่าวของหลายชั่วโมงก่อนหน้าและไม่กี่วันก่อนหน้าเท่านั้น ซุนกุกออกไปซักไม้ถูพื้นที่สกปรกจนสะอาด กลับเข้ามาในบ้านอีกครั้งก็เห็นภาพนั้นแต่ไกล
‘แอบสนใจอยู่เหมือนกันนี่นา’
เพราะถ้าไม่ห่วงใยไม่สนใจจริงๆ ล่ะก็ คงไม่รัวปุ่ม ‘รีเฟรช’ ในความถี่ระดับวินาทีขนาดนั้นแน่
ฉับพลันซุนกุกก็เกิดความคิดเลอะเทอะวนเวียนในสมอง
‘อย่าบอกนะว่าพี่กยองฮาเป็นพวก ‘ซึนเดเระ’[1]?’
***
อาหารเกาหลีเรียงรายละลานตากลางกวังฮวามุน
ไม่รู้ว่าผู้เข้าแข่งขันกะใช้กลยุทธ์อาหารชั้นสูงเข้าสู้หรืออย่างไร อาหารราชสำนักที่ปรากฏในวังอย่าง นอบีอานี (เนื้อวัวหมักย่างหั่นบาง) ชินซอลโล (ซุปร้อนใส่ผักและเนื้อเรียงสลับสีตุ๋นในหม้อชนิดมีรูตรงกลาง) ทั่งพยองเช่ (สลัดเปรี้ยวหวานคลุกวุ้นบุก ถั่วงอก เนื้อสัตว์หั่นฝอย) ช่องพาทั่ง (ซุปร้อนคล้ายซุปเนื้อเผ็ด) หรือชอนบกโช่ (หอยเป๋าฮื้อปรุงรสเคี่ยวแห้งเสิร์ฟบนฝาหอยแบบหอยนางรมสด) ยังอุตส่าห์ออกมาอวดโฉมเต็มไปหมด
นอกจากนี้ อาหารเกาหลีประยุกต์สไตล์ฟิวชั่นก็มา ตรงข้ามกับผู้เข้าแข่งขันบางคนซึ่งกะเอาดีด้านใช้อาหารเกาหลีดั้งเดิมแต่นำมาจัดเพลทติ้งแต่งจานให้หรูหราเรียกคะแนน
‘ดูไปก็สวยอยู่หรอก แต่รสชาติเฉยๆ มาก’
ยุคนี้ อาหารเกาหลีแบบเป็นคอร์สเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทว่าในความเป็นจริง ร้านอาหารเกาหลีเฉพาะทางที่ไปเยือนแล้วรู้สึกว่าทำได้อร่อยถูกใจกลับมีน้อยนัก อาหารของผู้เข้าแข่งขันวันนี้ก็เช่นกัน ไม่เลวเลย ถ้ามองภายนอกอย่างเดียว
ปาร์คอินจุน นายกเทศมนตรีประจำกรุงโซลทำหน้าเหม็นเบื่อ
‘เราคาดหวังเรื่องความอร่อยจากการแข่งขันแบบนี้มากไปรึเปล่าหว่า นั่นก็ประเด็นหนึ่ง ตอนนี้เจอแต่อาหารมันๆ ไม่สบายท้องเลยให้ตาย ไม่มีอะไรร้อนๆ ให้ซดแล้วสดชื่นสักหน่อยหรือไงนะ’
เขาหยุดฝีเท้าเมื่อเดินมาถึงอาหารลำดับถัดมา ก่อนเงยหน้าขึ้นมองผู้เข้าแข่งขันหนุ่มที่อายุน่าจะยังไม่ถึงสามสิบดี ติดป้ายชื่อที่อกว่า จองมยองฮุน
น่ากล่าวขอบใจเหลือเกิน พ่อหนุ่มนี่เลือกทำแกงเต้าหู้นุ่ม
บนแกงเต้าหู้นุ่มร้อนกรุ่นที่เสร็จสมบูรณ์มีไข่กึ่งดิบกึ่งสุกนอนทอดกายอยู่ เกรงว่าหากแตะต้องเล็กน้อยมันอาจจะแตกโพละได้ง่ายๆ สายลมที่พัดผ่านก็ราวกับจะช่วยทดสอบความอ่อนหยุ่นให้เห็นเป็นขวัญตา
‘ลมพัดหน่อยเดียวเอง ขยับดึ๋งๆ เลยแฮะ’
ปาร์คอินจุนพยายามกลืนความตระหนกลงคอ ก่อนจะหันไปถามคณะกรรมการด้านหลังเป็นเชิงขอความเห็น
“ผมเจาะแตกล่ะนะ?”
“ฮะๆ เอาเลยครับ ไข่นั่นใส่มาเพื่อให้เจาะไม่ใช่เหรอครับ”
แน่นอนว่า ต่างคนต่างก็มีสไตล์ มีวิธีการกินตามแบบฉบับของตัวเอง
เมนูตัวอย่างที่สร้างการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายย่อมหนีไม่พ้นทั่งซูยุก (หมูชุบแป้งทอดซอสเปรี้ยวหวาน) เนื่องจากสไตล์การกินจะแบ่งคนออกเป็นสองพวก คือพวก ‘ราดกิน’ กับพวก ‘จิ้มกิน’ อีกเมนูหนึ่งคือ ข้าวต้มน้ำสต็อกเนื้อวัว หลายคนต้องได้ทุ่มเถียงกันเสมอว่าจะผสมหรือไม่ผสมน้ำดองกิมจิหัวไชเท้าลงไป
และด้วยความที่ปาร์คอินจุนไม่แน่ใจว่า จะมีกรรมการท่านอื่นที่อยากชิมรสชาติแกงแยกกับไข่หรือเปล่า จึงลองโยนหินถามทางดูก่อน หากชิมคนเดียวคงไม่ต้องคิดมาก แต่นี่ต้องแบ่งให้คณะกรรมการทั้งหมดร่วมกันชิมด้วยนี่
การตัดสินให้คะแนนอาหารหลากหลายชนิด มักต้องดำเนินการด้วยวิธีนี้อยู่แล้ว เนื่องจากถ้ากินปริมาณสำหรับหนึ่งที่เข้าไปจนหมด ท้องคงอิ่มชิมอะไรต่อไม่ไหวแน่ๆ
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาจิ้มจึ้กลงไปตรงไข่แดง ประหนึ่งสายน้ำไหลเรื่อยผ่านทางลาดลงมา มวลไข่แดงเริ่มแผ่ขยายเข้าไปผสมผสานกับแกงเต้าหู้นุ่ม จากนั้นมันก็ถูกตักแบ่งเป็นถ้วยๆ ด้วยทัพพี ส่งต่อให้ได้ชิมกันถ้วนทั่ว ปาร์คอินจุนถึงกับเป็นตัวตั้งตัวตีส่งเสียงอุทานออกมาก่อน ความรู้สึกเขาตอนนี้ราวกับผู้กระหายคอแห้งกลางทะเลทรายค้นพบแหล่งโอเอซิส ไม่เพียงเท่านั้น รสชาติความอร่อยที่มาพร้อมความเผ็ดร้อนยังช่วยไล่ความรู้สึกเลี่ยนเมื่อครู่ออกไปจนสิ้น ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแท้ๆ
ปาร์คอินจุนคล้ายรากงอก ไม่อาจเดินหน้าต่อทันทีได้ ด้วยเขาคิดว่า หากเดินจากไปตอนนี้จะต้องรู้สึกเสียดายอะไรบางอย่างแน่ๆ อย่างน้อยสัญชาตญานเขาก็บอกเช่นนั้น ภาพนายกเทศมนตรีตักแกงเต้าหู้นุ่มครั้งที่สองสร้างเสียงหัวเราะให้คณะกรรมการ
‘แกงนั่นถูกปากท่านแหงๆ เลย’
ทัพพีที่สองกับสามก็มา หนึ่งในคณะกรรมการเริ่มโวยวาย
“ท่านครับ ทานคนเดียวแบบนั้นก็ไม่ถึงรอบพวกผมน่ะสิครับ”
นั่นแหละ ปาร์คอินจุนถึงได้เรียกสติกลับมาเป็นผลสำเร็จ
“โฮ่ๆ ผมกำลังจะตักส่งให้กรรมการท่านต่อไปไงครับ”
แก้ตัวข้างๆ คูๆ เรียบร้อยก็ถอนหายใจโล่งอก
‘เกือบไป เกือบกินไม่หยุดแล้วเรา’
ปฏิกิริยานั้นไม่แปลกเลย แกงเต้าหู้นุ่มของมยองฮุนนับว่าใกล้เคียงเลเวล 4 มาก เมนูที่มยองฮุนมั่นใจฝีมือตนเองเต็มร้อย นอกจากแกงกิมจิแล้วก็มีแกงเต้าหู้นุ่มนี่เอง และมยองฮุนก้าวข้ามขั้นของแกงเต้าเจี้ยวในอดีตมาได้เป็นผลสำเร็จแล้ว! แม้จะเป็นเลเวล 3 เท่ากัน แต่ก็มีส่วนต่างค่อนข้างกว้าง
จะบอกว่า แกงเต้าเจี้ยวในอดีตของเขาเป็นต้นเลเวล 3 ส่วนแกงเต้าหู้นุ่มปัจจุบันเป็นปลายเลเวล 3 ก็ไม่ผิด ผลลัพธ์เช่นนี้ได้มาจากการที่มยองฮุนถูกแกงเต้าหู้นุ่มล่อลวงให้ติดงอมแงม จุดเริ่มต้นคือเขาได้ยินกยองฮาชมว่า ‘อร่อยใช้ได้’ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อมีโอกาสปรุงแกงเต้าหู้นุ่มครั้งใด ความฮึกเหิมจะพุ่งกระฉูดกว่าปกติ เกิดเป็นแรงผลักดันเต็มอัตรา!
ความเห็นของคณะกรรมการและปาร์คอินจุนไม่ได้แตกต่างกันเท่าใด หอยลายอวบอ้วนเนื้อแน่นเด้ง เต้าหู้อ่อนนุ่มนิ่ม ความเผ็ดร้อนพาให้รู้สึกสดชื่น ยิ่งได้ความนุ่มนวลของไข่แดงเข้ามาผสาน น้ำซุปก็ยิ่งละมุนลิ้นขึ้นไปอีกขั้น ได้ใจเหล่ากรรมการไปเต็มๆ
“เอ่อ…คือ…ตักกันแค่ท่านละทัพพีจะได้ไหมครับ เล่นตักสองทัพพีกันหมด คนที่เหลือจะชิมอะไรล่ะครับ”
ความอลหม่านไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฝั่งของแกงเต้าหู้นุ่มเท่านั้น
ฝั่งแกงเต้าเจี้ยวเนงงี[2]ของฮเยจีเองก็ไม่แพ้กัน ปาร์คอินจุนกำลังถูกรสชาติเข้มข้นของน้ำแกงทำเอาทั่วทั้งร่างสั่นสะท้าน ข้าวสวยหนึ่งคำที่เข้าปากไปพร้อมกันยิ่งเสริมความลึกล้ำแห่งรสชาติให้ชัดเจนกว่าเก่า ทั่วทั้งปากเต็มไปด้วยความอร่อยที่ฟุ้งกระจาย
ช้อนแรก ตามด้วยช้อนที่สอง ครั้นมาถึงช้อนที่สาม กรรมการคนก่อนหน้าก็กล่าวค่อนแคะ
“เฮอะๆ อีกแล้วนะครับท่าน” ɴᴏᴠᴇʟɢᴜ.ᴄᴏᴍ
ทว่า ใครจะพูดหรือไม่พูดอะไรล้วนไม่เป็นผล เนื่องจากปาร์คอินจุนไม่อยู่ในสภาวะพร้อมรับฟัง
‘ผักเนงงีที่ให้รสขม มันเข้ากันกับแกงเต้าเจี้ยวได้เหมาะเจาะขนาดนี้เชียวรึ’ เขาเอาแต่ครุ่นคิด
แม้แกงเต้าเจี้ยวเนงงีของฮเยจีจะยังไปไม่ถึงเลเวล 4 แต่มันมีความหอมหวนบางอย่างวนอยู่ในปาก เป็นเหตุให้ปาร์คอินจุนอารมณ์แจ่มใสขึ้นอีกมาก เขาข่มความเสียดายไว้อย่างลำบากยากเย็น เดินต่อไปยังโต๊ะผู้เข้าแข่งขันอื่นที่เหลือ
หลังจากนั้น การวิจารณ์พลางชิมอาหารก็ใช้เวลาเพียงครู่สั้นๆ คณะกรรมการตัดสินการแข่งขันทำอาหารเกาหลีในวันนี้ต่างให้ความเห็นไปในทางเดียวกันหมด นั่นคือ แกงเต้าหู้นุ่มของมยองฮุน และแกงเต้าเจี้ยวเนงงีของฮเยจีคะแนนตีเสมอมาเคียงกัน ประหนึ่งฝั่งหนึ่งคือเสือ อีกฝั่งคือสิงห์ ดังนั้นทุกคนจึงพลอยคิดหนักไปตามๆ กัน
“แบบนี้ เราควรมอบที่ 1 ให้ใครดีครับ”
***
ณ ห้องพักครู (ที่ปรึกษา)
สีหน้าของคุณครูคังอีซมที่มองเจมินอ่อนโยนอบอุ่นหาใดเปรียบ
“เจมิน ชีวิตที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างจ๊ะ มีตรงไหนลำบากหรือไม่สบายใจไหม”
“ไม่มีครับ”
จะมีได้อย่างไร ไม่ต้องกล่าวถึงพวกครูนะ เอาแค่เพื่อนทุกคนก็พอ เดี๋ยวนี้ใครต่อใครต่างก็ทำตัวดีกับเขามาก ขนาดจุนกูที่มีปัญหากันมาก่อน ยังพยายามเข้าหาเขาอยู่บ่อยๆ เลย ราวกับตั้งใจว่าได้คุยกันมากขึ้นสักสองสามคำก็ยังดี ใครจะรู้ว่าการไปทัศนศึกษาเพียงครั้งเดียว เจมินก็กลายเป็นหนุ่มฮ็อตประจำ ป.1 ไปเสียแล้ว! นักเรียนบางกลุ่มให้ความเห็นกระทั่งว่า เจมินควรได้เป็นหัวหน้าห้องด้วยซ้ำไป แน่นอนว่า ข้าวห่อสาหร่ายไม่ใช่ตัวการหลักแต่เพียงอย่างเดียว คนเราหากภาพลักษณ์ดีขึ้นมาในสายตาใครสักหนหนึ่งแล้ว ย่อมดูดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เจมินเป็นเด็กขรึมไม่ช่างพูด สุขุมเยือกเย็น แต่ก็มีด้านที่เป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ ช่วยไม่ได้ที่เพื่อนๆ จะมองว่ามีความน่าเชื่อถือและไว้ใจได้
จังหวะนั้นเอง คุณครูปาร์คฮายุนก็เข้ามาในห้องอีกคน
“อุ๊ย เจอกันอีกแล้วนะจ๊ะเจมิน”
“สวัสดีครับ”
“จ้ะ แหม เจมินของครูนี่มารยาทงามจริงๆ” เธอลูบผมเจมิน
จากนั้นก็แลกเปลี่ยนสายตากันกับครูคังอีซม ครูสาวสองคนจ้องหน้ากันแล้วพยักหน้าหนักๆ
สามคนพบหน้ากันโดยบังเอิญเช่นนี้หลายครั้งหลายหน ขนาดเจมินยังรู้สึกได้ว่า ‘อีกแล้วเหรอ?’ เมื่อครั้งนั้น เจมินได้ถูกคุณครูซักไซ้ไล่เลียงจนรู้ความจริงว่า ข้าวห่อสาหร่ายที่เอาไปด้วยตอนทัศนศึกษานั้นพี่ชายใหญ่เป็นคนม้วนให้ ที่น่าตระหนกกว่านั้น พี่ชายใหญ่ของเขาก็คือ ราชาอาหารตามสั่ง หรือมิสเตอร์โกผู้เป็นที่รู้จักกันในนามเชฟโกกยองฮาอันเลื่องชื่อ ฉะนั้น เป้าหมายของครูสาวสองคนนี้มีเพียงหนึ่งเดียว
นั่นคือ การสร้างความสนิทสนมกลมเกลียวกับเจมิน เอาให้แน่นแฟ้นพอที่จะไปเยือนร้านฮันอุลสาขารองพร้อมกันได้ทั้งสามคน เช่นนั้นแล้ว พวกเธอย่อมได้โอกาสสนทนากับเชฟโกกยองฮามากกว่าแค่คำสองคำ แต่แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา ไม่ควรเร่งรีบดำเนินตามแผน มิตรภาพสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นย่อมต้องอาศัยเวลาบ่มเพาะ จึงจะเป็นความสนิทสนมที่ดีไม่ใช่หรือ
***
ณ โรงผลิตสุราต้มกลั่น โครยอ
แรงงานทุกคนทำหน้าที่อย่างมุ่งมั่นตามที่ได้รับมอบหมาย การผลิตสุราต้มกลั่นตามวิถีดั้งเดิมต้องอาศัยความตั้งใจจริงเหนือธรรมดาจึงจะทำได้ แต่กลับไม่มีแม้สักคนเดียวแสดงท่าทางเหนื่อยอ่อนให้เห็น
“พักกันแล้วค่อยต่อเถอะ”
“พักอีกแล้วเหรอครับ”
ช่ายองซอกแจกเครื่องดื่มให้พนักงานพลางยิ้มอบอุ่น
“ท่านสั่งไว้ไม่ใช่หรือไงว่า อย่าเร่งรีบ อย่าทำเหมือนถูกกดดันด้วยเวลาน่ะ”
คำเรียกขานว่า ‘ท่าน’ นั้นหมายถึงกยองฮา ผู้เข้ามารับโอนกิจการโรงผลิตสุราแห่งนี้นั่นเอง เหล้าหมัก (พวกไวน์) กยองฮาเป็นฝ่ายจัดการด้วยตัวเอง ส่วนเหล้าต้มกลั่นให้เป็นหน้าที่ของโรงงานแห่งนี้ แม้จะยังไม่จำเป็นต้องผลิตออกมาในปริมาณมากขนาดนั้น ช่ายองซอกก็ยังรู้สึกไม่วางใจ
‘ฮึ่ม จะต้องทำยังไง ถึงจะได้เหล้าต้มกลั่นคุณภาพดีกว่าที่เป็นอยู่’ นี่คือสิ่งที่เขากังวลเรื่อยมา
จำนวนพนักงานไม่หนาแน่นเท่าสมัยก่อนแล้ว การผลักดันให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูงขึ้นจะเป็นไปได้หรือ แม้จะใช้วิถีดั้งเดิมกันมาตลอด หากแต่ก็ได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายครั้งจากมือบรรพบุรุษเขาด้วยเหมือนกัน ดังนั้น ปัญหานี้จึงไม่ใช่ว่าปุบปับก็จะสะสางได้ ไม่แน่ ต่อให้เขาคิดหาวิธีจนสมองย้วยไปข้างก็ยังคิดไม่ออก นี่อาจเป็นการบ้านที่หาคำตอบถูกต้องไม่เจอไปตลอดชีวิตก็ได้ ทว่า บางทีการพยายามครุ่นคิดสิ่งเหล่านี้ สามารถนับเป็นการแสดงถึงคำว่าขอบคุณได้เหมือนกัน มันคือความรู้สึกขอบคุณกยองฮาที่เข้ามาช่วยพวกเขาให้หลุดพ้นจากความมืดมิดไร้หนทาง
ตอนนั้นเอง กยองฮาได้แวะมาที่โรงผลิตสุราพอดี
“มาแล้วหรือครับ”
พนักงานโรงงานลุกขึ้นยืนพรึ่บเพื่อทำความเคารพผู้มาเยือน กยองฮารับโอนกรรมสิทธิ์โรงงานแห่งนี้มาได้หลายเดือนแล้ว ฉะนั้นก็จัดว่าพอคุ้นเคยกันอยู่บ้าง
“ครับ กำลังพักกันอยู่ ผมคงไม่ได้มารบกวนหรอกนะครับ?” กยองฮาทักทายพร้อมรอยยิ้ม
ทว่า เหล่าพนักงานยังรู้สึกประหม่าไม่คลาย ก็แหม อบอุ่นมีเสน่ห์เสียขนาดนี้
“ไม่เลยครับผม”
กยองฮาเคยขอร้องหลายหนแล้วว่าให้ทำตัวตามสบาย แต่ทุกคนก็ยังคงอยู่ในวินัยเคร่งครัด กยองฮาคล้ายยอมแพ้ หมุนตัวเดินเข้าไปหาช่ายองซอกแทน
“ได้สุราต้มกลั่นแล้วใช่ไหมครับ”
“ครับ ปริมาณมากกว่าที่สั่งไว้เล็กน้อยครับ”
“ผมบอกให้ค่อยๆ ทำก็ได้นี่นา”
“ครับ ค่อยๆ ทำแล้วก็ยังได้ออกมาเยอะอยู่ดีครับ”
แรกเริ่มเดิมที โรงงานแห่งนี้ยังมีพนักงานไม่มากเท่าไหร่ กยองฮาทำเงินจากสุราได้มหาศาล ฉะนั้นเขาไม่เสียดายกับการเอามาจ่ายเงินเดือนพนักงานอยู่แล้ว ซุนกุกที่อาสาตามกยองฮามาด้วยเห็นพื้นที่โรงงานแล้วก็อึ้ง เดินชมภายในโรงงานเหมือนออกมาสำรวจภาคสนาม จากนั้นก็ตามกยองฮาและช่ายองซอกเข้าไปที่ห้องสำนักงาน
“พบประเด็นหรืออุปสรรคตรงไหนบ้างไหมครับ”
“ไม่มีเลยครับ”
กยองฮายื่นแขนไปทางซุนกุก
“ซุนกุก ขอนั่นให้พี่หน่อย”
“ครับ”
กยองฮารับเหล้าหมักจากมือซุนกุก ตั้งไว้บนโต๊ะ ก่อนกล่าวกับช่ายองซอก
“นี่คือเหล้าเทียนหม่าที่ผมหมักเองครับ รบกวนชิมให้หน่อยจะได้ไหมครับ”
[1] ซึนเดเระ เป็นคำภาษาญี่ปุ่น ใช้เรียกคนที่บุคลิกภายนอกดูไม่เป็นมิตร ไม่สนโลก เย็นชา หรือฉุนเฉียวง่าย แต่ลึก ๆ ในใจอ่อนไหว อ่อนหวาน และมีความรู้สึกต่อบางสิ่ง
[2] เนงงี เป็นผักชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายผักโขม